Welcome to My World

newravana
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บ้างาน ชอบการ์ตูน คลั่งใคล้การเมือง และสนุกกับการแต่งนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newravana's blog to your web]
Links
 

 
Shinkenger fanfic: เรื่องเล่าจากอดีต ตอนที่ 1

Paring  จูโซ x ทาเครุ



เรื่องเล่าจากอดีต


เรื่องที่ 1


 ค่ำนี้แสงจันทร์เต็มดวงสาดลงมากระจ่างแจ้ง  สายลมพัดพลิ้วต้องผิวกาย มีเพียงความเงียบสงบที่รายล้อมรอบ ทุกสิ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน  ยามนี้ที่เงาของชายผู้หนึ่งเดินย่ำเข้ามากลางพงไพร ดวงตาสีดำกระพริบไหวพิศชมสายน้ำริมลำธารที่ไหลรินเอื่อย  เงียบ แต่กังวานนัก  ใบไม้ไหวสั่น เบิกบานสะพรั่งและโรยราผ่านเลย เสียงนกร้องร่ำรำพัน แว่วหวานเสนาะโสตและชวนลุ่มหลงใหล  ชายหนุ่มยังคงเดินต่อไปเบื้องหน้าพลางเงยหน้ามองแสงจันทราที่สาดส่องกระทบผิว ใบหน้าที่นิ่งเฉยค่อยฉาบรอยยิ้มและปลายนิ้วยื่นออกละเลียดผิวใบไม้ชอุ่ม พิถีพิถันจับต้อง หลงลืมว่าตนเองนั้นมาย่ำเยือนที่นี่ด้วยเหตุใด  คนผู้หนึ่ง  ที่งามงดราวภาพวาดจนผู้เฝ้ามองในเงามืดนั้นไม่อาจทอดถอนสายตา


“ มาจริงๆสินะ” ชายผู้เฝ้ามองเอ่ยขึ้น ย่างเท้าเข้าหาอย่างสงบ ในขณะที่ชายเสื้อสีขาวที่รุ่ยร่ายนั้นปะป่ายตามแนวไม้  มือขวากำดาบคู่กายส่วนสายตานั้นเฝ้าจับจ้องยังชายหนุ่มอีกฝ่าย 


“ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหนีนี่ ฟุวะ จูโซ” ฝ่ายที่อ่อนเยาว์กว่ามากนักเอ่ยนามนั้น  ตรงข้ามกับเสื้อผ้าที่รุ่ยร่ายและราวกับหลุดมาจากอดีตอันแสนไกลของอีกฝ่าย  ชายหนุ่มอยู่ในเครื่องแต่งกายไปรเวทเช่นคนหนุ่มทั่วไป เสื้อตาหมากรุกสีแดงสลับดำ กางเกงยีนส์สีหม่นและรองเท้าสีดำ   ในมือนั้นคือดาบสีเงินประจำกาย   ดูราวกับแตกต่าง หากแต่สิ่งที่คนทั้งคู่คล้ายกันกลับเป็นแววตา  แววตาที่มุ่งหมายมาดชิงชัย  และเป็น....ผู้ชนะ


“ ชินเคนเรด ไม่สิ...ชิบะ ทาเครุ” จูโซเอ่ยชื่อนั้นเต็มเสียง จ้องเข้าไปในแววตาสีนิลที่วาวโรจน์โดดเด่น  อย่างไรก็อย่างนั้น เช่นไรก็เช่นนั้น  เป็นแววตาที่มีเปลวเพลิงโชติช่วงลุกโชนแสง  สง่างามยามร่ายรำดาบ และชวนหลงใหลในยามนิ่งงัน  ช่างคล้าย...คล้ายกันเหลือเกิน  “ ข้าต้องการ  การดวลที่สมบูรณ์แบบ  ความสุขสุดยอดจากการได้ประดาบกับเจ้า” ค่อยชักดาบออกจากฝักยาว  แสงสีเงินกระทบแสงจันทร์สาดทอดวงตาที่เขาคิดถึงคู่นั้น  ไม่อาจถอนสายตาออกได้ตั้งแต่แรกที่พบเจอ  ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเพลงดาบนั่น  ได้เห็นท่วงท่านั้น และได้สบแววตาที่กร้าวแกร่งนั่น


ข้า


ลุ่มหลง


“ ฉันมาเพื่อจัดการกับนาย  การต่อสู้ที่กระหายเลือดนั่น เป็นวิถีของปีศาจ!” ชิบะ ทาเครุประกาศ พร้อมกับยกดาบขึ้น  ฟุวะ จูโซคือศัตรู  ศัตรูที่ย้ำให้ได้เห็นถึงความอ่อนแอของตนเอง  และการเพลี่ยงพล้ำที่น่าเศร้าสร้อย  แต่มันจะจบลงที่นี่  ค่ำคืนนี้  ที่เขาจะขอใช้ศักดิ์ศรีของตนเองจบเรื่องนี้ลงเสียที


“ ดี!” แผดเสียงและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น  คำก็ศักดิ์ศรี คำก็วิถีปีศาจ  ช่าง...คล้ายกันจนเกินไป   “ เข้ามา! เติมเต็มความสุขสุดยอดให้กับข้า ชินเคนเรด!” สิ้นเสียงนั้นร่างสองร่างก็กระชับดาบมั่นกระโจนเข้าหากันในความมืด เสียงคมดาบฟาดฟันเลื่อนลั่น  ประกายดาบสีเงินแปลบปลาบละลานนัยน์ตา   ณ เวลานี้ที่มีเพียงคนสองคน  และมีเพียงวิถีดาบของกันและกันอยู่ในห้วงสำนึก  ยามนั้นเองที่ฟุวะ   จูโซ.....


พลันรู้สึก


เป็นสุข


“ ข้าเป็นสุข  อีกครั้ง” พึมพำกับตนเอง และรำลึกถึงก้นบึ้งของความทรงจำที่นานแสนนาน......................


 เสียงสายฝนตกพร่ำลงมาพร้อมกับสีแดงที่เจิ่งนองท่วมพื้น  ซากร่างที่นอนทอดกาย  และเสียงร่ำพร่ำไห้จากผู้รอดชีวิตที่ก้องระเคืองหู   ผู้แพ้ที่นอนทิ้งกายเจ็บปวด  สิ่งที่เจ็บคือบาดแผล แต่สิ่งที่คั่งแค้นคือความพ่ายแพ้  หากแต่ก่อนที่ดวงตาสีดำจะปิดลงและทอดถอนใจให้กับความน่าทุเรศทุรังของสภาพตน  ยามนั้นที่เงาหนึ่งพลันปรากฏ และหยาดฝนพลันหยุดนิ่งไม่แปดป้ายใบหน้า 


“ ลุกไหวไหม นายท่าน” เสียงนั้นทุ้มและนุ่มเพราะ เปิดเปลือกตาและแลเห็นร่มสีแดงถูกยกขึ้นบังศีรษะให้ ในขณะที่เงาของผู้เอ่ยปากถามไถ่นั้นยังคงเลื่อนลอยพร่ามัว 


“ ปล่อยข้าไว้ นี่ไม่ใช่ธุระของเจ้า” ซามูไรหนุ่มในชุดสีดำบอกอย่างเหนื่อยอ่อนระคนรำคาญนักหนา  หากแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยังไม่ยอมล่าถอยไปง่ายๆ เมื่อคนผู้นั้นกลับนั่งลงและเอื้อมมือแตะปลายนิ้วลงบนผิวแก้มของผู้บาดเจ็บ


“ ประเดี๋ยวจะมีคนมา  ท่านคงไม่ต้องการให้พวกเขาเก็บท่านไปพร้อมกับซากศพใช่หรือไม่  นายท่าน” เสียงนั้นนุ่มเพราะเสนาะก้องหูเป็นที่สุด ปลายนิ้วนั้นรุ่มร้อนและอบอุ่นท่ามกลางสายฝนที่ตกพร่ำหนาวยะเยือก เหนืออื่นใด ดวงตาสีดำคู่นั้น...ที่เชื้อเชิญให้ตอบรับอย่างที่สุด รอยยิ้มเพียงเล็กน้อย....กลับประทับจิตตราตรึง ณ แรกพบ


“ เจ้า  เป็นใคร”


“ แค่ชาวบ้านผู้หนึ่ง นายท่าน” เอ่ยเอื้อนวาจา และกลับช่วยพยุงให้ซามูไรหนุ่มลุกขึ้นจากพื้นโคลนคาวโลหิต   ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลง  ยามนั้นที่ต่างฝ่ายก็ได้แลเห็นกันและกันอย่างถนัด   ณ วินาทีที่ “ฟุวะ จูโซ”  ในเวลานั้นต้องเบิกตากว้างมองผู้ช่วยชีวิตที่มิอาจคาดฝันให้เต็มสายตา  สายฝนแปดเปื้อนใบหน้าของเด็กหนุ่มอ่อนวัย  ดวงตาคมสีขนกาที่จ้องมองมาอย่างไม่มีสะทกสะท้านไหวติง ริมฝีปากเผยอรอยยิ้มเล็กน้อย สว่างสดใส ดุจดั่งเปลวแดดกลางฤดูร้อนที่พลัดหลงข้ามถิ่น


นั่นคือวินาที


ที่รู้จักความสุข


 ท้ายที่สุด ไม่รู้ว่าควรจะเรียกว่าเพราะจงใจหรือเลยตามเลย ฟุวะ จูโซก็เป็นฝ่ายที่ถูกพยุงออกมาจากกลางกองเลือด  เด็กหนุ่มพาเขาเข้ามาในป่าเขา ใจกลางพงไพรเขียวชอุ่มที่มีบ้านเรือนปลูกอยู่แต่บางตา  หากแต่ข้างลำธารตื้นที่สายน้ำระรินไหลคือที่ตั้งของกระท่อมชาวป่า   หากกล่าวให้ถ้วนถี่ การปฐมพยาบาลรักษาบาดแผลนั้นเป็นไปอย่างคล่องแคล่วและถูกต้องตามหลักการทุกประการ  แม้แต่ที่หลับที่นอนก็สะอาดสะอ้าน และแม้ในตัวบ้านจะคับแคบ แต่ก็ถูกจัดเป็นสัดส่วนและไม่มีร่องรอยของสิ่งรกหูรกตาแม้แต่น้อย  เชื่อได้แน่ว่าผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียวของที่นี่ย่อมต้องเป็นคนรักสะอาดและพิถีพิถันพอตัว


“ เจ้า....อยู่คนเดียวงั้นรึ” จูโซเอ่ยถามเด็กหนุ่มเจ้าของสถานที่ที่บัดนี้กำลังยกข้าวต้มเข้ามาวางข้างตัวเขาที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่  ที่ด้านนอกนั้นมืดค่ำลงแล้วและมีเพียงแสงตะเกียงที่ส่องสว่าง  


“ เมื่อปีกลายข้าอยู่กับบิดา” เขาเอ่ยตอบพร้อมกับช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นนั่ง แขนซ้ายของคนไข้นั้นถูกเข้าเฝือกไว้ ในขณะที่แขนขวานั้นได้รับบาดเจ็บเป็นแผลยาว ศีรษะถูกกระแทกจนได้แผลใหญ่ นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่ช่องท้องนั้นแม้ถูกแทงแต่แผลก็กลับตื้นไม่ถูกอวัยวะสำคัญ  


“ แล้วยามนี้ล่ะ” ยอมลุกขึ้นนั่งอย่างว่าง่าย ไม่ใช่เพราะรู้สึกวางใจ แต่เป็นเพราะรู้สึกราวตกอยู่ในภวังค์เสียมากกว่า  ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวแม้แต่กับการย่างเท้า  จูโซรู้ตัวว่าเขาไม่อาจหันหน้าหลบหนีความจริงที่ว่าเขา....กำลังมองคนผู้นี้


“ คืนนี้มีท่านอยู่เป็นเพื่อน  ก็ไม่เปล่าเปลี่ยวจนเกินไปนัก” ตอบพลางตักข้าวต้มขึ้นให้  แนบชิดสนิทถึงริมฝีปากของอีกฝ่าย


“ ไม่ต้อง  ข้ากินเองได้!” พยายามจะอิดเอื้อน หากแต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเขยิบกายเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มหวานขี้เล่น


“ ข้าเกรงว่ากว่าจะได้หลับนอนคงเลยเวลา  เพราะอาการแขนท่านยังไม่ทุเลานัก” เอ่ยตอบและต้อนคู่สนทนาให้จนมุมด้วยรอยยิ้มที่ไร้พิษภัย  ในสายตาของจูโซ  เขาแลเห็นเด็กหนุ่มขี้เล่นฝีปากดีผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังเพียรต้อนเขาให้อับจน  อับจนด้วยคำพูด และอาจมืดมิดด้วยสายตา   ตอนนั้นเองที่ซามูไรหนุ่มเปิดริมฝีปากออก และยินยอมให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านทำตามที่ใจปรารถนา


“ รสมือเจ้าไม่เลวนัก” ชมเช่นนั้นยามที่เคี้ยวอาหารและกลืนลง  ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นทอดสายตายิ้มให้


“ ข้าควรถือเป็นคำชมสินะ นายท่าน” หัวเราะเบาและทำท่าว่าจะยกข้าวอีกช้อนขึ้น แต่ฝ่ายจูโซกลับถามเขาในคำถามสามัญที่เจ้าตัวลืมไปเสียแล้ว


“ เจ้าชื่ออะไร ข้าควรรู้ชื่อของคนที่ช่วยชีวิตข้า”


“!” สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะจ้องตรงไปยังอีกฝ่าย 


“ อย่าเรียกข้าว่านายท่าน   เพราะข้าไม่ใช่นายเจ้า...ข้า...ฟุวะ จูโซ” เอ่ยเช่นนั้นและพยายามเอื้อมมือขวาที่ยังพอขยับได้แตะที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายอย่างเบามือ  ผิวหนังนั้นอบอุ่น และแววตาที่น่ามองนั้นกลับดูราวกำลังปลาบปลื้มปิติในบางสิ่ง


“ ชื่อข้า......” ชื่อ.....


“ ใช่ ชื่อของเจ้า” ย้ำอีกครั้ง และครั้งนี้ที่เด็กหนุ่มหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเผยอยิ้มเล็กน้อยที่มุมริมฝีปาก  ยิ้มที่เรียบง่าย แต่กลับน่าพิศมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างมิรู้เบื่อ  ไม่ว่า..ใครก็ตาม


“ ข้า.....ทาเครุ...”


“ทาเครุ” ชื่อเพียงคำสั้น แต่กลับน่าเอ่ยเรียกยิ่งกว่านามขุนนางใด


“ ชื่อของข้าคือทาเครุ   ท่านฟุวะ” เอื้อมมือขึ้นจับหลังฝ่ามือที่ยังพันด้วยผ้าพันแผลนั้นไว้  ได้กลิ่นคาวเลือดที่ต้องจมูก รู้สึกถึงไอเย็นและกลิ่นสายฝนที่เปลี่ยวเหงา  หากแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แอบเร้น  ซามูไรแปลกหน้าผู้หนึ่ง  แต่กลับทำให้ความรู้สึกอิ่มเอิบพลันฉาบที่หัวใจ


“ เรียกข้าว่าจูโซ   นั่นคือชื่อข้า...”


“ จูโซ.....” เอ่ยเรียกเต็มเสียงพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ  ภาพที่ทำให้ใครผู้หนึ่งต้องต้องมนต์ และโลกพลันหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงสีส้มที่ฉาบฉายใบหน้า  สุรเสียงสำเนียงที่ได้ยินกึกก้อง...คือเสียงลมหายใจ


 


 หลายวันถัดมาจากการพบพาน จูโซเริ่มชินกับการที่เขาเป็นฝ่ายมอง  ในทุกเช้าเขาจะแลเห็นเด็กหนุ่มตื่นแต่เช้าเพื่อหุงหาอาหาร ผ่าฟืน ซักเสื้อผ้า หาบน้ำ  ก่อนจะไปเก็บผักและผลไม้ป่า  ดูอย่างไรก็เป็นชาวบ้านสามัญชนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและปลีกวิเวก   ทาเครุเคยมีบิดา แต่ก็อย่างที่เขาเคยเกริ่นพูดไว้  บิดาของเขาตายไปเมื่อปีกลาย  และยามนี้เขาก็อยู่เพียงลำพังและแทบไม่เคยยุ่งเรื่องโลกภายนอก 


ในสายตาของจูโซ ทาเครุเป็นเด็กหนุ่มที่ร่าเริง ยิ้มง่าย และเพลิดเพลินกับธรรมชาติ  รอบๆบ้านมีนกป่าเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอด ในขณะที่เด็กหนุ่มก็มีเวลาที่จะชื่นชมพรรณไม้และอากาศบริสุทธิ์  นี่คือโลกที่จูโซไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต  โลกที่เจิดจ้าและใสราวกับหยาดน้ำฝนที่แพรวพราวพร่างลงจากฟากฟ้า โลกที่แตกต่างจากที่ๆเขาอยู่อาศัยมาตลอดชีวิต    ไม่มียศถา  ไม่มีบรรดาศักดิ์  ไม่มีคมดาบ ไม่มีการฆ่าฟัน  ในช่วงเวลากว่าสัปดาห์ที่ผ่านเลยไป กลับมีเพียงกันและกัน เขาที่เฝ้ามอง และทาเครุที่กำลังแนะนำให้เขารู้จักกับความสงบที่แท้จริง


“ เจ้าชอบนกงั้นรึ” จูโซเอ่ยถามในยามบ่ายแก่ๆของวันหนึ่ง ในขณะที่เขาเดินออกมานอกกระท่อม และเห็นทาเครุกำลังนั่งอยู่ที่โขดหิน ที่ปลายนิ้วมีนกน้อยขนสีขาวแต้มแดงอยู่ด้วย   ทว่า พอรู้สึกได้ว่ามีคนแปลกหน้าย่างเท้า เจ้านกน้อยก็รีบกระพือปีกบินหนีไปในทันใด


“ ท่านทำให้เขาตกใจแน่ะ จูโซ” ทาเครุเอ่ยพร้อมกับหันมายิ้มให้ เด็กหนุ่มยังคงนั่งขัดสมาธิมองสายน้ำและท้องฟ้า ก่อนจะหันมาหาชายหนุ่มที่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนเกือบเป็นปกติแล้ว


“ มันรู้สึกถึงจิตสังหารของข้า  ข้าถึงเกลียดพวกสัตว์นัก” ว่าแล้วก็เข้ามายืนอยู่ริมลำธารมองไปทางคู่สนทนาที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม 


“ พวกซามูไรก็แบบนี้ เอะอะก็ฆ่าฟัน”


“ นั่นเป็นวิถีบูชิโด  เป็นวิถีของนักดาบ  หากเจ้าออกไปโลกข้างนอกและรับรู้ในสิ่งที่เป็นจริง  เจ้าก็คงว่าข้าไม่ได้หรอก” พยายามจะอธิบายและนั่งลงข้างๆอีกฝ่าย  เพียงเข้าใกล้ก็พลันรู้สึกอิ่มเอิบสดชื่น


“ นั่นมันคำแก้ตัวต่างหาก  แต่ช่างเถอะ  เพราะข้าไม่ได้อยากเข้าใจเสียหน่อย” พูดแล้วก็หันมายิ้มให้คนร่วมบ้าน   มองไปในดวงตาที่ถมึงทึงดูน่ากลัวคู่นั้น  แล้วก็ทอดถอนหายใจให้กับความซื่อตรงที่สะท้อนออกมาในแววตา  “ ท่านนี่เป็นคนดีนะ”


“ ข้าเนี่ยนะ” ยักคิ้วขึ้นอย่างข้องใจ  มีชีวิตมายี่สิบกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเอ่ยชมประหลาดเช่นนี้  “ ข้าฆ่าคน  เจ้าเห็นอยู่กับตามิใช่รึ” ฆ่า ล่า สังหาร ประหัตประหารและแพ้พ่าย  คนแบบนี้คงมีแต่จะต้องตกนรกหมกไม้เท่านั้น


“ แต่ท่านก็พูดความสัตย์” ว่าต่อ และเอี้ยวตัวหันมาหาคู่สนทนา  ต่างก็จ้องกันและกันจนเต็มสายตา หวั่นไหวกับภาพเบื้องหน้าจนไม่อาจถอนสายตาผ่านเลย  วินาทีนั้น เป็นทาเครุที่ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของจูโซ จากผิวแก้มทั้งสอง  ไล่ละเลี่ยลงมาจนถึงปลายคางและซอกคอ เนิบนาบและแสนเสน่หา  “ ใช่ไหม”


“ เจ้า......” เอื้อมจับข้อมือของเด็กหนุ่ม จ้องมองใบหน้า และดูราวกับแลเห็นเปลวเพลิงลุกโชนในดวงตา  แววตางามที่เขาหลงใหลตั้งแต่แรกเจอ ดวงตา....ที่สะกดเขาไว้ไม่ให้จากจร


“ จูโซ  คนที่พูดความจริงน่ะ  เท่ากับทำกรรมดีเสียครึ่งหนึ่งแล้ว  ” เผยอยิ้มหวาน และเคลื่อนเขยิบกายเข้ามา ก่อนจะแนบริมฝีปากจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผากที่ยังคาดผ้าพันแผลของฝ่ายตรงข้าม  ทว่าแม้เพียงเท่านั้น มันก็มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายกระชากลำแขนของเขาอย่างแรง และกอดร่างของเด็กหนุ่มไว้แนบอก  เพียงสายตาที่ทอดมองกันและกัน ก็มากมายเกินถ้อยคำพรรณนา  เสียงลมหายใจไหวกระซิบ วินาทีที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่แนบประสาน และหลอมรวมความร้อนในกายจนพรั่งพรู  รสจูบแสนหวานละไม  รุนแรงร้อนรนราวเพลิงเผา แต่มันก็เยียบเย็นสดชื่นดุจดั่งธารน้ำที่ไหลลงจากภูผา  กระจ่างชัด  ชวนฝันใฝ่


“ ทาเครุ....” จูโซพึมพำเอ่ยเรียกชื่อนั้น ไม่รีรอที่จะจูบซ้ำลงบนริมฝีปากอิ่ม ละเลียดคมคายดื่มด่ำความหอมหวาน  สดชื่นกระจ่างชัด  ล้นปรี่และสุขสมมากมายเกินพรรณนา เหนือกว่าการร่วมรักหรือกกกอดหญิงชายใด  แต่เป็นเพียงรสจุมพิตจากคนผู้หนึ่งที่เพิ่งพบพานเพียงไม่นานเนา  แต่กลับ....


“ จูโซ....” ทาเครุเอ่ยเรียกชื่อนั้น  เขารู้ตัวดีว่าตนเองกำลังทำอะไร  และรู้ถึงกันบึ้งหัวใจว่าสิ่งที่ปรารถนานั้นคือความรู้สึกแบบไหน 


“ ข้า.....กำลังคิดนอกใจภรรยา  ” ไล้พวงแก้มนุ่มและกอดร่างนั้นเข้ามา  ห่วงหา อาวรณ์  และเต็มไปด้วยความสุขสม


“ เพราะท่านเป็นผู้ชายที่เลวไงล่ะ”หัวเราะเบาๆ แต่กลับจูบที่หางตา ท่าทีและวาจาแตกต่างจนชัดแจ้ง “ แต่ว่า.....ท่านก็ไม่ได้เป็นคนเลวเพียงคนเดียวหรอก” เพียงสิ้นคำนั้นที่ชายหนุ่มผู้ฟังกลับพลันก้มลงจุมพิต และโอบกอดรัดรึงเด็กหนุ่มไว้ เกลี่ยนิ้วมือไล้ผิวกาย  และโอบอุ้มไว้ในอ้อมแขน   หากแม้นนั่นคือความฝัน  นั่นก็คือความฝันที่เจิดจรัสและงดงามที่สุด  งดงาม และ.....


“ ทาเครุ...”


เปลวเพลิงในใจข้า


มีเพียงเจ้าเท่านั้น


 


จบตอน


มันออกมาแล้วค่ะ ฟิคย้อนยุค ซึ่งต้องดูกันต่อไปว่าพล็อตจะเปลี่ยนหรือไม่   แต่อ่านดูแล้วท่านคงพบว่ามันส่อแววอีโรติคเล็กน้อยถึงปานกลาง  และ “ทาเครุ” ก็ดูจะเป็นเด็กหนุ่มเจ้าเล่ห์มากปริศนา พอตัว 


 จริงๆคาร์แรกเตอร์ของทาเครุในเรื่องนี้ตีความจาก “นิสัยจริง” ของ ท่านโทโนะที่ปรากฏออกมาเรื่อยๆตลอดเรื่องค่ะ  แต่แน่นอนว่าท่านโทโนะไม่ได้ยั่ว? ขนาดนี้หรอกนะ  แต่แน่นอนว่าทุกอย่างมีที่ไปที่มาค่ะ  โศกนาฏกรมงานนี้จะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันจะอนาถใจจนทำให้ลุงจูโซเราขายวิญญาณเป็นเกโดนินยังไง มาดูกันต่อไปนะคะ



Free TextEditor


Create Date : 06 มีนาคม 2553
Last Update : 6 มีนาคม 2553 18:47:37 น. 1 comments
Counter : 278 Pageviews.

 


โดย: bigjinbook วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:18:26:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.