Group Blog
 
All Blogs
 

** "สโม้คกิ้ง โจ" ** โจ ฟราเซียร์ **# 1


"Smokin'" Joe Frazier

"โจ ฟราเซียร์ ผู้ทำให้"อาลี"รู้จักคำว่า"แพ้"


..."พิสูจน์ความฉมังของพรานไพร ให้ดูจากหัวสัตว์ร้ายที่เขาล่า" ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น การยกย่องนักมวยคนใดให้เป็น"ซุปเป้อร์ฮีโร่"องค์ประกอบสำคัญซึ่งจะต้องพิจารณาอันดับแรกได้แก่ ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของคู่ต่อสู้ที่เขาฝ่าฟันเอาชนะมา ยิ่งถ้าฝ่ายตรงข้ามสูงส่งโด่งดังเท่าใด ก็ยิ่งกลับกลายเป็นเครดิตสะท้อนถึงความ"สุดยอด"ของผู้พิชิตมากขึ้นเท่านั้น
...ในห้วงศตวรรษที่ 70 วงการมวยรุ่นยักษ์พุ่งสู่ความนิยมสูงสุด เมื่อบังเกิดยอดมวยซุปเป้อร์สตาร์ถึง 3 ราย ก้าวขึ้นมาช่วงชิงความยิ่งใหญ่ซึ่งกันและกัน โดยมี"แบล็คซุปเป้อร์แมน" มูฮัมหมัด อาลี เป็นจุดศูนย์รวมความสนใจ ด้วยพรสวรรค์ทางการแสดงออกที่ไม่มีนักมวยรายใดเสมอเหมือน ขณะที่ โจ ฟราเซียร์ กับ ยอร์ช โฟรแมน แม้ในแง่ของความฮ็อตฮิตและเปรี้ยงปร้าง ดูจะเป็นรองอาลีอยู่บ้าง แต่ความเก่งกาจบนสังเวียนถือว่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันซักกี่มากน้อย โดยเฉพาะ"สโม้คกิ้ง" โจ ฟราเซียร์ เจ้าของสไตล์ ก้มๆมุดๆ ต่อยอุตลุตทั้งบนล่าง จนคู่ต่อสู้หมอบราบคาบแก้วไปเกือบจะกราวรูดนั้น มีเครดิตอันกระเดื่องดัง คงความขลังมาจนทุกวันนี้ นั่นก็คือ การเป็นนักมวยคนแรกที่ทำให้ "สิงห์จอมโว" มูฮัมหมัด อาลี ต้องลิ้มรสชาติความปราชัยบนสังเวียนอาชีพ!!!
...โจเซฟ วิลเลี่ยมส์ ฟราเซียร์เป็นผลิตผลจากเมืองมวย ฟิลาเดลเฟียโดยแท้ แม้จะเกิดในครอบครัวชาวไร่ที่เมืองโบฟอร์ท เมื่อ 12 ม.ค.1944 แต่พอเริ่มเติบโตเป็นเด็กหนุ่ม เขาก็เดินทางมาพำนักในฟิลาเดลเฟีย พร้อมกับทำงานประจำที่โรงงานฆ่าสัตว์ โดยมีหน้าที่เป็นพนักงานชำแหละเนื้อ
...ขณะอายุได้ 18 ปี ฟราเซียร์หรือ"ไอ้อ้วน"ของคนใกล้ชิด มีเมียสาวอายุอ่อนกว่ากันปีเดียว ชื่อ ฟลอเร้นซ์ แถมยังให้กำเนิดทายาทเสร็จสรรพถึง 2 หน่อด้วยกันคือ ไอ้หนูมาร์วิส วัย 2 ขวบกับอีหนูแจ็คกี้ วัย 1 ขวบ ซึ่งดูจากวิถีชีวิตในช่วงนั้นแล้ว แทบมองไม่เห็นแวว ว่าหนุ่มโรงงานฆ่าสัตว์อย่างฟราเซียร์จะก้าวเข้ามาโลดแล่นในยุทธจักรชนคนได้อย่างไร...
...แต่จุดเริ่มต้นของตำนานมวยรุ่นยักษ์รายนี้ เกิดขึ้นเมื่อเจ้าตัวรู้สึกอยากลดความอ้วน โดยเฉพาะบริเวณต้นขาทั้งสองข้างซึ่งใหญ่มหึมาราวกับท่อนซุง ทำให้น้ำหนักตัวระดับ 240 ปอนด์ดูเทอะทะอุ้ยอ้ายเมื่อเทียบกับส่วนสูงแค่ 5 ฟุต 11 นิ้ว
...คุณพ่อลูกสองจึงตัดสินใจเดินเข้าโรงยิมของสโมสรตำรวจซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่พัก แล้วชี้แจงว่าต้องการมาออกกำลังกายลดไขมันที่ต้นขา แต่สำหรับเมืองมวยอย่างฟิลาเดลเฟีย การออกกำลังกายย่อมหมายถึงการลงนวมซ้อมมวย ซึ่งฟราเซียร์ก็บ่ยั่น กลับรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมใหม่หลังเลิกงานชนิดนี้ จนผลพลอยได้นอกเหนือจากน้ำหนักตัวที่ลดลงมาอยู่ในระดับ 200 ปอนด์แล้ว เขายังกลายเป็นนักมวยสมัครเล่นแววดีคนใหม่ของโรงยิมเข้าให้ด้วย...
...ดุ๊ค ดีเก้นส์ โค้ชประจำยิมซึ่งเป็นเทนเนอร์คนแรก ส่ง"ไอ้อ้วน"ขึ้นตะลุยสังเวียนมวยเสื้อกล้าม ทำสถิติชนะรวดถึง 30 กว่าไฟ้ท์ภายในช่วงระยะเวลาแค่ปีเศษจนถูกเลือกให้เข้าร่วมแข่งขันคัดตัวทีมชาติรุ่นเฮฟวี่เวท เพื่อไปชกในโอลิมปิก 1964 ที่ญี่ปุ่น ปรากฎว่าฟราเซียร์พ่ายแพ้ให้แก่"บัสเตอร์ แมทธิส"ถึง 2 ครั้งซ้อนทั้งในรอบชิงชนะเลิศและรอบบ๊อกอ๊อฟ..
...แต่เหมือนฟ้าจะลิขิตมาให้ดัง ระหว่างการซ้อมเตรียมทีมนั่นเอง"ไอ้หมีควาย"แม็ทธิส เกิดอุบัติเหตุแขนหัก ฟราเซียร์ซึ่งเป็นตัวสำรองจึงรับส้มหล่นได้บินไปลุยโอลิมปิกกรุงโตเกียวแทนที่ แถมยังสร้างปรากฏการณ์เป็นนักชกเมืองลุงแซมเพียงคนเดียวในโอลิมปิกครั้งนั้น ที่คว้าเหรียญทองมาคล้องคอ โดยบุกตะลุยเอาชนะแต้ม คู่ชกชาวเยอรมันในรอบชิงชนะเลิศ
...อดีตพนักงานชำแหละเนื้อเดินทางกลับ บ้านเกิดเมืองนอนอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับโครงการตะลุยสังเวียนอาชีพโดยมี แยงค์ เดอร์แฮม เป็นผู้จัดการ และ เอ็ดดี้ ฟัทช์ รับหน้าที่เทรนเนอร์ เริ่มไฟ้ท์แรกเมื่อเดือน เม.ย.1965 ซึ่งฟราเซียร์ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีของยกแรกถลุง วู้ดดี้ กอสส์ จอดไม่ต้องแจวชนิดคนชนะแทบไม่มีริ้วรอยกระทั่งแมวข่วน...
...จากนั้นอีก 10 ไฟ้ท์รวดที่"สโม้คกิ้ง โจ"สะสมสถิติชนะน๊อครวด ด้วยสไตล์การตะบันที่ไม่เหมือนใคร จากข้อจำกัดเรื่องสรีระทำให้ฟราเซียร์ ต้องใช้ความแข็งแกร่งผสมผสานกับความคล่องแคล่ว เดินก้มๆ เงยๆ หลบวิถีหมัดของคู่ต่อสู้ตัวใหญ่เบียดเข้าวงใน แล้วระดมกำปั้นสาดใส่ไม่ต้องยั้งทั้งล่างสลับบน โดยเฉพาะฮุคซ้าย กลายเป็นหมัดอันตรายที่คว่ำคู่ต่อสู้มากราวรูด ก่อนจะชนะคะแนนเป็นครั้งแรกต่อ"ไอ้ไก่งวง" ออสการ์ โบนาเวน่า รองแช้มป์ชั้นดีในยุคนั้น..
...จากนั้น เอ็ดดี้ มาเซ่น,ดั๊ก โจน,จอร์ช จอห์นสัน และ จอร์ช ชูวาโล่ คือนักชกระดับรองแช้มป์ที่ทะยอย มาเป็นเหยื่อกำปั้นให้"ดาวโรจน์"เหรียญทองโอลิมปิกอย่างฟราเซียร์ในห้วงปี 1966-1967 ซึ่งในจำนวนดังกล่าว มีจอห์นสันเพียงคนเดียว ที่มีโอกาสได้ฟังเสียงระฆังยกสุดท้าย ส่วนที่เหลือโดนเป่าจมธรณีไปเรียบวุธ
...4 มี.ค.1968 โจ ฟราเซียร์นำสถิติสวยหรู ชนะรวด 19 ครั้ง น็อค 17 ก้าวขึ้นชิงแช้มป์เฮฟวี่เวทเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นตำแหน่งภายใต้การรับรองของคณะกรรมาธิการมวยแห่งนิวยอร์ค โดยช่วงเวลาดังกล่าว แช้มป์โลกคนเดิม มูฮัมหมัด อาลี หรือ แคสเซียส เคลย์ กำลังมีปัญหากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ โดยยอดนักชกหัวก้าวหน้าไม่ยอมรับหมายเกณฑ์ทหาร เพื่อไปรบในสงครามเวียดนาม จนถูกฟ้องร้องเป็นคดีความและไม่สามารถขึ้นชกได้ ทางคณะกรรมาธิการจึงปลด อาลี แล้วกำหนดการชิงตำแหน่งว่างขึ้นสืบแทน...
...คู่ต่อสู้ในไฟ้ท์นี้ของ ฟราเซียร์ ไม่ใช่ใครที่ไหน..บัสเตอร์ แมสธิส คู่ปรับเก่าที่เคยยัดเยียดความปราชัยให้"สโม้คกิ้ง โจ"ถึง 2 ไฟ้ท์ในสมัยชกสมัครเล่นนั่นเอง.."ไอ้หมีควาย"ตอนนั้นชกอาชีพทำสถิติไม่รู้จักคำว่า"แพ้"มาเช่นกัน การโคจรมาปะทะกันของทั้งสองจึงกลายเป็น"มวยถูกคู่"ที่เรียกร้องความสนใจจากผู้ชมได้กว้างขวาง ซึ่งผลที่สุด โจ ฟราเซียร์ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า โลกของมวยอาชีพกับสมัครเล่นมีข้อแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง เมื่อบุกกระหน่ำฝ่าความมหึมาเข้าไปสร้างความบอบช้ำสะสมให้กับ แมทธิส อย่างต่อเนื่องจนถึงยก 11 "ไอ้หมีควาย"ก็ทนไม่ไหวโดนถลุงโค่นตึงให้กรรมการนับสิบแต่โดยดี...



ภาพวันได้ครองมงกุฏโลก 4 มี.ค.1968

:เดี๋ยวตอน 2 ตามมาครับ




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 13 มกราคม 2550 10:47:38 น.
Counter : 324 Pageviews.  

** "สโม้คกิ้ง โจ" ** โจ ฟราเซียร์ **# 2


"Fight Of Century"

อาลี - ฟราเซียร์ ภาคแรก วันที่ 8 มี.ค.1971


...โจ ฟราเซียร์ ก้าวสู่บัลลังค์แช้มป์โลกตำแหน่งแรกขณะมีอายุ 24 ปี และเพิ่งสัมผัสกับกีฬาค้ากำปั้นมาอย่างจริงจังแค่ 5 ปีเท่านั้น....อดีตนักชำแหละเนื้อจากฟิลาเดลเฟียสะสมบารมีเพิ่มเติม ด้วยการป้องกันตำแหน่งเหนือผู้ท้าชิงชั้นดีโดยชนะน๊อคยก 2 มานูเอล รามอส, ชนะคะแนนคู่ปรับเก่า ออสการ์ โบนาเวน่า, ชนะน๊อคยก 1 เดฟ ซีเกิลวิสซ์และชนะน๊อคยก 7 "ความหวังคนขาว" เจอร์รี่ ควอร์รี่
...ปี 1970 เส้นทางอาชีพของฟราเซียร์ถึงจังหวะต้องโคจรมาพิสูจน์ฝีมือกับ จิมมี่ เอลลิส แช้มป์โลกของ WBA ซึ่งผู้ชนะจะได้ชื่อว่าเป็น"ราชันย์"รุ่นยักษ์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผลจบลงด้วยการที่เอลลิสถูกหมัดดินระเบิดของ"สโมคกิ้ง โจ" ลงไปกองถึงสองครั้งในยกที่ 4 และไม่ยอมออกจากมุมในยกที่ 5 ทำให้ฟราเซียร์สามารถรวบตำแหน่งแช้มป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท ที่เคยกระจัดกระจายเป็นสอง ตั้งแต่ปี 1967 ให้กลับมารวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียวได้อีกครั้ง หลังจากนั้นก็ป้องกันตำแหน่งด้วยการคว่ำ บ็อบ ฟอสเตอร์ แช้มป์โลกไร้เทียมทานแห่งรุ่นไลต์เฮฟวี่เวท ที่หาญข้ามรุ่นขึ้นมาท้าชิงแค่ยกที่ 2
...ในห้วงเวลาดังกล่าว คู่ต่อสู้ที่คู่ควรของฟราเซียร์ดูเหมือนจะเหลือ "อาลี" เพียงคนเดียว ซึ่งขณะนั้นตัวของอาลีก็ชนะคดีในศาล กลับมาเคาะสนิมชนะมวยดีๆได้หลายไฟ้ท์ จึงมีเสียงเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ฝีมือกันระหว่าง 2 ยอดมวยรุ่นยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งในที่สุด"เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น"ก็ได้สิทธิ์โปรโมท
การชกไฟ้ท์นี้ขึ้นเมื่อ 8 มี.ค.1971 โดยขนานนามว่า"Fight Of Century"หรือ"ศึกแห่งศตวรรษ"
...อาลี - ฟราเซียร์ต่างงัดเอาความสุดยอดของตนออกมาห้ำหั่นกันอย่างน่าดูตลอด 15 ยก ระหว่างความพริ้วพรายเฉียบคมของอาลี อดีตแช้มป์ผู้ยิ่งยง กับความดุดันเหี้ยมหาญของฟราเซียร์ แช้มป์โลกจอมแกร่งในขณะนั้น โดยช่วงต้นๆ"The Black Supperman" อาลี ยังเรี่ยวแรงดีใช้สไตล์ลอยละล่องดุจผีเสื้อโบยบิน ฉกแย็บซ้ายใส่ใบหน้าของฟราเซียร์จนบวมปูด แต่หลังจากยก 7 เป็นต้นมา อาลีเริ่มช้าลงด้วยพิษสงการโจมตีลำตัวอย่างต่อเนื่องของ"สโม้คกิ้ง โจ"จนกระทั่งถึงยกที่ 15 ฮุคซ้ายของแช้มป์ร่างเตี้ยก็ส่งอาลีลงไปนอนเขลง ให้กรรมการ อาเธอร์ แม็คแคนเต้ นับถึง 8 ก่อนจะแข็งใจลุกขึ้นมาชกต่อจนครบยก แล้วถูกตัดสินให้แพ้คะแนนไปเป็นเอกฉันท์...
...โจ ฟราเซียร์ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพของตน ด้วยชัยชนะในครั้งนี้ พร้อมทั้งได้รับการจารึกชื่อให้ผู้คนจดจำไปตลอดกาล ในฐานะที่เป็นนักมวยคนแรกที่ทำให้ มูฮัมหมัด อาลี รู้จักกับคำว่า"แพ้"
...ปี 1972 ฟราเซียร์ขึ้นป้องกันตำแหน่ง"เคี้ยว"ผู้ท้าชิงชั้นต่ำอย่าง เทอร์รี่ ดาเนี่ยลส์ ในยกที่ 4 ตามด้วยการชนะน๊อคยก 5 รอน สแตนเดอร์ พร้อมกับมีกิจกรรมด้านอื่นบ้างนั่นคือการตั้งวงดนตรีชื่อ KO Brand โดยฟราเซียร์ควบตำแหน่งมือกลองและร้องนำซะเอง...
...ต้นปี 1973 นั่นเอง โจ ฟราเซียร์ก็เจอดีเข้าให้บ้างเป็นหนแรกในชีวิต เมื่อขึ้นป้องกันตำแหน่งกับ"ยอร์ช โฟร์แมน"ดาวมฤตยูดวงใหม่ผู้มีดีกรีเหรียญทองโอลิมปิก 1968 พ่วงท้าย แล้วขึ้นชกอาชีพทำสถิติชนะน๊อคมาแทบจะกราวรูด ปรากฎว่าฟราเซียร์ซึ่งได้รับการวางตัวให้เป็นต่อถึง 3-1 กลับโดนกำปั้นของยักษ์หนุ่มผู้ท้าชิงนับแล้วนับอีกถึง 6 ครั้งกระทั่งกรรมการ อาเธอร์ แม็คแคนเต้ ต้องสั่งยุติการชกแค่ยกที่ 2 เพราะเห็นชัดๆว่า"สโม้คกิ้ง โจ"ต้านความใหญ่และหนักหน่วง ของโฟร์แมนไม่ไหวจริงๆ...
...นั่นคือความปราชัยหนแรกในสถิติการชกอันงดงามของฟราเซียร์หลังจากชนะรวดมา 29 ไฟ้ท์ ชนะน๊อคถึง 26 ครั้ง..
...โจ ฟราเซียร์กลับมากู้ชื่อดับดาวรุ่งรุ่นยักษ์ โจ บั๊กเนอร์ ด้วยคะแนนแล้วเปิดโอกาสให้ อาลี ล้างตาในปี 1974 แต่ภาค 2 นี้ไม่ดุเดือดเร้าใจเท่าหนแรก เพราะฟราเซียร์ดูจะไม่ฮึกห้าวเหมือนเดิม จึงแพ้คะแนนอาลีไปอย่างคู่คี่
...ฟราเซียร์กลับมาเอาชนะคู่ปรับเก่าอีก 2 คน โดยน๊อค เจอร์รี่ ควอร์รี่ ยก 5 และเก็บ จิมมี่ เอลลิส ในยกที่ 9 แล้วจึงมีโอกาสขึ้นชิงมงกุฏโลกกับคู่แค้นเจ้าประจำ มูฮัมหมัด อาลี อีกครั้ง..


อาลี - ฟราเซียร์ ภาค 3 วันที่ 30 ก.ย.1975

...การชกไฟ้ท์นี้มีขึ้นที่ฟิลิปปินส์ โดยใช้ชื่อว่า "Thriller In Manila" และถือเป็นสุดยอดไฟ้ท์อมตะนิรันดร์กาลเช่นเดียวกันกับหนแรก เมื่อทั้งคู่ที่ต่างฝ่ายต่างงัดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีขึ้นมาระดมใส่กันไม่ยั้ง ในสภาพที่เจียนอยู่เจียนไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนถึงยกที่ 13 ฟราเซียร์ซึ่งบอบช้ำอย่างหนักถูก เอ็ดดี้ ฟัทช์ เทรนเนอร์คู่ใจขอร้องให้ยอมแพ้ จึงเป็นอันว่าการชก"ไฟ้ท์ที่ 3" ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของยอดมวยคู่นี้ จบลงด้วยชัยชนะเทคนิคเกิ้ลน๊อคเอ้าท์ของอาลีในระหว่างพักยกที่ 14
...หลังจากปราชัยหนนั้น ฟราเซียร์ เงียบหายไปร่วมปีก่อนจะคัมแบ็คกลับมาในปี 1976 เจอกับ ยอร์ช โฟร์แมนอีกครั้ง แต่ดูเหมือนช่วงเวลาดังกล่าว"สโม้คกิ้ง โจ"เหมือนจะสิ้นไร้ไฟปรารถนากลับมาเอาดีซะแล้ว กระนั้นก็ยังยืนหยัดสู้พลังหมัดของโฟร์แมนได้ถึงยก 5 ก่อนจะถูกตะบันสิ้นสภาพลงมาตามระเบียบ
...ระหว่างปี 1977-1980 สามปีเต็มที่ฟราเซียร์ห่างหายไปจากสังเวียน หันไปจับธุรกิจค่ายมวย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงกลับมาอีกครั้งในปี 1981 ด้วยวัย 37 ปีตีเสมอนักมวยพื้นๆอย่าง ฟลอยด์ คัมมิ่ง ในการชก 10 ยก และนั่นคือไฟ้ท์สุดท้ายในชีวิตนักมวยอาชีพของอดีตแช้มป์โลกผู้ยิ่งยงรายนี้...
...สถิติการชกตลอด 16 ปีบนเส้นทางมวยอาชีพของ"สโมคกิ้ง โจ"คือ ชนะ 32 แพ้ 4 เสมอ 1 ชนะน๊อค 27 ครั้ง เป็นที่น่าสังเกตุว่ามวยอย่าง โจ ฟราเซียร์ เคยแพ้ให้แก่คู่ต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่เพียงสองคนเท่านั้นคือ อาลีและโฟร์แมน แต่กับคู่ต่อสู้คนอื่นๆ ไม่มีใครสามารถเอาชนะจอมตะลุยร่างเตี้ยรายนี้ได้เลย.....


คลิ๊กเพื่อดูสถิติ

:เรื่องจากนิตยสาร"โลกกำปั้น"ฉบับที่ 34
:ขอบคุณ คุณพูนเพชร เพชรใหม่




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2548 17:24:26 น.
Counter : 429 Pageviews.  

ตำนานอมตะของ "มาเวลลัส" มาร์วิน แฮกเลอร์


ราชันย์โล้นไร้เทียมทาน

...มาร์วิน แฮกเลอร์ ยอดแช้มป์โลกรุ่นมิดเดิ้ลเวทผู้ยิ่งใหญ่ และมีเอกลักษณ์ประจำตัวที่โดดเด่น นั่นคือ การโกนศรีษะโล้นเลี่ยนเป็นมันวับอยู่ตลอดเวลา ตัดกับหนวดเคราที่รกครึ้มดูน่าเกรงขาม ทั้งที่ในยุคแฮกเลอร์กำลังโด่งดังนั้น นักกีฬาผิวสีส่วนใหญ่ยังนิยมไว้ทรงผม"แอฟโร่"หยิกฟูเต็มหัว เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงมาเป็น "แฟชั่นโล้น" ฮิตระบาดไปทั่วทุกวงการเอาเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง
...ถิ่นฐานบ้านเกิดของแฮกเลอร์อยู่เมืองนีวอร์ค นิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายมาอยู่บร็อคตั้น แมสซาชูเส็ตต์ ส่วนวันเกิดตามหลักฐานคือ 23 พ.ค.ปี 1954 แต่มีข้อมูลบางแห่งแจ้งว่าเกิดปี 1952 แฮกเลอร์เริ่มชกมวยสมัครเล่นเมื่ออายุ 15 ปี และคว้าแช้มป์สหรัฐ(AAU.) เมื่อปี 1973 ก่อนจะเบนเข็มเข้าสู่วงการมวยอาชีพในปีเดียวกัน โดยอยู่ภายใต้การสร้างสรรค์ของ 2 พี่น้องกู้ดดี้และแพ็ท เปโตรเนลลี่
...เส้นทางการไต่สู่ความสำเร็จของแฮกเลอร์ไม่ได้ราบรื่นเหมือน"มวยสร้าง"สมัยนี้ เพราะทั้งกู๊ดดี้และแพ็ทเป็นแค่นักธุรกิจปลายแถว ปราศจากพาวเว่อร์ในวงการแฮกเลอร์จึงต้องตระเวณชกหาเงินรางวัลเลี้ยงชีพและเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่เกือบ 7 ปี ผ่านการต่อสู้มาถึง 49 ไฟ้ท์(ชนะ 46 แพ้ 2 เสมอ 1) จึงมีโอกาสได้ขึ้นชิงมงกุฎโลกรุ่นมิดเดิลเวทครั้งแรกในชีวิตจาก วิโต้ อันตูเฟอร์โม่ เจ้าของตำแหน่งชาวอิตาเลี่ยนเมื่อ 30 พ.ค.ปี 1979 ที่ลาสเวกัส ผลการชกออกมา"เสมอ" ทำให้แฮกเลอร์ผิดหวังไม่ใช่น้อย ต้องกลับมาทำฟอร์มใหม่ด้วยการชนะรวดอีก 3 ไฟ้ท์ ก็ประจวบเหมาะกับอันตูเฟอร์โม่ ไปเสียตำแหน่งให้กับ อลัน มินเตอร์ นักมวยชาวอังกฤษส่วนแฮกเลอร์ซึ่งอยู่ในฐานะ"รองเบอร์ 1" ได้สิทธิ์ชิงไฟ้ท์บังคับ ทำให้แช้มป์คนใหม่แห่งเมืองผู้ดีต้องจ้างแฮกเลอร์ เดินทางไปท้าชิงถึงกรุงลอนดอนถิ่นของตนเอง เมื่อ 27 ก.ย.ปี 1980 และคราวนี้ไม่มีอะไรหยุดยั้งความสำเร็จของ"จอมโล้น"ได้อีกแล้วเขายิงกำปั้นถล่มมินเตอร์จนหน้าตาพังยับ พ่าย TKO ไปแค่ยกที่ 3 คว้าเข็มขัดแช้มป์โลกรุ่นมิดเดิลเวท 160 ปอนด์ มาเป็นกรรมสิทธิ์สมความตั้งใจ
...แฮกเลอร์เป็นมวยมิดเดิลเวทธรรมชาติ สูง 5 ฟุต 9นิ้วครึ่ง เรือนร่างกำยำแน่นปึ้กไปด้วยกล้ามเนื้อ ปกติเขาถนัดขวาเหมือนคนส่วนใหญ่ทั่วไป แต่พอหัดมวยกลับถูกฝึกให้เป็นมวย"เซ้าท์ปอว์"(มวยซ้าย)ที่เก่งฉกาจเหลือหลาย เพราะแฮกเลอร์ใช้หมัดแย็บขวาได้แม่นและคมแต่ดุดันอย่าบอกใคร เมื่อถึงคราวบุกสามารถตัดสินใจหรือแก้เกมส์การชกได้ด้วยตัวเอง เรี่ยวแรงการยืนระยะคงเส้นคงวา และที่สำคัญมีปลายคางที่แข็งแกร่งราวคอนกรีต ตลอดการชกอาชีพของแฮกเลอร์ เขาเคยถูกต่อยล้มแค่หนเดียว ในยกแรกของการป้องกันตำแหน่งกับ ฮวน โดมิงโก้ โรลดัน เมื่อปี 1984 แต่ก็ลุกขึ้นมาโดยกรรมการไม่ทันได้นับ ก่อนจะตะบันโรลดันหงายท้องไปในยกที่ 10
...7 ปีเต็มที่ครอบครองมงกุฎโลกรุ่นมิดเดิลเวท(ตอนแรกที่ได้ตำแหน่งเมื่อปี 79 วงการมวยโลกมีแค่ 2 สถาบันคือ WBA กับ WBC ซึ่งต่างยอมรับให้แฮกเลอร์เป็นแช้มป์ทั้งคู่ ต่อมาในปี 83 เกิดสถาบันใหม่ IBF ก็พลอยยกย่องให้แฮกเลอร์เป็นแช้มป์ไปด้วย)"จอมโล้น"ผู้มีฉายาที่เรียกขานเป็นภาษาฝรั่งว่า"MARVELOUS"หรือ"จอมอภินิหาร"รายนี้ สามารถป้องกันตำแหน่งไว้ได้ถึง 12 ครั้ง ส่วนผู้ท้าชิงดังๆ ที่ตกเป็นเหยื่อกำปั้นของแฮกเลอร์ได้แก่ โธมัส เฮิร์น(โดนน๊อคยก 3),โรเบอร์โต้ ดูรัน(แพ้คะแนน),มุสตาฟา ฮัมโช(โดนน๊อค 2 ไฟ้ท์ ยก 11/ยก 3),ฟลูเกนชิโอ โอเบลเมเฮียส(โดนน๊อค 2 ไฟ้ท์ ยก 8/ยก 5)"คู่ปรับเก่า"ที่เคยเสมอกันมา วิโต้ อันตูเฟอร์โม่(โดนน๊อคยก 5)รวมทั้ง"ไอ้สัตว์ป่า"จอห์น มูกาบี้ ก็โดนแฮกเลอร์น๊อคตาตั้งในยกที่ 11
...ไฟ้ท์สุดท้ายในการชกอาชีพของแฮกเลอร์ คือการขึ้นป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 13 กับ "ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด" ยอดมวยซุปเปอร์สตาร์คนดัง ที่เพิ่ง"คัมแบ็ค"กลับมาเมื่อ 6 เม.ย.ปี 1987 ผลการชกจบลงด้วยความพ่ายแพ้แบบไม่เป็นเอกฉันท์ของแฮกเลอร์ จากนั้นเจ้าตัวก็พยายามติดต่อขอแก้มือ แต่เลียวนาร์ด"เลี่ยงฮุ้น" ไม่ยอมชกด้วยท่าเดียว ผลที่สุด"จอมโล้น"เบื่อเหลือทน เลยประกาศแขวนนวมอย่างเด็ดขาด หันไปลงทุนสร้างหนังแล้วนำแสดงเอง ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่หมอก็ใจแข็งไม่ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง ด้วยการกลับมาชกอีกเลย...
...ปัจจุบัน "มาเวลลัส" มาร์วิน แฮกเลอร์ ยังคงแข็งแรงดีและโผล่หน้าตามงานสังคมวงการมวยอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ฐานะไม่อู้ฟู่เท่าไหร่ เพราะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยาที่แยกทางกันไป หลายกระตังค์ไม่ใช่เล่น กระนั้นเขาก็ยังอยู่ในความทรงจำของแฟนหมัดมวยอยู่เสมอ ในฐานะอดีตยอดมวยรุ่นมิดเดิลเวท ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตลอดกาลคนหนึ่ง
...ส่วนสถิติการชกอาชีพของแฮกเลอร์นั้น รวมทั้งสิ้น 67 ครั้ง ชนะ 62 แพ้ 3 เสมอ 2 ( 52 KO )

คลิ๊กเพื่อดูสถิติ



น๊อคเฮิร์นยกที่ 3


น๊อคมูกาบี้ยก 11


ไฟ้ท์สุดท้าย แพ้คะแนนเลียวนาร์ด


:เรื่อง:ได้รับอนุญาติให้เผยแพร่จากคุณ พูนเพชร เพชรใหม่ (บ.ก.นิตยสารโลกกำปั้น)




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2548 17:22:34 น.
Counter : 972 Pageviews.  

ร็อคกี้ มาร์เซียโน่ "หมัดภูผาหิน" ผู้ไม่เคยแพ้ใคร


ROCKY MARCIANO

"The Brockton Blockbuster"


.........ร็อคโก้ มาเชเกียโน่ คือชื่อ-สกุลจริงของ ร็อคกี้ มาร์เซียโน่ เกิดเมื่อ 1 ก.ย. 1924 จากครอบครัวชาวอิตาเลี่ยน ที่อาศัยในเมืองบร็อคตั้น แมสซาชูเสทท์ อเมริกา สมัยยังเป็นหนุ่มน้อยชอบเล่นเบสบอลมากกว่า ด้วยร่างกายช่วงบนที่แข็งแกร่งกำลังแขนเป็นเลิศ ทำให้เป็นแคชเชอร์ระดับดาวรุ่งของทีมเยาวชนเมืองบร็อคตั้น แต่ด้วยความป็นคนเลือดร้อน จึงมักมีเรื่องไล่จวกคู่แข่งขันบ่อยครั้ง จนเป็นที่เอือมระราของโค้ช ไอ้หนุ่มร็อคกี้จึงถูกเฉดหัวออกจากทีมในวัยแค่ 18 ปี หมดใจจะเอาดีทางด้านนี้ไปเลย
..หนุ่มร็อคกี้ ถูกเกณฑ์ทหารเพื่อไปร่วมรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และที่กองทัพบกนี่เอง กลายเป็นจุดหักเหครั้งสำคัญ เมื่อเขามีโอกาสลงแข่งขันมวยสมัครเล่นระหว่างกรมกอง ถึงแม้จะมาฝึกฝนกีฬาตะบันหน้าคนเอาเมื่ออายุเฉียดๆ 20 ปี ทำให้ขาดเบสิคไปบ้าง แต่หนุ่มร็อคกี้ก็มีสิ่งชดเชยที่เหนือกว่า นั่นก็คือ ความแข็งแกร่งทางกายภาพ หัวจิตหัวใจที่ห้าวหาญและที่เหนืออื่นใด นั่นก็คือ พลังกำปั้นขวาที่รุนแรงประดุจดินระเบิด
...หลังปลดประจำการแล้ว ร็อคกี้หันมาเอาดีทางมวยสมัครเล่นโดยขึ้นชกในรายการ"นวมทอง"แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขนาดรูปร่างที่เตี้ยล่ำ สูงเพียงแค่ 5 ฟุต 10 นิ้วเศษ แถมช่วงขกสั้นเต่อแค่ 67 นิ้ว(สั้นที่สุดในบรรดาแช้มป์โลกรุ่นยักษ์ จากอดีตถึงปัจจุบัน)ขึ้นชกกับใครถ้าต่อยไม่ลงก็แพ้อยู่ร่ำไป ร็อคกี้จึงตัดสินใจถอดเสื้อกล้ามทิ้ง ด้วยจำนวนสถิติไม่ถึง 10 ไฟ้ท์
...ในการชกอาชีพไฟ้ท์แรกที่บ้านเกิด หนุ่มร็อคกี้ เอาอีขวาทิ่มกระโดงคาง ลี เอ็ปเปอร์สัน หงายท้องแค่ยกแรก จึงไปเข้าตา จีน คัจจิอาโน่ นักธุรกิจหมัดมวยเล็กๆ เขาจึงชักชวนร็อคกี้พร้อมเพื่อนสนิท อัลลี่ โคลัมโบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ ออกไปปักหลักหารายการชกที่โร้ดไอซ์แลนด์ โดยคัจจิอาโน่ผู้จัดการคนแรก ติดต่อโปรโมเตอร์ย่านนั้นให้ช่วยจัดร็อคกี้ขึ้นชกอย่างสม่ำเสมอ จนสถิติในช่วงปี 1984-1989 ไอ้หนุ่มหมัดหนักจากบล็อคตั้น โชว์ฟอร์มขึ้นสังเวียนชนะรวดถึง 21 ไฟท์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการถลุงคู่ต่อสู้ถึงม่อยกระรอกซะ 20 ราย จนตอนนี้ร็อคกี้เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้าง แต่ดันไปแตกคอกับ คัจจิอาโน่ เมื่อหนุ่มร็อคกี้รู้ว่าผู้จัดการตัวแสบอมเงินค่าตัวของเขา จึงคอนเวิรส ทางใครทางมัน โดยร็อคกี้ย้ายมาเซ็นต์สัญญากับ อัล เวลส์ ผู้จัดการมีระดับ ซึ่งให้คำมั่นว่าจะปลุกปั้นเขาสู่บัลลังค์โลกอย่างจริงจัง
...เมื่อมาอยู่กับ อัล เวลส์ ผู้จัดการมืออาชีพ ร็อคกี้ได้พัฒนาการชกไปอีกระดับ โดยได้เทรนเนอร์มือฉมัง ชาลี โกลด์แมน มาช่วยปรับเชิงชก ท่ายืน ฝึกการจู่โจมจากวงนอกด้วยหมัดเด็ดที่หวังผลในหมัดเดียว เพื่อชดเชยกายภาพที่เตี้ยตันงุ่มง่ามและช่วงชกที่เสียเปรียบคู่ต่อสู้ ร็อคกี้จึงดีวันดีคืน สร้างสมสถิติชัยชนะต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะไฟ้ท์ที่ลือลั่นสุดๆ คือการขึ้นพิสูจน์ฝีมือกับ โรแลนด์ ลา สตาร์ซ่า ดาวโรจน์เชิงจัด สถิติสวยหรู ไม่เคยแพ้ใครมาเช่นกัน เป็นคู่นำรายการที่เมดิสันสแควร์การ์เด้น ต้นปี 1950 เกมส์การชกเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้น โดยร็อคกี้โดน สตาร์ซ่า ดักต่อยจนแทบไม่เป็นองค์ในยกต้นๆ แต่อาศัยหัวใจอย่างหนาเดินบดเบียด จนดาวรุ่งจอมฝีมือจากนิวยอร์ค เริ่มหมดแรงในยกท้ายๆโดนตะบันจนงอมไปเหมือนกัน ครบสิบยก ร็อคกี้ได้รับการชูมือ ชนะคะแนนไปแบบหวุดหวิดสิ้นดี
...การพิชิตชัยเหนือคู่แข่งบารมีตัวฉกาจอย่าง ลา สตาร์ซ่า ส่งให้ชื่อของร๊อคกี้ทะยานขึ้นไปติดอันดับรองแช้มป์โลก แต่กระนั้นกว่าจะได้โอกาสขึ้นชิงตำแหน่ง ไอ้หนุ่มกำปั้นหนักจากบร๊อคตั้น ก็ต้องอุ่นเครื่องครั้งแล้วครั้งเล่ารอคอยจังหวะอยู่ถึงสองปีเศษ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ ไฟ้ท์ที่เพิ่มเครดิตให้ร๊อคกี้อย่างเอกอุ ได้แก่หนที่ไล่ถลุง "โจ หลุยส์" อดีตแช้มป์ผู้ยิ่งใหญ่พ่ายน๊อคไปอย่างสิ้นสภาพในยกที่ 8 ซึ่งตัวของร๊อคกี้ยอมรับว่าเป็นการชกที่เขาต้องฝืนใจอย่างมาก เนื่องจาก โจ หลุยส์ คือฮีโร่นับตั้งแต่วัยเด็กของตน ทว่าเมื่อหนทางบนสังเวียนถูกกำหนดมาเช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้....23 ก.ย. 1952 เจ้าของมงกุฎโลกรุ่นเฮฟวี่เวทขณะนั้น "เจอร์ซี่ โจ วัลค็อทท์" ตัดสินใจเลือกร๊อคกี้เป็นผู้ท้าชิง โดยมีสนาม มูนิซิพัล สเตเดี้ยม ในเมืองฟิลาเดลเฟียเป็นสมรภูมิทำศึก
...12 ยกเต็มสำหรับการชกไฟ้ท์นี้ ผู้ท้าชิงหนุ่มโดน"เสือเฒ่า"วัยสี่สิบสองใช้ความเจนจัดดักต่อยอยู่แทบจะข้างเดียว คะแนนแทบไม่เห็นฝุ่น แต่ในต้นยกที่ 13 นี้เอง...ปาฏิหารก็บังเกิดขึ้น เมื่อหมัดขวาภูผาหินแผลงฤทธิ์จับเป้าได้จังๆเป็นครั้งแรก โดยลั่นเปรี้ยงเข้าปลายคางของวัลค็อทท์ หมัดเดียวเห็นผล...เสือเฒ่าเจ้าของตำแหน่งหัวทิ่มลงไปพังพาบกับผืนผ้าใบลุกไม่ขึ้น พ่ายน๊อคไปอย่างเหลือเชื่อ!!
...ร๊อคกี้ มาร์เซียโน่ กลายเป็นแช้มป์เฮฟวี่เวทคนใหม่ ขณะมีวัย 29 ปีบริบูรณ์ พร้อมกับเปิดตำนานแห่งยุคสมัยของตน ด้วยการขึ้นป้องกันตำแหน่งได้ถึง 6 ไฟ้ท์ เริ่มจากการเปิดโอกาสให้ วัลค็อทท์ แก้มือ ซึ่งหนนี้"หมัดภูผาหิน"ให้เวลาอดีตแช้มป์คู่ปรับเก่ายืนอยู่บนสังเวียนแค่ 2 นาทีเศษของยกแรกเท่านั้น ก่อนจะเปิดเกมส์โหดถล่มวัลค็อทท์พ่ายน๊อคไปอย่างง่ายดายสิ้นสงสัยกันไปเลย..ส่วนผู้ท้าชิงรายที่สอง ก็ไม่ใช่ใคร"โรแลนด์ ลา สตาร์ซ่า"อดีตคู่แข่งบารมีสมัยยังเป็นดาวรุ่งด้วยกันนั่นเอง ซึ่งฉากการต่อสู้ก็ไม่ผิดไปจากหนแรกเท่าไหร่เพราะ ลา สตาร์ซ่า ใช้เชิงชกที่ปราดเปรียวโฉบทำแต้มอยู่ในช่วง 6 ยกแรก แต่พอร๊อคกี้ตั้งตัวติด ก็เดินไล่อัดเป้าใหญ่จนผู้ท้าชิงอ่อนระโหย ก่อนจะเผด็จศึกได้อย่างเฉียบขาดในยกที่ 11
...ปี 1954 เอซซาร์ด ชาร์ลส์ อดีตแช้มป์โลกผู้เสียตำแหน่งให้กับ วัลค็อทท์ ถูกเลือกมาเป็นผู้ท้าชิงรายต่อไปซึ่ง"ไอ้งูเห่าซินซิเนติ"คายพิษด้วยการตะบันร็อคกี้จนหน้าตาพังยับเลือดท่วม แต่เจ้าของตำแหน่งอาศัยหัวใจและความหนุ่มแน่น เดินหน้าลุยแหลกจนเอาชนะแต้มได้หวุดหวิดเมื่อครบ 15 ยก จึงต้องมีไฟ้ท์"รีแม็ทช์"ในอีก 3 เดือนต่อมา แต่ดูเหมือนหนนี้ชาร์ลส์กลับดูแหยงๆ พิษหมัดภูผาหินจนไม่กล้าบวกแลกด้วยเหมือนครั้งแรก พอถึงยก 8 ร๊อคกี้เดินหน้าไล่ถล่มอย่างต่อเนื่อง จนอดีตแช้มป์รุ่นพี่ถอดใจยอมทิ้งตัวพ่ายน๊อคไปแต่โดยดี
..มาถึงการป้องกันครั้งที่ 5 ดูจะสบายกว่าทุกครั้งเพราะ ดอน ค็อกเคล ผู้ท้าชิงชาวอังกฤษไม่มีพิษร้ายอะไรมากนัก ร๊อคกี้ชนะน๊อคในยกที่ 9 จากนั้นก็มาถึงคิวของ อาร์ชี่ มัวร์ เจ้าของตำแหน่งรุ่นไลท์เฮฟวี่เวทที่ก้าวข้ามรุ่นมาท้าชิง การชกหนนี้มีขึ้นเมื่อ 21 ก.ย.1955 ณ สังเวียนแยงกี้สเตเดี้ยมในนิวยอร์ค อาร์ชี่ มัวร์ สร้างความตกตะลึงให้กับแฟนมวย โดยฉวยจังหวะช่วงยกต้นๆที่ร๊อคกี้เครื่องยังไม่ร้อน ตะบันเอาแช้มป์โลกขวัญใจคนขาว ร่วงลงไปนับยาวได้หนหนึ่ง แต่ครั้นไม่สามารถเช็คบิลได้ มัวร์จึงถูกร๊อคกี้กลับมาไล่ทวงเอาคืนอย่างเจ็บปวด จนถึงยกที่ 9 หมัดเด็ดจากเจ้าของตำแหน่งก็ยุติการชกหนนี้ลง ด้วยการน๊อคเอ๊าท์อีกเช่นเคย...
..ดูเหมือนว่าขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังไปได้สวย ร๊อคกี้ มาร์เซียโน่ กลายป็นแช้มป์โลกเนื้อหอมอายุเพิ่งจะ 30 ปี มีเวลาเก็บเกี่ยวความสำเร็จได้อีกหลายปี ความนิยมก็พุ่งสู่จุดสูงสุดขึ้นสังเวียนแต่ละครั้งเรียกผู้ชมได้ล้นหลาม โดยเฉพาะในยุคนั้นกำลังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่เริ่มจะก้าวเข้ามาสู่วงการมวย จนมีการคาดหมายกันว่า ร๊อคกี้ อาจจะเป็นนักมวยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำค่าตัวจากการชกต่อไฟ้ท์ได้ถึง 1 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ในเรื่องส่วนตัวก็ไม่มีปัญหา ครอบครัวของร๊อคกี้ซึ่งประกอบไปด้วย "บาร์บาร่า"ภรรยา,ลูกสาว 2 คนและลูกชาย 1 คน ทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่แล้ว...ร๊อคกี้ มาร์เซียโน่ ก็สร้าง"เซอร์ไพร้ส์"ด้วยการประกาศสละตำแหน่งและแขวนนวมอย่างเด็ดขาดในปี 1955 นั่นเอง...
...ชีวิตของ ร๊อคกี้ มาร์เซียโน่ ภายหลังแขวนนวมเป็นไปอย่างปกติสุข เขายังมีรายได้จากการเดินสายไปปรากฏตัวตามงานสังคม และถูกเชิญไปเล่าเรื่องตำนานชีวิตแช้มป์โลกผู้ไม่เคยแพ้"ให้ผู้คนที่สนใจรับฟังอยู่เสมอ จนเมื่อ 31 ส.ค.1969 ก่อนจะมีอายุครบ 46 ปีเพียงวันเดียว ร็อคกี้กับบาร์บาร่าผู้ภรรยาและแมรี่แอนน์ ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งกำลังเดินทางด้วยเครื่องบิน
เล็กส่วนตัวจากนิวยอร์คไปชิคาโก้ ประสบอุบัติเหตุตกที่เมืองนิวตั้น รัฐไอโอว่า ทั้งสามคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกยิ่งไปกว่าการประกาศแขวนนวมเมื่อ 14 ปีก่อนของเขาด้วยซ้ำ
....จนถึงทุกวันนี้เกียรติประวัติ"ยอดมวยผู้ไม่แพ้"ของ ร๊อคกี้ มาร์เซียโน่ ก็ยังไม่มีใครทำลายได้ ด้วยสถิติชนะรวด 49 ไฟ้ท์ ชนะน๊อค 43 ครั้งทำให้แฟนมวยรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยเชื่อมั่นว่าร๊อคกี้คือนักมวยที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ขณะที่แฟนมวยรุ่นใหม่ก็ให้ความชื่นชม จนแม้กระทั่งเมื่อมีการสร้างภาพยนต์ก็ใช้นักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทเป็นตัวเอก ซึ่งใช้ชื่อว่า"ร๊อคกี้"รวมทั้งมีคุณลักษณ์หลายประการที่ถอดแบบมาจาก"ไอ้หมัดภูผาหิน"ตัวจริง ยิ่งขับเน้นความเป็นอมตะของ"ตำนานร๊อคกี้"ให้เจิดจ้าไม่มีวันดับตลอดกาล.....


คลิ๊กเพื่อดูสถิติ



ไฟ้ท์ที่เจอกับ เจอร์ซี่ โจ วัลค็อทท์


ชนะน๊อค โจ หลุยส์


กิ๊ฟเซ็ทชุดนี้ 59.99 U$ แพงไม่ใช่เล่น


:เรื่องทั้งหมดจากนิตยสารโลกกำปั้น ฉบับที่ 32 เดือนสิงหาคม 2544




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2548 17:21:19 น.
Counter : 2481 Pageviews.  


ยำขาหมูทอดกรอบ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




RINGSIDE ZONE
Zone Of Boxing มาร์ลโบโร่ ซิปโป้ ดาวแดง กับ คู่มวยสุดมันส์
Friends' blogs
[Add ยำขาหมูทอดกรอบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.