Everybody can be a great writer. Just put your inspiration and type it.
Group Blog
 
All Blogs
 

เดินเที่ยววัด ชมประตูชัย กินและกินที่ลาว ตอนที่ 2

กินอิ่มแล้วก็ไปแลกเงินกันค่ะ ร้าน Exchange ในเวียงจันทน์เยอะมากค่ะ 

ของเราเดินเลยขอบใจเด้อก็เจอนะค่ะ เราแลก 1,200 บาทไทย เพราะอยู่วันเดียวน่าจะพอ 
ก็ได้มา 300,000 Kip ++ ค่ะ (ตื่นเต้น พกเงินเยอะ 55++) 



จากนั้นเราก็ เอาแผนที่ ๆ เซฟจากแถวๆ นี้ไปนะค่ะ จะเห็นว่า เราเดินไม่เกิน 1 กม. เลยไอบิส
ไปก็จะเจอะกับ  พิพิธภัณฑ์วัดสีสะเกด / หอพระแก้ว / President Palace ที่ใกล้กัน 
ก็เริ่มเดินเลยค่ะ  (พกร่มไป ฝนตกปรอยๆ แต่แดดออก 5555)  

เดินไปสักพัก จะเจอที่แรกคือ Presidential Palace ก็เหมือนเป็นที่ทำการรัฐบาล อะไรทำนองนั้น
ที่นี่ไม่เปิดให้เข้าชม แต่เราสามารถถ่ายภาพด้านนอกได้ค่ะ ก็สวยงามตามสไตล์ยุโรปค่ะ 
(ตั้งอยู่บน ถ.ลานช้าง ถ้ามองย่อนกลับไปจะเห็น ประตูไซ)



ถ่ายสักพัก ก็เดินตรงไปต่อได้เลย ทำเวลา ตอนนั้นก็ราว 13.30 น. นะค่ะ 
(ส่วนมากวัด จะปิด 16.00 น.) 


แค่ข้ามแยกมาก็จะเจอกับ วัดสีสะเกด หรือพิพิธภัณฑ์สีสะเกดค่ะ  


เสียค่าบัตรผ่านประตู คนละ 6,000 kip นะค่ะ  เข้ามาก็จะเจอกับทางเข้าอุโบสถ สีเหลือง 




เมื่อเดินเข้ามาปุ๊บ ใครรู้ตัวว่าใส่ขาสั้นเหนือเข่า หาซิ่นนุ่งเลยค่ะ ทางวัดจะมีให้ยืม
ไม่คิดเงินค่ะ  เอามานุ่งได้เลย  เข้ามาก็จะเห็นอุโยสถ รายรอบด่วยพระพุทธรูปมากมายค่ะ 
ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยค่ะ  

ขอติดภาพนางแบบ นิดเนิง 



ภาพบรรยากาศรอบอุโบสถ 





ส่วนภาพในอุโบสถ ไม่ได้ถ่ายมา เพราะทางวัด ฯ ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปค่ะ


จากนั้นเดินมาอีกไม่เกิน 100 เมตร ฝั่งตรงข้ามจะเป็นพิพิธภัณฑ์หอพระแก้วค่ะ 
เสียค่าเข้า คนละ 6000 kip เช่นเคยค่ะ  ตอนนี้แดดเริ่มแรง 



ก็จะมีหลักศิลาจารึก ต่าง ๆ เต็มไปหมดเลยนะค่ะ 



หามุมถ่ายภาพกันไป แต่ก็ต้องสำรวมนิดเนิงนะค่ะ 



รอบๆ หอฯ ก็จะมีพระพุทธรูปมากมายค่ะ 



ปิดท้ายด้วย แมวเวียงจันทน์ค่ะ นางนอนขวางทางมาก 



ปล.ข้างใน ไม่ให้ถ่ายภาพนะคะ

อยู่ได้สักพัก เราก็ตั้งใจไปเดินประตูชัย (ประตูไซ)  โดยเราเห็นว่า ไม่ไกลมาก 
ก็จะเดินเอาค่ะ ทางถนนลานช้าง กะว่าจะชมบรรยากาศ โดยรอบค่ะ  
(อากาศตอนนี้ เริ่มมีเมฆมาแล้ว เป็นใจให้เดินแบบไม่ร้อน) 



เดินตรงไป เส้นนี้เราขอเรียกว่าถนนแห่งแบงก์นะค่ะ เพราะมีแบงก์เต็มไปหมด 
ทั้งแบงก์ไทย อย่าง Krung Sri/ SCB/Krung Thai /แบงก์จีน แบงก์เวียดนามเพียบ 
ไม่ได้ถ่ายมา เพราะเห็นหลายๆ ท่าน โพสมาแล้วน่ะค่ะ    

มาสะดุดตาที่ Bentley คันนี้ค่ะ เพราะเจ้าจอร์จ อยากบอกว่าทะเบียน 9999 นะค่ะ  



อ่านป้ายภาษาลาวกันเพลิน (ข้ามแยกระวังกันนิดนะค่ะ รถเข้าวิ่งคนละทางกับบ้านเรานะ)






ใกล้ถึงแล้ว แฮ่ก ๆๆๆๆ



ถึงแล้วค่ะ ประตูไซ แลนด์มาร์ค สำคัญของเวียงจันทน์ มองดูก็คล้าย ๆ Arc de Triomphe 
ที่ถนน Champs-Élysées ที่ Paris ฝรั่งเศส จริงๆ ก็ไม่คล้ายนะค่ะ เหมือนเลย 



ความสำคัญ เป็นที่ระลึก ที่ลาวหลุดจากการปกครองของฝรั่งเศสนะค่ะ 



สวยงาม ยิ่งใหญ่ ดีค่ะ เดี๋ยวเราขึ้นไปถ่ายภาพข้างบนดีกว่า คนละ 3,000 Kip ค่ะ 
เดินขึ้นประมาณ 4-5 ชั้น อันนี้วิวจากข้างบนค่ะ  




ถ่ายทั้ง 2 ด้านเลยนะค่ะ 




ก็ใช้เวลาถึงประมาณ 15.00 น. ก็ตั้งใจว่าจะเดินไปพระธาตุหลวง เห็นจากแผนที่ไม่ไกล 
เราก็เดินหลงๆไป ค่ะ จนกระทั้ง 15.45 น. ยังไม่เห็นเลย คิดว่าคงไม่ทันแน่ เพราะปิด 16.00 น. 
ก็เลยตัดสินใจเรียก Skylab กลับโรงแรม เพราะเหนื่อยมาก ลุยมาตั้งแต่เช้า  
ก็เรียกรถไป 100 บาทพอดีค่ะ 

ก็ไปนอนงีบ แล้วตอนเย็นจะไปลุยในเมืองต่อ
ตก 6 โมงเย็น ก็ออกเดินทางไปเซ็นเตอร์พ้อยท์นะค่ะ แหล่งรวมวัยรุ่น 
เดินจากไอบิสไปประมาณ 500-800 เมตรค่ะ ก็ถามทาง คนแถวนั้นไปเรื่อย ๆ  

เราไปถึงก็ไปลองซาลาเปาทอด อร่อยดีค่ะ คนซื้ออย่างเยอะ 
ชิ้นละ 2,000 kip  แล้วก็ำปทานน้ำเต้าหู้ เฉาก๊วย ประมาณ 4,000 kip ค่ะ  
ร้านนี้วัยรุ่นชาวลาวมานั่งกันเยอะ เราก็แอ๊ป ๆ ไป  รสชาติใช้ได้ค่ะ  



หลังจากก็ไปซื้อเผือกทอด หมูสับค่ะ  อร่อยดี 




น้ำเต้าหู้ เฉาก๊วย 



พวกส้มตำ เราไม่ได้ทานนะค่ะ เพราะเห็นเค้าใส่ผงชูรสแล้วกลัวค่ะ ทานมาก ๆ มีอาการทันทีค่ะ 
จากที่กินอาหารเรียกน้ำย่อย ได้เวลาทานอาหารหลักค่ะ แหนมเนือง วงศ์สวรรค์ 
เจ้าดังในเวียงจันทน์  (ร้านพวกนี้ อยู่ติดๆ กันหาไม่ยากเลยค่ะ )



ของห้ามพลาด 



มื้อนี้หมดไป 91,000 Kip ค่ะ   กินอิ่มแล้วตัวขี้เกียจมาเยือน 
ผ่านร้านนวด ก็จัดนวดเท้ามา ราคา 200 บาทไทย/ชั่วโมง พอรับได้ค่ะ 




หลังจากเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลาเกือบ 4 ทุ่ม เราก็เดินกลับไอบิสนะค่ะ ระหว่างทาง
ก็จะมีผีขนุนประปรายค่ะ ไม่กล้าถ่ายมา กลัวโดนเตะก้านคอ 5555 +++++  
(ไม่ได้ไปเดิน ริมโขง เพราะเฉยๆ ค่ะ)  กลับเข้าโรงแรมมาก็มาสั่ง Cocktail ในโรงแรมดื่มคนละแก้ว 
จะได้รับสบายหน่อย Singapore Sling กับ Martini 2 แก้วก็ 400++ ไม่แพงค่ะ  

จบค่ำคืนแรก แบบเหนื่อยอ่อนนะค่ะ หลับสบาย มาตื่นเต้นตอนตี 4 ท้องเสีย อาเจียน ซะงั้น
คิดว่าอีกวันแย่แน่เลย หลังจากออกมา ก็ดีขึ้นค่ะ เอายามาด้วย ก็ช่วยได้   555++ 


ต่อนะค่ะ หลังจากสลบสไลไปเพราะ ความเหนื่อย บวกอาหารไม่ย่อย ก็ตื่นเกือบ 
9 โมงเช้าค่ะ หิวแ้ล้วไปหาอะไรทานดีกว่า (ที่โรงแรมไม่มีนะค่ะ) 

เราก็ได้จุดมุ่งหหมายว่าไปทานที่ร้าน Scandinavian Bakery ที่วงเวียนน้ำพุ 
ก็อยู่ใกล้ไอบิสเวียงจันทน์เช่นเคยเดินไปไม่เกิน 100-200 เมตร นะค่ะ 
เค้าจะขายพวกขนมปัง อาหารเช้า กาแฟค่ะ 

ร้านโดดเด่นนะค่ะ สีแดงเชียว รับทั้งเงินไทย อเมริกาและลา่วค่ะ  
(ของแื้ท้ ต้องเปิดเพลง Abba นะ 555++  )



สั่ง Breakfast เซทนี้มา ตีเป็นเงินไทยก็ราคา 85++ ค่ะ เยอะมาก รสชาติดีเลย 




ทั้งหมดนี้ราคา 200++ เองค่ะ อยู่ท้องยาวถึง 4 โมงเย็นเลย ขอบอก 
ปล.มี Wi-Fi Free ด้วยนะค่ะ  



จากนั้นก็กลับไปเก็บของที่โรงแรม เช็คอิน 12.00 พอดีค่ะ 
เราก็มีแพลนกลับไปเที่ยวอุดร ฯ ต่อนะคะ ก็เรียกรถ Skylab ไปตลาดเช้า 
เพื่อไปซื้อบัตรโดยสาร  ระหว่างทางก็ผ่าน พระธาตุดำค่ะ 



ไปถึงราว ๆ 12.45 น. ก็ค้นพบว่า เต็มยาวถึง บ่าย 2 เที่ยวต่อไปคือ บ่าย 3 แหง่ว 
ทำไงได้ ก็ต้องซื้อ รอบบ่าย 3 นะคะ 



ปล.อย่าลืมนะ จะซื้อบัตรต้องมี Passport




ด้วยความที่ต้องรอเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปพระธาตุหลวงก่อนกลับ
แต่ว่าฝนตก และก็มีกระเป๋าเลยตัดสินใจ ไปนั่งร้าน Joma Bakery ที่วงเวียนน้ำพุ ฆ่าเวลาค่ะ 



ที่นั่นก็จะขาย ขนมปัง เค้ก เครืองดื่ม กาแฟ ถือว่าเป็นร้านดังที่เวียงจันทน์เลยนะค่ะ 



ร้านนั่งสบาย มีแต่ชาวต่างชาติ มี wi-fi ให้ก็สบาย เราเลยค่ะ นั่งชิล ๆ ดูฝนตกที่ลาว
ก็ได้อารมณ์ ไม่รีบเร่งไปอีกแบบ  เมื่อใกล้เวลา เราก็ใช้บริการเจ้า Taxi อันนี้  



**การใช้รถโดยสารแบบนี้ในเวียงจันทน์ ให้แนะนำต่อราคา 50/50 เลยนะค่ะ 
เพราะแต่ละที่ไม่ไกลเลยค่ะ  

ระหว่างทางเราจะเห็นพระสงฆ์ และเณรเดินกันตลอดหลายกลุ่มเลยค่ะ 



เจอขบวนรถท่านผู้นำมาด้วย อารมณ์เหมือนไทย มาเป็นขบวนเปิดไซเรน




มาถึงท่ารถ ตลาดเช้านะค่ะ ตรงจุดนี้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมรถโดยสารที่จะไปทุกที่เลย
ในลาว มีทั้งไปหลวงพระบาง ปากเซ วังเวียง หรือจังหวัดอื่น ๆ  



ที่ท่ารถฯ ก็จะเต็มไปด้วยคนมากมาย หลายสัญชาติ ค่ะ อารมณ์ประมาณ หมอชิตบ้านเรา 
แต่ที่นี่เล็กมาก และออกแนวน่ากลัว สำหรับเรานิด ๆ



มีของขายมากมายเลย 



บ่าย 3 แล้วค่ะ รถมาตรงเวลา ขากลับ ได้นั่งรถบัสฝั่งลาว 



สภาพก็อาจจะเก่ากว่าฝั่งไทยนะค่ะ แต่แอร์ก็เย็น ไม่ได้น่าเกลียดมาก
อารมณ์นั่ง ปอ.รุ่นเก่า (มีเก้าอี้เสริม และคนลาวยืนไปด้วยเน้อ)

จากนั้นเดินทางราว ๆ 45 นาที โดยประมาณ  ก็ถึงหน้าด่านลาว 
เราก็ต้องไปทำเรื่องออกประเทศนะค่ะ รถบัสก็จะจอดให้เรา ไปทำเรื่อง 
เอกสารก็ใช้ใบขาออกของลาว และใบขาเข้าของไทย สมาร์ทคาร์ฺดผ่านแดน 40 บาท 



รวมทั้ง Passport ค่ะ กรุณากรอกเอกสารให้ครบนะค่ะ 
(2 อย่างนี้ได้มาตั้งแต่เข้าลาว กรุณาเก็บไว้กับตัวอย่าให้หายนะค่ะ ไม่งั้นเสียเวลา)



ก็ใช้เวลาราว ๆ 30 นาทีค่ะ เพราะคนเยอะมาก โดยเฉพาะคนฝั่งลาว ข้ามมาไทยเยอะมาก 
เสร็จแล้วออกเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพ กลับบ้านเราดีกว่าค่ะ 



ก็จบทริปเวียงจันทน์ 2 วัน 1 คืนค่ะ ก็ไปที่สำคัญเกือบครบ ขาดก็แต่พระธาตุหลวง 
ไว้รอบหน้าจะไปเก็บตกใหม่ เขอรอตั๋วโปร ฯ หางแดง รอบหน้าว่าจะไปวังเวียง -หลวงพระบาง 

ปีหน้าจะมีใครไปด้วยกันไหมค่ะ 




 

Create Date : 13 กันยายน 2556    
Last Update : 13 กันยายน 2556 16:10:38 น.
Counter : 815 Pageviews.  

นั่งหางแดง เที่ยวเวียงจันทน์ ไปเิจิม ibis Vientiane มา ตอนที่ 1

ได้มีโอกาสไปเที่ยวเวียงจันทน์ - อุดรธานี เป็นครั้งแรกค่ะ โดยอานิสงค์ของโปร ฯ หางแดง 

ที่จองเมื่อกลางปี 55 ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาสั้น ๆ 3 วัน 2 คืน ช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้น 



ซึ่งปกติก็เที่ยว เฉียดไป เฉียดมา ที่ลาวตลอดยังไม่เคยข้ามฝั่งโขงซะที่ ใกล้สุดก็ไปเที่ยวหนองคาย  
มา ณ วันนี้ได้ฤกษ์ซะที ทริปนี้ก็เน้นเที่ยวสบาย ๆ ชมวัฒนธรรม และก็กินไปเรื่อยเปื่อยนะค่ะ   

ก่อนจะไปเที่ยวที่เวียงจันทน์ เราก็ต้องเตรียม Passport ซะก่อน ใครที่ไม่มี สามารถทำเป็นใบผ่านแดนได้ค่ะ  (แต่เที่ยวได้แค่เวียงจันทน์นะค่ะ ไปไกลกว่านั้นต้องมี Passport ค่ะ)  




เราก็ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองนะค่ะ ไปไฟล์ทเช้าสุด 7.10 น. ใช้เวลา
เดินทางประมาณ 40 นาทีก็ถึง สนามบินนานาชาติอุดรธานี 7.50 น. 

ถึงสนามบินฯ อุดร ฯ อย่างนุ่มนวล 



ณ จุดรอรับกระเป๋ายามเช้า 




เมื่อถึงสนามบิน แพลนที่วางไว้คือนั่งรถตู้จากสนามบิน ไป บขส.อุดร ฯ เพื่อซื้อตั๋ว Interbus ไปเวียงจันทน์   แต่เนื่องจากว่า มัวแต่เข้าห้องน้ำ  555++ รถตู้ออกไปแล้ว  
ก็เลยนั่ง Taxi จากสนามบิน-ไป บขส. 200 บาทค่ะ  แพงกว่า 40 บาท แลกกับเวลา 
ก็ควักกระเป๋าจ่ายกันไปค่ะ  


ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 15 นาที ก็มาที่ บขส. ไปดูรอบรถ อุดรฯ - เวียงจันทน์กัน 
เราไปถึงประมาณ 8.45 นาที ตอนแรกว่าจะหาอะไรทาน แต่เห็นตารางรถรอบ 9 โมง
เป็นรถไทย ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเลยค่ะ (เพราะรถไทยใหม่กว่า)  



ค่าตั๋ว 85 บาท/ท่านนะค่ะ ต้องใช้ Passport ซื้อเท่านั้น ถ้าไม่มีทาง บขส.ไม่ขายค่ะ 



เมื่อได้เวลารถออก ก็วิ่งกันยาว ๆ ผ่านเส้นหนองคายใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง 
รถบัสก็มาจอดที่ หน้าด่านสะพานมิตรภาพ ฝั่งไทย เพื่อกรอกเอกสา่รออกจากประเทศค่ะ  

ก็กรอกชื่อ - นามสกุล / หมายเลขพาสปอร์ต ตามปกติ แล้วยื่นที่ ตม.หนองคายค่ะ 


วันเสาร์ - อาทิตย์ แถวจะยาวนิดหน่อยนะค่ะ ทั้งคนไทย คนลาว 



ประทับตรา Departed กันไป ใช่เวลาที่ฝั่งไทยไม่นานราว ๆ 10 -15 นาทีก็เสร็จ 
เดินออกไปขึ้นรถบัสที่รออยู่ได้เลยค่ะ 



หลังจากเสร็จกระบวนการ จากด่านไทย เรียบร้อยเราก็นั่งรถ 
ข้ามสะพานมิตรภาพไทย - ลาว รถบัสก็จะมาจอดที่ หน้าด่านฝั่งลาวค่ะ 
เพื่อทำเรื่องเอกสารเข้าเมืองลาวอีกครั้ง



ที่นี่มาถึงไฮไลท์ของ การเข้าเมืองฝั่งลาวนะค่ะ  เราเสียเวลาและเสียอารมณ์กับตรงนี้มาก
ขนาดหาข้อมูลมาก่อน แต่ด้วยความที่คนเยอะ และคนขับรถก็เร่ง ๆ 
ทำให้ขั้นตอนยุ่งยากกว่าที่จะเป็นค่ะ  




- การที่จะได้ใบ Immigration Form คุณต้องไปต่อแถว เดียวกับพวกยื่นเอกสาร/พาสปอร์ตนะค่ะ 
  (ไม่มีวางไว้ เหมือนฝั่งไทย) เสียเวลามากค่ะตรงนี้ แถมโดนคนลาวแซงอีก โมโหๆๆ  

**จะมีพวกตั้งโต๊ะแจกใบนี้ แล้วกรอกทุกอย่างให้ แต่คุณต้องเ้สียตังค์ให้เค้านะค่ะ  
    จุดนี้เราไม่ยอมค่ะ หากินกันง่ายไปนะ  

- เมื่อได้ใบมาแล้ว ก็มานั่งกรอกรายละเอียดต่างๆ  (ไม่มีปากกาวางไว้ให้ ถ้าจะใช้ต้องซื้อ) 
- กรอก Immigration Form  เสร็จ นำ Passport + ฟอร์มเข้าเมืองไป 
  เข้าแถวซื้อ Smart Card สำหรับผ่านแดน 
   (ค่าธรรมเนียม 40-45 บาท/คนค่ะ รับทั้งเงินไทย เงินลาว)


- เมื่อมีทุกอย่างครบ มายื่นเอกสารที่ ตม อีกครั้งค่ะ  เมื่อ ตม.ประทับตรา Passport เสร็จ 
- จะเจอด่านที่เก็บบัตร Smart Card อีกครั้งก็ยื่น ให้ แล้วก็ผ่านแดนลาวเข้าไป 
  ขึ้นรถบัสที่จอดรอค่ะ 

**ความยุ่งยาก มันอยู่ที่ ถ้าคนเยอะ ก็จะนาน เราไปวันเสาร์ค่ะ ก็จะเจอทั้งพวกทัวร์ เต็มไปหมด  
คนขับก็เร่งอีก ไม่รู้จะเร้งอะไร แถวมันก็ไปได้เท่านี้ 5555+++++  //ช่วงนี้ ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะวุ่นวายเกิน

โอเค...ผ่านเรื่องน่าปวดหัวมา รถ Inter Bus ก็เริ่มเข้าลาว วิ่งด้านขวาแล้วค่ะ 
ขับเข้ามาประมาณ 30 นาที ก็จะมาจอดที่ท่ารถ ตลาดเช้าค่ะ   


สิ่งที่เจอคือพวกที่ขับรถ Skylab พวก Taxi ต่างๆ กรูกันเข้ามาตั้งแต่ประตูรถยังไม่เปิด 
ถามกันให้เพียบ ว่าไปไหน ๆๆ เราก็ไม่สนใจค่ะ ออกมาเรียกรถข้างนอก    




จริง ๆ ระหว่างที่พัก ibis กับตลาดเช้า ไม่ได้ไกลมากค่ะ แต่ฝนเริ่มตกปรอย ๆ 
ก็เลยนั่งรถไปดีกว่า คันแรกที่เรียก ก็ขอเลยค่ะ คนละ 100 ก็เป็น 200 บาท  


แต่เนื่องจากทำการบ้านมาพอได้ ก็รู้มาว่าไม่ควรจ่ายเกินคนละ 40 บาท ก็ต่อเหลือ 80 บาท 
เค้าก็ไปค่ะ 555 +++ (จ่ายเงินไทยนะค่ะ เพราะยังไม่ได้แลก)

นั่งมาไม่เกิน 10 นาทีค่ะ ก็จะเข้าสู่วงเวียนน้ำพุ จะเห็น ibis อยู่ลิบ ๆ 



ถึงแล้วค่ะ ไอบิส เวียงจันทน์ น้ำพุ เพิ่งเปิดใหม่เมื่อเดิน สิงหาคม 56 ที่ผ่านมา 
ตอนเราไปก็เป็นช่วง Soft Opening นะค่ะ  จองผ่าน Agoda ราคา 1,600.- ค่ะ  
ไม่รวมอาหารเช้า (เพราะเค้ายังไม่มีไลน์บุฟเฟ่ต์)



ถ้าถามว่าแพงไหม แพงกว่ามาตราฐาน ibis ทั่วไปค่ะ ปกติในไทยก็ 800-1,200.- ไม่เกินนี้
แต่เนื่องจากเราเห็นรีวิว โรงแรมต่างๆ ในเวียงจันทน์ เราไม่ชอบเอาซะเลยค่ะ 
ก็เลยคิดว่า อย่างน้อย ไอบิสก็ซื้อมาตราฐานได้ แถมโลเคชั่นดีจริงๆ 
อยู่ตรงวงเวียนน้ำพุเลย เดินเที่ยวเล่นสบาย 

บริเวณ Lobby และ Reception ค่ะ  ทางเจ้าหน้าที่โรงแรม พูดภาษาอังกฤษดี 
และฟังภาษาไทยเข้าใจค่ะ  





เมื่อทำการเช็คอิน เรียบร้อย ที่รีเควสไว้ ห้อง Non-Smoking กับชั้นสูงได้หมดค่ะ  
ให้ Key Card มา พร้อมรหัส Wi-Fi 
(Key Card นี้ต้องใช้สำหรับการขึ้นลิฟท์ด้วยนะค่ะ ไม่ติ๊ด ลิฟท์ไม่ทำงาน)



เดินเข้ามา ได้ชั้น 3 ค่ะ เปิดห้องเข้ามาด้านซ่ายเป็นห้องน้ำ และเจอเตียงขนาดใหญ่เลยค่ะ 
ตัวเตียงสูงมาก ด้านข้าง ก็จะมีโต๊ะหัวเตียง โคมไฟ โต๊ะเขียนหนังสือ มินิบาร์ (แถมน้ำ 2 ขวด)
และพวกกาแฟ ชา กาน้ำร้อนมาให้ค่ะ 





ห้องน้ำ ขนาดพอเหมาะตามสไตล์ ibis มีอุปกรณ์อาบน้ำให้ครบ สบู่ แชมพู 
ผ้าขนหนู ไดร์เป่าผม (ไม่มีแปรงสีฟัน/ชักโครกไม่มีสายชำระ)



โดยแยก ส่วนแห้ง ส่วนเปียก มีทั้งน้ำอุ่น น้ำร้อนค่ะ  

**อ่อ ลืมบอกไป เราไปถึงเที่ยง ทางโรงแรมก็ให้เ็ช็คอินก่อนเวลาได้เลยนะค่ะ
มาที่ด้านปลายเตียง ก็จะเจอกับ LCD รวมทั้งตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ 


และมื้อแรกในลาวของเรา ก็ต้องเป็นร้านขอบใจเด้อ แน่นอนค่ะ 
เพราะใกล้โรงแรม เดินไปจาก ibis ไม่ถึง 10 เมตร 
และเพื่อน ๆที่ไปมา ก็บอกว่าอาหารใช้ได้ ถึงจะแพงหน่อย แต่ก็ปกติในกรุงเทพนะค่ะ 



เข้าร้านมาก็ เราก็เลือกโซนห้องแอร์ค่ะ เพราะข้า่งนอกตอนนี้ ฝนเริ่มตกแล้ว 
บรรยากาศร้านดีนะค่ะ  ชาวต่างชาติเยอะเลย  




มาดูเมนู ก็มีทั้งภาษาไทยและภาษาลาวค่ะ  แต่ราคาจะแสดงเป็นกีบ 
ก็คิดง่ายๆ เอา 250 หารนะค่ะ 



เราก็สั่งพวกเซทหลวงพระบางสไตล์มา ก็จะมีพวกไส้อั่ว / 
ไก่ย่าง 1/2 ตัว+ข้าวเหนียวกระบอกไม้ไผ่ / ส้มตำ /ข้าวเหนียวชุบไข่ค่ะ  
(แน่ใจว่าทาน 2 คน) เครื่องดื่ม กาแฟ+น้ำเปล่า 



อันนี้เราชอบมาก เนื้อน้ำตกค่ะ 




มื้อนี้หมดไป 800 บาทไทยค่ะ ก็ยังไม่ได้แลกเงิน ก็จ่ายบัตรเครดิตค่ะ เค้าจะคิดเรต US Dollars


กินอิ่มแล้ว เดี๋ยวเราไปเที่ยวเวียงจันทน์ต่อ ตอนที่ 2 ตาม Link นะค่ะ 




 

Create Date : 13 กันยายน 2556    
Last Update : 13 กันยายน 2556 16:11:21 น.
Counter : 3170 Pageviews.  

Hong Kong ในวันที่หมอกลง และอากาศเย็นได้ใจ ไม่เห็นสิ่งใดที่ Victoria Peak

Hong Kong ในวันที่หมอกลง และอากาศเย็นได้ใจ ไม่เห็นสิ่งใดที่ Victoria Peak  !!!! 


ครั้งแรกกับการไปเที่ยวฮ่องกง เมืองท่า และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกหนึ่งประเทศในเอเชีย
ใครๆ ก็บอกว่าฮ่องกงเที่ยวง่าย สนุก ไม่แพง จะไปเองหรือจะไปกับทัวร์ก็ทำได้ตามใจ 



แต่สำหรับเราแล้ว ขอเลือกเดินทางไปเองค่ะ ....

จุดเริ่มต้น
แน่นอนค่ะ แอร์เอเชียออกตั๋วโปรฯ มา ได้ราคาดี บวกกับมีญาติของเพื่อนอยู่ฮ่องกง
ทำให้ไม่ต้องหาที่พัก เมื่อมีที่พักฟรี กับตั๋วถูก จะรออะไรใช่ไหมค่ะ หาเวลาแล้วไปกันเลยค่ะ

แพลนการเที่ยว
หลังจากมองดูตารางชีวิต เรากับเพื่อนก็ว่างตรงกันช่วงเดือนมีนาคม โดยกะว่าเราจะไป
เที่ยว 5 วัน 4 คืนนะค่ะ โดยแพลนว่าจะไปทั้งฮ่องกงและมาเก๊าเลย สิ่งแรกที่ทำคือหาข้อมูล
และแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือเว็บ Hongkong Fanclub (//www.hongkongfanclub.com/
ที่นั่นมีทุกอย่างรีวิวที่เที่ยว ร้านอาหารโรงแรม การเดินทางฯ เรียกได้ว่า
ลอกแผนการเที่ยวชาวบ้านได้เลย 


หลังจากแพลนแล้ว ว่าเราจะไปไหนกันบ้าง ก็เริ่มทำค่าใช้จ่ายนะค่ะ จากนั้นก็หาซื้อเสื้อผ้าไป
ช่วงนั้นก็ดูพยากรณ์อากาศ เค้าบอกว่าอากาศกำลังดี ประมาณ 16-17 องศา
(คาดว่า Jacket เอาอยู่) เว็บพยากรณ์อากาศ >> //www.hko.gov.hk/contente.htm


ออกเดินทาง
ก็ตอนนั้น Air Asia ยังอยูที่สุวรรณภูมินะค่ะ เราไปขึ้นเครื่ิองที่นั้นเลย โดยไปไฟลท์เช้าค่ะ
ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 7 โมงเช้านะค่ะ เผื่อเวลาโหลดกระเป๋าเราก็ไปถึงตั้งแต่ตี 5 ค่ะ
(ออกแนว ไม่ชอบเร่งรีบ เลยไปแต่เช้าดีกว่า) 




ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชั่วโมงนิดๆ นะค่ะ ระหว่่างนี้ก็งีบกันไป พร้อมกับ
กรอกเอกสาร Immigration Form ซึ่งแอร์ ฯ สุดสวยจะแจกให้นะค่ะ
(เอกสารจะระบุ ชื่อเรา ไฟลท์ไป-กลับ วัน-เวลาที่เที่ยว หมายเลขพาสปอร์ต
และที่ๆ เราจะอาศัยค่ะ ก็กรอกโรงแรมกันไป ในเคสเราก็กรอกอพาร์ทเม้นท์ญาติค่ะ
(ฮ่องกง ไม่ต้องขอวีซ่านะค่ะ เที่ยวได้ 30 วันค่ะ) 



สนามบินฮ่องกง/การผ่าน ตม.
พอเครื่องบินเริ่มลดระดับลง สิ่งแรกที่รู้สึกเลย ทำไมอากาศเย็นกว่าที่คิดไว้ฟ่ะ ?!?! 
กัปตันก็ประกาศเลยว่าอากาศอยู่ที่ 6-8 องศาและลมแรง (กรรม !!! )

หมอกจับหน้าต่าง เห็นชัดระหว่าง Taxi Way เลย 




เมื่อเดินลงสนามบิน สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การตรวจเอกสารเข้าเมืองหรือ ตม.นั่นเอง
โดยสนามบินฮ่องกง หรือ Chek  Lap Kok Airport ใหญ่มากนะค่ะ เราจะนั่งรถไฟ
ใต้ดินจากTerminal ไปที่ ตม.ค่ะ (อ่อ อย่าลืมไปเอากระเป๋าที่สายพานก่่อนนะ)



หลังจาก ตม. ดูเอกสาร เราเรียบร้อย (ปริ้นท์ตั๋วกลับไว้ให้ ตม ดู ) เค้าก็จะถามว่ามากี่วัน
จะไปไหนบ้าง พักแถวไหน ก็ตอบภาษาอังกฤษกันสั้นๆ ไม่ยากค่ะ ปั๊ม Passport
เรียบร้อยก็ Have a good trip กัน (Passport สำคัญมาก เวลาเดินทางไป ตปท.
กรุณา รักษายิ่งชีพ เรามีสำเนาเก็บไว้ในหลายกระเป๋ามากค่ะ กันเหนียว) 

ไม่ได้ถ่ายภาพช่วงนี้มานะค่ะ เพราะมัวแต่วุ่นวาย กับกระบวนการเข้าเมือง 
ครั้งแรกก็งี้แหละเนอะ 

การเดินทางในฮ่องกง - ไปที่พักเขต Aberdeen
เมื่อผ่านกระบวนการ ตม เสร็จสิ้น สิ่งแรกที่ทำค่ะ
1.หาเลือกซื้อ Sim แบบเติมเงินนะค่ะ มีให้เลือกหลายเจ้า เราก็กะตามปริมาณที่ใช้
(โทรกลับไทย นาทีละ 2-3 บาทเองค่ะ )
2.โทรบอกญาติใน ฮ่องกง ว่าเรา Landing แล้วนะ กำลังจะไปหา พร้อมกับปรับนาฬิกา
ให้เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงนะคะ
3.ซื้อบัตรโดยสาร Octopus บัตรเดียวเดินทางได้ทั่วฮ่องกงค่ะทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า
ได้หมด (เราต้องแพลนล่วงหน้านะค่ะ ว่าต้องซื้อประมาณเท่าไหร่
ไปไหนบ้าง มันจะมีค่ามัดจำบัตรด้วย จะได้คืนวันกลับนะค่ะ)
4.เดินหารถ Airport Bus ค่ะ เพราะราคาไม่แพง ตรงนี้ก็จะมีข้อมูลเช่นเดียวกัน
ว่ารถบัสหมายเลขไหนไปเขตใด 

ก็ให้เดินไปตามป้าย Bus to City นะค่ะ เราจะไช้บริการ ของ City Flyer 
ออกมาก็จะเห็นเป็นท่ารถเลยค่ะ หน้าตาแบบนี้



(aberdeen จะอยู่ตรงฝั่งเกาะฮ่องกงนะค่ะ โซนแถวๆ เจ้าแม่กวนอิมค่ะ ส่วนมากคนไทย
มักจะพักฝั่งเกาลูน 555) ปล.การเที่ยวครั้งนี้ แพลนเอง หาข้อมูลเองไม่ได้ถามญาติเลย
เพื่อนะได้ฟีลมันๆ ไว้โทรหาตอนหลงก็พอ

การเดินทางโดยรถ Airport Bus ค่ะ
เราก็ได้สายมาแล้ว เป็นสาย A10 ก็รถออกตามเวลา ขอบอกว่าเป๊ะมากค่ะ
จับจองที่นั่ง มีที่วางกระเป๋า และมีป้ายบอกสถานีบนรถเสร็จสรรพ ของเราต้องลง
Shek Pai Wan Estate Station ค่ะ 



บรรยากาศบนรถ นั่งสบาย มีที่วางกระเป๋าสะดวกสุดๆ ค่ะ  การจ่้ายค่าโดยสารก็หยอดเหรียญ
ที่ีอยู่ตรงคนขับ หรือใช้บัตร Octopus แตะได้เลยค่ะ (เรากระซิบบอกคนขับรถว่า ถ้าถึง
Shek Pai Wan ตะโกนบอกเราหน่อยน่ะ )



บรรยากาศระหว่างนั่ง Airport Bus ค่ะ ชิล ๆ ไม่รีบ ตึกรา บ้านช่องสะอาด 
และะตึกสูงสูงระฟ้าเกือบทั้งนั้น 



ส่วนอันนี้ค่ะ เห็นเกือบทุกที่ HSBC หรือ ฮ่องกงแบงก์นั่นเอง 



ตื่นเต้น เห็นรถ Taxi ที่ฮ่องกง ส่วนมากจะเห็นแต่ตามในหนัง 



บรรยากาศร้านขายของข้างทาง อารมณ์ประมาณเยาวราช แต่สะอาดกว่าเยอะค่ะ 



รถเมล์ มิมิบัส ของฮ่องกงค่ะ วิ่งระยะสั้นๆ ดูปลอดภัย ไม่น่ากลัวเท่ามินิบัสบ้านเรา 



นั่งรถชมวิวประมาณ 40 นาที ทางขดเคี้ยว ขึ้นเขา ลงเขากันไป 
ตามประสา เกาะฮ่องกงค่ะ  ก็ถึง Shek Pan Wai Estate คอนโด
จะเป็นลักษณะที่พัก ที่มาพร้อม Shopping Complex (ส่วนมากคนฮ่องกง อยู่คอนโด 90% )
คุณญาติมารับด้านล่าง ลากกระเป๋าไปเก็บ ก็ใช้เวลาประมาณ 13.00 น.พอดี 



Dim Sum @ Jumbo Floating Restaurant 



ไปทานข้าวที่ภัตตาคารลอยน้ำ ที่อ่าว Aberdeen ญาติพาไปทานติ๋มซำค่ะ เดินข้ามถนน
จากคอนโดมา 



ลงเรือที่อ่าว Aberdeen



(อ่าวนี้จะไว้จอดเรือ ช่วงหน้ามรสุมค่ะ เพราะมีภูเขาบัง) ก็รสชาติดีนะค่ะ  มีติ๋มซำทุกแบบ
 ทานเสร็จ เดี๋ยวไปเที่ยวต่อค่ะ ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายอาหารมาเพราะปอบลงค่ะ หิวมาก 

เรือยอร์ชจอดกันเพียบ 



เรือประมงก็มี 



เรารักรถเมล์ที่ฮ่องกง
ที่ชั้นล่างคอนโดจะเป็น เหมือนเป็นชุมทางรถเมลล์นะค่ะ จะมีหลายสายมาจอด เช่นจะไป
ถนน Central Ferry Pier ก็ไปสายนี้ โดยทุกป้ายมีเวลาจอด เวลาออกชัดเจน 



และผ่านอะไรบ้างก็จะบอก ซึ่งสายนี้เรานั่งตลอดค่ะ ซึ่งชอบมากค่ะ 
ทำให้กะเวลาเดินทางง่าย (ของไทย ห่วยขั้นเทพจริงๆ มาก็ไม่ตรง แถมขับไม่ได้เรื่อง)

Hong Kong Convention & Exhibition Centre/The Golden Bauhiria Square
Destination ต่อไปค่ะ เราจะไปที่ North Wan Chai กัน ไปเดินเล่นที่ Hong Kong ConventionCentre และ The Golden Bauhiria โดยทั้ง 2 ที่นี้อยู่ใกล้กันค่ะ ก็นั่งรถเมล์มา
ลงสถานีนี้ได้เลย เดินตามป้ายมาเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับ 

ระหว่างทาง นักเรียนเลิกเรียนพอดี  



The Golden Bauhiria จตุรัสดอกชงโคทอง 
ความสำคัญของ Landmark นี้ คือการถูกสร้างเพื่อรำลึกถึงการที่อังกฤษได้คืนเกาะฮ่องกง
ให้กับทางจีนค่ะ  



มองไปอีกด้านก็จะเห็นอาคาร Hong Kong Convention ค่ะ ไปสถานที่จัดนิทรรศการใหญ่ของ
ฮ่องกง เช่น Asia World Expo เป็นต้นค่ะ เราไม่ได้เข้าไป 



และที่ที่ ๆ สำคัญคือ ตรงจุดนี้เราจะเห็นวิวของฝั่งเกาลูน ท่าเรือวิคตอเรีย และอ่าววิคตอเรีย
ที่คั้นกลางระกว่างเกาะฮ่องกง และเกาลูนค่ะ โดยจุดสังเกตง่ายๆ ของฝั่งเกาลูนก็คือเจ้า
อาคาร Sky 100 อาคารที่สูงที่สุดในฮ่องกง ที่เรามองไม่เห็นยอด โดนหมอกบังนั้นแหละค่ะ  

อิอิเห็นเรือสำเภา Duk Ling อีกหนึ่งสัญลักษณ์ฮ่องกงแล่นผ่านมาพอดีเลย 



Victoria Peak /Peak Tram
หลัจากนั้นเราก็รีบทำเวลาไปที่ The Peak หรือจุดชมวิวเกาะฮ่องกงกันค่ะ นั่ง Taxi กันไปเลย
เค้าก็กดมิเตอร์ ตามปกติ ไม่เหมือนบางประเทศ ค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 200 บาท  ถ่ายภาพที่หน้า
Peak Tram หน่อย ญาติมาส่งค่ะ 



จากนั้นก็ดำเนินการซื้อตั๋วรถราง ค่าผ่านประตู จะมีให้เลือกทั้งแบบไป กลับ หรือขาไป 
ขาเดียวก็ได้ค่ะ ราคาไปกลับอยู่ที่ 75 HKD หรือราว ๆ 300-400 บาท 



ได้ตั๋วแล้วก็มาต่อแถวกันค่ะ รถจะมีเป็นรอบ ๆ รอไม่นานค่ะ 



และนี้คือจุดชมวิวที่เห็นได้ชัดที่สุด และสูงที่สุดที่จะเห็นได้ ก่อนที่จะเจอหมอกบังนะค่ะ 
ขนาดขมุกขมัวยังสวย คราวหน้าสัญญาว่าต้องไปซ้ำอีกรอบแน่นอน 



เมื่อนั่งรถรางมาจนสุดทางเราต้องเดินขึ้นผ่าน The Peak Tower ในอาคารก็จะรวมร้านของฝาก
ร้านอาหาร และมาดามทุซโซค่ะ  แต่เราไม่สนใจขึ้นบันไดเลื่อนไป The Peak ท่าเดียว 

(อ่อ ณ ที่นี่มีบูธขายตั๋ว Hong Kong Disneyland ด้วย เราก็รูดบัตรซื้อกันไปนะค่ะ 
ตกคนละประมาณ 1200-1400 ได้ค่ะ )
เมื่อขึ้นมาปุ๊บ หนาว หนาว และหนา่วค่ะ ลมแรงมาก แต่เอาเถอะขึ้นมาแล้วก็ต้องถ่ายเป็นที่ระลึก
ซึ่งรูปนี้ ถ้าไม่บอกใคร ก็คงไม่ได้เหมือนไปฮ่องกง เพราะไม่เห็นอะไรเลย 



ถ่ายรูปเสร็จ จนประสาทสัมผัสเริ่มไม่ทำงาน เราก็เดินลงมาในส่วน The Peak Galleria 
ที่เป็นจุดจอดรถเมล์ค่ะ เราก็มาถ่ายรูปเล่น รอเวลารถออกกันไป



สังเกต หมอก ถึงอธิบายความหนาวได้เป็นอย่างดี  



แวะดื่ม Hot Chocolate Signature สักหน่อย ราคาเท่า ๆ ไทยค่ีะ (สำหรับเหตุผลที่เรานั่ง
รถเมล์กลับ เพราะนอกจากถูกแล้ว รถเมล์สายนี้ยังวิ่งไปที่ Central Pier Station ที่เป็น
จุดศูนย์กลางของเกาะฮ่องกงค่ะ เพราะเราแพลนว่าเราจะไปเดินดูย่านถนนธุรกิจในฮ่องกงกัน)



หลังจากนั่งรถ และเจอรถติดบ้าง เพราะเป็นเวลาเลิกงาน เราก็ได้ไปเดินเล่นดูอาคารสวย ๆ
อย่าง Bank of Asia กันในยามค่ำคืน สวยงามมากค่ะ 



ถ่ายรูปเล่นสักพัก ก็เริ่มจะเหนื่อย เราก็เดินทางโดยรถเมล์กลับที่พัก เพื่อจะได้มีแรงลุยต่อ

End Day 1 
สรุปสถานที่วันนี้ที่ไปเยือนนะค่ะ 
- Jumbo Floating Restaurant
- Abandeen Bay
- Hongkong Convention Centre
- The Golden Bauhiria 
- The Peak/Peak Tram/Peak Tower 
- Central Pier 

ออกแนว Sight Seeing ตามเวลาที่เรามีครึ่งวันนะค่ะ ความสนุกอยู่ที่การได้กางแผนที่
และเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน อันได้มาตราฐานของเค้าก็ฟินแล้วค่ะ  สมกับเป็น
ประเทศที่เจริญแล้ว ที่สำคัญคนฮ่องกงพูดภาษาอังกฤษกันได้ ไม่ยากในการถามทางเลยคุ่ะ 

จะไปไหนต่อ เดี๋ยวเรามาเล่าให้ฟังต่อนะคะ 







 

Create Date : 31 สิงหาคม 2556    
Last Update : 25 กันยายน 2556 12:38:35 น.
Counter : 988 Pageviews.  


Roundshady
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบเที่ยว ชอบเล่น ชอบพูดคุย
ชอบแลกเปลี่ยนความเห็น ชอบเขียน

ดังนั้นจึงมี Blog
Friends' blogs
[Add Roundshady's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.