โซฟา kivik ikea

ผมมีโอกาสได้ไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ ikea มาวางที่ออฟฟิศภรรยาเลยเลือกรุ่นที่มันดูเหมาะกับออฟฟิศของภรรยาเลยได้รุ่น kivik มาเป็นรุ่นยอดนิยมครับสามารถถอดผ้าออกมาซักได้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ ikea เค้าลดราคาของรุ่น 3 ที่นั่งลงมาเหลือเท่ากับราคารุ่น 2 ที่นั่งเลยเลือกซื้อรุ่นนี้ครับ
เปิดกล่องออกมามีทั้งหมด 4 ชิ้นใหญ่ๆครับคือพนักพิง เบาะรอง และเท้าแขน 2 อัน

เริ่มแรกเราต้องเอาส่วนที่เป็นพนักพิงกับส่วนที่เป็นฐานเบาะรองนั่งมาประกอบเข้าด้วยกันก่อน

ซึ่งจะมีรูน๊อตมาให้พร้อม

รูน๊อตถูกยึดด้วยแม๊กลมง่ายๆแต่แข็งแรงดีบางส่วนของฐานเป็น mdf บางส่วนก็เป็นไม้สน

สปริงเบาะถูกยึดเข้ากับไม้สนโดยใช้ตัวเกี่ยวเป็นพลาสติก ไม่รู้อายุการใช้งานจะยาวสักเท่าไหร่นิ๊

ไม้สนจะถูกต่อกันด้วยแม๊กลมและตะปูเกลียวปล่อยสีดำ

ส่วนจุดเชื่อมต่อระหว่างโครงกับผ้าจะใช้ตีนตุ๊กแกโดยตีนตุ๊กแกจะใช้แม๊กลมยึดติดกับโครงไม้สน

ผ้าที่นำมาหุ้มสปริงอีกทีโดยจะมีใยสังเคราะห์อยู่ใต้ผ้าอีกทีเพื่อเพิ่มความนุ่ม

ขาโซฟาเป็นขาพลาสติกหล่อขึ้นรูปดูแข็งแรงดี

น๊อตต่างๆที่มีมาให้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ

มีใบบอกวิธีการต่อและบอกจำนวนของอะไหล่ที่มีมาให้ด้วย นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการไขมาด้วย

เมื่อเชื่อมส่วนเบาะนั่งและพนักพิงหลังเสร็จแล้วก็จะมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้จ๊ะ

การเชื่อมก็แค่เอาน๊อตตัวผู้แทงทะลุจากด้านบนลงไป

ส่วนด้านล่างก็แค่เอาน๊อตตัวเมียมาพร้อมแหวนรองมาใส่เอาไว้

จากนั้นก็เอาบล็อคที่ ikea แถมมาในชุดมาขันๆๆ

หมุนให้แน่นๆพอตึงมือเป็นใช้ได้

เมื่อขันเสร็จแล้วก็เอาผ้าที่ซื้อมาติดตรงแนวที่กำหนดไว้โดยจะต้องดึงผ้าให้ตึง

แล้วรั้งผ้าข้ามมาอีกด้านของโซฟาแล้วก็ดึงให้ตึงๆ

เมื่อดึงครบทุกด้านก็จะได้ผ้าคลุมพนักพิงแบบนี้ครับ

เอาผ้ามาคลุมพนักพิงแขนต่อหลักการเดียวกันครับคือดึงผ้าให้ตึงๆจากด้านนึงไปอีกด้านนึง

จากนั้นก็เอาพนักพิงแขนมาประกอบเข้ากับส่วนเบาะนั่งและพนักพิงหลังโดยใช้น๊อตที่ ikea ให้มา

เอาผ้ามาคลุมส่วนที่เป็นเบาะแล้วนำไปวางบนโซฟาก็เป็นอันเสร็จพิธี การประกอบโซฟา ikea  รุ่น kivik นี้ค่อนข้างง่ายมาก ง่ายกว่าการประกอบตู้มาตรฐานของ ikea อีกครับเสียแต่ว่าโซฟานี้มาในกล่องที่หนักมากๆตอนที่ไปซื้อจำเป็นที่จะต้องไปอย่างน้อย 2 คน ถ้าคุณไม่ใช่นักยกน้ำหนักครับ




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2557    
Last Update : 28 ธันวาคม 2557 21:46:13 น.
Counter : 10206 Pageviews.  

ติดตั้งพื้นไม้เทียม conwood 2

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาปีกว่า แบบพื้นไม้conwoodที่ทาสีไว้ก็ถูกตากแดดตากฝนมานานพอควร ไม่น่าเชื่อว่าผมจะรอมันมาได้ตั้งปีกว่า(จริงๆแล้วผมก็วางมันไว้ตรงทางเดินนั่นแหล่ะแต่ด้วยความที่แบบมันหนักเลยยังไม่หาย)เพื่อพิสูจน์คุณภาพของพื้นไม้เทียม ลองมาดูกันให้เห็นจะจะเลยว่าสภาพเป็นเช่นไรบ้าง
ดูจากเหล็กที่เป็นฐานของพื้นไม้conwood แล้วบอกได้เลยว่านาน สนิมจับเกรอะเชียวเ(เพราะไม่ได้ทาสีกันสนิมกับสีไว้ไม่นึกว่าจะทิ้งไว้นานขนาดนี้) บนแผ่นconwood จะเห็นรอยสีหยดเป็นจุดๆ เนื่องจากปีที่ผ่านมาบริเวณที่วางแบบอยู่มีการทำโครงหลังคาและทาสีกันสนิมที่โครงหลังคา สีกันสนิมบางส่วนหยดลงมาโดนเลยเห็นเป็นจุดๆครับ แผ่นแรกคือแผ่นซ้ายสุดครับ จริงๆแล้วสภาพสีผมว่าไม่แตกต่างจากที่ทำเสร็จเท่าไหร่ครับ เพียงแต่มีฝุ่นเพิ่มขึ้นมาและหยดสีที่หกใส่เท่านั้นเอง

แผ่นแรกเห็นสีตรงยาแนวรอยตะปูชัดขึ้นแต่ยังไงแผ่นแรกก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจครับผมสนใจเพียงแผ่นที่ 4 กับ 6

แผ่นที่ 4 ครับ แผ่นที่ทาสีรองพื้นและใช้สี fiber cement สภาพยังคงเหมือนเดิมไม่เห็นแนวโป๊วหัวตะปูเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนสีบนแผ่นไม้ไฟเบอร์กับสีบนโป๊วก็เปลี่ยนไปเหมือนกันจึงสังเกตไม่เห็นความแตกต่าง

ถ่ายมุมสูงให้ดูอีกรูปครับเรียงลำดับแผ่นแรกซ้ายมือและแผ่นสุดท้ายแผ่นที่ 6 ขวามือสุด

แผ่นที่ 6 แผ่นที่ไม่ได้ทารองพื้นครับ เห็นว่าสีตรงแผ่นไม้กับสีตรงรอยโป๊วจระเข้เริ่มเกิดความแตกต่างของสีตรงแนวโป๊วเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนในขณะที่สีไม้บริเวณอื่นยังคงสภาพสีเดิม ผมลองใช้เกรียงโป๊วสีขูดบริเวณสีกันสนิมพบว่าทั้งหยดสีกันสนิมและทั้งสีไม้ประดู่ที่ทาไว้หลุดออกมาทั้งหมดครับ แสดงว่าสีที่ทาไม่ได้กันรอยขีดข่วนครับแต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับแค่ทาสีทับก็ยุติปัญหารอยขีดข่วนได้แล้วไม่จำเป็นต้องใช้สีที่แข็งกันรอยขีดข่วน ราคาต่างกันมากครับ ถ้าเดินปกติผมว่าขั้นต่ำ 5 ปี ถึงจะได้ทาใหม่

fiber cement ไม่กันการกระแทกครับจะเห็นว่าตรงขอบมุมของแผ่นเวลาโดนกระแทกมันจะแตกออกเป็นชิ้นบางๆหลุดไปพร้อมกับสีทำให้เนื้อไฟเบอร์ข้างใน

ผมลองเอาทินเนอร์มาถูกะว่าจะเช็ดรอยสีกันสนิมได้ ปรากฎว่าที่หลุดคือสีไม้ ส่วนสีกันสนิมที่เป็นหยดยังติดแน่นเหมือนเดิมครับ

จะมีรองพื้นหรือไม่มีรองพื้นถ้าเจอทินเนอร์สีก็หลุดเหมือนกันครับ
สรุปน๊ะครับ จากการที่ผมทดสอบมาประมาณปีกว่าพบว่า
1 สิ่งที่จะใช้โป๊วหัวตะปูต้องเป็นปูนยาแนวสีซีเมนต์เท่านั้น
2ถ้าอยากให้สีที่หัวตะปูไม่เปลี่ยนต้องใช้สีรองพื้น bager และตามด้วยสี aqua cement
3ถ้าอยากประหยัดและเน้นความคุ้มค่าไม่ต้องทาสีรองพื้นแต่ใช้สี aqua deck เมื่อเวลาผ่านไปจะเห็นแนวสีตรงหัวตะปูแตกต่างเล็กน้อย 
จริงๆแล้วความแตกต่างเล็กน้อยของสีตรงหัวตะปู มันกลับทำให้ดูเหมือนไม้ยิ่งขึ้นด้วยซ้ำที่เห็นแนวตะปู ^^




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2557 22:36:21 น.
Counter : 1538 Pageviews.  

ติดตั้งพื้นไม้เทียม conwood 1

เนื่องจากที่บ้านจะทำระเบียงไม้เทียม ผมเกิดความไม่แน่ใจในหลายๆอย่างว่าถ้าทำออกมาแล้วพื้นจะหักไม๊ การซึมน้ำจะเป็นอย่างไร สีจะทนไหม ทำออกมาแล้วมันจะเหมือนไม้จริงไหม จึงเป็นที่มาของการทำตัวจำลองพื้นไม้เทียม conwood นี้ครับ จริงๆแล้วผมค่อนข้างที่จะไม่พอใจกับสินค้ายี่ห้อนี้เพราะที่บ้านเคยติดระแนงไม้บังตายังไม่ถึงปีหัวแผ่นก็แตกกันระนาวแต่ให้ตายสิครับไม่น่าเชื่อว่าในตลาดไฟเบอร์ซีเมนต์เนี่ยไม่มียี่ห้อไหนทำลายไม้มาได้เหมือนไปกว่ายี่ห้อนี้เลยจำใจต้องใช้ยี่ห้อนี้ครับ(ผมเข้าใจว่าติดลิขสิทธิ์เลยทำให้ยี่ห้ออื่นไม่สามารถเลียนแบบให้เหมือนได้ครับ)

ผมไปซื้อพื้นไม้คอนวูดจากโฮมโปรมาเชื่อไหมครับที่โฮมโปรขายถูกกว่าร้านขายวัสดุครับสำหรับสินค้าตัวนี้ หน้ากว้าง 12 นิ้ว ยาว 305 ซม. แผ่นนี้เซาะร่องระยะ 6 นิ้ว ราคา 599 บาท ต่อแผ่นซึ่งจะเท่ากับประมาณ 1 ตรม.


ซื้อเหล็กตัวซี ขนาด 75x45x15 หนา 2.3 มิลมาทำเป็นโครงครับ


ระยะตง 30 ซม. ตามที่คอนวูดกำหนด


ใช้แผ่นตัดปูนสำหรับตัดแผ่นคอนวูดครับ


ประยุกต์เอาเหล็กฉากมาทำเป็นแท่นตัดยกให้แผ่นคอนวูดลอยเหนือขึ้นมาจากพื้นครับ


เศษที่ตัดออกมาเหมือนกระดาษเลยครับ ฝุ่นเพียบเลย


หลังจากตัดแล้วก็นำมาวางบนโครงที่เตรียมไว้


ใช้ดอกสว่าน 2 ขนาดในการเจาะรูครับใช้ดอกสว่านขนาด 5/16 เจาะนำก่อน แล้วค่อยตามด้วยดอกสว่านตัวเล็กที่เล็กกว่าสกรูเล็กน้อยเพื่อให้สกรูทะลุเหล็กได้ง่ายขึ้น


หลังจากเจาะเสร็จก็จะได้รูลักษณะนี้

ใช้ปากกาตัวซีจับแบบไว้กันเคลื่อนครับ


พอเจาะสรูทะลุพื้นไฟเบอร์ซีเมนต์และเหล็กเสร็จก็จะเป็นแบบนี้ครับ


หัวสกรูจมลงไปในแผ่นประมาณ ครึ่งเซนต์เห็นจะได้


จากนั้นก็ทำการโป๊วครับผมลองใช้ตัวโป๊ว 2 ชนิดครับอย่างแรกคือ acrylic filler ของ bager อันนี้พนงขายที่โฮมโปรแนะนำมาเค้าแถมพลาสติก 3 เหลี่ยมมาเพื่อช่วยในการโป๊ว ส่วนเกรียงอันเล็กๆนั่นซื้อแยกต่างหากมาครับ

โป๊วออกมาแล้วก็จะได้ประมาณนี้ครับ ผมว่างานโป๊วนี่มันยากเหมือนกันครับเพราะมันจะไม่ค่อยลงไปในร่องและมันจะติดเกรียงโป๊วเวลาที่เราไม่อยากให้มันติดหน่ะครับ

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการโป๊วเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทางคอนวูดแนะนำมาครับมันคือปูนยาแนวนั่นเองเค้าแนะนำยี่ห้อจระเข้

สีเทาธรรมชาติเหมือนกับสีปูนจ๊ะ


ความยากในการโป๊วพอพอกับอันแรกแต่พอโป๊วออกมาแล้วขัดด้วยกระดาษทรายเสร็จมันดูเนียนไปกับพื้นมากๆ มองผ่านๆเกือบไม่เห็นรอยโป๊วเลยครับ



จากนั้นผมลองทาสีรองพื้นที่ทางพนงที่โฮมโปรแนะนำมา ตัวรองพื้น b-1900 


ทาไปแล้วเป็นสีขาวๆครับเหมือนมีพลาสติกเคลือบเป็นเส้นๆแนวลายไม้


หลังจากรอ 3 ชม ก็เริ่มลงสีเลยครับ ใช้สีที่ได้รับการแนะนำมาจากหลายๆท่านในกระทู้ pantip นั่นคือ Bager Aqua deck
ผมได้ศึกษาและถามความเห็นของกูรูหลายๆท่านในกระทู้ pantip และได้พบว่าสี Bager Aqua deck นี่น่าจะเหมาะสมที่จะใช้ทาพื้นไฟเบอร์ซีเมนต์มากที่สุดในขณะนี้ ทั้งด้านความทนและความเหมือนไม้ สีที่ผมเลือกคือสีไม้ประดู่ครับ ตอนแรกที่เข้าไปดูในเวปของ Bager พบว่าถ้าจะทาฝ้าหรือระแนงควรใช้ Bager Aqua Stain แต่ถ้าทาพื้นก็ให้ใช้ Bager Aqua Deck แต่พอไปถึงที่ร้านบอกว่าจะเอา Bager Aqua Deck จนท.กลับเอากระป๋องนี้มาให้ข้างๆกระป๋องก็เขียนอยู่ว่า Stain ไม่ใช่ Deck แต่คุณจนท.บอกว่ามันคือ Deck แถมชี้สติกเกอร์ที่ทาง HP แปะไว้ที่เขียนว่า Deck มาให้ดูเราก็เลยต้องเชื่อว่ามันเป็น Deck หวังว่ามันจะเป็น Deck น๊ะ


ผมทาสีรองพื้นเพียง 3 แผ่นครับ คือแผ่นที่ 1 3 4 (นับจากทางซ้ายมือน๊ะครับ) แผ่นที่ 1 2 ผมใช้โป๊วอะครีลิคของ beger ส่วนแผ่นที่ 3 4 5 6 ผมใช้โป๊วของจระเข้(จริงๆมันคือปูนยาแนวนั่นเอง)ครับ


แผ่นแรกโป๊วอะครีลิคพอทาสีรองพื้นมันก็จะมองไม่ค่อยเห็นจุดหัวสกรูครับเพราะสีรองพื้นมันเป็นสีขาวพอทาไปแล้วมันก็จะกลืนๆกันไปแต่จะเห็นว่าโป๊วอะครีลิคมีการยุบตัวทั้งๆที่โป๊วทับไป 2 ครั้งแล้ว


แผ่นที่สอง โป๊วอะครีลิคเหมือนกันครับแต่ไม่ได้ทาสีรองพื้น เห็นจุดที่โป๊วเลยครับ อันนี้รับบ่ได้เด้อ


แผ่นที่ 3 ครับ โป๊วด้วยจระเข้และทารองพื้นครับเนียนมากๆจุดที่โป๊วก็ไม่มีการยุบตัว
แผ่นสุดท้ายที่ไม่ได้ทาสีรองพื้นใช้ปูนยาแนวจระเข้และทาสี Beger Aqua Deck ออกมาเนียนมากๆเหมือนๆกับที่หลายท่านในเวป pantip แนะนำเลยว่าสีตัวนี้เด็ดจริงๆ

ผมได้ซื้อสี Bager fiber cement จนท.บอกว่าใช้ทา ไฟเบอร์ซีเมนต์โดยตรงเลยผมเลือกสีไม้ประดู่เหมือนกัน จากนั้นก็เอามาทาที่แผ่นที่ 4 5 เมื่อนำมาเรียงกันก็จะสรุปได้ดังนี้ครับ
แผ่นที่ 1 โป๊วด้วย อะครีลิค ทาสีรองพื้น สี Aqua
แผ่นที่ 2 โป๊วด้วย อะครีลิค ไม่ได้ทาสีรองพื้น สี Aqua
แผ่นที่ 3 โป๊วด้วย จระเข้ ทาสีรองพื้น สี Aqua
แผ่นที่ 4 โป๊วด้วย จระเข้ ทาสีรองพื้น สี fiber cement
แผ่นที่ 5 โป๊วด้วย จระเข้ ไม่ได้ทาสีรองพื้น สี fiber cement
แผ่นที่ 6 โป๊วด้วย จระเข้ ไม่ได้ทาสีรองพื้น สี Aqua
หลังจากทาไปแล้ว 2 รอบแผ่นแรกเป็นอย่างที่เห็นเนี่ยครับ
แผ่นที่ 2 ทาไป 2 รอบแล้วก็ยังเห็นโป๊วอย่างชัดเจน

แผ่นที่ 3 ถ้าทาสีรองพื้นไปแล้วทาสี Aqua ผมว่ามันจะดูจืดไปหน่อยเห็นสีขาวที่อยู่ด้านหลังชัดไปนิ๊ดนึง
แผ่นที่ 4 ผมว่าแผ่นนี้เข้าตากรรมการมากเพราะไม่เห็นรอยโป๊ว และสีดูเหมือนไม้มาก แต่ถ้าดูในระยะประมาณ 10-20 ซม.จะเห็นเม็ดสีขาวปนกับสีไม้ประดู่
แผ่นที่ 5 จะเห็นว่ามีรอยด่างๆ ที่เกิดจากการที่น้ำมันที่มือไปติด ถ้าทาสีรองพื้นเราจะไม่เห็นไอ่รอยด่างๆนี่ครับแผ่นนี้ใช้สี fiber cement ดูแล้วจะเข้มกว่าสีของ Aqua deck

แผ่นที่ 6 ตามความเห็นผมผมว่าแผ่นนี้เหมือนไม้ที่สุดเป็นแผ่นที่ใช้สี Aqua deck แบบไม่ทารองพื้นครับ มีข้อเสียอยู่เพียงประการเดียวคือจุดที่ทำการโป๊วด้วยจระเข้ด้านขวาล่างจะเห็นว่ายังเห็นเป็นพื้นผิวที่แตกต่างกันอยู่


สรุป
เมื่อทาครบ 2 รอบแล้วนำมาเปรียบเทียบกันผมว่าที่เข้าตามีเพียง 2 แผ่นคือ แผ่นที่ 4 และแผ่นที่ 6 ครับ
แผ่นที่ 4 โป๊วด้วย จระเข้ ทาสีรองพื้น สี fiber cement ถ้ามองใกล้ๆจะเห็นเม็ดสีเป็นจุดๆอยู่ แต่จะไม่เห็นรอยโป๊วเลยเพราะถูกสีรองพื้นปิดทับหน้าไปแล้ว
แผ่นที่ 6 โป๊วด้วย จระเข้ ไม่ได้ทาสีรองพื้น สี Aqua สีเหมือนไม้มากการสะท้อนก็ยังเหมือนเลยครับ แต่จะเห็นรอยโป๊วอยู่
ลองเลือกเอาครับว่าจะชอบแบบไหน

หลังจากผ่านแดดผ่านฝนมา 2-3 วัน เริ่มทำให้เห็นความแตกต่างของสีระหว่าง Bager Aqua deck กับ Bager synotec fiber cement ไม้แผ่นนี้เป็นไม้แผ่นที่ 4 ครับ


ไม้แผ่นนี้เป็นไม้แผ่นที่ 5 จะเห็นว่าถ้าใช้สี fiber cement โดยที่ไม่ทาสีรองพื้นเมื่อแผ่นไม้ถูกแดด และฝนเพียงแค่ 2 วัน แผ่นพื้นก็เริ่มมีคราบสีขาวๆปรากฎ


ไม้แผ่นที่ 6 ที่ทาด้วยสี Bager Aqua deck โดยไม่มีการทาสีรองพื้น พบว่าสียังคงเหมือนเดิมอยู่แต่แนวรอยโป๊วจระเข้ ก็ยังเห็นอยู่เหมือนเดิมครับ


แสดงให้เห็นกันชัดๆว่าแผ่นที่ 4 และ 6 ยังคงสภาพเหมือนเดิมแต่แผ่นที่ 5 สีเริ่มด้านๆ




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2556    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2557 22:03:37 น.
Counter : 73494 Pageviews.  

Gabion wall model

หลายคนคงสงสัยว่า Gabion wall คืออะไร ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันคืออะไรแต่เมื่อไปค้นหาข้อมูลกำแพงที่จะใช้ทำบ้านที่ปากช่อง เห็นที่เมืองนอกหลายที่รวมทั้งเมืองไทยมีการใช้ลวดถักสร้างโครงให้กับกำแพงและวางหินเข้าไปข้างในลวดถัก ลองค้นๆข้อมูลดูถึงได้รู้ว่ามันเรียกว่า Gabion wall ซึ่งมันก็คือ กล่องลวดบรรจุหิน นั่นเอง(Gabion wall เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า กรงยักษ์(ข้อมูลจาก Wikipedia)) โดยปกติเค้าใช้สำหรับป้องกันน้ำเซาะชายฝั่งหรือป้องกันดินถล่ม 
ผมตัดสินใจว่าจะใช้ Gabion wall ทำเป็นรั้วบ้านที่ปากช่อง ค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอยู่หลายอาทิตย์เจอหลายวิธีที่ใช้สร้าง Gabion wall แต่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้ไหม ในแต่ละวิธีต่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน หลังจากค้นข้อมูลมาได้สักพักแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าวิธีที่คิดค้นขึ้นมันสามารถทำได้จริงไหม ภรรยา
ผมเลยออกความคิดว่าน่าจะลองจำลอง Gabion wall ขึ้นมาดู ว่าแล้วผมเลยไปหาอุปกรณ์ที่จะเอามาทำแบบจำลอง  
Gabion wall ที่ผมจะทำจริงขนาดคือ
ระยะระหว่างเสา 1.5 เมตร เสาคอนกรีตไอบีมขนาด 6 นิ้ว
ตะแกรงที่ใช้ทำเป็นกรงขนาด 4 นิ้ว*4 นิ้ว ลวดหนา 5 มิล
กำแพงสูง 2 เมตร
เมื่อทำเป็นแบบจำลองจึง descale ลงมาเหลือ 1 ใน 8 ตามขนาดตะแกรงที่หาได้ครับ
อุปกรณ์ต่างๆที่จะใช้จำลอง Gabion wall จะประกอบไปด้วย
ลวดเบอร์ 20 เพื่อใช้ในการผูกตาข่ายแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน

ลวดที่ถูกตัดออกมาเป็นเส้นๆแล้ว

แท่นไม้แทนฐานรากของพื้นคอนกรีต 
เสาไม้เหลี่ยมแทนแกนกลางของเสาคอนกรีตของ Gabion wall 
ตะแกรงกรงไก่ขนาดช่อง ครึ่งนิ้ว แทนตะแกรงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ขนาด 4 นิ้ว 
ความกว้างของ Gabion wall คือ 15 ช่อง และความหนาเท่ากับ 5 ช่อง เท่ากัน
ใช้ลวดเบอร์ 20 แทนลวดสเตนเลส เพื่อผูกตะแกรงกรงไก่เข้าด้วยกัน 

ก้อนหินเบอร์ 1 ที่จะนำมาใส่ในแบบจำลอง จริงๆอยากได้เบอร์ 2 ซึ่งใหญ่กว่านี้แต่หาไม่ได้ครับ

ไม้ที่จะนำมาใช้ยึดตะแกรงก่อนที่จะเรียงหิน เพื่อบังคับให้หน้าตะแกรงเป็นระนาบเดียวกัน ถ้าไม่ใช้ไม้ค้ำยันก่อนจะทำให้ตะแกรงกรงไก่หน้าไม่ได้ระดับหรือหน้าไม่เรียบนั่นเอง

เสาไม้ที่ถูกยึดด้วยน๊อตเกลียวปล่อยจาด้านล่างแผ่นพื้น

ใต้ฐานแผ่นพื้นยึดน๊อตเกลียวปล่อยให้จมลงไปต่ำกว่าระดับผิวหน้า

คีมที่ใช้ตัดลวด ปากด้านนึงต้องเรียบเสมอหน้า เวลาตัดลวดจะทำให้สามารถตัดได้เนี๊ยบ

คีมปากแบนช่วยในการบิดลวด

จิ๊กไม้ช่วยในการงอลวด ส่วนที่ใช้ยึดตะแกรงกรงไก่ทั้ง 2 ด้านเข้าหากัน


วิธีใช้คือวางลวดบนจิ๊ก

งอลวดให้แนบกับจิ๊กทั้ง 2 ด้าน

จะได้ลวดตามแบบเท่ากับระยะห่างของตะแกรงกรงไก่(ความหนาของ Gabion wall)คือ 5 ช่องพอดี จากการทดลองถ้ายิ่งใส่ลวดมากเท่าไหร่หน้าตะแกรงของ แบบจำลองก็จะเรียบเท่านั้น เพราะฉะนั้นลวดนี่อย่าประหยัดครับ


ภาพหลังจากมัดตะแกรงกรงไก่เข้ากับตะแกรงกรงไก่ด้วยกันและตะแกรงกรงไก่เข้ากับเสาไม้เสาไม้ด้วยลวด


ฐานล่างของแบบจำลองเมื่อยึดตะแกรงกรงไก่เข้าด้วยกันกับเสาและวางอยู่บนฐานไม้


มัดตะแกรงกรงไก่เข้าด้วยกันด้วยลวดเบอร์ 20หมุนซัก 2 เกลียวครึ่งก็พอครับ


มัดตะแกรงกรงไก่เข้ากับเสาไม้













หลังจากยึดทุกส่วนด้วยลวดแล้ว แนวบางส่วนยังไม่ค่อยตรงเท่าไหร่เนื่องจากตะแกรงกรงไก่เองค่อนข้างนิ่มและมีบางส่วนบิดงอมาตั้งแต่ต้นตอนที่ผมทำการตั้งตะแกรงแล้ว

ยึดไม้เข้ากับด้านหน้าของแบบจำลอง เพื่อบังคับหน้าสัมผัสของแบบจำลองให้เรียบเสมอ


จากมุมมองด้านในจะเห็นว่าด้านซ้ายหลังจากยึดแบบไม้เข้ากับแบบจำลอง ตะแกรงกรงไก่จะเรียบเสมอได้ฉาก ด้านขวายังไม่ได้ยึดเลยดูบวมๆโค้งๆ


มุมมองด้านบนของตะแกรงด้านขวาที่โป่งๆบวมๆอยู่ เอากันให้เห็นชัดๆ


หลังจากยึดแบบไม้เข้าไปแล้วเห็นว่าเรียบขึ้นมาทันตา ขอบด้านบนยังมีบวมๆอยู่บ้างแต่น้อยลงไปมาก และเมื่อเรากรอกหินขึ้นมาจนถึงระดับนี้แล้วเราจะยึดหน้าตะแกรงด้วยลวดอีกทีซึ่งจะทำให้ส่วนที่มันบวมๆตรงขึ้น


เมื่อได้ระนาบแล้วจึงเริ่มแขวนตะขอยึดหน้าตะแกรงกรงไก่ทั้ง 2 ด้านเข้าด้วยกันเพื่อให้ตะแกรงดึงกันเอง


มุมมองด้านบนเมื่อยึดตะแกรงด้วยลวดที่วัดและดัดระยะมาด้วยจิ๊กแล้ว


หลังจากยึดตะแกรงด้วยลวดแล้วจึงเริ่มเรียงหินเข้าไปข้างในตะแกรงกรงไก่




มุมมองด้านหน้าและด้านข้างตะแกรงหลังจากใส่หินเข้าไปข้างใน


มุมมองด้านบนหลังจากใส่หินเข้าไปถึงระดับหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มเกี่ยวตะขอเพิ่มที่ระดับความสูงของตะแกรงที่เพิ่มขึ้น


ไม้แบบที่ใช้ยึด 1 เส้น ควรยึดอย่างต่ำ 3 จุด เพื่อทำให้แนวตะแกรงได้ระดับ


มุมมองจากด้านบนเมื่อยึดไม้แบบเสร็จและกรอกหินลงไปที่ละชั้นและยึดด้วยลวดแล้ว




ช่องว่างระหว่างเสากับตะแกรงด้านหน้าจะมีระยะที่น้อยกว่าปกติต้องเลือกหินก้อนเล็กหน่อยเพื่อปกปิดเสาที่อยู่ด้านในตะแกรง


หากมองจากด้านหน้าจะมองไม่ค่อยเห็นเสาที่อยู่เป็นแกนกลางของ Gabion wall


ยึดลวดภายในแบบจำลองอย่างน้อยแถวละ 2 จุด ถ้าได้ถึง 3  จุดจะยิ่งดี และต้องยึดทุกๆความสูง 5 ช่อง ถ้าเป็น 4 ช่องก็จะยิ่งดี



หากยึดทุกจุดและมองจากด้านบนจะมองเห็นเป็นอย่างนี้

ถึงแม้เราจะยึดลวดไว้เยอะแต่เมื่อกรอกหินใส่เข้าไปแล้วก็จะมองไม่เห็นเพราะฉะนั้น ยึดลวดเยอะๆเลยครับเพื่อเรียบเนียนของหน้าสัมผัสของตะแกรง
ผมคาดว่ากำแพงตัวจริงน่าจะเริ่มสร้างประมาณ ต้นปี 2014 ถ้าถึงตอนนั้นแล้วจะเอาข้อมูลของ Gabion wall จริงๆมาให้ดูครับ






 

Create Date : 22 กันยายน 2556    
Last Update : 23 กันยายน 2556 9:52:21 น.
Counter : 5121 Pageviews.  

ตกแต่งหิน4


หลังจากผ่านการก่อสร้างมา 3 ปี ครึ่งในที่สุดก็เสร็จครับ เริ่มมีการหาของประดับตกแต่งเข้ามาครับ ผมได้ไปซื้อพวกแจกันตั้งพื้นที่ทำจาก Bronze หนักเกือบร้อยกิโล จากจตุจักร และสี่พระยา พยายามให้มันเข้ากับหินอ่อนกับเหล็ก wrought iron ตอนแรกมันก็ดูแปลกๆแต่พอดูๆไปมันก็ชินตาครับ


บันไดหลังจากขัดและทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วมองเห็นความหนาได้อย่างใจคิดเลย ทำให้ตัวลูกตั้งของบันไดดูเล็กไปถนัดตา 

หัวเสาบันไดที่เป็นจุดเริ่มของราวบันไดใช้เวลาในการค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตนานพอสมควรกว่าจะได้รูปแบบหัวเสานี้ออกมา


ราวบันไดเหล็กวางตัวอยู่บนหัวเสาบันไดและมีขั้นบันไดวิ่งทะลุผ่านรูปร่างโค้งมน



ฐานเสาบ้านพร้อมบัวทำจากโรงงาน เคยไปดูที่โรงงานมา ตอนแรกคิดว่าจะใช้เครื่องจักรทันสมัยเลเซอร์ยิงช๊วบๆ เอาเข้าจริงๆก็ มีแค่แท่นตัดกับลูกหมูเหมือนที่ช่างหราดทำนี่นา ทำไมเรียกว่าโรงงานหว่า แต่เอาเหอะ งานก็ออกมาเนี๊ยบพอสมควร แต่ราคาแพงกว่าให้ช่างมาทำหน้างาน

เสากลางบ้านที่พยายามลบเหลี่ยมมุมเสาออกตามหลักฮวงจุ้ย ดูๆ ทำไมมันไม่ค่อยเข้ากันเลยเนี่ย คล้ายกับฐานจรวดเลยครับ



ขอบกั้นบันไดเห็นแบบนี้ ตอนทำเนี่ยยากสุดเลยตามที่ผมได้โม้ไปในตกแต่งหินก่อนหน้านี้แล้วคือมันโค้งบิด 2 แกน อันนี้คือผลงานหลังจากที่ทำการขัดด้วยกระดาษทรายน้ำหลายขนานแล้วครับ

เห็นความโค้งมนอย่างต่อเนื่องรอยต่อของหินแผ่นบัวข้างแทบมองไม่เห็นจากมุมนี้ ไม่รู้ช่างหินทำได้ย้งไง ถ้าผมทำน๊ะ หึๆ ขนาดวาดวงกลมยังไม่กลมเลย

บันไดทั้งชุดนี้รวมทั้งซุ้มรูปปั้นที่อยู่ตรงชานพักบันไดใช้เวลาทั้งหมด 8 เดือน ครับ


ฐานของรูปปั้นตรงชานพักบันได ทำลายลูกฟักเลียนแบบลายกรุผนังที่เลียนแบบมาจากของฝรั่งเศส


ผนังด้านตรงข้ามบันไดมีซุ้มโค้งทรงโรมันอยู่



ข้างๆซุ้มโค้งก็มีผนังลายฟักอยู่เหมือนกัน

ซุ้มรูปปั้นที่อยู่ตรงชานพักบันไดเป็นส่วนที่ทำนานที่สุด
ผนังข้างถูกทำขึ้นมาก่อนซึ่งก็เป็นผนังโค้งครึ่งวงกลมต้องสั่งมาเพื่อจะกลึงออกต้องใช้หินหนา 12 ซม.กว้าง 71ซม.ยาว1.2ม. เอามาลากแนวด้านความหนาก่อนแล้วจึงใช้ลูกหมูกรีดด้านแนวยาวเป็นเส้นๆจากนั้นจึงใช้สิ่งสกัดจนใกล้เคียงกับแนวที่ต้องการ แล้วจึงใช้ลูกหมูใส่ใบขัดหยาบค่อยๆกินหน้าหินเมื่อได้ขนาดที่ต้องการแล้วจึงยกขึ้นติดตั้ง ตอนยกขึ้นไปติดตั้งก็ยากเพราะหนักมาก ต้องใช้นั่งร้านตั้งให้สูงกว่าซุ้มแล้วใช้รอกดึงขึ้นไป ค่อนข้างจะทุรักทุเลเลยครับดีที่ไม่ตกลงมาแตกซะก่อนจากนั้น ยึดตะขอสเตนเลสที่ด้านหลังแล้วกรอกปูนขาว+หินเกล็ดขาวลงไปเพื่อการยึดติดครับ ดีที่ซุ้มอันนี้ทำเสร็จหลังๆผมถึงได้รู้ว่าต้องใช้ปูนขาว+หินเกล็ดขาว ไม่อย่างนั้นล่ะก็มีเหลืองซึมแน่ถ้าใช้ทรายแม่น้ำเหลืองกับปูนเขียวล่ะก็
ด้านบนของซุ้มนี้เป็นรูป 1ส่วน 4 ของทรงกลมทำให้ต้องสั่งหินก้อนสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 64x68x50 ซม.จำนวน 3 ก้อน ลากแนวสกัดด้วยลูกหมูเป็นริ้วๆ แนวนี้ยากมากเพราะเป็นการลากแนว 3 มิติ 2 แกน แล้วจากนั้นก็มาสกัดออกด้วยสิ่วตอกไปเรื่อยๆจนได้แนวที่ใกล้เคียงกับแนวโค้งของทรงกลม แล้วจึงขัดแต่งด้วยลูกหมูอีกที หินอ่อนก้อนขนาดใหญ่บิ้มแต่สกัดหินออกไปประมาณ 70 เปอร์เซนต์ได้มั๊ง ใช้แค่ 30 เปอร์เซนต์เอง เมื่อติดตั้งแนวโค้งทั้งหมดเสร็จที่เหลือก็หมูครับ แค่แนวบัววางซ้อนปกติครับ

เมื่อได้ซุ้มแนวโค้งแล้วก็ต้องทำบัวแนวโค้งตามด้วยมันถึงจะสุดๆ

รูปปั้นตอนแรกไปดูของยุโรป โอ้แม่เจ้างานดีๆตัวสวยๆตัวละเกือบล้าน ผมเลยสั่งของจีนถูกกว่ากันมากกว่า 10 เท่า

หลังจากผ่านไป 3 ปีครึ่งในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์

ทำหลุมฝ้าใส่ไฟหลืบหน่อยเพื่อเพิ่มความอลังการ


ภาพปิดท้ายงานหิน หินจริงๆ




 

Create Date : 16 กันยายน 2556    
Last Update : 21 กันยายน 2556 12:42:35 น.
Counter : 2456 Pageviews.  

1  2  

Rigidbuild
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Rigidbuild's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.