All Blog
**Review** The Shock of the Fall - Nathan Filer
The Shock of the Fall



Title : The Shock of the Fall
Author : Nathan Filer
Genre : Fiction / Contemporary / Mental Illness
Published : May 9th 2013 by Harper Collins

เรื่องย่อ : 
ผมจะเล่าให้คุณฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมันคงเป็นวิธีที่ดีที่จะแนะนำให้คุณรู้จักกับพี่ชายของผม เขาชื่อว่าไซม่อน ผมคิดว่าคุณต้องชอบเขาแน่ๆ ผมเองก็เหมือนกัน แต่อีก 2 หน้าต่อจากนี้..เขาจะตาย และหลังจากนั้น..เขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...

รีวิว + สปอยล์ : 
เพิ่งอ่านจบเมื่อกี้เลย รีบมารีวิวไว้ก่อนเดี๋ยวลืม ฮ่าๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของเด็กหนุ่มที่ชื่อ แมททิว เขามีปัญหาทางจิต(ยังไม่ถึงขั้นบ้าพูดจาไม่รู้เรื่อง) เพราะช็อคกับการสูญเสียพี่ชายของเขา เรื่องมันเกิดเมื่อแมททิวชวนพี่ชายออทิสติกออกไปเที่ยวเล่นตอนกลางคืนขณะฝนตก เพื่อไปดูศพของตุ๊กตาที่ถูกฝังอยู่ริมหน้าผา แล้วมันก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น แมททิวลื่นล้มจนไซม่อนต้องช่วยแบกกลับแคมป์ทั้งที่ตัวเองก็ร่างกายไม่แข็งแรง ในที่สุด..ไซม่อนก็จากไปเพราะเหตุการณ์คราวนั้น แมททิวโทษตัวเองมาตลอดว่าเขาเป็นสาเหตุให้ไซม่อนตาย และรู้สึกผิดเพราะว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ร้องไห้เสียใจอย่างที่ควรจะเป็น เรื่องยิ่งแย่เมื่อเจคอบเพื่อนสนิทคนเดียวของแมททิวขอย้ายออกจากหอเพื่อไปดูแลแม่ที่ป่วย อาการของแมททิวเริ่มหนักขึ้น เขาเริ่มเห็นภาพหลอนของไซม่อน ได้ยินเสียงในหัวตลอดเวลา ในที่สุด..เขาก็ถูกจับส่งร.พ. แมททิวได้รับการรักษาด้วยการให้ยา แต่เขาก็อ้วกออกมาทุกครั้ง อาการภาพหลอนก็ยิ่งเป็นบ่อยขึ้น เขาเห็นไซม่อนอยู่ทุกๆที่ ทั้งใต้เตียง ริมหน้าต่าง ในห้องน้ำ จนวันหนึ่ง..เขาตัดสินใจจะจบเรื่องโดยการหนีออกจากร.พ.ไปที่หน้าผาแห่งนั้นเพื่อฆ่าตัวตาย เขาจะไปอยู่กับไซม่อน แล้วพวกเขาก็จะได้เล่นด้วยกันตลอดไป...

อีกเพียงก้าวเดียว..แมททิวก็จะได้ไปอยู่กับไซม่อน แต่โชคยังเข้าข้าง เมื่อแอนนาเบลเด็กสาวที่ฝังศพตุ๊กตาไว้เมื่อหลายปีก่อนมาช่วยไว้ และเล่าให้ฟังว่าที่ฝังไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับแม่ที่ตายไป และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกปล่อยวาง เมื่อฟังจบแมททิวจึงเกิดความคิดที่จะจัดงานเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 10 ปีการจากไปของไซม่อนบ้าง หลังจากกลับจากหน้าผานั้น แมททิวถูกรักษาในระบบที่เข้มข้นกว่าเดิม แต่คราวนี้เขายอมกินยาตามที่หมอสั่ง แล้วภาพหลอนไซม่อนก็ค่อยๆหายไป แมททิวจัดงานอนุสรณ์ให้ไซม่อนด้วยตนเอง แม้จะไม่ใช้งานที่เพอร์เฟ็กท์ แต่ก็เป็นงานที่ดีที่เดียว ทุกคนต่างพูดถึงเรื่องเมื่อสมัยเด็ก มีทั้งเสียงหัวเราะ หยดน้ำตา และความเงียบที่ยังคอยติดตามมมาไม่ห่าง...

แมททิวได้รับการรักษาอย่างจริงจัง และแล้ว..เขาก็ได้กลับบ้านอย่างที่หวังไว้ แต่แมททิวก็รู้ว่าสักวัน..ยังไงเขาก็ต้องกลับเข้าไปอีก เพราะโรคนี้และตัวเขาต่างก็หมุนวนไปไม่มีวันจบ...

ประโยคจบ (เราชอบมาก) : 
So I’ll stack these pages with the rest of them, and leave it all behind. Writing about the past is a way of reliving it, a way of seeing it unfold all over again. We place memories on pieces of paper to know they will always exist. But this story has never been a keepsake – it’s finding a way to let go. 

I don’t know the ending, but I know what happens next. I walk along the corridor towards the sound of a Goodbye Party. But I won’t get that far. I’ll take a left, then a right, and I will push open the front door with both hands.

I have nothing else to do today.

It’s a beginning.

การเล่าเรื่อง : เล่าในมุมมองแมททิว เริ่มต้นตั้งแต่แมททิวยังเหมือนคนปกติ จนเริ่มเพี้ยนสติแตก ตอนอ่านนี่แบบ..นี่กูกำลังอ่านไดอารี่ของคนบ้าอยู่ใช่มั้ย - - เรารู้สึกว่ามันเรียลจริงอะไรจริง 55+ ถ้าใครชอบ The Perks of Being a Wallflower แนะนำให้อ่านค่ะ คล้ายๆกัน แต่เครียดกว่าเยอะ
ภาษา : ศัพท์ไม่ยาก แต่ว่าแต่ละประโยคมันลึกซึ้ง (หรือว่าแมทมันบ้าก็ไม่รู้ 55+) ต้องใช้เวลาในการอ่าน และทำความเข้าใจเยอะหน่อย แล้วๆๆ..ที่ใช้ฟอนต์พิมพ์ดีด เพราะว่าในหนังสือแมทก็ใช้พิมพ์ดีดเหมือนกัน พอใช้คอมฟอนต์ก็เปลี่ยน พอเป็นจดหมายฟอนต์ก็เป็นลายมือ
ความรู้สึกหลังอ่าน : T^T มันสะเทือนใจอะ 55+ ไม่คิดว่าคนๆนึงจะเสียใจกับการจากไปของคนที่รักได้ขนาดนี้(เรายังไม่เคยมีฟีลนี่)ตอนอ่านนี่เครียดตลอด ไม่รู้ว่ามันจะจบยังไงกันแน่ ถ้าจบเศร้านี่ช็อคเลยนะ 555+
คะแนน : 5/5 

**แมททิวป่วยเป็นโรคschizophrenic  เป็นความผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งทำให้มีการแตกแยกของกระบวนการคิดและการตอบสนองทางอารมณ์ ส่วนใหญ่แสดงอาการเป็นหูแว่ว หวาดระแวง หลงผิดแบบแปลกประหลาด หรือมีการพูดและการคิดที่เสียโครงสร้าง และมักนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการเข้าสังคมหรือการประกอบอาชีพ มักเริ่มแสดงอาการในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยมีความชุกตลอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.7% การวินิจฉัยทำโดยการสังเกตพฤติกรรมและรายงานประสบการณ์ที่ได้จากตัวผู้ป่วยเอง





Create Date : 29 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2557 21:31:45 น.
Counter : 681 Pageviews.

2 comments
  
น่าสนใจมากๆเลยเล่มนี้
เห็นครั้งแรกก็ชอบปกแล้ว ดึงดูดให้อ่านมากๆ
โดย: Mocking J วันที่: 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา:0:08:42 น.
  
ว้าว น่าสนใจมากค่ะ เก็บเข้าลิสเรียบร้อย
โดย: ลูกแมวขี้เซา วันที่: 1 ธันวาคม 2557 เวลา:14:23:16 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



Caymen51
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



Hi guys! My name is Geegee. I'm a book lover. Feel free to add me on goodreads. Let's be friends!

ฝากร้านหนังสือหน่อยจ้า https://goo.gl/e1jVlt

G.'s bookshelf: read

In the Shadow of Blackbirds
really liked it
4.5/5
tagged: fantasy and own
The Bunker Diary
really liked it
3.5/5 SHIT! The ending was too heartbreaking. I couldn't stand it!
tagged: own and contemporary
Malice
really liked it
tagged: japanese and own
Practice Makes Perfect
liked it
3.5/5 This was a funny and fluffy story with two guys who have a secret agreement. Their relationship started with with an awkward situation which surprisingly turned out to be hilarious. I really like geeky Dev. I think it's cute when...
tagged: contemporary
Strangers
liked it
tagged: japanese and own

goodreads.com