Welcome to Ricola ร่าเริง Bloggang

ท่องไป ใน <<อังกฤษ>> ตอน 4 :: เสน่ห์คาร์ดิฟฟ์ ในแดนเจ้าหญิงแห่งเวลส์

Smileyเสน่ห์คาร์ดิฟฟ์  Smileyในแดนเจ้าหญิงแห่งเวลส์  Smiley 


เดินทางต่อค่ะ เข้าสู่ดินแดนแสนสวยมีเสน่ห์ ที่ชวนให้ระลึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่า ซึ่งทรงพระยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์....

เราเดินทางข้ามสะพานแขวน จากเมืองท่าบริสตอล สู่แคว้นเวลส์แล้วค่ะ....



มุ่งหน้าเข้าสู่ เมืองคาร์ดิฟฟ์ (CARDIFF) เมืองหลวงแห่งแคว้นเวลส์
ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีอายุน้อยที่สุดในยุโรป


คาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลไอริช ห่างจากลอนดอนระยะทาง 151 ไมล์ (243 km)



นั่งรถชมบ้านเมืองแบบเวลส์ สถานที่สำคัญต่างๆในเมือง



ซึ่งจำไม่ค่อยได้ค่ะ ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ทุกเมืองก็จะมีโบสถ์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียง มีหอนาฬิกาประจำเมือง



มีสถานที่ราชการ หรือ ศาลาว่าการประจำเมือง ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่สูงตระหง่านสวยงามด้วยศิลปยุคโบราณ



ประวัติศาสตร์ของคาร์ดิฟฟ์มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน



แต่ก็เป็นเมืองเงียบสงบ สวยงาม



บ้านในชนบท ถ่ายภาพจากบนรถไม่ชัดเลย...แต่ชอบบ้านเรือนเค๊าจัง น่ารัก เหมือนภาพวาด



นอกจากนี้...คาร์ดิฟฟ์ยังเป็นแหล่งของสนามกีฬาชื่อดังระดับโลกอย่าง มิลเลนเนียม สเตเดียม (Millennium Stadium) และเป็นแหล่งของฟุตบอลและรักบี้ของเวลส์ ซึ่งรวมถึงระดับถ้วยเอฟเอคัฟด้วย



เราก็ได้แค่แวะมาชมและถ่ายภาพรอบนอกของสนามกีฬาที่เหล่าบรรดานักกีฬาชื่อดังทั้งหลายได้เคยฝากผลงานและฝีไม้ลายมือไว้



แท่งตึกน้ำประติมากรรมยุคใหม่นี้ เป็นแท่งตึกสามเหลี่ยมกรุด้วยกระจก และมีน้ำตกไหลรินตลอด ตั้งอยู่ด้านหน้าสนามกีฬาและท่าเรือคาร์ดิฟฟ์



ท่าเรือคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff Bay) แลไปไกลๆ จากแท่งตึกน้ำ ตามข้อมูลกล่าวว่าเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก



ทั้งท่าเรือ ทั้งแท่งตึกน้ำ ทั้งสนามกีฬา Wales Millennium Centre Cardiff's เป็น สถานที่สำคัญมีชื่อเสียงของเมืองนี้ ค่ะ



มีป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ ชวนเชิญมาเที่ยวคาร์ดิฟฟ์...ภาพแมรี่ ป้อบปิ้น นางฟ้าใจดี อมตะนิยาย ที่ชาวอังกฤษยังไม่เคยลืมเลือนเธอเลย มาเป็นพรีเซนเตอร์...น่ารักดีค่ะ



แน่นอนค่ะ...มาถึงคาร์ดิฟฟ์แล้วต้องไปเยือน ปราสาทคาร์ดิฟฟ์ปราสาทในเทพนิยายที่มีชื่อเสียงค่ะ....



ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองคาร์ดิฟฟ์เลยค่ะ เป็นปราสาทที่ต้องไม่พลาดการไปชมถ้ามาที่เมืองนี้แล้ว...



เพราะสวยงาม มีคุณค่ายิ่งนัก ภายในมีการตกแต่งแบบหรูหราในสไตล์ปราสาท ยุค วิคทอเรียน



หอคอยกำแพงปราสาทสวยงาม เป็นรูปปั้นเทพนิยายต่างๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปราสาทคาร์ดิฟฟ์



ปราสาทคาร์ดิฟฟ์ (CARDIFF CASTLE) สร้างขึ้นโดยชาวนอร์มันเมื่อปีค.ศ.1091 ในบริเวณป้อมปราการของโรมัน เป็นปราสาทรูปแบบธรรมดา ซึ่งยังมีซากปรักหักพังปรากฏให้เห็นอยู่จนปัจจุบันนี้



ในคริสต์ ศตวรรษที่ 19 เอิร์ลแห่งบูทได้ว่าจ้างสถาปนิกชื่อว่า วิลเลี่ยม เบอร์กส์ ให้ออกแบบปราสาทเพื่อปรับปรุงโดยเลียนแบบปราสาทในยุควิคทอเรียน โดยหวังให้เป็นที่พักอาศัยแบบในเทพนิยาย



ต่อมาตระกูลบูทยกปราสาทให้เป็นสมบัติของเมืองคาร์ดิฟฟ์ ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับปราสาทหลังเก่าและการปรับปรุงปราสาทสมัยวิคทอเรียน ชมความงดงามของภาพวาดบนฝาผนังที่เล่าเรื่องราวประวัติของเมืองคาร์ดิฟฟ์เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว



ตีตั๋วเข้าชมเสียหน่อยค่ะ...



เดิม ปราสาทนี้หักพัง ไปตามกาลเวลา เจ้าของปราสาทแต่ละยุคก็ได้ซ่อมแซมบูรณะ หรือปล่อยทิ้งไว้ จนมาถึงยุคของเอิร์ลแห่งบูท ซึ่งเป็นร่ำรวยมากในยุคนั้น และมีเพื่อนเป็นสถาปนิก ชื่อวิลเลียม เบอร์กส์ (William Burges) ที่ชอบสไตล์การตกแต่งแบบยุคกลาง



ท่านเอิร์ล เลยทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปราสาทแห่งนี้ กลายเป็นปราสาทในเทพนิยาย สวยงาม ภายในตกแต่งอลังการ์งานสร้างมาก แต่ละห้องสวยงามในรูปแบบของปราสาทอยู่อาศัยที่โอ่อ่าไม่แพ้ปราสาทราชวัง



การเข้าชมภายในปราสาท จัดเป็นรอบๆ และมีเจ้าหน้าที่บรรยาย และอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ค่ะ



ก้าวเข้าไปห้องแรก ก็ ตะลึงตึงๆ...ในความรโหฐาน วิลิศมาหราจริงๆ....แหม...อยากจะเกิดเป็นลูกท่านเอิร์ลแห่งบูทเสียจริง...



ห้องโถงใหญ่เป็นเหมือนท้องพระโรงวิจิตรตระการตา เพดานก็สุดสวยระยิบระยับ กำแพงก็เป็นรูปปั้นในเทพนิยาย ...รวมทั้งความสวยงามของหน้าต่างประดับกระจกสีเล่าเรื่องราว และการใช้หินอ่อนก่อสร้าง เป็นต้น
นี่คือ ต้นแบบดินแดนเนรมิตของจริงเลยค่ะ



ต่อมาก็เข้าชมห้องต่างๆ ในบรรยากาศที่จัดไว้เหมือนเจ้าของยังอาศัยอยู่ จัดแสดงเครื่องใช้ครบถ้วน ในห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องเด็ก ห้องนอน ห้องสมุด ซึ่งดูแล้วมีชีวิตชีวามากค่ะ...



ที่สุดแสนทึ่ง และประทับใจ เห็นจะเป็นห้องน้ำ มีอ่างอาบน้ำ...ก๊อกน้ำใช้... ห้องส้วม โถนั่งเป็นลายคราม กรุพื้นไม้ น่าใช้บริการจริงๆ...

แล้วยังมีสวิทซ์ไฟใช้อีกด้วย...บนยอดปราสาท ทำเป็นสวนลอยฟ้า...สำหรับนั่งเล่นริมสระ ชมน้ำพุ น้ำตก...ทึ่งมากจริงๆ.....

แต่การตกแต่งนี้ยังไม่เสร็จตามที่ท่านเอิร์ลแห่งบูท ฝันไว้ เพราะวิลเลียม เบอร์กส์ ได้เสียชีวิตไปก่อน ขณะที่ยังตบแต่งห้องไม่หมด ซึ่งน่าจะเหลืออีกหลายห้องเหมือนกัน แต่แค่นี้ก็สวยสุดยอดแล้วค่ะ....



ด้านนี้คือ หอคอยนอร์มัน ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับปราสาท สร้างอยู่บนเนินเขา มีบันไดทอดขึ้นไปด้านบน



บริเวณด้านหน้าของปราสาทและหอคอย เป็นลานหญ้ากว้าง สวยงาม



ที่เห็นไกลๆ สีแดงอยู่กลางสนาม เป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ในเทพนิยายเป็นรูปมังกรบินสีแดงค่ะ...



นี่ค่ะ มังกรบิน หรือม้ามังกร....บริเวณลานสนามมี นกยูงเดินกรีดกราย และเป็ดเดินตุต๊ะ เด็กๆวิ่งไล่จับเป็ดน่ารักดีค่ะ

มุมด้านหนึ่งเลี้ยง ฮ.นกฮูก ตาโตไว้หลายตัวด้วย...



เฮ้อ...ต้องออกจากดินแดนเนรมิตแห่งความฝันแล้วค่ะ....เดินทางต่อไป ไปเยือนบ้านเกิดของเชคสเปียร์ อมตะกวีเอกของโลกค่ะ...

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2552    
Last Update : 27 มิถุนายน 2552 22:02:43 น.
Counter : 5561 Pageviews.  

ท่องไป ใน <<อังกฤษ>> ตอน 3 :: เมืองท่า บริสตอล

ท่องไป ใน <<อังกฤษ>> ::  ตอนที่ 3 ...Smiley เมืองท่าบริสตอล

ออกจากเมืองบาธ...เดินทางขึ้นเหนือ สู่แคว้นเวลส์ค่ะ....

ผ่านเมืองท่าบริสตอล (Bristol) ซึ่งเป็นเมืองท่าการค้าสำคัญที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงในอดีตของอังกฤษ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ครั้งกระโน้น สามร้อยปีที่ผ่านมา...โดยเป็นเมืองท่าที่ทำการค้าขายกับอเมริกา และอัฟริกา



บริสตอล (Bristol) เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันตกประมาณ 190 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของประเทศอังกฤษ มีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อบรูเนล



ริมท่าเรือของบริสตอลเรียงรายด้วยสถานที่ท่องเที่ยว มี โรงภาพยนตร์ เรือ ร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์



หรือสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำที่นำเสนอวัฒนธรรมยุคดิจิตอล ในแอท-บริสตอล



หรือล่องเรือเที่ยวชมภาพในอดีตของเมืองบริสตอลที่ท่าเรืออันสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งนี้



บริสตอล อินดัสเทรียล มิวเซียม ซึ่งแสดงอยู่ที่ท่าเทียบเรือนี้ เป็นสิ่งแสดงถึงความสำเร็จของกะลาสีเรือผู้บุกเบิกและผู้มีอำนาจทางด้านอุตสาหกรรมการเดินเรือ ความโดดเด่นและความสร้างสรรค์ของบริสตอลก็แสดงตัวตนออกมาให้เห็นในรูปของผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ



ในอดีตนั้นเคยมีนักสำรวจและบรรดาพ่อค้าที่รักการผจญภัยเริ่มออกเดินทางเพื่อเผชิญกับโลกกว้างจากท่าเรือของที่นี่


อากาศริมทะเลยามนี้ หนาวสุดๆ เพราะลมแรงมาก แต่ดูนก และเป็ด ห่าน ว่ายน้ำกันอย่างเริงร่า ส่วนเรานักท่องเที่ยวจากเมืองร้อน ต่างก็วิ่งเข้าไปหลบลมเย็นตามร้านกาแฟมั่ง ร้านหนังสือมั่ง ร้านกิฟท์ชอบมั่ง....



แต่เด็กๆกลับวิ่งเล่นไล่จับกันสนุกสนานนิ...



น่าเสียดายเหมือนกัน ที่เพียงแค่ผ่านดูเมืองท่าแห่งนี้ ปัจจุบันเมืองนี้ก็มีชื่อเสียงทางด้านเทคโนโลยี มีสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านต่างๆที่มีนักเรียนไทยไปศึกษาต่อที่นี่ อยู่หลายแห่ง...



เราเดินทางต่อไปยังแคว้นเวลส์ค่ะ...

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2552    
Last Update : 11 มิถุนายน 2552 18:59:30 น.
Counter : 2950 Pageviews.  

ท่องไป ใน << อังกฤษ >> ตอน 2...บาธ :: อ่างอาบน้ำโรมัน

ท่องไป ใน << อังกฤษ >> ตอน 2...อ่างอาบน้ำโรมัน


เดินเที่ยวดูแท่งหินปริศนา ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น...ก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปไปสู่เมืองอบอุ่นแห่งน้ำแร่ร้อนธรรมชาติกันค่ะ ไปสู่เมืองบาธ (Bath) แห่งมณฑลซอมเมอร์เซ็ท ห่างจากลอนดอนไปทางตะวันตก 156 กิโลเมตร ค่ะ เส้นทางเขียวชอุ่ม งดงาม ไปด้วยทิวเขาและทุ่งหญ้า



ผ่านทุ่ง Rapeseedที่ออกดอกเหลืองตระการตา ซึ่งจะปลูกได้เฉพาะฤดูกาล ช่วงใบไม้ผลินี้เท่านั้น …ผลผลิตนำไปทำน้ำมันพืชค่ะ...



เข้าสู่บรรยากาศของเมืองบาธแล้วค่ะ...

โอ้โห...โอ้โฮ....ทำไมเมืองเค๊าสวยงามยังงี้...



เป็นเมืองคลาสสิกสวยสง่างามแบบจอร์เจียน อาคารบ้านเรือนเป็นอาคารเก่าแก่โบราณสวยเหลือเกิน

เหมือนสร้างบ้านจัดสรรโบราณไว้ ยังไงยังงั้นเลย

และไม่ใช่เป็นเมืองเล็กๆด้วย อนุรักษ์บ้านเมืองไว้ สวยหมดทั้งเมืองเลย
เชียว ...



เมืองบาธ ตั้งอยู่เนินเขาหลายลูกในหุบเขาที่มีแม่น้ำเอวอนไหลผ่าน

และตั้งอยู่บริเวณที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติ ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่สมัยตอนเข้าครอบครองเกาะอังกฤษ เมื่อประมาณ 2000 ปี ก่อน

ได้รับการจดทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987 ค่ะ

ก่อนมาเที่ยว หลายคนบอกว่าเมืองบาธสวยมาก...ไม่คิดว่าจะสวยแบบนี้ สวยทั้งเมืองเลยค่ะ...



เข้าสู่เมืองบาธแล้วค่ะ ถนนเมืองอังกฤษมักจะเป็นถนนเล็กๆ พอรถสวนทางกันได้ค่ะ



ปล่องไฟตามอาคารบ้านเรือน ก็ยังอนุรักษ์เป็นของเก่าแบบดั้งเดิมอยู่



การก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงและยุ่งยาก สู้การอนุรักษ์บูรณะของเก่าแล้วสร้างภายในเป็นแบบโมเดิร์นจะสะดวกกว่ามาก



เข้ามาถึงย่านใจกลางเมืองแล้วค่ะ



มีเวลาไม่มาก เข้าไปเดินย่านใจกลางเมือง ย่านการค้าตึกโบราณน่ารัก แสนมีเสน่ห์ในตัวเอง น่าเดินเล่นเป็นที่สุด...



มีสินค้าหลากหลาย ชวนเชิญให้เลือกซื้อมากมาย และมีผู้คนทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก ดูแล้วคึกคักมาก



ชาวเมืองต่างอุ้มลูก จูงหลาน ออกมาจับจ่ายซื้อของกัน



วันนี้อากาศดีมาก ท้องฟ้าโปร่ง แจ่มใส แม้อากาศยังหนาวเย็นประมาณ 10 องศา



มีห้างสรรพสินค้า และ ร้านค้าแบรนด์แนมมากมาย อยู่ภายในอาคารโบราณสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจีย ที่สร้างจากหินบาธที่เป็นหินสีเหลืองนวล



เราก็ใช้ วินโดว์ชอป...พร้อมถ่ายรูปเก็บไว้ แสนจะมีความสุขไปด้วย



เมืองบาธ เคยเป็นเมืองที่คิงส์เอ็ดการ์ผู้รักสงบทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษ ในมหาวิหารบาธ ในปี ค.ศ. 973



มหาวิหารบาธ (Bath Abbey) เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงประวัติให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน ซึ่ง ภาพยนตร์ Harry Potter ก็ใช้ด้านนอกของมหาวิหารนี้เป็นฉากหนึ่ง



ภายในไม่มีเวลาเข้าไปดู แต่ก็คงสวยงามมาก

ด้านนอกวิหารจะมีการแสดงต่างๆ ซึ่งมีผู้ชมล้อมเข้ามาดูด้วยความสนุกสนาน ถ้าชอบใจก็จะมีการหย่อนเงินให้....

ตอนที่ไป มีการแสดงผาดโผน ขี่จักรยานสองล้อสูงๆ และโยนคบไฟสี่ห้าอันโดยไม่ล่วง...สนุก คนมุงกันเต็มไปหมด



ด้านหน้าของมหาวิหาร มีตึกทรงเสน่ห์ที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่ว ว่าเป็นที่เที่ยวสุดฮิตแต่โบราณ Roman Bath ไงคะ...

อ่างอาบน้ำแบบโรมัน...นี่เอง ที่ทำให้บาธมีชื่อเสียงเรื่องการใช้น้ำพุร้อนรักษาโรค

ตามประวัติการค้นพบ กล่าวว่าที่ตรงนี้ เป็นกลุ่มอาคารสำคัญของเมือง ที่ชาวโรมันสร้างไว้เป็นสถานที่อาบน้ำแร่ โดยอาศัยบ่อน้ำแร่ธรรมชาติ



ที่เคาน์เตอร์ทางเข้าชม มีโบร์ชัวร์เป็นภาษาไทย พิมพ์รายละเอียดแจกให้ด้วยค่ะ...แสดงว่าคนไทยมาเที่ยวชมกันอย่างหนาแน่นพอสมควร...



เข้าไปด้านใน ก็จะเป็นระเบียงชั้นบนก่อนค่ะ



มองลงไปด้านล่าง ก็จะแลเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่สีเขียว น้ำนิ่ง ซึ่งเป็นบ่อเก็บน้ำแร่ใหญ่



น้ำเขียวนิ่งสนิทดีจัง ... ไม่รู้ว่าร้อนแค่ไหน ไกด์ห้ามเอามือไปจุ่ม บอกว่า สกปรกมีเชื้อโรคของนกพิราบค่ะ...

แต่ก็แอบใช้ปลายนิ้วแตะน้ำตรงทางทางน้ำไหลเข้าบ่อนิดนึง...อุ่นๆค่ะ...



ปัจจุบัน โรมันบาธ มี 3 ส่วน คือ

ส่วนที่1 เป็นบริเวณที่เป็นที่ตั้งของบ่อน้ำแร่ร้อน

ส่วนที่ 2 คือบริเวณวัด

ส่วนที่ 3 คือ บริเวณที่เปิดบริการให้นักท่องเที่ยว หรือชาวเมืองใช้บริการน้ำแร่ ซึ่งมีทั้งสระว่ายน้ำ บ่อน้ำแร่ เย็น- ร้อน ห้องอบไอน้ำ และส่วนที่เป็น Turkish Bath



ในเมืองบาธ มีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ (hot spring) สามแห่ง แต่ที่ใหญ่ที่สุด คือที่ Roman Sacred Spring ที่นี่...ซึ่งมีน้ำผุดจากใต้ดินลึกถึง 3000 เมตร...ในน้ำมีแร่ธาตุ ถึง 43 ชนิด ...ไม่ได้ลองชิมเสียด้วยซิ ว่า รสชาติเป็นยังไง

มีน้ำไหล ในอัตรา วันละ 1,250,000 ลิตร

...อืมส์...มหาศาลจริงๆ...

น้ำร้อนนี้ มีอุณหภูมิสูงถึง 46.5 องศาเซลเซียส ซึ่งชาวโรมันได้สร้าง อ่างอาบน้ำและวิหาร รายรอบบริเวณน้ำผุดร้อนธรรมชาติแห่งนี้



ตามปูมกล่าวว่า

เมื่อ 2000 ปีที่ผ่านมานั้น พวกโรมันได้เข้ามารุกรานเกาะอังกฤษ และได้สร้างอ่างอาบน้ำแร่น้ำร้อนขึ้นที่นี่ สมัย ก่อน คศ. 75 แล้วเรียกว่า Sulis

ซึ่งเป็นชื่อเทพธิดาแห่งน้ำ

มีการสร้างวิหาร และ ห้องอาบน้ำแร่ เพื่อบำบัดรักษาโรค และ มีส่วนที่เป็นบ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ สำหรับการบูชาต่อเทพธิดา Sulis Minerva

ซึ่งไม่มีการลงอาบน้ำที่บ่อศักดิ์สิทธิ์นี้



ต่อมา เมื่อโรมันได้อพยบไปแล้ว

วิหารแห่งนี้ได้ถูกทำลาย เสื่อมหักพังทับถมอยู่ใต้ดิน จนถึงสมัย ศ.ที่18 จึงได้มีการค้นพบบ่อน้ำร้อนนี้...

และต่อมา มีการขุดซากหักพังจึงได้พบว่าบ่อน้ำร้อนแร่แห่งนี้มีความใหญ่โตเพียงไร...



จากการขุดซากปรักหักพัง ได้พบ ศรีษะเคลือบด้วยทองบรอนซ์ ของ goddess Sulis Minerva แท่นบูชา และ แผ่นศิลาจารึกหน้าหลุมฝังศพ ในสมัยจักรวรรดิโรมัน และได้จัดแสดงโชว์ไว้ที่นี่ด้วยค่ะ



บริเวณทางผ่าน มองลงไป จะเห็น Sacred Spring ซึ่งจะเห็นเหรียญชนิดต่างๆ ในสมัยโรมันที่จารึกคำสาปแช่งและเครื่องบูชาเทพธิดา Sulis Minerva นอนอยู่ในบ่อเต็มไปหมดเลยค่ะ...

ตอนต้นคิดว่านักท่องเที่ยวไปเยือนแล้วโยนเหรียญลงบ่อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะได้กลับมาเยือนอีก ทำนองนี้... อิ อิ



คราบสีส้ม แสดงความสูงของระดับน้ำในอดีต ในปัจจุบันมีการรักษาระดับน้ำให้สูงเท่าเทียมกับสมัยโรมัน



พื้นปูโมเสค ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างขึ้นในรอบ 350 ปี ที่ผ่านมา

ที่นี่ได้ทำการสร้างอาคารคร่อมใหม่ และเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้ง ปี คศ.1100 ก็ได้สร้าง King ‘s Bath คร่อม Roman remains

ซึ่งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ซิคะ... อิ อิ



ภาพวาดแสดงการอาบน้ำแร่ ร้อนธรรมชาติ ณ สถานที่แห่งนี้ ของชาวโรมันในอดีต

เป็น สปาบำบัด ที่น่าอาบจริงๆ...ในห้อง รูปครึ่งวงกลมขนาดเล็ก ผู้อาบจะนั่งบนที่นั่งหิน ซึ่งแช่อยู่ในน้ำที่สูงถึงระดับคอ น้ำแร่จะถูกส่งต่อจากน้ำพุร้อนมาเข้าสู่บ่อด้วยท่อตะกั่ว...



ระหว่างระเบียงรายรอบด้านล่างของ บ่อเก็บน้ำแร่ขนาดใหญ่ นั้น ก็ได้สร้างสีสันบรรยากาศ โรมั๊น โรมัน ด้วย...นักแสดงแต่งชุดโรมัน เดินมั่ง นั่งมั่ง...เรียกความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสถานที่ ...ถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัย 2000 ปี ได้อย่างน่ารักมากค่ะ...

หน้าตาก็...ให้ ดี เหมือนมากเลย...จะเข้าไปถ่ายรูปด้วยก็ได้ค่ะ ฮี รีบคว้า ไอ้ตุ้มไม้มาถือด้วย...น่ารักมากเลยค่ะ...



ก็ได้เที่ยวชมเมืองบาธ และ อ่างอาบน้ำโรมัน จบโปรแกรมไปแล้วอีกแห่งหนึ่ง...

และก็ร้อนมากด้วย ถอดเสื้อกันหนาวกันแทบไม่ทัน...ก็เราอยู่ในห้องอบไอน้ำนี่คะ...

สวัสดีค่ะ....



----------------------------------------------------------------------------




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2552 17:28:12 น.
Counter : 2913 Pageviews.  

ท่องไป ใน << อังกฤษ >> ตอน 1...สโตนเฮนจ์ :: แท่งหิน ปริศนา

ท่องไป … ใน …<< อังกฤษ >> ...ตอนที่ 1...แท่งหิน ปริศนา




Smiley   Smiley   Smiley   Smiley   Smiley  Smiley  Smiley 


Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley  Smiley




สงกรานต์ที่ผ่านมา...กรุ๊ฟทัวร์ไทยบุกอังกฤษค่ะ... เที่ยวบินนี้ เต็มลำเลยค่ะ...

สัมผัสท่าอากาศยาน ฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน เมื่อเวลา เก้าโมงเช้า...




ผ่านขั้นตอนต่างๆเรียบร้อย...ก็ทะยานมุ่งสู่ เมืองอัมสบิวรี (Amesbury) มณฑลวิล์ตเชียร์(Wiltsgire) บนที่ราบ ซาลิสบิวรี(Salisbury) ตอนใต้ของอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 10 ไมล์

ช่วงที่ไป พอดีเป็นวันหยุดอีสเตอร์ จึงทำให้มีรถออกนอกเมืองมากทีเดียวค่ะ



เดินทางมาถึงแล้วค่ะ แท่งหินปริศนาสโตนเฮนจ์ ซึ่งเป็นโบราณสถาน ที่มีผู้รู้จักกันดีมากที่สุดของอังกฤษแต่ก็มีผู้เข้าใจน้อยที่สุดว่ามันสร้างขึ้นมาเพราะอะไร



กองแท่งหิน ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ทุ่งหญ้า ...เขียวขจี บนผืนที่ราบเรียบกว้างใหญ่ค่ะ

ยามฤดูใบไม้ผลิ...ดอกหญ้าเล็กๆ บานขึ้นแซมพรมสีเขียวกำมะหยี่...รายรอบกองแท่งหินปริศนา...



สโตนเฮนจ์นี้ ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยค่ะ อันดับที่ 96...

กองหินยุคกลางขนาดใหญ่อายุเก่าแก่กว่า 5,000 ปีนี้ ได้รับการยกย่องจาก ยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก จัดอยู่ในสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกยุคกลาง



เมื่อรถเข้าถึงบริเวณที่ราบซาลิสบิวรี (Salisbury) ได้แลเห็นแท่งหินก้อนยักษ์มหึมา จำนวน 112 ก้อน (ตามบันทึกค่ะ ไม่ได้นับเอง) ตั้งบ้าง นอนบ้าง บางก้อนก็เทินซ้อนบนหินตั้ง....



มีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปชมกันมากมาย...



แปลก ยังไง ประหลาดมหัศจรรย์ยังไง...????

ทำไมนักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างก็สนใจเสียเงินตีตั๋วเข้าไปเข้าไปชมก้อนหินยักษ์ๆเหล่านี้...

ผู้ใหญ่ คนละ 6.60 ปอนด์...



กลุ่มกองหินนี้ ตั้งเป็นรูปวงกลม ซ้อนกัน 3 วง ถ้าเราเดินดูก็จะไม่เห็นจะมีอะไรเลย ก็เป็นหิน ตั้ง หินซ้อนกันแท่งใหญ่ๆมากๆ... ต้อง Bird Eyes view ดูค่ะ



มีรูปวาดที่สันนิษฐานว่า ในอดีตคนสร้าง คงต้องการจะวางเรียงแบบนี้ เป็นวงกลม



มีทางเดินโดยรอบเป็นรัศมีวงกลม....ให้นักท่องเที่ยวเดินชมรอบแท่งหินค่ะ ประมาณ 1.5 กม.

ช่วงที่ไปเยือน อากาศค่อนข้างเย็น และลมแรง ก็หนาวทีเดียวสำหรับเราๆคนไทยค่ะ



ผู้ไม่อยากเสียตังค์ก็เดินชมอยู่ด้านนอกรั้วตาข่ายค่ะ ก็ เห็นได้ชัดเจนเหมือนกัน



เมื่อทุกคนได้มาชมแท่งหินอารยธรรมโบราณเหล่านี้แล้ว...ก็จะต้องสงสัยเหมือนกันว่า... คนสมัยก่อนปู๊น...ทำได้อย่างไร ขนก้อนหินหนักเป็นตันๆมาได้อย่างไร (ข้อมูลบอกว่า แต่ละก้อนโดยเฉลี่ยหนัก 26 ตัน) วางหินนี้ไว้เพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ระหว่างเดินชมโดยรอบ ตามทางเดิน...ก็สงสัยเหมือนกันค่ะ ว่าคนโบราณยกก้อนหินนี้ด้วยอะไร ใช้เครนรุ่นไหนกัน...



ความจริงคนโบราณอังกฤษ น่าจะสลักข้อมูลไว้ที่หินสักหน่อยนะคะ...

ทีนครธม นครวัต ของเขมร ยังสลักหินได้สวยงามอ่อนช้อยเลย...

และที่เขาว่าน่าแปลกก็คือ ในรัศมีทุ่งนั้น ไม่มีภูเขาหิน หรือกองหินอะไรอยู่เลย...มีแต่ทุ่งกว้าง ฟ้าใส ไกลๆลิบๆ จึงทำให้เป็นที่ข้องใจสงสัยว่า...แล้วคนโบราณเอาหินมาจากไหนกัน แล้วใช้อะไร ยก และ ลาก หินก้อนยักษ์เหล่านั้น มาที่ตรงนี้...แถมวางตั้ง วางเทินซ้อนๆ กันได้ แบบสูงถึง 13 ฟุตนั่นเชียว.....



บ้างก็สันนิษฐานว่า...

สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ที่สามารถบอกวันเดือนปีแทนปฏิทินได้

ซึ่งได้จัดวางก้อนหินแต่ละก้อนให้มีช่องว่างที่เหมาะสมเพื่อพยากรณ์และคำนวณวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวดวงอื่นๆ ที่มีความสำคัญ จนสามารถบอกวันแรกของแต่ละฤดูกาล หรือใช้คำนวณสุริยคราส จันทรคราส ได้อย่างแม่นยำ

นักดาราศาสตร์อ้างว่าสามรถถอดรหัสแนวหินได้ เขาเสนอว่าสโตนเฮนจ์ คือ เครื่องคำนวณยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้อนต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น



บ้างก็เชื่อว่า...

สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ

โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม

แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพในบริเวณนี้

บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย และวงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว …




อิ...อิ...เราก็ยกหินได้...เบาหวิวเลยทีเดียว....



มันเบาหวิวอย่างนี้เอง นิ...จึง มีขโมย มาขโมยก้อนหินนี้ด้วย

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อปี 2551 ... ว่า

มีคนร้าย 2 คน ใช้ค้อนและไขควงทุบทำลาย "สโตนเฮนจ์" จนได้รับความเสียหายในกลางดึกคืนที่เกิดเหตุ

คาดว่าคนร้ายต้องการเก็บชิ้นส่วนของสโตนเฮนจ์ไว้เป็นที่ระลึก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบรอยขูดเป็นทางยาวประมาณ 6.5 ซม. ที่ฮิลสโตน นอกจากนี้ ชิ้นส่วนขนาดเท่าเหรียญขนาดใหญ่ถูกขโมยไป ...



แม้จะมีหลากหลายทฤษฏีในปัจจุบัน ทั้งมีตัวเลขสถิติสนับสนุนว่าเป็นจริงก็ตาม...

แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดที่จะไขปริศนาลึกลับแห่งอดีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์...

แต่ที่แน่ๆ อังกฤษ ได้รับเงินจากการท่องเที่ยว ณ สถานที่แห่งนี้ เป็นเงินปีละ ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านปอนด์ อย่างสบายๆ...

ยังงี้ก็น่าที่จะปล่อยให้เป็นปริศนาต่อไปนะคะ...

ในภาพ นักท่องเที่ยว ต่างถ่ายภาพกันเป็นที่ระลึก โดยมี แท่งหินปริศนาเป็นแบล้คกราวน์ค่ะ....



สวัสดีค่ะ....





...............................................................................................





 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2552 17:17:59 น.
Counter : 1370 Pageviews.  

ยุโรปตะวันออก ตอน 6... เชค แดนปราสาทร้อยยอด......

ยุโรปตะวันออก ตอน 6...

พา (ไป) หา (P-R-A-H-A)..ปราสาทร้อยยอด......

เปิดอัลบั้มภาพ สู่กรุงปราก......



กรุงปราก (PRAGUE) สาธารณรัฐเชค
คนปรากเรียกตัวเองว่า PRAHA....

กรุงปราก เป็นเมืองที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมชั้นยอด ของทุกยุคทุกสมัย เช่น โรมาเนสก์ (Romanesque) โกธิก (Gothic) เรอเนสซองส์ (Renaissance) บารอก (Baroque) และ อาร์ตนูโว (Artnouveau)



กรุงปราก เป็นที่ตั้งของปราสาทปราก (Prague Castle) ปราสาทร้อยยอด ที่เล่าลือกันว่างดงามมาก แม้ในฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุมยอดปราสาท ปราสาทปรากเป็นสัญลักษณ์ที่เชิดหน้าชูตาของสาธารณเชค



ส่วนหนึ่งของปราสาทปราก ที่เรียกว่า The Black Town เป็นสุดยอดความงามของสถาปัตยกรรมสมัยโรมาเนสก์



ประวัติย่อของปราสาทปราก เล่าว่า ใน ศตวรรษที่ 9 เจ้าหญิงลิบยูส (Princess Liibuse) ยืนทอดพระเนตรไปไกลอยู่ริมฝั่งน้ำวัลตาวา แล้วตรัสว่า “ฉันมองเห็นนครรุ่งเรือง มียอดปราสาทสูงเสียดฟ้า เปล่งประกายสีทองไปจรดสรวงสวรรค์ นครแห่งนี้มีชื่อว่า ปราก (PRAHA)”



พระปรารถนั้น กษัตริย์หลายพระองค์ต่อมา ได้ก่อสร้างปราสาทยอดแหลมขึ้น บนยอดเนินสูง กษัตริย์ที่มีบทบาทมากในการก่อสร้างปราสาทปราก คือ กษัตริย์เวนสลาส แห่งราชวงศ์ พรีมิสต์



ปัจจุบันส่วนหนึ่งของปราสาทปราก ใช้เป็นที่ทำงานของประธานาธิบดี



ทางเข้าปราสาทปราก



พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ทรงโปรดให้สร้างโบสถ์เซนต์วิตัส (St.Vitus Cathedral) เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับพระราชพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์



กษัตริย์เชคทุกพระองค์จะทรงสวมมงกุฎ ขึ้นครองบัลลังก์ในวิหารนี้ ปัจจุบันเก็บรักษาอัญมณีที่ใช้ในพระราชพิธี



วิหารเซนต์วิตัสนี้ เป็นจุดกำเนิดของกรุงปราก ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของชาวเชค



กระจกสีเล่าเรื่องราว ภายในโบสถ์เซนต์วิตัส...



ปราสาทปราก เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเชค เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรุ่งเรืองในอดีต ดุจดังเสาเหล็กแห่งวัฒนธรรมของชาวเชค ที่ประชาชนเชคภาคภูมิใจ
ด้านหน้าปราสาทปราก เป็นวิวเมืองของกรุงปราก มีโดมสีเขียว คือ Little Quarter อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัลตาวา เชื่อมกับเมืองเก่าโดยสะพานชาร์ลส์



กรุงปราก มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่มีแก้วเจียรนัยสวยๆจากแคว้นโมราเวียจำหน่ายในราคาถูก ...หรือเครื่องแก้วเป่าลวดลายหลากหลายสวยงาม



แก้วคริสตัล สวาลอฟสกีที่มีชื่อเสียง



ของที่ระลึกทำจากแก้วรูปแบบต่างๆ



สะพานชาร์ลส์ (Charls Bridge) อนุสรณ์ของพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 4 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาของชาวเชค



สะพานชาร์ลส์ มีอายุมากกว่า 600 ปี นับเป็นสะพานที่เก่าแก่ ที่มีความสวยงามที่สุดในโลก สะพานยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก ทั้งๆที่ผ่านสงครามมาหลายครั้งหลายหน



สะพานนี้ เชื่อมต่อกับ Little Quarter ที่อยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำวัลตาวา กับ ย่านเมืองเก่า ราวสะพานประดับด้วยงานประติมากรรมอันวิจิตรงดงาม ในรูปแบบศิลปะแบบบาร็อค



แม่น้ำวัลตาวา เมื่อมองจากสะพานชาร์ลส์



รูปหล่อทองเหลืองท่ามกลางประติมากรรม เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสะพานชาร์ลส์จะต้องจับ จนเป็นมันวาว ผู้จับจะได้รับโชคดี...



ย่านเมืองเก่า ชมนาฬิกาดาราศาสตร์



ที่สามารถบอก เวลา วัน เดือน ปี และ จักรราศี ได้อย่างครบถ้วน และมีตุ๊กตาพาเรดทุกชั่วโมง



บริเวณที่เป็นย่านเมืองเก่า เป็นที่รวมสุดยอดของศิลปกรรมที่เป็นหัวใจของกรุงปราก คือ ย่าน Castle District



The Little Quarter ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำวัลตาวา เชื่อมกับเมืองเก่าโดยสะพานชาร์ลส์



ย่านเมืองเก่า (Old Town) คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว
ปัจจุบัน ย่านนี้กลายเป็นย่านที่แวดล้อมด้วยร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าต่างๆ อันเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้าน กับเครื่องแก้วเจียรไนสำหรับนักสะสมของสวยๆงามๆ...



จัตุรัสกลางเมือง (Central Square) โดยเดินเชื่อมต่อจากสะพานชาร์ลส์ อันเป็นย่านชุมชนแรกๆของกรุงปราก ชมบ้านเรือนที่ใช้สัญลักษณ์ต่างๆมาเป็นตัวบอกบ้านเลขที่

ส่วนบ้านเลขที่ 22 นี้ เป็นที่อยู่ของนักประพันธ์โบราณที่มีชื่อเสียงของเชคในอดีต ด้านบนเป็นกำแพงเมือง

ณ จัตุรัสนี้ เคยเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible ซึ่งถ่ายทำในเขตเมืองเก่านี้



เป็นอันสิ้นสุดทริปการเยือน ยุโรปตะวันออก...ด้วยการเก็บเกี่ยวความทรงจำบันทึกลงอัลบั้มภาพเล่มใหญ่ ยามระลึกถึงวันคืนแสนสุขที่ได้ไปท่องเที่ยวเยือน ก็ค่อยๆเปิดอัลบั้มภาพทีละหน้า เพื่อย้อนระลึกถึงประเทศสวยงามที่ครั้งหนึ่งได้มาเยือน.....



และขอมอบความทรงจำแสนสุขสู่เพื่อนๆที่สนใจได้ร่วมชมด้วย...สวัสดีค่ะ...



.................................................................................................




 

Create Date : 12 มีนาคม 2552    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2552 12:20:51 น.
Counter : 1756 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

Ricola ร่าเริง
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





























/* This script has been disabled for Netscape 6 due to ugly scrollbar activety. Could probably be fixed with a clipped container div but can't be bothered. */ if (!isNetscape6){ num=5; //Smoothness depends on image file size, the smaller the size the more you can use! stopafter=240; //seconds!
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Ricola ร่าเริง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.