Group Blog
 
All blogs
 

The Lunchbox

 


นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนังแล้วรู้สึก feel good จนต้องนำมาเขียนในบล็อกตัวเอง

 

 

ปกติเป็นคนตรง ๆ ถ้าชมอะไรนั่นคือดีจริง  (ไม่ใช่สักแต่ว่าชม)   แต่ถ้าบ่น เช่น บ่นร้านอาหารร้านใด  ขอให้เชื่อได้ว่ามันแย่จริง ๆ ถึงบ่น    

 

 

เรื่องหนังต่าง ๆ ที่เขียนในบล็อกตัวเองคือเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกดีมาก ๆ จนอยากบอกต่อ และอยากให้คนอื่นดูด้วย (แต่แน่นอน ถ้าไม่ใช่คนที่เคมีตรงกัน อาจจะไม่ชอบก็ได้ แล้วแต่รสนิยมใครรสนิยมมัน)

 

 

หนังเรื่องนี้มีเพื่อน ๆ ใน FB โพสต์ว่าเป็นหนังดี   เราก็ได้แต่จำไว้และคิดว่าถ้ามีโอกาสเจอจะลองซื้อมาดู แต่ยอมรับว่าไม่คาดหวังกับมันเลย    ถ้าไม่มีใครบอกว่าดี หนังเรื่องนี้บอกตรง ๆ เห็นหน้าปกแล้วไม่คิดจะซื้อ  โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นหนังอินเดียอีกต่างหาก

 

 

 

 

เริ่มต้นดูหนังเรื่องนี้แบบที่ไม่ได้ไปอ่านกระทู้พันทิปเลย  อยากดูและให้ความเห็นด้วยตัวเอง

 

 

หลังจากดูจบ  feel good รู้สึก”อิ่ม”มาก

 

 

พอดูเสร็จถึงเพิ่งไปอ่านกระทู้พันทิป และพบว่าเป็นหนังที่มีคนชื่นชมมากมาย 

 

 

มันมีเสน่ห์อะไรบางอย่างของหนังเรื่องนี้  เรียบ ง่าย ตรงไปตรงมา ให้ความรู้สึก แสดงวิถีชีวิตของคนอินเดียแบบไม่ประดิษฐ์

 

 

 

“บางครั้งรถไฟที่ผิดขบวน ก็อาจนำเราไปสู่สถานีที่ถูกต้อง” ประโยคดลใจจากหนังเรื่องนี้

 

 

พล็อตเรื่องย่อ ๆ คือนางเอก Ila เริ่มมีปัญหาชีวิตครอบครัว และตั้งใจที่จะทำอาหารกลางวันอย่างอร่อยให้สามีเพื่อให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้น  แต่บังเอิญระบบการขนส่งปิ่นโตผิดพลาด  กลับส่งไปที่พระเอกของเรื่องซึ่งปกติผูกปิ่นโตกับร้านอาหารร้านหนึ่ง

 

 

ตัวพระเอก Fernandes ภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว เขาตั้งใจที่จะ early retire  คงด้วยการสูญเสียภรรยาไป พระเอกถึงใช้ชีวิตอย่างไม่ค่อยสนใจใคร

 

 

Shaik ชายหนุ่มผู้ที่จะเข้ามาทำงานแทนตำแหน่งพระเอก  เขากำพร้า แต่เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี  และสู้ชีวิต  ตอนแรกพระเอกไม่ค่อยสนใจที่จะสอนงานคนใหม่  ซึ่ง Shaik ก็บอกว่าเขารู้แล้วว่านิสัยพระเอกเป็นอย่างไร เพราะคนใน office พูดถึงเขาว่าอย่างไร

 

 

แต่ท้ายที่สุด  2 คนนี้กลับมามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน

 

 

ตัวนางเอกหลังจากที่รู้ว่าสามีไม่ได้ทานอาหารปิ่นโตนี้   แต่ยังคงตั้งใจทำอาหารและเขียนจดหมายใส่ในปิ่นโตบอกพระเอกว่าตัวเองตั้งใจทำอาหารให้สามี  แต่ปรากฏว่าส่งผิดคน

 

2 คนนี้เขียนจดหมายตอบกันไปมา  แบบบรรยายความรู้สึกในเรื่องราวของตัวเอง  ช่วงแรกไม่ได้คิดในเรื่องชู้สาว

 

 

จนเมื่อวันหนึ่งนางเอกพบหลักฐานที่คิดว่าสามีนอกใจจริง ๆ 

 

เมื่อถึงจุดหนึ่งนางเอกบอกว่าอยากเจอพระเอกตัวจริง     ทั้งสองนัดเจอกันที่ร้านอาหาร   พระเอกมาถึงร้านอาหารแล้วแต่ไม่กล้าเข้าไปหานางเอก  เพราะตัวนางเอกสวย ยังสาว ยังดูมีความฝัน แต่เขาเป็นคนที่ใกล้เกษียณ

 

 

ในที่สุดเขาเลือกที่จะ early retire และย้ายไปอยู่อีกเมือง

 

เรื่องจบตอนสุดท้ายให้คนดูคิดเอาเองว่า 2 คนนี้จะมีโอกาสเจอกันหรือไม่

 

 

ไม่ว่าตอนจบจะ happy ending หรือไม่  แต่คนดูคนนี้รู้สึก “อิ่ม”

 

 

“อิ่ม”แล้วเลยอยากให้คนอื่น”อิ่มด้วย”

 

 

ลองดูกันนะคะ

 

....คะแนนความชอบ 10/10 

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกับหนังเรื่องนี้

 

 

ขำตอนหนึ่งที่นางเอกพูดกับคนมารับปิ่นโตว่าที่ผ่านมาปิ่นโตไม่เคยถูกส่งไปยังสามีเลย    คนรับปิ่นโตตอบกลับมาว่า “Harvard มาช่วยวางระบบ  ไม่มีทางที่ระบบการขนส่งจะผิดพลาด”  มันทำให้รู้สึกอะไรบางอย่างว่าบางทีเราก็เชื่อว่าฝรั่งเก่ง ฝรั่งทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด แต่บางเรื่องบางครั้งฝรั่งก็อาจผิดพลาดได้เหมือนกัน  

 

Passion หาข้อมูลเพิ่มจนได้รู้ว่าในอินเดีย  โดยปกติสามีจะออกไปทำงานแต่เช้า และส่วนใหญ่จะทานอาหารปิ่นโต แต่ว่าจะไม่ได้เอาติดตัวไปด้วยจากที่บ้าน    ประเด็นคือต้องการทานอาหารมื้อกลางวันที่ปรุงใหม่ สด และยังร้อน     ดังนั้นตอนสาย ๆ ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านก็จะเริ่มทำอาหาร และใช้บริการระบบส่งปิ่นโต  คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการขนส่งราว 300 บาท (เงินไทย)

 

 

ร้านอาหารในอินเดียตอนกลางวันจะค่อนข้างโล่ง เพราะคนอินเดียส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหาร พนักงาน office นักเรียนมักจะทานอาหารปิ่นโตกัน

 

ที่ amazing คือจากที่หาข้อมูลพบว่าแม้ว่าจำนวนคนอินเดียมากมายเหลือเกิน แต่ระบบการขนส่งปิ่นโตไปยังมือลูกค้าไม่เคยผิดพลาด

 

 

ระบบการขนส่งปิ่นโตของจริงก็ไม่ต่างจากในหนังมาก  เช่น ตอนแรกก็จะมีคนขี่จักรยานมารับปิ่นโตตามบ้านจากแม่บ้าน  หลังจากนั้นก็จะไปยังจุดหมายจุดแรกคือนำปิ่นโตใส่ในอุปกรณ์ขนย้ายขนาดใหญ่ (เราตั้งชื่อเองว่า”ซาเล้ง)

 

 

จากซาเล้งดังกล่าว  ผู้นำส่งจะแบกขึ้นรถไฟเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง office ต่าง ๆ  และจะมีรหัสติดปิ่นโตเพื่อที่จะได้ส่งไปยังผู้รับได้ถูก

 

 

...รัชชี่...

 

  






 




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2557    
Last Update : 19 ตุลาคม 2557 13:38:10 น.
Counter : 941 Pageviews.  

"เงิน"ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่"เงิน"

 


"เงิน"ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่"เงิน"

ผู้เขียน : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ความยาว : 191 หน้า

ราคา 185 บาท
(โชคดีมีคูปองลด 30% ของหนังสือค่ายอัมรินทร์ เลยได้ประหยัดไปหลายบาท)

 

เป็น Fanpage คุณวิวรรณมาได้สักพัก จนเห็นเธอโพสต์รูปหนังสือบน wall ของเธอ ก็คิดว่าถ้าเข้าร้านหนังสือเมื่อไหร่จะแวะซื้อสักหน่อย

จั่วหัวชื่อหนังสือเล่มนี้  สำหรับตัวเราเองถ้ามองย้อนกลับไปสัก 10 กว่าปีก่อนคงจะรู้สึกว่าอะไรกัน เป็นคนเห็นแก่เงินจัง  เงินไม่ใช่ทุกอย่างซะหน่อย 

แต่สำหรับในวันนี้  คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเงินมีความสำคัญอยู่พอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะชีวิตคนเมือง เอาเป็นว่านับตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ก็ต้องใช้เงินแล้ว

หนังสือเล่มนี้สอนให้รู้จักค่าของเงิน วิธีการทำงานหาเงิน รู้จักการออมเงินและการลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย

 

คัดลอกบางประโยคจากหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านนะคะ

 

เป้าหมายคือ การสร้างความมั่นคงให้ชีวิต ความมั่นคงทางการเงินจะเกิดขึ้นเมื่อ "รายได้สูงกว่ารายจ่าย" หรือพูดง่าย ๆ ว่าต้องไม่ใช้เงินเกินกว่าที่หาได้ การบริหารการใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำงานหารายได้

สำหรับคนที่มีลูก  การเรียนรู้การเงินต้องสอนกันที่บ้าน ตำราฝรั่งบอกว่า "ให้เริ่มสอนเมื่อเด็กนับเลขได้" ดังนั้นถ้าอยากสร้างนิสียการออมให้ได้ผลดี ต้องสร้างตั้งแต่วัยเด็ก

สอนเด็กเรื่องดอกเบี้ย ทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ผู้เขียนเคยถูกคุณพ่อจูงใจด้วย"ธนาคารคุณพ่อ" อัตราดอกเบี้ยทบต้น 100% คือ ฝาก 10 บาท เวลาถอนได้คืน 20 บาท

ความเห็น : เป็นวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ  สำหรับเราเองเมื่อเริ่มวัยทำงาน แม่ให้เปิดบัญชีเงินฝากเป็นชื่อเราเอง และต้องกันเงินออมส่วนหนึ่งในบัญชีเล่มนี้โดยเอาตังค์ไปให้แม่เข้าบัญชีให้ โดยมีแรงจูงใจคือแม่เติมเงินส่วนเพิ่มให้เป็นเลขกลม ๆ เช่น เรามีตังค์ฝาก 9,000 แม่เติมให้อีก 1,000 เพื่อครบหมื่น ทำแบบนี้อยู่ระยะเวลาหนึ่งจนเรามาเปิดบัญชีเล่มอื่นต่างหากและบริหารการเงินเอง   ปัจจุบันสมุดบัญชีเล่มนี้ยังอยู่ที่แม่  และไม่เคยถอนออกมาใช้เลยตั้งแต่เริ่มฝาก  เมื่อครบเวลา แม่จะเอาใบถอนมาให้เซ็น พร้อมจัดการเปิดบัญชีใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจให้

 เริ่มต้นการออมตั้งแต่วันนี้  หลายคนคิดว่าเริ่มออมต้องมาจากความพร้อมเท่านั้น ความจริงไม่ใช่ เพราะการออมคือการสละการใช้ในวันนี้ เพื่อเอาไว้ใช้ในวันข้างหน้า ถ้าจะรอให้พร้อม คนจำนวนมากก็อาจจะไม่มีวันพร้อมเลย เพราะต้องการใข้ที่มีให้หมด หรือเงินที่มีก็ยังไม่ค่อยจะพอใช้

คำแนะนำของผู้เขียน เริ่มออมให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ เพราะดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนการนำเงินออมไปลงทุนนั้น จะต้องใช้เวลาในการทำให้งอกเงย ถ้าเริ่มออมเร็วย่อมได้ผลตอบแทนสูง เงินจะพอกพูนมาก ถ้าออมช้าย่อมได้ผลตอบแทนต่ำ เงินก็จะพอกพูนน้อย

บางทีก็ต้องใช้เทคนิคเข้าช่วย ผู้เขียนบอกว่าเป็นคนใช้เงินเก่ง เก็บเงินไม่ค่อยได้ จึงใข้เทคนิคหักเงินออมจากรายได้ก่อน ที่เหลือจึงนำไปใช้ และเงินที่เก็บก็ใช้วิธีเก็บแบบผูกพัน คือเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 24 เดือน

เทคนิคอีกอย่างที่ทำให้มีกำลังใจในการออมคือ การให้รางวัลตัวเอง พอออมได้ถึงเป้าหมาย ก็กันเงินออกมาส่วนเล็ก ๆ เป็นรางวัลให้ตัวเองนำไปซื้อในสิ่งที่อยากได้

ผู้เขียนเล่าว่าเคยไปเสวนาในรายเดียวกับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  ดร.เล่าให้ฟังถึงผู้หญิงฝรั่งที่ร่ำรวยมากคนหนึ่ง ซึ่งรักการลงทุนและรักการมองตัวเลขเงินลงทุนที่พอกพูนขึ้น  จนไม่ยอมนำเงินออกไปใช้ ผู้เขียนเล่าว่าได้พูดต่อทันทีว่า จะไม่มีวันทำอย่างนั้น จะมีประโยชน์อะไรที่เราเก็บเงินและเงินลงทุนโดยไม่นำออกมาใช้เพื่อความสุขหรือความสบายของชีวิตตัวเองบ้าง

ความเห็น : เห็นด้วยทีเดียว เราต้องมีความสุขทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต เราวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคต  แต่เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน  ดังนั้นเราก็ต้องใช้เงินในปัจจุบันด้วย   ชีวิตต้องเดินทางสายกลาง

....ข้อคิดสำหรับการออมเพื่อการเกษียณ...

ทำอย่างไรถ้ารู้ตัวว่าเริ่มออมช้าเกินไปเสียแล้ว ผู้เขียนกล่าวว่ารู้ช้ายังดีกว่าไม่รู้ตัวเลย มีงานวิจัยพบว่าคนไทยในวัย 40-60 ปีเริ่มคิดในการออมเพื่อการเกษียณเมื่ออายุ 42 ปี  แต่ผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะให้ดีควรจะเริ่มตั้งแต่วัย 30 ปีหรือตั้งแต่เริ่มทำงานจะดีที่สุด

เวลาที่ผู้เขียนไปบรรยายเรื่องการออมและลงทุนเพื่อการเกษียณทุกครั้งจะมีคนพูดว่า เขาควรจะได้ฟังการบรรยายเร็วกว่านี้สัก 10-20 ปี

ข้อแนะนำคือประมาณการว่าหลังเกษียณเราจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่จึงจะพอ คิดเป็นค่าเงินปัจจุบันก็ได้ จะได้ง่าย ๆ

ตัวอย่าง หาต้องการมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาทไปอีก 20 ปีหรือ 240 เดือนหลังเกษียณ ก็ต้องมีเงินอย่างน้อย 4.8 ล้านบาท

(นี่ยังไม่รวมเงินเฟ้อและค่าของเงินในอนาคตที่จะน้อยลงกว่านี้นะ)

จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเมื่อปลายปี 2555 พบว่าคนส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายเงินออมเพื่อการเกษียณไว้ที่ 2 ล้านบาท

ในความเห็นคุณวิวรรณ ไม่เพียงพอแน่นอน

....ข้อคิดก่อนการซื้อรถ...

 คุณวิวรรณให้ความเห็นเกี่ยวกับการซื้อรถคันใหม่โดยเฉพาะเมื่อมีแรงจูงใจด้านภาษีไว้ดังนี้ค่ะ

สำหรับกลุ่มคนที่อยากจะซื้อรถใหม่ในกลุ่มวัยเริ่มทำงานและต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง ก่อนอื่นให้ตอบคำถามเหล่านี้ก่อน

1. มีเงินเก็บบ้างแล้วหรือยัง

2. เปรียบเทียบก่อนว่าปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเดือนละเท่าไหร่ หากมีรถยนต์แล้วจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางนี้ลงไปหรือไม่

ถ้าไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปได้ เงินเดือนที่ได้มาก็จะหมดไปกับค่ารถและค่าน้ำมัน  ถ้าไม่อยากมีปัญหาหนี้สินและลามไปถึงครอบครัวทีหลังก็ไม่ควรซื้อรถตอนนี้

แต่ถ้ากรณีคนที่มีครอบครัวที่ต่างจังหวัดและพิจารณาแล้วว่าการใช้รถส่วนตัวขับกลับต่างจังหวัดเมื่อเปรียบเทียบกับการเสียค่ารถทัวร์  ประกอบกับเดินทางครั้งละหลายคนก็มีเหตุผลที่จะซื้อรถ ถ้ามีกำลังเงินเพียงพอ

3. ต้องตอบคำถามก่อนว่า ทำไมจึงอยากได้รถ สะดวกสบาย อยากได้ โปรโมชั่นลดภาษีสรรพสามิต หรืออยากโก้

คุณวิวรรณฝากข้อคิดไว้ว่า ความสะดวกสบายและความโก้ควรจะได้มาเมื่อมีกำลังซื้อ

4. มีเงินจ่ายค่าใช่้จ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วหรือยัง

ค่าน้ำมันเครื่อง  ค่าน้ำมันรถ ค่าเปลี่ยนยาง ค่าประกัน ค่าต่อทะเบียน ค่าที่จอดรถ

5. มีที่จอดรถแล้วหรือยัง

ผู้เขียนอยากจะฝากข้อไว้ให้คิดรอบคอบก่อนที่จะซื้อรถคันใหม่ เพราะเห็นมาหลายคนแล้ว รัฐให้สิทธิ์อะไรก็ใช้สิทธิ์หมด ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีสภาพคล่องไม่พอ เช่น พยายามใช้สิทธิ์ที่มี แต่ม่ีเงินไม่พอ ซื้อไปแล้วขาดสภาพคล่อง ต้องไปกู้เขามาเป็นค่าใช้จ่าย  กลายเป็นว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายสูงกว่าจำนวนภาษีที่ได้ลด

ขอให้นึกถึงสุภาษิตบทนี้ไว้ "เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง"

....ใช้บัตรเครดิตให้เป็น...

ควรใช้เพื่อความสะดวก ไม่ต้องพกพาเงินสดจำนวนมาก

ก่อนใช้ทุกครั้ง ต้องแน่ใจว่ามีเงินจ่ายจริง ๆ (หลายคนพอมีบัตรแล้วรู้สึกว่าอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จริง ๆ แล้วอำนาจซื้อของเราขึ้นอยู่กับรายได้ ไม่ได้ขึ้นกับวงเงินในบัตรเครดิต)

ควรจ่ายเงินให้ครบ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีค่าดอกเบี้ยที่สูง

คะแนนความชอบ 8/10

(ไม่ได้ให้คะแนนความชอบที่สูงมาก เพราะว่าอ่านหนังสือแนวนี้มาพอสมควร แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่ดีทีเดียวสำหรับการให้ข้อคิดค่ะ)

....รัชชี่....

 




ปรัชญาการใช้ชีวิตส่วนตัวในปัจจุบัน

"ยังไม่จน ทำตัวจน จะไม่จน ยังไม่รวย ทำตัวรวย จะไม่รวย"

ลงทุนในทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้  ให้เงินทำงาน

ไม่ใช้ชีวิตแบบเป็น"หนูถีบจักร"หรือ"ติดกับดักรายได้ที่เพิ่มขึ้น"

(รายได้เพิ่มขึ้น  แต่ถ้าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นว่าได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ)

บริหารเงินดี ๆ จะสามารถซื้อของมีค่าหรือของฟุ่มเฟือยด้วยผลตอบแทนโดยไม่ต้องนำเงินต้นมาใช้

เมื่อมี จงแบ่งปัน   หยอดเหรียญใส่กระปุกเกือบทุกวันและนำไปทำบุญหรือบริจาคตามโอกาส

ไม่ค้ำประกันให้ใคร

ไม่ให้ใครยืมเงิน

2 ข้อนี้ที่เขียนอาจจะดูเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ว่าเคยมีคนยืมแล้วไม่คืน  เลยคิดว่าตัดปัญหาตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า เพราะเป็นคนไม่ทวงคืนด้วย แต่ถ้าใครเดือดร้อนจริง ๆ คงให้ไปสำหรับจำนวนที่คิดว่าจะให้ได้ แล้วไม่ต้องมาคืน

สรุปสุดท้าย เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง ไม่ใช่ที่สุดของความสุข ยังมีความสุขทางใจอีกมากมายที่ไม่ต้องใช้เงิน ที่สำคัญตามหาความชอบของตนเองให้เจอ

และอย่าลืมเรื่อง"อริยทรัพย์" สิ่งที่จะติดตัวเราข้ามภพชาติ

 

...ความภูมิใจเล็ก ๆ ...

คนใกล้ชิดเราระดับหนึ่งจะรู้ว่าถ้ามีโอกาสที่สามารถสอนน้อง ๆ คนไหนที่รู้จักได้ จะสอนให้เขาวางแผนทางการเงิน  

น้อง 2 คนที่รู้จักเป็นเด็กกตัญญู ต้องทำงานและให้เงินที่บ้านด้วย แต่ด้วยความที่อายุยังน้อย ตามประสาเด็กผู้หญิงก็ช็อปปิ้งเสื้อผ้าและใช้เงินที่เหลือจนหมดเดือน และเริ่มนับหนึ่งใหม่ 

เราก็สอนปากเปียกปากแฉะ แต่สรุปทั้ง 2 ก็ไม่ได้ทำ  จนเวลาผ่านไปอีกหลายปี 2 คนนี้มาบอกเราในภายหลังว่าหนูเพิ่งเข้าใจในสิ่งที่พี่สอนมาตลอด  จนตอนนี้หนูเริ่มอยากจะเก็บเงิน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้หนูมีภาระเพิ่มขึ้นจนไม่รู้จะเก็บยังไง

ได้แต่บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ทีละเล็กทีละน้อยไปก่อนก็ได้

น้องอีกคนบอกกับเราว่า  ขอบคุณมากที่สอนให้รู้จักเงินฝากประเภท 24 เดือน ที่ฝากทุกเดือนเท่ากันโดยไม่เสียภาษี ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีเงินฝากประเภทนี้ด้วย  และทำให้สามารถเก็บเงินได้เป็นก้อน

สิ่งที่น้อง 3 คนนี้มาบอกกับเราในภายหลังเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้เรารู้สึกว่าทำถูกแล้ว 

 

 

 










 




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2556    
Last Update : 30 มิถุนายน 2556 18:58:46 น.
Counter : 1863 Pageviews.  

Louis Vuitton เปิดบันทึก...กลยุทธ์การสร้างแบรนด์


ซื้อหนังสือเล่มนี้มาน่าจะ 2-3 ปีแล้วเพราะสะดุดกับหน้าปกและสีเพราะสื่อถึงความเป็น Louis Vuitton ได้ตรงมาก

 

ราคา 250 บาท

จำนวน 249 หน้า

 

หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดปัจจุบันใช้กันคือการใช้"สี" ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากธนาคาร

 

ล่าสุดเราไปฟังสัมมนา Gen M marketing ก็พบว่า GEN M มองว่าพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ควรใส่เสื้อที่เป็นสีที่แสดงความเป็นแบรนด์นั้น ๆ จะสร้างการจดจำได้ดีกว่า

 

ซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะอยากอ่านกลยุทธ์เป็น case study (ชอบอ่านแบบนี้มากกว่าการอ่านแบบเป็นวิชาเรียน)  อีกอย่างก็มีความขอบแบรนด์นี้อยู่ด้วย

 

อ่านดูแล้ว Louis Vittion มีกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ผ่าน 4 P ดังนี้

.....................Product.................

การกำจัดของเลียนแบบ  มาตรการให้ความรู้ 

ห้ามมี second line คือห้ามมีไลน์การผลิตที่มีมูลค่าการค้าต่ำกว่า main line

Louis Vittion ถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในขณะที่แบรนด์เกิดใหม่จะต้องอาศัยเทคนิคทางการตลาดแทนการสั่งสมทางประวัติศาสตร์

ห้ามสร้าง fighting brand

ห้าม LV monogram (ลวดลายเอกลักษณ์ของ Louis Vittion) เกิดความคลาดเคลื่อน (ผู้เชียวชาญแบรนด์จะมองออกว่าลายแต่ละจุดอยู่ตรงไหนอย่างไร)

ห้ามมีสินค้า outlet

หลักการ special order เป็นการรับออเดอร์พิเศษจากลูกค้าที่มีความต้องการพิเศษ เช่น บริการจัดทำกุญแจส่วนตัว ตอนที่ทำกุญแจจะลงทะเบียนชื่อและหมายเลขกุญแจเก็บไว้ถาวรในรายการลูกค้าที่ปารีส ถึงแม้จะทำกุญแจหายก็สามารถสั่งทำกุญแจที่เหมือนกันขึ้นใหม่ได้

Louis Vitton จะไม่ส่งสินค้าที่ไม่มีชื่อออกสู่ตลาด สินค้าทุกตัวจะมีชื่อ แม้แต่ของชิ้นเล็ก ๆ ก็จะตั้งชื่อให้ เพราะถือว่าการเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ

 

...................................Price......................................

 ห้ามตั้งราคาที่ไม่เหมาะสม

ห้ามขายลดราคา Louis Vitton ยึดมั่นในคุณภาพของสินค้าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยที่ไม่เคยขายลดราคาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนสินค้าก็จะไม่มีวันราคาตก  ความเชื่อมั่นที่ว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก้ไม่เป็นของล้าสมัย

ห้ามขายเป็นเซตหรือมีของแถม

 ไม่เปลี่ยนแปลงราคาโดยพลการ

ไม่ตั้งราคาเป็นเศษ

 

...........................Place......................

การเลือกทำเล first class

ทำให้แบรนด์แข็งแกร่งด้วยร้านขนาดใหญ่

การซ่อมแซมที่สมบูรณ์แบบ 

มาตรฐานที่ลูกค้าใช้ตัดสินว่าสินค้าดีหรือไม่ดีมีอยู่ 2 ข้อ คือ ระยะเวลาของการใช้งานว่ายาวนานหรือไม่เพียงใด และคุณภาพของสินค้าว่าดีหรือไม่ดี  โดยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานได้นานคือบริการซ่อมแซม

ลูกค้าจึงมักพูดว่าแม้จะเสียหายก็มีบริการซ่อมแซม แล้วก็นำกลับมาใช้เหมือนเดิม จึงเป็นของที่ใช้ได้ตลอดชีวิต  หรือถ้าเบื่อ ร้านขายของแบรนด์เนมมือสองก็รับซื้อ

ทำให้ร้านมีคอนเซปต์เฉพาะตัว

 

............................Promotion.....................

ห้ามโฆษณาทางโทรทัศน์

ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ (Publicity)

Louis Vitton ยอมเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเช่นเดียวกับ Luxury Brand อื่น ๆ แต่จะเน้นก็แต่สื่อสิ่งพิมพ์ที่จะได้โชว์ชื่อสินค้าหรือแบรนด์อย่างนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์บางประเภทเท่านั้น

ดึงดูดเรื่องราวของบุคคลหรือเหตุการณ์ที่โด่งดัง

เหตุการณ์เรือไททานิคในปี 1912 ผู้โดยสารระดับ first class เป็นคนร่ำรวยจึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะขนหีบ Louis Vitton ขึ้นเรือไปด้วย หลังจากเรือล่มหีบของ Louis Vitton จึงจมอยู่ใต้ทะเล   มีเรื่องเล่าว่าน่าประหลาดที่เมือดึงหีบเหล่านั้นขึ้นมาก็พบว่าไม่มีน้ำรั่วซึมเข้าไปในหีบเลย 

มักแสดงให้เห็นประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของตนอย่างภาคภูมิใจ โดยการแกะสลักคำว่า "Since 1854"

ให้เข้าแถวรอคิว เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของ Louis Vitton คือการจัดระบบการเข้าร้านซึ่งมีวัตถุประสงค์ "เพื่อให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับการซื้อของอย่างเต็มที่ ห้ามทำให้ภายในร้านแออัดเด็ดขาด"

เป้าหมายคือการสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์

 

.....มาตรการเกี่ยวกับแบรนด์...

ห้ามผลิตแบบเครื่องจักร

ให้ความสำคัญกับช่างฝีมือ  Louis Vitton เป็นแบรนด์ที่ดุแลช่างฝีมือที่มีอยู่เดิมเป็นอย่างดี  มีโรงเรียนฝึกช่างที่เมืองอาส์นิเยร์   พาทริก หลุยส์ ทายาทรุ่นที่ 5 ก็ต้องไปฝึกงานในสตูดิโอในเมืองอาส์นิเยร์ก่อนเป็นเวลา 2 ปีหลังจากที่สามารถทำกระเป๋าทุกรุ่นได้ จึงมารับผิดชอบที่หน่วยงานผลิต

 ความร่วมมือระหว่างดีไซเนอร์กับช่างฝีมือ

จะเห็นว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์เก่าแก่ทีเดียว Audrey Hepburn นักแสดงชื่อดังในยุค 1950-1960 ชอบใช้ ถือได้ว่าเป็น Brand Abassador ในยุคนั้น

ได้เหมือนกัน 

 

 

.....รัชชี่.....

 










 




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2556 21:08:27 น.
Counter : 3117 Pageviews.  

ช็อปปิ้งในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 41



งวดนี้ซื้อหนังสือไม่มากมาย  แค่ขอไปเดินเล่นดูสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของคนรักหนังสือซะหน่อย  เป็นคนหาความสุขได้ง่าย ๆ จากการมองการตกแต่งของบางบูธ  การดูคนหลายวัยเลือกหนังสือของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ     การเห็นเด็ก ๆ รวมถึงนักศึกษาเดินหาซื้อหนังสืออยู่ แม้ว่าในยุคพวกเขาอาจจะถูกกระแสเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น smartphone หรือ Tablet ดึงวิถีชีวิตออกไปจากการอ่านหนังสือเป็นเล่ม  แต่เรายังคงเชื่อว่าหนังสือมีจุดเด่นที่แตกต่างในการสร้างความคิดความอ่านของคนหนึ่งคนได้ รวมถึงสร้างสมาธิให้ ผู้อ่านมุ่งมั่นกับเรื่องเรื่องหนึ่งได้ดี  

 

 

เราซื้อหนังสือมาทั้งหมด 6 เล่ม เป็นของนิ้วกลม , หนุ่มเมืองจันท์ กับผลงานเล่มล่าสุด 

มายาตวัน / แจแปน ปู๊น ปู๊น ฉึก / Les Miserables / ตราบจนสิ้นกรรม

 

 

ตั้งใจไปหาถุงผ้าใบใหม่อยู่เหมือนกัน ได้มา 1 ใบจากสำนักพิมพ์ a book

 ส่วนใบ OSAKA ใบซ้ายมือนั้นเห็นแล้วอยากได้  แต่ที่สำนักพิมพ์นั้นมีข้อแม้ว่าต้องเลือกซื้อหนังสือที่เขาวางที่มุมหนึ่งไป1 เล่มก่อนจึงจะมีสิทธิ์ซื้อได้ ก็เลยเลือก

 เจแปน ปู๊น ปู๊น ฉึก มา 1 เล่ม

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาได้มีโอกาสหยิบหนังสือ 2 เล่มที่ซื้อมาอ่าน  ยังอ่านไม่จบทีเดียว แต่อยากเล่า 

.....มายาตวัน....

ผู้แต่ง "กิ่งฉัตร"

คะแนนความชอบ 9/10

เล่มนี้เคยเช่าอ่านในช่วงแรก ๆ ที่กิ่งฉัตรเขียนเสร็จ   พอมาเห็นในงานสัปดาห์หนังสือประกอบกับช่อง 3 มาทำละครโทรทัศน์พอดี 

 "กิ่งฉัตร" ถือเป็นนักเขียนที่มีพัฒนาการทางการเขียนที่ดี   เป็นนักเขียนนวนิยายที่ทำให้เรามีทางเลือกของการหานิยายอ่าน   เมื่อก่อนส่วนใหญ่จะอ่านของ โสภาค สุวรรณ /   ว.วินิจฉัยกุล

แต่ช่วงหลังเราเองก็อ่านหนังสือน้อยลงเต็มทีเหมือนกัน  รู้ตัวเองอยู่ว่าสมาธิสั้นลง อ่านได้ไม่นาน   

ดีใจที่การหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง  แล้วสามารถอ่านได้นานพอสมควร  หลังจากร้างลาการอ่านไปนานทีเดียว

เปรียบเทียบกับการดูละคร พบว่าเรามีความสุขกับการจินตนาการจากตัวหนังสือ

มากกว่านะ 

 

ตอนที่อ่านหนังสือเมื่อครั้งก่อน  อั้ม อธิชาติอยู่ในวงการแล้ว   เราก็ไม่ได้จินตนาการถึงอั้มเลย   ส่วนญาญ่ายังไม่ได้เข้ามาในวงการละคร แต่ที่แน่ ๆ หลังจากได้ดูละครมา 2 คืน เปรียบเทียบแล้วการอ่านหนังสือสนุกว่าในละครที่ถ่ายทอดมา  สำหรับอั้ม พอได้นะ  แต่ว่าบุคลิกญาญ่าไม่ใช่มัทนาในจินตนาการของเรา  แต่ด้วยความน่ารักของญาญ่าก็ถือว่าสอบผ่าน

บุคลิกพระเอกในหนังสือ : เขตต์ตวันไม่ใช่ผู้ชายรูปหล่อ แต่เขากลับดูดีและมีเสนห์อย่างประหลาด ผิวคร้ามแดด ผมสีน้ำตาลออกแดงจัดเป็นมันวับยามเมื่อสะท้อนแสงตะวันตกดินที่อาบไล้อยู่เบื้องหลัง รูปหน้าของเขากระเดียดไปทางตะวันตก บ่งบอกเลือดผสมที่มีอยู่ในกาย รูปจมูกโด่ง ปากบางแต่อิ่มได้รูป ดูรับกันอย่างเหมาะเจาะ แต่สิ่งที่ดีที่สุดบน

ใบหน้านั้นคือดวงตา 

 

 บุคลิกนางเอกในหนังสือ : มัทนาเป็นผู้หญิงท่าทางแคล่วคล่องว่องไว เป็นผู้หญิงตัวเล็กป้อมแต่สมส่วน เสียแต่ว่าเจ้าตัวมักจะติดอยู่กับแฟชั่นเอวบางร่างน้อย ทำให้พลอยกังวลเสมอว่า"น้ำหนักมากไปนิด" หรือหงุดหงิดใจบ่อย ๆ ว่า "น่าจะสูงกว่านี้อีกสักหน่อย" ตามปกติหล่อนเป็นคนอารมณ์ดีค่อนข้างสม่ำเสมอ จะมีฉุนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลก็ต่อเมื่อมีใครมาพูดถึงเรื่อง "อ้วน"ใกล้ ๆ ตัว ใบหน้าของมัทนาเป็นรูปหัวใจขนาดพอเหมาะกับตัว ผสมผสานกับผมสั้นที่ค่อนข้างยุ่งเหยิง ทำให้ดูอ่อนเยาว์เหมือนสาวรุ่น ไม่ใช่นักข่าวที่มีประสบการณ์พอ

....................................................................................

....ตราบจนสิ้นกรรม...

ผู้แต่ง ปองพล อดิเรกสาร

คะแนนความชอบ 8/10

จากที่เคยอ่าน"แม่โขง"ที่แต่งโดยคุณปองพลแล้วชอบมาก  พอมาเดินในงานสัปดาห์หนังสือเห็นร้านหนึ่งวางเล่มนี้อยู่  รีบซื้อเลยเพราะท่าทางจะหายาก (ที่สำคัญถูกมาก 99 บาทเท่านั้น)  จากราคาหน้าปก 198 บาท

เรื่องนี้เป็นนวนิยายจารกรรมอิงประวัติศาสตร์การเมืองของพม่า

ต้องบอกก่อนว่าสำหรับตัวเองแม้ว่าพอจะมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์อยู่บ้างทั้งของไทยเอง  ของทางตะวันตก  แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับทางรัฐศาสตร์การเมืองไม่ค่อยมีความสนใจเท่าไหร่นัก

แต่เล่มนี้เมื่อเริ่มต้นอ่านไปเล็กน้อย ตอนนี้อ่านไป 124 หน้าจาก 477 หน้า ก็พบว่าเนื้อหาชวนติดตามไม่น้อย  อีกทั้งทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องประวัติศาสตร์ทางการเมืองด้วยเหมือนกัน

ปี พ.ศ. 2531  เกิดเหตุการณ์จราจลในพม่า มีการเดินขบวนประท้วงในสมัยประธานาธิบดีนายพลเส่งลวิน  การเดินขบวนครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลทหารภายใต้การนำของเนวินขึ้นครองอำนาจนับถอยหลังไป 26 ปีจากปี 2531 

รัฐบาลพม่าประกาศว่าทางการจะไม่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว  ทหารเริ่มมีการยิงประชาชนบ้าง

คริส คอลลินสัน จูเนียร์ นักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางออกจากพม่าแต่ขอแวะไปรับของเก่าที่ตนเองสั่งไว้จากร้านขายของโบราณอยู่

แต่ระหว่างนั้นมีทหารพม่ามาตั้งข้อหาจับกุมเขา คิดว่าเขาทำงานให้กับองค์การซีไอเอ

เขาวางแผนที่จะหนีแต่ศีรษะของเขาถูกกระทบอย่างรุนแรงด้วยของแข็งบางอย่าง

4 วันต่อมานายทหารพม่านำหนังสือเดินทางอเมริกันพร้อมโกศบรรจุกระดูกของเขาไปยังสถานฑูตอเมริกัน พร้อมบอกว่า"คริส เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทางเราได้เผาศพเขาให้แล้ว โปรดส่งกระดูกของเขาไปยังครอบครัวของเขาด้วย"

และนี่เป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้น

ทำไมถึงชื่อ"ตราบจนสิ้นกรรม"

ร.ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ผู้เขียนคำนิยมให้กับหนังสือเล่มนี้ให้ความเห็นว่าผู้แต่งเจตนาจะชี้ให้เห็นว่า การที่ประชาชนพม่าต้องประสบกับความทุกข์ร้อนบ้านแตกสาแหรกขาดไม่รู้จบสิ้นเป็นเพราะกรรมแต่ปางบรรพ์

ในนวนิยายเรื่องนี้  ซีไอเอวางแผนแบ่งแยกประเทศเมียนมาร์ โดยให้ผู้นำชนกลุ่มน้อยผลัดกันเป็นประมุขของประเทศเกิดใหม่ แต่ประสบความล้มเหลว

ผู้เขียนถ่ายทอดความคิดผ่านตัวละครหนึ่งว่า ความล้มเหลวของภารกิจไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ เท่านั้น แต่เกิดจากลักษณะเฉพาะของชุมขนเหล่านี้ ที่ไม่มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  มีความเกลียดชังกันและกัน และต่างมุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำสูงสุด

ประวัติศาสตร์พม่าที่ทำลายล้างกันเองระหว่างพม่าและมอญ จนกระทั่งพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ดังนั้นไม่ว่ายุคใดสมัยใดจะเห็นได้ว่าผู้นำของพม่ามักเลือกหนทางครองความเป็นใหญ่แต่เพียงกลุ่มเดียว โดยทำลายล้างประชาชนและชุมชนกลุ่มอื่น ๆ บนแผ่นดินเดียวกันอย่างโหดเหี้ยม

ในแง่พุทธศาสนา วิถีทางของการเข่นฆ่าทำลายเผ่าพันธุ์กันและกันเช่นนี้จึงเป็นการสร้างกรรมและต่างรับผลของกรรมต่อเนื่องกันมิรู้จบสิ้น  แผ่นดินพม่าจึงร้อนเป็นไฟและประชาชนตกอยู่ในความทุกข์ยากสูญเสียไม่สิ้นสุด 

ราวกับว่าไม่มีหนทางใดจะยุติการเข่นฆ่าทำลายล้างของเหล่าชุมชนในพม่าลงได้จนกว่าจะสิ้นกรรมของพวกเขาเหล่านั้น

...................................

วันนี้คุณอ่านหนังสือหรือยังคะ

....รัชชี่.... 

 














  








 

Create Date : 08 เมษายน 2556    
Last Update : 8 เมษายน 2556 18:11:41 น.
Counter : 1220 Pageviews.  

ความสุขในการเดินเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ




แม้ว่าช่วงหลังจะอ่านหนังสือน้อยลง   แต่ก็ยังเป็นคนชอบที่จะเดินในงานสัปดาห์หนังสือ ชอบเดินดูตามบูธต่าง ๆ  รวมถึงเห็นผู้คนมาเดินในงาน     

ได้หนังสือมาแค่ 5 เล่ม  ได้อ่านดีกว่าได้เก็บค่ะ

บูธ "a day" เป็นบูธอันดับหนึ่งที่ต้องแวะไปเยือนทุกครั้ง  ชอบการจัดบูธและเป็นบูธที่นักอ่านมายืนหนาแน่นราวกับว่าหนังสือแจกฟรี

 

 

 

 

แอ่งน้ำกลางทะเลทราย  ความชอบ 8.5/10

งานนี้โชคดีได้ลายเซ็นของ”นิ้วกลม”  ตอนแรกเห็นคนเข้าแถวยาวมาก จนไม่คิดจะไปยืนต่อรออยู่แล้ว   จนเวลาผ่านไปใกล้จะเลิกงาน  ได้เดินผ่านมุมนั้นอีกครั้ง   ยังเห็นคนต่อแถวอยู่  ชักเอะใจ “นิ้วกลม”ยังอยู่หรือว่าเป็นคิวนักเขียนคนใหม่แล้ว   เลยเดินไปดูหน้านักเขียน  “นิ้วกลม”ยังเซ็นอยู่เลย  ได้ทานข้าวเย็นมั้ยเนี่ย   ด้วยความที่แถวยาวไม่มาก   มาเจอนักเขียนที่ชอบ  ไปขอลายเซ็นดีกว่า

 

 

ถาม”นิ้วกลม”ว่าได้ทานข้าวเย็นมั้ยคะ  เขาตอบว่าได้ทาน”ขนมปังไส้กรอก”นิดหน่อย   บอกเขาว่าเรามีหนังสือของเขาประมาณ 10 กว่าเล่มแล้ว  แล้วก็ถามว่า”Sumsung Galaxy 10.1” ดีมั้ย”    เขาตอบว่า”ก็ดีนะ พยายามใช้ให้เป็นประจำอยู่”

 

เหตุผลที่ให้คะแนนเล่มนี้น้อย เพราะเล่มแรก  ๆ ที่ได้อ่านหนังสือของเขาจะชอบมาก  การเขียนของเขาเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านมองโลกในแง่ดีและได้รับแรงบันดาลใจให้เราทำต่อในสิ่งที่เราชอบ   แต่พออ่านหลาย ๆ เล่มเข้า  แนวทางการเขียนเขาก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมาก  คงจะด้วยความชินด้วย    เล่มหลัง ๆ ที่เราอ่านก็เลยให้คะแนนความชอบน้อยหน่อย

 

เราได้ลายเซ็นจากนักเขียนเป็นคนที่ 2 แล้ว  คนแรกคือ”พงศกร”  เขาเป็นคุณหมอที่มาเขียนนิยาย และดูท่าทางจะหลงใหลกับพวกผ้าโบราณ จะสังเกตว่านิยายของเขาหลายเรื่องล้วนมีเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าโบราณเป็นตัวผูกเรื่อง

 

 

“ตามรอยท่านพุทธทาส”  คะแนนความชอบ 9.5/10

 

ได้หยิบหนังสือเล่มนี้มาลองเปิดอ่านและได้เห็นอัตตชีวประวัติที่ท่านพุทธทาสเล่าเอง    แนวทางการดำเนินชีวิตของท่าน     หลายหมวดเป็นเรื่องที่ไม่เคยทราบมาก่อน   

จากที่เคยได้ยินมาท่านพุทธทาสและหลวงพ่อปัญญา วัดขลประทาน  เป็นเพื่อนหรือสหายทางธรรมร่วมสมัยกัน  เป็นพระดี ปฎิบัติดี      มีคำสอนตรงตามแนวทางที่เราศรัทธา   ไม่ใช่พุทธพาณิชย์  ไม่เน้นวัตถุมงคล    ตลอดชีวิตการทำงานของท่านแม้ว่าจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว  แต่ผลงานทางตัวหนังสือและเสียงสอนที่ฝากไว้ให้โลกนี้  เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนถึงผลการกระทำของคน ๆ หนึ่งที่นอกจากจะให้ผลประโยชน์กับตนเองในทางธรรมแล้วยังให้ผลประโยชน์แก่ชาวโลกต่อไป

 

หลวงพ่อปัญญาได้กล่าวถึงท่านพุทธทาสว่า ท่านเคยปรารภบ่อย ๆ ว่า งานศพในประเทศไทยนั้นเป็นการสิ้นเปลืองมากเหลือเกิน  จัดงานกันใหญ่โตเกินพอดี     ท่านจึงคิดว่าเมื่อท่านตายไปจะทำศพให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น  ไม่ทำเหมือนกับที่เขาทำกัน  จึงได้เขียนพินัยกรรมไว้ เพื่อเป็นการช่วยไม่ให้ใครคิดฟุ้งซ่าน  แล้วเอาสรีระร่างกายของท่านไปใช้เป็นเครื่องมือ

 

หลวงพ่อปัญญาปรารภให้ฟังในภายหลังว่า การใส่โลงของท่านพุทธทาสเป็นการใส่โลงอย่างอนาถาที่สุด เท่าที่ท่านได้เคยเห็นมา  ไม่มีแม้กระทั่งเสื่อรองสักผืนหรือหมอนรองสักใบ  แต่ท่านก็นึกในใจวา พระธรรมโกศาจารย์หรือท่านพุทธทาสแม้นอนในหีบเหมือนคนอนาถา  แต่ปัญญามันเกิดขึ้นว่า เป็นคนอนาถาในทางวัตถุ  แต่ร่ำรวยด้วยคุณธรรม  มีความรู้ความเข้าใจธรรมะลึกซึ้ง   เป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

 

สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างคือถ้ามองถึงการศึกษาในระบบ  ท่านพุทธทาสไม่ได้มีการศึกษาในทางโลกสูงในระดับสูงอย่างที่วัดกันที่มาตรฐานการศึกษา     แต่ว่าท่านศึกษาด้วยตนเองทั้งในทางโลกและทางธรรม   ท่านศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตนเอง  และอีกหลากหลายสาขาวิชา     เรียนรู้อะไรแบบรู้จริง ศึกษาจริง จากตอนหนึ่งที่ได้อ่านท่านบอกว่าศึกษาอะไรให้เหมือนกับจะไปสอนคนอื่น  ดังนั้นจึงต้องรู้จริงในเรื่องนั้น ๆ

 

..........................................................................

บางส่วนจากหนังสือ

 

“ท่านอาจารย์จะสนุกกับคนที่อ่านหนังสือ  แล้วมีประเด็นที่อยากมาคุยต่อ  และท่านก็จะให้เวลากับหลาย  ๆ คน แต่ถ้ามาแบบมักง่าย  ไม่ได้อ่านหนังสือ  ขี้เกียจ ไม่ได้ทำการบ้าน   ตอนมีคนมาหา  อยากถามนี่ถามโน่น ท่านก็ถามว่า เคยอ่านหนังสืออะไรมาบ้าง  ตอบไม่เคย

 

ท่านก็บอกว่า ให้อ่านหนังสือนี่ ๆ ไปก่อน  ค่อยกลับมาคุย  คล้ายกับว่าคนนั้นยอมลงทุนมั้ย   เป็นการทดสอบว่า คนนั้นเอาจริงเอาจังหรือเปล่า   หรือแค่มาเสียเวลา  แต่ถ้าคนนั้นมีความจริงใจ  อยากเข้าใจธรรมะ ท่านก็ยินดีให้เวลามาก  แม้ว่าท่านเหนื่อย  ท่านไม่สบาย  ท่านก็ให้เวลามาก  เราก็เลยถือว่า หนังสือทั้งหลายเป็นขั้นตอนหนึ่ง  หรือเป็นวิธีหนึ่งในกาปล่อยเมล็ดพันธุ์ออกไป  หว่านออกไป  เพื่อมันจะไปงอกต่อ แล้วคนนั้นก็จะมาศึกษาต่อไป  ปฎิบัติต่อไป ก็เป็นเรื่องสำคัญกว่า

 ...............................................................

หนังสือเล่มนี้ถูกมาก ๆ หลังลดราคาแล้วเหลือ 108 บาทเท่านั้นเอง  แต่มีคุณค่ามหาศาล  อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจในการทำเรื่องบางเรื่องอีกครั้ง

 

เอ่ยถึงแค่ 2  เล่มก่อนที่ได้อ่านผ่านตาไปบ้างแล้ว  ไว้คราวหลังค่อยมาตามอ่านต่อ

 

นี่แหละความสุขเล็ก ๆ ของคนชอบเดิน ดู และ ซื้อ ในงานสัปดาห์หนังสือ 

 

รัชชี่

  

 







 




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2555    
Last Update : 21 ตุลาคม 2555 21:28:01 น.
Counter : 1603 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.