Group Blog
 
All blogs
 

ฟูจิในมุมไม่ค่อยเห็นที่หมู่บ้าน Saiko Iyashino Sato Nenba











ที่คาวากูจิโกะ เราขับรถไปค้นพบหมู่บ้าน Saiko Iyashino Sato Nenba

เข้าใจว่าสำหรับคนที่ใช้บริการรถบัสที่คาวากูจิโกะน่าจะไม่มีบริการพามาที่นี่   ทำไมคิดเช่นนั้นเพราะที่จุดนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว  เจอแต่คนญี่ปุ่นสูงวัยมากับทัวร์ของเขา   ในขณะที่บริเวณสถานีรถไฟคาวากูจิโกะตอนนี้นักท่องเที่ยวต้องยืนรอรถบัสเป็นแถวยาว 

เมื่อครั้งมาคาวากูจิโกะครั้งแรก  เราใช้บริการรถบัสคนไม่เยอะเลย  คิดว่าจากการรีวิวในเน็ตทำให้ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมาเยอะมากเพราะไม่ไกลจากโตเกียวเท่าไหร่

ดังนั้นแนะนำว่าถ้าอยากมาที่คาวากูจิโกะแบบสบาย ๆ เช่ารถขับดีกว่าเพราะรถบัสหยุดให้บริการหลังช่วงเย็น ๆ จะไปไหนก็ลำบาก

เลยได้มาค้นพบฟูจิอีกมุมในบรรยากาศสงบ ๆ

คิดว่าในอนาคตถ้าที่นี่โปรโมตดี ๆ อาจจะมีนักท่องเที่ยวมาอีกเยอะ

คิดค่าเข้าชมด้วยนะ แต่ไม่แพง 350 เยน

...รัชชี่...











 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2559 7:50:35 น.
Counter : 827 Pageviews.  

ชมพิพิธภัณฑ์โดราเอเมอน









พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนหรือ Fujiko F Fujio Museum อยู่ที่เมือง Kawasaki

 เส้นทางการไปจากสถานีชินจูกุ นั่งรถไฟสาย Odakyo Odawara Line Express มาลงที่สถานีโนโบริโตะ

เมื่อถึงสถานีโนโบริโตะจะเจอรถบัสลายการ์ตูนที่พาเราไปยังพิพิธภัณฑ์ ค่ารถบัสราคา 210 เยน 

เราพบว่าคนส่วนใหญ๋ที่มาที่นี่เป็นผู้ใหญ่ เดาว่าคงมารำลึกถึงความหลังวัยเด็กมากกว่า

จริง ๆ ไม่ใช่คนที่ซื้อตัวการ์ตูน แต่สงสัยเพราะถูกบิวท์ความรู้สึกถึงประวัติของผู้วาดการ์ตูน ท้ายที่สุดเลยได้จ่ายตังค์ที่ Gift shop ที่นี่อยู่พอสมควร

สำหรับผู้ที่อยากมาที่นี่ จะไม่ใช่มาซื้อบัตรหน้างานนะ ต้องจองซื้อที่ Lawson ในญี่ปุ่น              

วันหนึ่งมี 4 รอบ เวลา 10.00  12.00   14.00 และ 16.00 ราคาบัตร 1,000 เยน

โชคดีที่ฝากคนที่มาญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ซื้อให้ก่อน  ไม่เช่นนั้นไม่แน่ใจว่าช่วงเวลาที่ไปจะมีตั๋วหรือเปล่า เพราะตั้งใจไป Studio Gibli ด้วย ฝากซื้อตั๋วด้วยเช่นกัน  แต่สรุปว่าตั๋วเต็มเลยอด

อย่าลืมแวะทานอาหารที่นี่  มีเมนูหน้าตาน่ารักเกี่ยวกับตัวการ์ตูนด้วยค่ะ

...รัชชี่...









 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2559 22:55:22 น.
Counter : 571 Pageviews.  

Kawaguchiko music forest










 

หนึ่งในเป้าหมายที่คิดว่าจะไปขณะมาที่คาวากูจิโกะ 2 วันและพักค้าง 1 คืน

เราขับรถมาที่นี่  ที่จอดรถ รถไม่เยอะมากนัก  ข้ามถนนมาแม้ว่าจะเป็นถนนเล็ก ๆ แต่ก็มีพนักงานญี่ปุ่น 2 คนดูแลความเรียบร้อยของการข้ามถนนด้วย เช้านี้มีฝนเล็กน้อยจึงบดบังทำให้ไม่เห็นฟูจิ

  โชคดีที่วันก่อนหน้าเห็นฟูจิแบบจัดเต็ม

รู้สึกเหมือนหลงเข้ามาในดินแดนแห่งเทพนิยาย  ความจริงถ้าวันนั้นฟ้าเปิดมองเห็นฟูจิด้วย ให้อารมณ์เหมือนดินแดนตะวันตกโดยมีฟูจิเป็นฉากข้างหลัง

ค่าเข้าชมที่ 1,200 เยน

วันนั้นได้มีโอกาสเข้าฟังเพลงที่ Organ Hall โดยมี San Art Show and Live Music Performance เป็นช่วงเวลาที่ลงตัวพอดีรอบ 11.00 น. เพราะไม่เช่นนั้นเวลาอาจจะไม่ลงตัวเพราะช่วงบ่ายจะไปที่อื่นต่อ

ตอนแรกคิดว่าจะไม่ช็อปปิ้งที่นี่  แค่ว่าเข้าไปดูในมุม Gift Shop อย่างเดียว ท้ายที่สุดก็ได้ผลิตภัณฑ์แนวกล่องเพลงติดไม้ติดมือกลับมาด้วย



...รัชชี่...






 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2559 12:31:34 น.
Counter : 588 Pageviews.  

ญี่ปุ่นไปแล้วต้องไปอีก...นั่งรถรางสาย Arakawa Line




ญี่ปุ่นไม่ซ้ำใคร....

ค้นเจอความสวยงามที่ซ่อนเร้นในมุมหนึ่งของญี่ปุ่น ที่มาเกิดจากได้อ่านคำสัมภาษณ์ของคุณอรรถ บุนนาคบอกว่าในโตเกียวมีเส้นทางรถรางที่จะเข้าไปในซอกหลืบของเมืองได้มาก ๆ คนโตเกียวบางคนก็อาจไม่รู้ว่ามีรถราง หรือรู้แต่ไม่เคยนั่ง แต่ที่เขารู้จักเพราะเคยเรียนปริญญาโทในย่านนี้

รถรางในโตเกียวที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ยังเหลืออยู่ 2 สาย

ก่อนไปญี่ปุ่นลอง search การรีวิวการเดินทางโดยรถรางและพบว่าแทบไม่เจอ แต่ไปเจอรูปมหาวิทยาลัยวาซาดะ รู้แต่ว่าเป็นจุดหนึ่งที่รถรางผ่าน

คุยกับเพื่อนร่วมทาง งั้นลองสุ่มไปด้วยตัวเองไหมกับการขึ้นรถราง

วิธีการมา นั่งรถไฟสาย Yamanote ลงที่สถานี Otsuka ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อกับ Arakawa line ตอนมาถึงยังมองไม่เห็นว่าจะไปหารถรางต่อที่ไหนเลยต้องถามเจ้าหน้าที่ (แต่พอเจ้าหน้าที่ชี้บอกทาง เงยแหงนหน้าเพิ่งพบว่าเขามีป้ายบอก)

รถรางสาย Arakawa line ค่าโดยสารครั้งละ 170 เยน พอใจลงสถานีไหนก็ลง เราไปลงที่สถานี Wasada หลังจากลงสถานีไปยืนอ่านป้ายแผนที่ มีแต่ภาษาญี่ปุ่นและไม่มีสัญลักษณ์บอกเรื่องมหาวิทยาลัย

เราเลยเดินไปถามวัยรุ่นญี่ปุ่นแถวนั้น ได้ความว่าให้เดินเข้าไปในซอยข้าง ๆ เดินไปไม่ไกลก็เจอ

เลยได้พบความสวยงามและให้อารมณ์เจอสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้าไปด้วย

 ....รัชชี่....






 

Create Date : 06 ธันวาคม 2558    
Last Update : 6 ธันวาคม 2558 11:51:33 น.
Counter : 682 Pageviews.  

โตเกียวไดอารี่ : ซื้อทัวร์ 1 วันไปฮาโกเน่

 

 

 

 

 


3 เดือนแล้วสินะที่กลับจากญี่ปุ่น  เขียนเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นไป 3 ตอน

จนเกือบจะลืมส่วนที่เหลือ

 

หลักใหญ่ของการไปญี่ปุ่นงวดนี้คือไปแบบแบ็คแพค วางแผนเองเที่ยวเอง  ซึ่งกลับกลายเป็นว่าได้รับความประทับใจอีกรูปแบบหนึ่ง และทำให้จดจำเรื่องราวได้ดีกว่าเวลาไปเที่ยวกับทัวร์เสียอีก

 

แต่มี 1 วันที่ซื้อทัวร์

 

ตอนที่ไปซื้อแพ็คเก็จตั๋วเครื่องบิน + จองที่พัก  ก่อนหน้านั้นบัดดี้เล่าว่าวางแผนซื้อทัวร์ 1 วันไปฮาโกเน่  เพราะก่อนหน้านั้นเราวางแผนที่จะไปฟูจิเอง  หลังจากอ่านคู่มือไปญี่ปุ่นจากหนังสือและจากอินเตอร์เน็ต เขาบอกว่าถ้าอยากไปฟูจิให้ขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีหนึ่ง (ลืมชื่อไปละ)  เดินต่อไปอีกนิดจะเจอจุดที่ขายตั๋วเดินทางไปฟูจิโดยรถบัส 

 

บัดดี้บอกว่าดู ๆ แล้วซื้อทัวร์ก็โอเคนะ จัดครอบคลุมไม่ต้องกังวลเรื่องใด ๆ กับการเดินทาง  จ่ายเงินไปทีเดียวเลย  คิดไปคิดมาก็เห็นด้วยเหมือนกัน  ไม่งั้นต้องทำการบ้านหาข้อมูลอีกเยอะ

ทาง H.I.S ออก Voucher ให้มา 1 ใบระบุชื่อเรากับบัดดี้    รวมรายจ่ายวันนี้คือ  5,400 บาท/คน มีอาหารกลางวันให้   ไปโดยรถโค้ชและเดินทางกลับด้วยรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น   บัดดี้บอกว่าอยากนั่งรถไฟความเร็วสูง

 

 

จุดนัดพบที่รถโค้ชจะมารับคือที่โรงแรมณ จุดแรกที่รถ   Airport Limousine มาส่งตอนวันมาถึง     ตอนวันแรกเราจับเวลาเดินทางจากโรงแรมนี้ไปยังโรงแรมที่พักจริงว่าใช้เวลาเดินทางราวเท่าไหร่  (รวมเวลาเผื่อหลงเรื่องขึ้นรถไฟ)  เพราะสิ่งที่กังวลมากคือความตรงต่อเวลาของญี่ปุ่นที่ทัวร์ 1 วันจะมารับเราตอนเช้า    เพราะถ้าเกิดไปสายละก็เท่ากับว่าเงิน 5,400 บาทที่จ่ายไปแล้วหมดกัน 

 

 

รถโค้ชคันนี้รับนักท่องเที่ยวตามโรงแรมต่าง ๆ เรื่อยไปเป็นจุด ๆ   เป็นการทำทัวร์ที่ค่อนข้าง economy เพราะรถคันเดียวจะได้จำนวนนักท่องเที่ยวให้คุ้มรถ 1 คันหน่อย  สรุปว่ามีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเต็มคันเหมือนกัน   ให้ความรู้สึกเป็นเหมือนทัวร์ international มากเพราะว่าเจอลูกทัวร์หลากหลายประเทศ ทั้งตะวันตก ตะวันออก 

 

ที่รู้สึกแปลกและแตกต่างอีกนิดคือทัวร์ international กรุ๊ปนี้เวลาลง ณ จุดไหน ๆ ไม่ค่อยมีใครออกแนว shopping เหมือนทัวร์คนไทย   และทุกคนตรงเวลากันมาก ๆ    จริง ๆ เราและบัดดี้ก็ไม่ใช่นัก shopping เท่าไหร่  ตกลงกันไว้ว่ามาญี่ปุ่นเน้นมาเที่ยว  มาดูสถานที่ ไม่ได้ตั้งใจตรงไปซื้อของที่ห้างไหน ๆ    ถ้าจะช็อปก็คือจุดที่ผ่านเท่านั้น  ดังนั้นผู้ที่ฝากซื้อของเราเลยต้องบอกว่าถ้าผ่านแล้วเจอก็ซื้อให้นะ  

 

เนื่องจากเราและบัดดี้เป็นกลุ่มแรกที่รถโค้ชคันนี้มารับ ดังนั้นพอขึ้นรถเราเลยแยกกันนั่งเพื่อที่จะได้นั่งเก้าอี้ตัวริมหน้าต่างเพื่อจะได้เห็นวิวข้างทางเต็มที่

 

 เหนือเมฆที่ฟูจิ

 

 

 

ดังนั้นตอนสุดท้ายเราจึงได้เพื่อนใหม่นั่งข้าง ๆ ทักทายกันเธอคือสาวอินเดีย  มาเที่ยวญี่ปุ่นวันสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้จะเดินทางกลับ

 

ไกด์ประจำรถเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เก่งมาก มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เธอเล่าให้ฟัง (แต่มาวันนี้ก็ลืมไปแล้ว ไม่ได้บันทึกไว้)   สิ่งที่รู้สึกอย่างหนึ่งเมื่อมาญี่ปุ่นคือทุกคนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่กับตำแหน่งและความรับผิดชอบของตน  ไกด์ทำหน้าที่เต็มที่  คนขับรถก็เช่นกัน  อีกอย่างคือมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี

 

เนื่องจากวันนั้นรถค่อนข้างติดเล็กน้อย กว่าจะรับลูกทัวร์ตามโรงแรมต่าง ๆ   กว่าจะเดินทางออกนอกโตเกียวก็ใช้เวลาพอสมควรอยู่   จุดแรกของการเดินทางคือไปภูเขาไฟฟูจิ   โชคดีมากที่วันนี้ฟูจิไม่ขี้อาย มองจากระยะไกล   ฟูจิออกมาทักทายอย่างสวยงามทีเดียว  ไกด์บอกว่าทีมเราโชคดีมาก  

 

ถึงจุดที่รถจอดให้ลงมาสัมผัสบรรยากาศที่สวยงามข้างบนฟูจิ   อากาศเย็น ๆ กำลังดีไม่หนาว   มองเห็นปุยละอองเมฆ  “เหนือเมฆ” เป็นอย่างนี้เอง  อากาศใสมาก 

เราแอบสงสัยป้ายนี้ เอ่อ! จะมีใครเรียกรถมารับหรือมาส่งถึงนี่เชียวหรือ  ท่าทางค่าโดยสารคงจะแพงน่าดู 

 

 

 

 

 

 

ล่องเรือโจรสลัด  ชิมไข่ดำเป็นจุดต่อไป  เวลาเลยจุดรับประทานอาหารกลางวันไปแล้ว  แต่เรายังมีเสบียงจากมื้อเช้าติดตัวนิดหน่อย  ไกด์บอกว่าวันนี้คงทานอาหารกลางวันกันสายมาก  กว่าจะไปถึงร้านอาหารที่เขาจัดไว้     

เพราะวันนี้รถค่อนข้างติดตอนออกจากเมือง 

 

แล้วก็ทานอาหารกลางวันช้าจริงอย่างที่ไกด์ว่า น่าจะราวบ่ายสามโมง  เขาจัดให้เป็นอาหารชุด กลุ่มสเต็ก  อร่อยและบรรยากาศในร้านและนอกร้านดีใช้ได้

 

 

 

วันนี้เป็นวันที่รู้สึกว่าเริ่มไม่ค่อยชอบการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์อีกต่อไป  เพราะการไปสถานที่บางที่จะมีโอกาสได้ใช้เวลาที่นั่นแป๊บเดียวเพราะต้องแข่งกับเวลา      ดูมันรีบ ๆ ยังไงขอบกล   เริ่มชอบการท่องเที่ยวแบบเรื่อย ๆ มาเรียง     การเดินทางแบบ slow life   วันหนึ่งไปน้อย ๆ ที่พอ แต่ขอซึมซับกับสถานที่นั้นนาน ๆ

 

การมาญี่ปุ่นครั้งนี้   จึงประทับใจกับวันที่เที่ยวเองมากกว่า  แม้ว่าบางจุดอาจจะมึน ๆ กับเส้นทางรอยต่อของรถไฟ 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

ขากลับไกด์พามาส่งที่สถานีรถไฟพร้อมแจกตั๋วรถไฟชินคันเซ็นให้เดินทางกลับ

 

เพิ่งรู้ว่าทุกคนของกรุ๊ปทัวร์นี้ไม่ได้กลับรถไฟชินคันเซ็น   บางคนกลับด้วยรถโค้ชคันเดิม  เพิ่งถึงบางอ้อว่าค่าใช้จ่ายของแต่ละคนไม่เท่ากัน  ถ้าเลือกขากลับด้วยรถไฟชินคันเซ็นก็แพงกว่าหน่อย    แต่ถ้ากลับด้วยรถโค้ชคันเดิมก็ต้องยอมรับสภาวะที่จะเจอรถติดนิดนึง

ยืนรอรถไฟชินคันเซ็น

 

 

 

 

ถ้าจำไม่ผิด หลังจากขึ้นรถตอนเช้าน่าจะใช้เวลาออกนอกเมืองราว 2 ชม.มั้ง  แต่ใช้เวลาขากลับด้วยรถไฟชินคันเซ็นแค่ 30 นาทีเท่านั้น  เร็วจริง   

 

ช่วงที่ยืนรอรถไฟที่สถานี  เวลารถไฟวิ่งผ่านรู้สึกว่ามันวิ่งผ่านเราไปด้วยความเร็วสูงมาก  แต่ตอนนั่งภายในจริง ๆ กลับให้รู้สึกว่าเงียบนะ  และไม่ได้เร็วมากเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง 

 

เห็นแล้วรู้สึกว่าอยากให้เมืองไทยมีรถไฟดี ๆ อย่างนี้บ้างจัง   เสียดายจังญี่ปุ่นกับไทยเริ่มต้นมีรถไฟในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันแต่เวลาผ่านไปเป็นร้อยปี   เรายิ่งห่างจากเขามากมาย

 

เล่าเพิ่มเติมเรื่องใกล้ ๆ โรงแรมที่พัก

ตอนที่มาถึงโรงแรมที่พัก มอง 2 ข้างถนนดูเงียบไม่มีร้านอาหาร ถามไถ่พนักงานโรงแรมได้ความว่าเยื้อง ๆ ฝั่งตรงข้ามโรงแรมจะมีห้าง AEON ซ่อนตัวอยู่และร้านอาหารอีกหลายร้าน   โชคดีได้ AEON และร้านอาหารแถวนี้ช่วยให้รอดชีวิต

 

 

 

 

 

บัดดี้ถามว่าให้คะแนนกับการมาญี่ปุ่นครั้งนี้เท่าไหร่  เราตอบว่า 10/10   บัดดี้บอกว่าให้คะแนนถึงขนาดนี้เชียวเหรอ แม้ว่าวันแรกที่มาถึงนี่มึนตึ้บกับการต่อรถไฟไปโรงแรมพอสมควร       

 

เราว่าเพราะว่ามันได้ประสบการณ์ไง  การให้ 10/10 ไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงเวลาที่สนุกเท่านั้น  แต่ตอนที่ (เกือบ) หลงมันก็ให้อารมณ์อีกรูปแบบหนึ่ง  ถือว่าเป็นการเรียนรู้ในการเดินทางด้วยตัวเองก็ได้มั้ง

 

มีความสุขนะกับการมาญี่ปุ่น

 

One time is not enough.

 ....รัชชี่....

 ปล.  บันทึกความเซอร์ไพรส์ในการมาญี่ปุ่นอีกอย่าง  ปกติพอทราบข้อมูลว่าสาว ๆ ญี่ปุ่นให้ความสนใจกับเรื่องกระเป๋าแบรนด์เนมมากมาย  แต่แปลกจริงเดินทางด้วยรถไฟเท่าที่ผ่านมา  น้อยมากที่จะเห็นสาว ๆ พกพากระเป่าแบรนด์เนม  กลับกลายเป็นว่าเวลาเราใช้ BTS , MRT ที่เมืองไทยกลับเจอมากกว่าซะงั้น

 

ใครบอกว่าอาหารญี่ปุ่นแพง  สงสัยเป็นเพราะชินกับราคาอาหารบางร้านในห้างของไทย  เผลอ ๆ แล้วจะเท่ากับหรือแพงกว่าอาหารที่ญี่ปุ่นซะอีก

เมื่อเปรียบเทียบค่าเงิน  วิถึการใช้ชีวิต  คนญี่ปุ่นก็คงไม่แปลกเมื่อเทียบค่าเงิน เงินเดือนกับค่าใช้จ่ายของเขา   แต่ถ้ากับเมืองไทย ถ้ายังไม่มีความพร้อมเท่าไหร่ การใช้จ่ายในบ้านเราก็อาจจะเกินตัวเหมือนกัน

เรื่องสุดท้าย ประทับใจห้องน้ำทุกจุดทุกแห่งที่ใช้บริการ เรียกว่าไม่ต้องมีความกังวล  ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำในวัด  ในที่สาธารณะ  ในสถานีรถไฟ  ทุกที่สะอาด มีทิชชู  และรักษาความสะอาดกันเป็นอย่างดี 

 

 




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2557    
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 18:41:19 น.
Counter : 898 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.