Group Blog
 
All blogs
 

โตเกียวไดอารี่ : เดินเล่นในโตเกียว

   




วัดอาซากุสะ  พระราชวังอิมพีเรียล ฮาราจูกู  ชินจูกุ

เสน่ห์ของการเดินทางด้วยตัวเองคือบางสถานที่ บางเวลาที่วางแผนไว้ก็ไม่ได้เป็นไปตามแผน

มันเป็นการสะท้อนความจริงให้เห็นว่าชีวิตควรจะมีแผนในการเดินทางชีวิตบ้าง  แต่ในขณะเดียวกันก็อาจต้องปรับเปลี่ยนแผนที่ชีวิต เพราะเรื่องบางเรื่องเราคุมด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้

เดิมวางแผนจะไปวัดอาซากุสะในช่วงวันแรก  แต่เกิด

ข้อขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย ถามไถ่เจ้าหน้าที่โรงแรม  เป็นไปได้ว่ากว่าจะไปถึงวัดอาซากุสะคงจะได้เวลาปิด 

ตอนแรกกะว่าจะตัดออกจากแผนท่องเที่ยว   ส่วนหนึ่งเกิดจากตอนที่ศึกษาข้อมูลจากที่คนรีวิวหรือถ่ายรูป  ก็รู้สึกเฉย ๆ นะ

แต่มาคิดอีกที  ไม่ได้ไปเดี๋ยวถือว่ายังไม่ได้มากรุงโตเกียว

เลยวางแผนใหม่ให้อยู่ในโปรแกรมเที่ยวที่แรกแต่เช้า

ออกจากโรงแรม เดินทางด้วยสถานีรถไฟหน้าโรงแรมมา 1 ทอดเพื่อเริ่มต้นที่สถานี OSAKI

วันนี้ซื้อตั๋วรถไฟแบบ one day ticket เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งเดินทางด้วยรถไฟอย่างน้อย 3 จุด แบบ one day ticket จะคุ้มกว่า

จาก YAMONOTE Line ไป TOEI Subway

โผล่พ้นจาก Subway เดินมาไม่ไกลเจอแผนที่  มองที่จุด You are here วัดอาซากุสะเดินตรงไปจากนี้ เลี้ยวซ้าย ก็มองเห็นแล้วแค่เดินข้ามถนน

 

 

2 ข้างทางระหว่างเดินเข้าไปนี่เป็นแหล่งช็อปปิ้งชั้นดี ได้โปสการ์ดกับตุ๊กตาญี่ปุ่นที่นี่เอง

 

หมดจากร้านขายของ  บริเวณด้านในกว้างพอสมควร  วัดใหญ่กว่าที่คิดนะ  ปริมาณคนไม่มากนัก   เรามาวันอาทิตย์ 

เซอร์ไพรส์กับการทำอะไรตามคิวที่ญีปุ่่น  แม้กระทั่งที่วัด

ณ จุดที่ให้ผู้คนโยนเหรียญลงไปพร้อมกับไหว้

ผู้คนทยอยขึ้นบันไดอย่างเป็นระเบียบ ไม่แย่งกัน

มีลิฟท์ให้คนพิการขึ้นด้วยนะ

 

 

 

 

แปลกใจที่เห็นมีพิธีอะไรกัน   ก็เลยปักหลักหาที่นั่งรอดูกัน

 

ใช้เวลาพอสมควรในการเปิดตัวพิธี ก็ไม่ต่างจากบ้านเราหรอก  มีพิธีกรพูด มีพิธีการ

 

เสน่ห์ของการเดินทางเองอีกอย่างคือได้เจองานเทศกาลโดยไม่ได้คาดฝันและสามารถใช้เวลาหยุดดูได้แบบไม่ต้องรีบ

สงสัยเหมือนกันว่านี่เป็นงานอะไร   เจอหนุ่มน้อยญี่ปุ่นเลยถามไถ่ 

เขามีความพยายามมากในการใช้ smartphone หาข้อมูล คือว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจนัก

สรุปได้ความว่าวันนั้นเป็นวันครบรอบ memorial day

นานมาแล้ววัดอาซากุสะเคยไฟไหม้ 

อ่านดูในรีวีวพันทิป  คนที่มากับทัวร์ได้อยู่ที่วัดราวครึ่งชั่วโมง

แต่ทริปเนิบช้าของเราใช้เวลากับที่นี่ไปครึ่งวัน  แต่รู้สึกดีนะ  เพราะถ้ามากับทัวร์คงไม่ได้อารมณ์นี้ ต้องรีบ ๆ หน่อย  และยิ่งถ้าเป็นมาช่วงเทศกาล  เห็นแต่คนมากกว่าสถานที่คงไม่ได้ซาบซึ้งกับสถานที่มากนัก

 ออกจากวัดอาซากุสะ  เราวางแผนกันว่างั้นนั่งรถไฟไปสถานีโตเกียวก่อน แล้วค่อยไปหามื้อกลางวันทานกันแถวนั้น 

 

ชอบสถานีโตเกียวนี้จัง  คลาสิคมาก 

 

จากที่อ่านข้อมูล  เขาบอกว่าใช้เวลาเดินราว 15 นาทีถึงจะถึงพระราชวังอิมพีเรียล 

ระหว่างเดินหาร้านอาหาร ก็ชมตึกแถวนั้นไปพลาง  ให้ความรู้สึกว่าตึกแถวนี้ดูไฮโซกว่าถนนอื่นที่เห็นในโตเกียว   ถ้าเป็นที่กรุงเทพก็ให้อารมณ์ว่าอยู่แถว ๆ สีลม สาธรมั้ง

 

เจอรถท่องเที่ยว   กำลังคิดว่าน่าลองนั่งชมเมืองรอบ ๆ แต่คิดไปคิดมาไปสถานที่เป้าหมายของเราก่อนดีกว่า  มีเวลาแล้วค่อยว่ากัน  (แต่สรุปก็ไม่ได้นั่ง)

 

 

ทานมื้อกลางวันที่ร้านนี้  เป็นเมนูชุดปลา

 

 

 

อาหาร 1,000 เยน  เป๊บซี่อีก 300 เยน

ห้องน้ำในร้านอาหาร มีน้ำยาบ้วนปากให้กดใช้ด้วย

 

อิ่มอร่อยกันเรียบร้อยก็มุ่งสู่พระราชวังอิมพีเรียล

ตอนแรกยังหาไม่เจอ  เจอครอบครัวพ่อแม่ลูกสอง  ถามข้อมูล

แต่ตอนแรกเขาเข้าใจผิดว่าเราต้องการจะไปโรงแรมอิมพีเรียล พาเลซ

(คือมันมีชื่อโรงแรมคล้าย ๆ แบบนี้)

คนเป็นพ่อและแม่พยายามหาข้อมูลในแผนที่ (กระดาษ) ให้เรา

 พอเขาถามกลับมาว่าเป็น Hotel ?

เลยต้องรีบบอกว่าไม่ใช่ Hotel

ลูกชายคนโตยังเด็กอยู่ก็น่ารักมากเปิด smartphone และพยายามดูแผนที่หาสถานที่ให้

พอรู้ว่าไม่ใช่ Hotel แต่คือ Imperial Palace จริง ๆ ก็ถึงบางอ้อ

รู้แล้วว่าจะไปยังไง

ประทับใจคนญี่ปุ่นเรื่องความพยายามบอกเส้นทางจริง ๆ

และการที่เห็นเด็กน้อยช่วยค้นหาเส้นทางยิ่งทำให้เห็นว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ ก็เพราะเห็นพ่อแม่ทำ

ตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่ที่สอนลูกได้คือ"การกระทำ"

ไม่ใช่ "คำพูด"

เราเองเชื่อมั่นในแนวคิดเสมอมานะ

เช่น ถ้าพ่อแม่สอนให้ลูก"พอเพียง" "ซื่อสัตย์" "อ่านหนังสือ"

แต่พ่อแม่ไม่ใช้ชีวิต "พอเพียง"

หรือพ่อแม่ไม่อ่านหนังสือ

ลูกจะทำตามไหม  ลูกจะได้รับตัวอย่างจากใคร

 ระหว่างเดินไปพระราชวังอิมพีเรียล  เจอคนญี่ปุ่นปั่นจักรยานกันเป็นกลุ่มเลย 

 

 

 

ภายในพระราชวังอิมพีเรียลให้ความรู้สึกเรียบง่าย ไม่โอ่อ่า  รู้สึกเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์"เซน"

 

เดินชิล ๆ สบาย ๆ แล้วเจออาคารหนึ่ง แวะเข้าไปนั่งชมวีดีโอเรื่องการเลี้ยงไหม  มีการกล่าวถึงพระราชินีของญี่ปุ่น  

 

 

 มีของเล็ก ๆ น้อย ๆ ขายได้แฟ้มใสมีลวดลายที่แสดงความเป็นญี่ปุ่นติดไม้ติดมือมาด้วย

 

หลังจากนั้นแวะไปสถานีฮาราจูกุ  จะชมคอสเพลย์สักหน่อย

 

 

เขาก็เต็มใจให้ถ่ายรูปด้วยนะ

 

เจอร้าน Garrett  เห็นหน้าร้านโล่ง ๆ เลยคิดว่าจะแวะซื้อซะหน่อย

ที่ไหนได้ พนักงานบอกให้ไปยืนต่อแถว

แถวอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามร้าน   ยาวพอดู  เลยเปลี่ยนใจไปต่อดีกว่า

 

สถานีต่อไปที่แวะคือสถานีชินจูกุ  แต่ก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับที่นี่  คงเพราะไม่ได้ตั้งใจมาช็อปปิ้ง  ก็เลยรู้สึกเหมือนกับตึกอาคารต่าง ๆ ของบ้านเรา

อีกอย่างก็เริ่มเมื่อยขาแล้วเหมือนกัน  เพราะเดินทั้งวัน

 

 

รัชชี่

"แนะนำ"

ไปเป็น fanpage ของ FB เกี่ยวกับญี่ปุ่นจะได้ข้อมูลดี ๆ เช่นการซื้อตั๋วรถไฟ one day ticket ซึ่งจะได้ราคาดีกว่าซื้อตามสถานีรถไฟ 

เช่น ตั๋วรถไฟตามรูปจำหน่ายเฉพาะที่สนามบิน ดังนั้นเมื่อถึงสนามบินก็ควรจัดการซื้อให้เรียบร้อย  ก่อนมาเที่ยวให้ศึกษาเส้นทางรถไฟจากเวป Hyperdia ซึ่งจะบอกว่าจากสถานีไหนไปสถานีไหนมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่  แล้วลองคำนวณดู  การซื้อ one day ticket อาจจะคุ้มกว่า

 






 

Create Date : 22 มิถุนายน 2557    
Last Update : 22 มิถุนายน 2557 12:09:01 น.
Counter : 961 Pageviews.  

โตเกียวไดอารี่ : นั่งรถไฟออกนอกเมืองไปดูพิงค์มอส

 


เดิมทีเราวางแผนว่าอยากไปสตูดิโอจิบลิ   รู้จักจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Totoro ที่ครอบครัวของพ่อและเด็กน้อย 2 คนได้ย้ายไปอยู่ที่ชนบทของญี่ปุ่น  และทำให้เด็กน้อยคนเล็กได้พบกับ Totoro 

ตกหลุมรักตัวกลม ๆ ของ Totoro และรถแมวเหมียว  สตูดิจิบลิผลิตการ์ตูนดี ๆ ออกมาหลายเรื่อง    จนคิดว่าถ้าวันหนึ่งไปญี่ปุ่นจะแวะไปสตูดิโอจิบลิ

 

ปรากฎว่าช่วงที่เราวางแผนมาญี่ปุ่น ดูเวปพบว่าสตูดิโอจิบลิปิดซะงั้นช่วงนั้น

 เลยต้องวางแผนใหม่

 

บัดดี้เปิดดูข้อมูลโปรแกรมทัวร์ในช่วงที่ผ่านมาเห็นแต่ละโปรแกรมมักนำเสนอไปพิงค์มอส  บัดดี้เลยถามว่างั้นไปพิงค์มอสไหม 

 ยกเวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ ให้พิงค์มอสไปเลย

 

โอเค  ไม่มีปัญหา 

 

พอดีเป็นช่วงเทศกาลดอกไม้บานของชิบะซากุระ ราวช่วงปลายเดือน เม.ย. ถึง พ.ค.

ปีนี้งานจัดช่วง 19 เม.ย.- 6 มิ.ย. 

เป็นโชคดีอีกอย่างที่ได้เห็นดอกไม้แม้ว่าจะไม่ได้มา

ช่วงดอกซากุระบาน

หรือช่วงใบไม้สีแดง

 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีทุ่งชิบะซากุระ Shibazakura หรือที่รู้จักกันในนามพิงค์มอส Pink Moss ปลูกไว้อย่างสวยงามกว่า 400,000 ต้นบนพื้นที่ 17,600 ตร.ม. สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Chichibu จังหวัด Saitama และด้านในสวนมีลักษณะเป็นภูเขาที่มีชื่อว่า Shibazakura Hill สามารถชมวิวเมือง Chichibu ได้ทั้งเมืองจากจุดนี้ โดย

ทุ่งพิงค์มอสจะบานออกดอกสะพรั่งเต็มที่

ชิบะซากุระ เป็นพันธุ์ที่มาจากอเมริกาเหนือ เรียกว่า Tweet มีลักษณะคล้ายกับดอกซากุระแต่บานและออกดอกบนพื้นดิน จึงเป็นที่มาของชื่อ Shiba (พื้นดิน)

+ Zakura (ซากุระ)

จากที่ศึกษาข้อมูล  เราต้องเดินทางด้วยรถไฟออกนอกเมือง 2 ต่อ ต่อแรกเริ่มจากสถานีชินจูกุไปยัง Chuo Line Express ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ไปลงที่สถานี Otsuki จากนั้นต่อรถไฟอีกสายคือ Fujikyu Railway ไปลงที่สถานี Kawaguchiko ใช้เวลาอีกราว 45 นาที

 

 

เราวางแผนซื้อตั๋วไปกลับพิงค์มอสให้เรียบร้อยในวันที่ท่องเที่ยวในโตเกียวตอนที่ไปแวะสถานีชินจูกุ   พนักงานให้บัตรเรามาตามนี้  พร้อมกับแนบเอกสารเล็ก ๆ ให้อีก เธอบอกว่าเป็นรายละเอียดแต่เนื่องจากเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งเอามาก็อ่านไม่ออกก็เลย

คืนเธอไป

 

 

มีตั๋วไปกลับเรียบร้อยในมือแล้วสบายใจ วันไปจริงจะได้ไม่ต้องร้อนรน

 

ช่วงนั่งชิลในรถไฟ Chuo Line Express เรานั่งมองข้างทางเพลิน ๆ ไปพร้อมกับลงมือเขียนโปสการ์ดส่งกลับตัวเอง และชมรมคนรักโปสการ์ดอีก 4 คน  (การเขียนโปสการ์ดส่งกลับตัวเองได้แรงบันดาลใจเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่อ่านหนังสือของพระเทพ   เวลาท่านไปประเทศไหนถ้ามีโอกาสท่านจะแวะซื้อโปสการ์ดเขียนส่งกลับตัวเอง  หรือถ้าท่านไม่สะดวกท่านจะให้ผู้ติดตามซื้อให้   ดังนั้นทุกครั้งที่ไปต่างประเทศจึงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะหาซื้อโปสการ์ด )

 

ระหว่างทางมีพนักงานเข็นรถมาขายของแบบบนเครื่องบินเลย  ด้วยความที่มาญี่ปุ่นงวดนี้ไม่ได้ตั้งใจมาช็อปปิ้ง   เราตั้งใจมาดูสถานที่ต่าง ๆ มากกว่า   ดังนั้นการช็อปปิ้งถ้าจะเกิดขึ้นก็คือเมื่อเดินผ่านร้านต่าง ๆ แล้วสนใจค่อยแวะซือ

ราคาของที่ขายบนรถไฟ  มีทั้งกาแฟ อาหารว่าง และแม้กระทั่งโมเดลรถไฟ   

 

สรุปเราเลยได้ช็อปปิ้งรถไฟเล็ก ๆ ระหว่างนั่งรถไฟนี่เอง

พอใกล้เวลาครบ 1 ชม.  เริ่มมีสัญลักษณ์ตัววิ่งด้านหน้ารถเป็นภาษาญี่ปุ่น (อย่างเดียว) พร้อมกับเสียงพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น (อีกต่างหาก)  เราได้แต่เดาว่าน่าจะถึงสถานี ณ จุดที่เราต้องแวะต่อรถไฟอีกสายแล้วล่ะ  เพราะรถไฟญี่ปุ่นตรงเวลามาก

 

ถามคนญี่ปุ่นที่กำลังจะลงที่สถานีรถไฟสายนี้   เป็นคุณป้าที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้   เธอพูดว่า Kawaguchiko  (สงสัยคงจะรู้ว่านั่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไป)  เมื่อรถไฟจอดเธอเดินนำพวกเราไปยังรถไฟอีกสายที่ต้องต่อ

 

มาคราวนี้ประทับใจคนญี่ปุ่นจริง ๆ เอาเป็นว่าทุกคนที่ถามข้อมูลนี่ร้อยทั้งร้อยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

 

และจากที่เคยอ่านและได้ข้อมูลว่าไม่ต้องกลัวหรอก  คนญี่ปุ่นน่ารักมากแม้ว่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่จะพาเราไปยังเป้าหมาย 

 

และก็เจอกับตัวจริง

บนสถานีรถไฟสายที่ 2

 

 

ด้านบนจะแปะป้ายเทศกาลดอกชิบะซากุระ

รถไฟสายที่สองที่จะไปยังเป้าหมายของเรา  บัดดี้ใช้คำว่า “รถไฟหวานเย็น” คือจะวิ่งด้วยความเร็วช้าหน่อย  แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะสองข้างทางสวยงามให้ชมแบบเพลิดเพลินอยู่แล้ว  เมื่อรถไฟมาถึงสถานี Mt.Fuji  ภาพภูเขาฟูจิที่เห็นตรงหน้าทำเอานักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจถ่ายรูปแชะกันใหญ่   มีคนออกไปนอกรถไฟเพื่อถ่ายรูป

เราเลยเอามั่ง 

 

 

ความรู้สึกในตอนนั้นรู้สึกเหมือนกับว่าฟูจิคือนางงามที่กำลังถูกช่างภาพถ่ายภาพแบบกระหน่ำยังไงยังงั้น

มีเรื่องให้ขำเล็กน้อย นายสถานีของรถไฟหวานเย็นทำหน้าที่ทุกอย่างในคน ๆ เดียวตั้งแต่ขับรถไฟ (อ้อ! รถไฟวิ่งแบบออโต้ได้)  แล้วระหว่างทางก็เดินมาเก็บตังค์จ่ายตั๋วรถไฟให้คนขึ้นใหม่  (เข้าใจว่าสถานีรถไฟแถบนั้นคนไม่เยอะ  เลยไม่มีพนักงานประจำ) และเวลาที่จอดตามสถานีต่าง ๆ นายสถานีต้องวิ่งไปเก็บตั๋วรถไฟจากคนที่ลงสถานีนั้น

แต่ท่าทางนายสถานีไม่มีเบื่อหน่ายนะ ยังดูมุ่งมั่น 

(นี่เป็นอีกความประทับใจอีกอย่างที่เห็นคนญี่ปุ่นทำงาน  ทุกงานทุกตำแหน่งไม่รู้นะว่าเขารักงานหรือเปล่า แต่ว่าเขาตั้งใจทำงานให้สมกับ"ตำแหน่งงาน"อย่างเต็มที่)

อืม! นับถือ ๆ

 

ถึงสถานี Kawaguchiko เราแวะไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมพิงค์มอสก่อน  รวมทั้งหมด 1,900 เยน  รวมขึ้นรถบัสไปกลับและค่าเข้าชม  เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ดูตามเวลาว่ารถจะออกกี่โมงและมายืนรอรถที่สถานี  

 

มีตั๋วแล้วสบายใจ  เรากลับมาจัดการกับอาหารกลางวันก่อน  ได้อุด้งมา 1 ชามกับสั่ง Iced coffee สรุปว่า Iced coffee ออกแนวโอเลี้ยงบ้านเราแต่ไม่หวานเลยต้องไปหา Syrub มาเติม

 

เสร็จแล้วกลับมายืนรอรถ

ป้ายสถานีที่ยืนรอ หมายเลข 7 รถออกตามเวลาที่เขียนในป้าย

 

เดิมเข้าใจว่านั่งรถเข้าไปแป๊บเดียว   แอบคิดว่า 1,900 เยนนี่ก็ไม่ถูกนะ  นั่งรถพอประมาณจนคิดว่าคุ้มค่าตั๋วแล้วล่ะ 

 

พอรถจอดปุ๊บ  ฝนเริ่มโปรยเล็กน้อย (พกร่มมากับตัว)   แต่ยังโชคดีอย่างฝนตกไม่นาน   ก็เดินดูบริเวณดังกล่าวจนทั่ว  

 

 

มองเห็นซากุระเป็น background ของดอกไม้  เสียดายถ้าฟ้าแจ่มกว่านี้บริเวณตรงนี้จะสวยมากกว่าที่เห็นอีก

 

 

 

 

อุณหภูมิบริเวณตรงนี้น่าจะราว 15 องศา  ตอนที่นั่งรถเข้ามาจะเจอป้ายแสดงอุณหภูมิเป็นระยะ ๆ

 

หลังจากนั่งรถขาออกมายังจุดสถานี Kawaguchiko  เมื่อเช็คกับเจ้าหน้าที่เพิ่งรู้ว่าตั๋วไปกลับที่เราซื้อรวมค่ารถท่องเที่ยวแบบ sightseeing ด้วย เป็นรถ Retro bus ที่จะพานักท่องเที่ยวแวะตามจุดต่าง ๆ

 

ถ้าไม่มีตั๋วไปกลับนี้  สามารถขึ้นรถคันนี้ได้โดยจ่ายเงินตามระยะทางแต่ละจุดที่ต้องการแวะ  หรือถ้าคิดว่าจะแวะหลายจุดมากก็ให้ซื้อตั๋วแบบ one day pass ราคาราว 1,000 เยน

 

แต่สำหรับเราก็แค่ยื่นตั๋วให้คนขับดู  เนื่องจากเวลาใกล้เย็นแล้วเราเลยแวะแค่จุดเดียวคือป้ายหมายเลข 22  พอดีโชคดีเจอคนไทยกำลังจะขึ้นรถ  เขาบอกว่าจะไปที่จุดนี้เป็นจุดที่สวยที่สุดในการถ่ายรูปก็เลยตามเขาไปด้วย

 

และพบว่าที่จุดนี้เปรียบเสมือนภาพวาดของธรรมชาติที่งดงาม  ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นความงามของฟูจิถึงขนาดนี้  เรามักได้ยินว่าฟูจิเป็นภุเขาไฟที่ขี้อายมาก  ไม่ค่อยยอมให้คนเห็นได้ง่าย ๆ มักจะมีเมฆหมอกปกคลุมตลอด

 

ได้มาเห็นแค่นี้ก็คุ้มแล้วล่ะ  

 

 

 

ตรงจุดชมวิวตรงนี้มีร้านขายของและขายไอศครีม  เข้าไปซื้อไอศครีมโคน 1 แท่งแล้วออกมานั่งนอกร้านชมความงามของฟูจิที่เบื้องหน้า 

บรรยากาศและอากาศยอดเยี่ยมมาก 

 

ถังขยะแยกประเภทที่ร้าน

ป.ล.หลังจากกลับมาแล้วเปิดอ่านพันทิปเห็นคนรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ไปกับทัวร์  เขาได้แวะที่พิงค์มอสแค่ครึ่งชั่วโมง  รู้สึกน่าเสียดายมาก   เวลามันน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความสวยงามที่จุดนี้

 

ในขณะที่เรายกเวลาทั้งวันเลยให้กับการมาที่นี่ที่เดียว   ช่วงหลังเราชอบการท่องเที่ยวแบบเนิบช้ากับซาบซึ้งกับบรรยากาศตรงนั้นมากกว่า  

 

เป็นวันที่มีความสุขอีกวัน  เจอฟูจิทั้งวัน

 ...รัชชี่....

 




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2557    
Last Update : 8 มิถุนายน 2557 12:41:30 น.
Counter : 1491 Pageviews.  

โตเกียวไดอารี่ : จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

   



ฤกษ์งามยามดี (หรือเปล่าหนอ)  ของการเดินทางออกนอกประเทศ 2 ครั้ง

"ไปปักกิ่ง ต.ค. 54"

ช่วงสถานการณ์น้ำท่วม  ก่อนไปบางจุดในกรุงเทพเริ่มน้ำท่วมบ้างแล้ว  ก็ลุ้น ๆ อยู่ว่าโซนบ้านตัวเองจะได้รับผลกระทบหรือเปล่า  แต่ก็ได้เก็บของจากชั้นล่างบ้าง   กลับมาจะเป็นอย่างไร น้ำจะท่วมมั้ย แต่จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้วนี่  ยังไงก็ต้องไป  ตอนอยู่ปักกิ่งทุกคนในทัวร์นี้ปฏิบัติตัวเหมือนกันคือไม่ติดต่อกลับไทยเพราะรู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้

"ไปญี่ปุ่น พ.ค. 57"

วันเริ่มต้นของเหตุการณ์รัฐประหารราว 16.30 น.  ตามด้วยประกาศเคอร์ฟิวราว 18.00 น. เช็คข่าวสารจาก Facebook พบว่าสายการบินยังเป็นไปตามแผน แค่ว่าต้องรีบออกจากบ้านก่อนเพราะหลัง 4 ทุ่มถึงตี 5 ห้ามออกจากเคหสถาน  เวลาบินของเราคืนราวตี 1   แต่ต้องวางแผนออกจากบ้านเร็วขึ้นเพราะเย็นวันนั้นรถติดมาก ได้ลุ้นเรื่องเวลากันพอสมควร 

 อืม! รู้สึกว่าจะมีเรื่องตื่นเต้นก่อนออกเดินทางมากไปหรือเปล่านี่สำหรับการเดินทางทั้ง 2 ครั้งนี้ 

จนเริ่มถูกแซวว่าการเดินทางครั้งต่อไปของเราจะมีเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองอีกหรือเปล่า

เราเริ่มวางแผนว่าจะไปญี่ปุ่นแน่ ๆ ช่วงปลายเดือน มี.ค. ไปดูแพ็คเกจของค่าย H.I.S. ในที่สุดก็ได้จ่ายเงินงวดแรกไปก่อนสำหรับการซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับและจองที่พักในโตเกียว  ซื้อตั๋ว Airport Limousine จากสนามบินไปกลับ  รวมถึงซื้อเพิ่มทัวร์ 1 วันไปฮาโกเน่ 

เป้าหมายคือเดินทางไปเองแบบแบ็คแพ็ค  ไปกัน 2 คน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทั้ง 2 คนไม่เคยไปอีกต่างหาก ดังนั้นจึงต้องศึกษาเส้นทางแผนที่รถไฟฟ้าต่าง ๆ

รวมถึงวางแผนเรื่องทำประกันสุขภาพสำหรับช่วงเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นเผื่อไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่ของ H.I.S. อธิบายคร่าว ๆ ถึงการเดินทางจากสนามบิน รถ Airport Limousine จะมีจุดจอดรถแต่ละจุดตามที่กำหนด  แต่โรงแรมที่พักของเราจะต้องไปต่อจากจุดที่รถมาส่ง  โดยเราต้องลากกระเป๋าเดินจากจุดนั้นไปยังสถานีรถไฟ และเมื่อลงจากสถานีรถไฟแล้ว  ก็ต้องเดินอีกหน่อยไปยังที่พัก

เข้าไปศึกษาเวปไซด์ของ Hyperdia เรื่องเส้นทางการเดินทางโดยรถไฟ มีทางเลือกให้หลายแบบ แต่ด้วยความที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก  ก็สรุปคร่าว ๆ ว่าจุดที่เดินตอนแรกราว 200 เมตร  อีกจุดราว 900 เมตร (900 เมตรปกติไม่กังวลนะเพราะอยู่กรุงเทพก็ใช้บริการรถไฟฟ้าอยู่บ่อย ๆ เดินอยู่บ่อย ๆ  แต่เนื่องจากต้องคำนึงถึงกระเป๋าเดินทางนี่ซี  แต่ก็พอรับได้)

แต่จากการศึกษาแผนที่รถไฟทั้ง JR และ Subway  ประกอบกับเจ้าหน้าที่บอกเราว่าสถานีสุดท้ายที่เราจะไปคือ Shinagawa seaside เวลาดูแผนที่ 2 ชุดนี้มันจะไม่เห็น

เพิ่งถึงบางอ้อเมื่อไปอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคือมันมีจิ๊กซอว์อีกอันที่เราไม่รู้  คือเราต้องใช้บริการของสาย Rinkai Line อีกเส้นหนึ่งถึงจะทำให้เราไปเจอ Shinagawa seaside ได้ และโชคดีที่แค่เดินออกจากสถานีนี้ก็มองเห็นโรงแรมอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม  ใกล้มาก

ตอนแรกที่ศึกษาเองคิดว่าจะต้องไปลงที่สถานี Amono-Yokocho (ตอนแรกอ่านไม่ออกว่าควรจะอ่านว่าอะไร  เลยตั้งชื่อให้เองเลยว่า "สถานีอายิโนะโมะโต๊ะ")   

เมื่ออยู่ที่นั่นแหละได้ลองเดินไปสถานีอายิโนะโมะโต๊ะเหมือนกัน  สมมติว่าชีวิตจริงต้องใช้สถานีนี้  ก็ไม่จืดเหมือนกันนะกับการลากกระเป๋าเดินราว 900 เมตร

....ที่สนามบินนาริตะ...

ดูเหมือนที่นี่ในเรื่องเอกสารที่ให้กรอกต้องกรอกทุกจุดเลยนะ  แม้กระทั่งว่าเอาเงินมาเท่าไหร่  ตอนแรกเนื่องจากตัวหนังสือเล็ก มันจะมีมุมหนึ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องอื่น ๆ ให้ทราบ  พอถึงจุดเจอเจ้าหน้าที่ เขาต้องให้เรากากบาททุกข้อ (น่าจะ 3 ข้อมั้ง)  หลังจากนั้นก็ผ่านฉลุย

แต่บัดดี้เจอคำถามว่ามากี่วัน พักที่โรงแรมอะไร  ขอดูเอกสารเกี่ยวกับตั๋วเครื่องบินขากลับด้วย

.....การผจญภัยกับสถานีรถไฟญี่ปุ่นครั้งแรก....

จากจุดที่รถ Airport Limousine จอด ไม่ไกลคือสถานี Shinagawa ซึ่งเปรียบเสมือน Hub ได้คือเป็นรอยต่อรอยเชื่อมของการไปสถานีต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชินคันเซ็น  JR  รวมถึงอื่น ๆ อีกหลายสาย

 

 

 

ป้ายนี้เจอวันหลังเป็นป้ายแนะนำพวกสถานที่ท่องเที่ยว

สถานีนี้เป็น Hub นี่นา

หัวมึนละทีนี้  หยิบแผนที่ 2 ฉบับมาดูจะไปสถานี Shinagawa seaside ยังไงละนี่  เจอคนญี่ปุ่นคนแรกก็แนะนำเส้นทางให้สำหรับรอยต่อไป Rinkai Line ด้วย  แต่เธอบอกว่าโรงแรมเราอยู่ใกล้รถไฟฟ้า Monorail ด้วยนะ ไปแบบนี้ก็ได้นะ  แต่ด้วยความที่ไม่ได้ศึกษาเส้นทางนั้นมาก็ไม่กล้าลองไป 

ตอนที่ศึกษาแผนที่ ไม่กลัวสำหรับ JR YAMANOTE เลยเพราะเปรียบเสมือนสถานีรถไฟวงกลม  หลง ๆ ก็ยังไม่เป็นไร  พอวนกลับได้

สำหรับคนมาญี่ปุ่นครั้งแรกคิดว่าสถานี Shinagawa นี่ปราบเซียนอยู่เหมือนกัน

ประเด็นถัดมาคือแล้วเราจะต้องไปยืนที่ platform ฝั่งไหน

คนญี่ปุ่นช่วยได้อีก 

อีกสิ่งหนึ่งซึ่งไม่รู้มาก่อน  ปกติเวลาเราใช้บริการรถไฟฟ้าในไทย ถ้าเรายืนที่ platform ฝั่งไหน ก็มีรถไฟฟ้าสายเดียวนั่นแหละ

แต่เจอ Rinkai Line ปราบเซียนต่อคือเจอรถไฟฟ้า 2 สายที่ platform นั้น

เอ่อ! แล้วเราจะไปคันไหนล่ะ  ถามต่อ

ตอนหลังเริ่มสังเกตและจับได้ว่าให้มองป้ายและสัญลักษณ์ตัววิ่งด้านบนว่าจะไปสายไหน  รถจะมาถึงที่จุดยืนเวลาไหน ก็ขึ้นสายนั้นแหละ  แต่วันแรกยังไม่รู้จริง ๆ

ถึงที่พักซะทีแบบดีใจมาก  รอดไป 1 รอบ

 

แต่ประทับใจกับคนญี่ปุ่นมากมายเรื่องบอกเส้นทาง  ก่อนหน้ามาได้ยินกิตติศัพท์เรื่องคนญี่ปุ่นว่าเป็นคนที่ยินดีให้ความช่วยเหลือ  แม้ว่าบางคนจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้แต่เขาจะพยายามช่วย     จริงที่สุด

 บทสรุปของการเดินทางไปที่พัก

1.สถานี Shinagawa

2.ใช้สาย JR YAMANOTE ไปลงที่สถานี OSAKI

3.เปลี่ยนไปใช้สาย Rinkai Line

4.ไปลงสถานี Shinagawa seaside

 ทั้งหมดนี้ราว 430 เยน (หรือ 134 บาท)

ถนนบริเวณแถวโรงแรมมองไม่เห็นว่าจะมีร้านอาหารเลย  จึงถามเจ้าหน้าที่โรงแรมว่าแถวนี้มีร้านอาหารมั้ย  เจ้าหน้าที่เอาแผนที่มาให้ 

โชคดีมากเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม  มีห้าง AEON ซ่อนตัวอยู่รวมถึงมีร้านอาหารหลายร้านทีเดียว  ไม่อดตายแล้ว

 

มื้อแรกในญี่ปุ่นคือราเม็ง    คนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่บริการดีมาก  ถามนั่นถามนี่เราเป็นภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งฟังไม่ออก)  เอาเส้นราเม็ง 2 ประเภทมาให้ดูว่าจะเลือกแบบไหน  พอนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะก็แนะนำเครื่องปรุงบนโต๊ะ (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ต่อ

ไม่รู้เพราะทั้งเหนื่อยหรือหิวหรือเปล่า รู้แต่ว่าราเม็งชามนี้อร่อยมาก  ปริมาณชามโตกินจนหมด  ถ้าเป็นปกติไม่น่าจะหมด

ไป Tokyo Sky tree ยามค่ำคืน  ค่อนข้างเพลียเหมือนกันเพราะเดินทางตอนตี 1 ทำให้หลับบนเครื่องบินไม่สนิท  แต่พอเห็นความสวยงามของ Tokyo Sky Tree ก็พอสร้างความสดชื่นได้บ้าง

 

 ก่อนมาศึกษาเวปไซด์โรงแรม ตอนแรกเข้าใจว่ามี WIFI เฉพาะ Lobby ขอ password เขาเรียบร้อย  ตอนแรกก็ใช้บริการที่ Lobby สักพักแล้วก็ขึ้นที่พักเพราะเหนื่อยกับวันแรกมาก  เพิ่งรู้ว่าสามารถใช้ WIFI ที่ห้องพักได้เลย

จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะ upload รูปและเขียนเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษที่ Facebook ตัวเองเพื่อบันทึกการเดินทาง

 

 




















....รัชชี่.....

 

แนะนำ

: ก่อนซื้อตั๋วเครื่องบิน กรณีที่มีบัตรเครดิตหลายใบ เช็คกับธนาคารว่ากรณีเกิดอุบัติเหตุได้วงเงินคุ้มครองเท่าไหร่ (เพื่อความไม่ประมาท)  แต่ละธนาคารจะไม่เท่ากัน  และที่สังเกตจะเห็นว่าพวกบัตรเครดิตที่ออกเพื่อให้ช็อปปิ้งตามห้างต่าง ๆ จะไม่การคุ้มครองเรื่องนี้

(อ้อ! ได้ความรู้เพิ่มอีกอย่างว่าต้องรูดเงินเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินเท่านั้น ในกรณีที่ซื้อแบบ

โปรโมชั่นเครื่องบิน+ที่พักแล้วรูดบัตรเครดิตรวม ธนาคารจะไม่คุ้มครอง)

 

: ไปเที่ยวเอง  ควรทำประกันสุขภาพสำหรับช่วงเวลาอยู่ญี่ปุ่นไว้ก่อน (เพื่อความไม่ประมาทเช่นกัน)  จ่ายเงินไม่เท่าไหร่หรอก

 

: ไปเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล จะมีความสุขมากเพราะแต่ละที่จะไม่ได้มีฝูงชน

หนาแน่น  จะได้อารมณ์ชิลมากกว่า   

 




  





 

Create Date : 01 มิถุนายน 2557    
Last Update : 2 มิถุนายน 2557 20:14:15 น.
Counter : 1328 Pageviews.  

Slow life in Southern Lao : Part 3

 

น้ำตกหลี่ผี

เส้นทางการมาน้ำตกหลี่ผีต้องผ่านการเดินทางแบบหลากหลาย  คือจากนั่งรถ แล้วมาต่อเรือ ตามด้วยรถห้าแถวอีก  และเดินอีกนิดหน่อย  พอบอกว่ารถห้าแถว ก็ทำให้เป็นปริศนาอีกว่ารถห้าแถวหน้าตาเป็นแบบไหน 

หลี่ คือเครื่องมือดักจับปลา 

ผี ก็คือ ศพ

ที่มาของคำว่า"หลี่ผี"ก็คือปกติหลี่ไว้ดักจับปลา มีเรื่องเล่าว่าในยุคสงครามอินโดจีน  มีศพของทหารจำนวนมากลอยมาติดในหลี่จับปลาทุกวันเลย  ก็เลยเป็นที่มาของคำนี้ 

ท่าที่จะลงเรือ



 

 อายุ้ยกับรถห้าแถว

 

ต้องบอกว่าดูน้ำตกหลี่ผีจากรูปไม่สวยเท่ามองความอลังตรงหน้า พร้อมกับฟังเสียงกระทบจากสายน้ำไปด้วย

 

 

 

 

........ออกนอกเรื่องนอกราว ... แต่ไม่นอก"ลาว"......

 

ระหว่างเดินทางกลุ่มคณะก็ถามขึ้นมาว่าจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วลาวยังมีเจ้าหรือเคารพเจ้าไหม

คุณนิดเล่าให้ฟังว่า ศักดินาเจ้าถือว่าไม่มีแล้ว  แต่คนรุ่นก่อนก็อาจจจะยังให้ความเคารพอยู่   เชื้อพระวงศ์ส่วนหนึ่งก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส  บางท่านก็ยังอยู่ที่วังเก่านั่นแหละ เพียงแต่เป็นคนธรรมดา และไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพย์สินสถานที่ที่เคยเป็นเจ้าของ

คุณนิดพูดถึงเจ้าองค์หนึ่ง และบอกว่าหลวงวิจิตรวาทการได้แรงบันดาลใจจากเจ้าองค์นี้และนำมาแต่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "ดอกฟ้าจำปาศักดิ์"

อาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนครจำปาศักดิ์เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๖๒ เป็นเค้าโครง และใช้วีถีชีวิตของเจ้าหญิงพระองค์นี้ที่เป็นพระธิดาในเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์เป็นตัวดำเนินเรื่อง

เจ้านางสุดาจันทร์ ณ จำปาศักดิ์

 ในครั้งนั้นนครนี้ยังขึ้นอยู่กับไทย เจ้าหญิงได้ไปศึกษาที่กรุงเทพ และในช่วงนั้นเกิดสงครามขึ้นมา จึงต้อง
เดินทางกลับเพราะเกรงจะมีภัย

ที่นี่คือที่ที่ท่านใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างเรียบง่าย 

(ขอบคุณภาพที่ได้มาจาก//stillness.diaryis.com)

เล่มนี้ พ.ศ. 2492

 

เล่มนี้เป็นรุ่นใหม่ ถ้าโชคดีอาจพอหาเจอในงานสัปดาห์หนังสือ

 

ระหว่างฟังคุณนิดเล่า เราเองก็ได้รับแรงบันดาลใจและอยากอ่านหนังสือเล่มนี้มาก

กลับมาเมืองไทย เข้าร้านซีเอ็ด พนักงานบอกว่าหนังสือส่งกลับสำนักพิมพ์แล้ว ถามร้านนายอินทร์  ก็ได้รับคำตอบแนวเดียวกันคือหนังสือมันเก่าแล้ว ไม่มีแล้ว

แวะร้านหนังสือเก่ามือสองที่ตลาดจตุจักร คนขายบอกหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการหายาก  มีคนมาถามหาบ่อย

เศร้า อดอ่าน

 

....รัชชี่....

 
https://www.youtube.com/watch?v=maAT_25p3Nc

เพลง "ดวงจำปา"

แต่งโดยอุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว

โอ ดวงจำปา เวลาชมดอก
คิดถึงบ้านช่อง มองเห็นหัวใจ
เฮานึกขึ้นได้ในกลิ่นเจ้าหอม

เห็นสวนดอกไม้บิดาปลูกไว้ตั้งแต่ใดมา
เวลาหงอยเหงา ยังช่วยบรรเทาให้หายโศกา

โอ ดวงจำปา คู่เคียงเฮามาแต่ยามน้อยเอย

กลิ่นเจ้าสำคัญ ติดพันหัวใจ
เป็นตาฮักใคร่ แพงไวเชยชม
ยามเหงาเฮาดม เอ๋ยจำปาหอม

เมื่อดมกลิ่นเจ้า ปานพบเพื่อนเก่าที่ได้พรากจากไป
เจ้าเป็นดอกไม้ที่งามวิไลตั้งแต่ใดมา
โอดวงจำปา มาลาขวัญฮักของเรียมนี่เอย

โอดวงจำปา บุบผาเมืองลาว
งามดังดวงดาว ชาวลาวปลื้มใจ
เมื่อตกอยู่ในแดนดินลานช้าง
 
เมื่อได้พลัดพรากอดีตพลัดจากบ้านเกิดเมืองนอน
ข้อยจะเอาเจ้าเป็นเพื่อนร่วมเหงา เท่าสิ้นชีวา
โอดวงจำปา มาลางามจริง มิ่งเมืองลาวเอย

ใช้ “ดอกจำปา” หรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ในอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว  หลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ








 




 

Create Date : 25 มกราคม 2557    
Last Update : 25 มกราคม 2557 20:21:56 น.
Counter : 1384 Pageviews.  

Slow life in Southern Lao : Part 2

   


น้ำตกตาดเยือง

จากที่เขียนในบล็อกที่แล้วว่าน้ำตกในลาวส่วนใหญ่จะดูได้แต่ตา เพราะอยู่ไกลจุดที่ยืน  น้ำตกตาดเยืองถือว่ามีจุดที่สามารถสัมผัสน้ำได้  ช่วงที่ยืนตรงบริเวณนั้นได้ไอละอองความเย็นจากสายน้ำ  รู้สึกสดชื่นทีเดียว

 

....อาหารการกินในลาวใต้....

ตอนที่ไปหลวงพระบางก็ไม่มีปัญหากับอาหารการกิน  แต่พอเป็นลาวใต้ชักไม่แน่ใจ เพื่อความไม่ประมาทเลยเตรียมมาม่าคัพไว้ 3 ชุดเผื่อว่าอย่างน้อยใช้วันละชุด  โชคดีที่อาหารในลาวไม่มีปัญหา  เจริญอาหารทุกมื้อ  สรุปว่ามาม่าคัพเลยต้องขนกลับบ้าน

 

ระหว่างรออาหาร  แต่ละคนก็จับภาพตะวันตกดินกันคนละมุม

การเดินทางในครั้งนี้   พบว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากการท่องเที่ยวเมื่อก่อนคือพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนจะมีมากขึ้น    โดยเฉพาะเห็นชัดเมื่อกลับถึงโรงแรม  ไม่เฉพาะกลุ่มตัวเอง  กลุ่มอื่น ๆ ก็เช่นกันคือเข้า wifi

กล้วยทอดเมืองลาว

 

มาอ่านป้ายภาษาลาวกันค่ะ  

มันก็ดูมีเสน่ห์นะคะ

 

 

    

น้องปุ้ย ไกด์ชาวลาวเล่าให้ฟังตอนนั่งรถตู้ถึงตัวอักษรภาษาลาว ฟังแล้วขำ น่ารักดี ประทับใจกับบางตัว เช่น น.นก  ห.ห่าน  ม.แมว  ฝ.ฝน 

พอเจอ ก.ไก่ ข.ไข่ ภาษาลาวเล่มนี้เลยสอยมาซะเลย

อ้อ! เกือบลืมเล่า ไปเจอวุฒิศักดิ์คลีนิกที่ปากเซด้วย   คุณนิดเล่าให้ฟังว่ามีคำโฆษณาภาษาบ้านเขา (จำไม่ได้แล้ว) สรุปแล้วว่า"ความสวยรอไม่ได้" 

….รัชชี่….  

 

 




 

Create Date : 05 มกราคม 2557    
Last Update : 5 มกราคม 2557 20:24:38 น.
Counter : 1640 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

Valentine's Month


 
รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.