veritas lux mea = Truth enlightens me
Group Blog
 
All blogs
 

#G001#Wolfenstein (Activision)



ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เล่นได้เรื่อยๆ เกม Return to Castle Wolfenstein ของปี 2001 สนุกกว่าเยอะ ที่เล่นเพราะเป็นเฟรนไช Wolfenstein แต่ก็พอโอเค มีพลังพิเศษให้ใช้ กระสุนลั่นเร็วดี

5/10




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2556    
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 17:41:43 น.
Counter : 403 Pageviews.  

#A001#Live at Rome Olympic Stadium (Muse)




อัมบัมเล่นสด HAARP ปี 2008 ว่าเจ๋งสุดยอดแล้ว เจออัลบัมนี้ยิ่งกว่า เพราะเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมา ภาพ แสง สี การถ่ายภาพ การเล่นสด สุดๆ

เป็นสองชั่วโมงที่สุดยอดมากๆ อิจฉาคนที่ได้ไปดู Muse เล่นสดจริงๆ

10/10




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2556    
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 17:27:02 น.
Counter : 633 Pageviews.  

#O005#ปฏิทรรศน์ของโอลเบอร์(Olbers' paradox)





ปฏิทรรศน์ของโอลเบอร์ ถูกตั้งคำถามโดยนักดาราศาสตร์ยุคแรกๆ เช่น เคปเลอร์ โดยเขาตระหนักว่า ถ้าจักรวาลมีขนาดใหญ่เป็นอนันต์ และมีความสม่ำเสมอกันเป็นเนื้อเดียวทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหน คุณก็จะมองเห็นแสงจากดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วน มองไป ณ จุดใดๆบนท้องฟ้า ในที่สุดแนวสายตาของเราก็จะ ตัดกับดาวจำนวนนับไม่ถ้วนและเจอแสงดาวจำนวนอนันต์ ด้วยเหตุนี้ท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงควรลุกเป็นไฟ แต่ความจริงกลับเป็นว่า ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นมืดสนิท ไม่ใช่ขาวสว่าง นี่จึงเป็น ปฏิทรรศน์ หรือปริศนาของจักวาลที่มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างแยบยลมาตลอดหลายศตวรรษ


เคปเลอร์รู้สึกรำคาญกับปริศนานี้มาก ทำให้เขาตั้งสมมุติฐานอย่างง่ายๆว่า เพราะจักรวาลมีขอบเขตจำกัด ดังนั้นจึงมีแสงดาวจำนวนจำกัดที่จะมาถึงดวงตาของเราได้

ต่อมาตัวของไฮริช โอลเบอร์ก็ได้บอกว่า โชคดีอะไรเช่นนี้ที่โลกของเราไม่ได้รับแสงจากดาวทุกๆจุดในครอบทรงกลมแห่งสวรรค์ ถึงกระนั้นด้วยความสว่างและความร้อนอันสุดประมาณได้ พระเจ้ายังคงสามารถออกแบบสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวเข้ากับรูปแบบสภาวะเลวร้ายรุนแรงขนาดนั้นได้ง่ายๆ เพื่อที่โลกจะไม่ต้องอาบอยู่ใน ฉากหลังที่สว่างไสวเท่ากับดวงอาทิตย์ โอลเบอร์ได้เสนอว่า กลุ่มเมฆของฝุ่นละอองทั้งหลายจะต้องดูดซับความร้อนอันมหาศาลเอาไว้ เพื่อทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้ในโลก ตัวอย่างเช่น ใจกลางร้อนแรงของกาแลคซีทางช้างเผือกของเรา ที่ถูกต้องควรจะสว่างโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งบนท้องฟ้ายามค่ำคืนแต่กลับถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆของฝุ่นละออง โดยถ้าเรามองไปในทิศทางของกลุ่มดาวซาจิทาเรียส ซึ่งเป็นทิศตำแหน่งใจกลางกาแลคซีของเรา เราหาได้เห็นลูกไฟใหญ่ไม่ ทว่ากลับเป็นความมืดมิดแทน

แต่กลุ่มเมฆและฝุ่นละอองไม่สามารถอธิบายปฎิทรรศน์ของโอลเบอร์ได้อย่างถ่องแท้ ในช่วงเวลาอนันต์นั้น กลุ่มเมฆของฝุ่นละอองจะดูดซับแสงจากดาวจำนวนอนันต์ไว้ ในที่สุดแล้วก็จะเปล่งแสงเหมือนผิวของดาวฤกษ์เอง ดังนั้นแม้กลุ่มเมฆของฝุ่นละอองก็ควรจะสว่างไสวในท้องฟ้ายามค่ำคืน หรือเราจะคิดอีกว่า ยิ่งดาวอยู่ห่างออกไปไกลเท่าใด แสงของมันก็จะริบหรี่ลงเท่านั้นซึ่งก็ไม่ถูกต้องอีก เช่นถ้าเรามองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน จริงอยู่ที่ดาวฤกษ์ซึ่งอยู่ไกลจะดูริบหรี่ แต่ทว่าเมื่อยิ่งมองออกไปไกลเท่าใด ก็ยิ่งมีจำนวนดาวมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ควรจะหักล้างกันพอดี

แปลกทีเดียวสำหรับบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไขปริศนาของปฏิทรรศน์นี้ได้ก็คือ นักเขียนเรื่องลึกลับชาวอเมริกันนามว่า เอดกา อัลลัน โพ ผู้ซึ่งสนใจดาราศาสตร์มาช้านาน ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน ได้ตีพิมพ์ข้อสังเกตจำนวนมากในบทกวีเชิงปรัชญาครอบคลุมหลายสาขา ชื่อ Eureka: A Prose Poem ในตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

"หากว่าดาวฤกษ์มีจำนวนไม่จำกัดจริงๆ ฉากหลังของท้องฟ้าที่เรามองเห็นก็จะเป็นความสว่างเท่ากันหมด เหมือนกับที่เราเห็นในกาแลคซีเนื่องจากจะไม่มีจุดใดเลย ในฉากหลังของท้องฟ้าทั้งหมด ที่ไม่มีดาวฤกษ์ดวงหนึ่งปรากฏอยู่ตรงจุดนั้น ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงมีอยู่ทางเดียวที่เราจะสามารถทำความเข้าใจกับความว่างเปล่า ซึ่งกล้องดูดาวพบในทิศทั้งหลาย นั่นก็คือ โดยการตั้งสมมุติฐานว่า ระยะทางของฉากหลังที่มองไม่เห็นสิ่งใดนั้นจะต้องไกลอย่างมากมายมหาศาล จนกระทั่งยังไม่มีแสงใดๆสามารถมาถึงเราได้"

นี่เองเป็นคำตอบอันถูกต้องสำหรับประเด็นนี้ จักรวาลไม่ได้เก่าแก่จนมีอายุเป็นอนันต์ แต่มีจุดก่อกำเนิด มีช่วงเวลาสิ้นสุดสำหรับแสงที่มาถึงดวงตาของเรา แสงที่อยู่ไกลออกไปที่สุดนั้นยังมีเวลานานไม่พอที่จะเดินทางมาถึงเราได้ ในปี 1901 ลอร์ดเคลวิน ได้ค้นพบคำตอบที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เขาตระหนักว่า เมื่อเรามองขึ้นไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน เรากำลังมองดูอดีตของมันไม่ใช่ปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะความเร็วของแสงมีจำกัดและเมื่อการที่แสงเดินทางมาถึงโลกต้องใช้เวลา เคลวินได้คำนวณว่า ถ้าจะให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนขาวโพลนนั้น จักรวาลจะต้องขยายขอบเขตออกไปถึงหลายร้อยล้านปีแสง ทว่าเนื่องจากจักรวาลมิได้มีอายุเก่าแก่ถึงหลายล้านล้านปี ท้องฟ้าจึงต้องมืด อีกเหตุผลคือดาวฤกษ์ทั้งหลายนั้นมีอายุจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็วัดได้ในระดับพันล้านปีเท่านั้น

ต่อมาไม่นานก็มีการทดสอบพิสูจน์ยืนยันความถูกต้องด้วยการทดลองคำตอบของโพ โดยการใช้ดาวเทียมต่างๆเช่น กล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิล การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้นั้น นักดาราศาสตร์ต้องโปรแกรมกล้องฮับเบิลให้ถ่ายภาพครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการถ่ายภาพที่ไกลที่สุดในจักรวาล การจับภาพแสงที่เจือจางอย่างที่สุดซึ่งอยู่ไกลที่สุดได้นั้น คือต้องเล็งอย่างแม่นยำไปยังจุดจุดเดียวกันในท้องฟ้าใกล้กับกลุ่มดาวโอไรออน เป็นเวลารวมทั้งสิ้นหลายร้อยชั่วโมง ซึ่งต้องบังคับให้กล้องโทรทัศน์นั้นหันทิศทางได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบตลอดการโคจรรอบโลก 400 รอบ โครงการนี้ยากมากๆจึงต้องมีภารกิจย่อยๆในช่วงเวลาสี่เดือน


ปี 2004 ภาพที่สร้างความตื่นตะลึงก็ออกมาถูกเผยแพร่เป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ต่างๆ มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นกาแลคซีเกิดใหม่จำนวนเป็นหมื่นกาแลคซีกำลังก่อตัวขึ้นจากความโกลาหลของบิกแบงค์เอง สิ่งที่เราเห็นนั้นแสดงถึงกาแลคซีริบหรี่จำนวนมากซึ่งอยู่ไกลจากโลกถึง 13,000 ล้านปีแสง นั่นคือมันต้องใช้เวลาถึง 13,000 ล้านปีในการที่แสงนั้นเดินทางมาถึงโลก เนื่องจากจักรวาลมีอายุเก่าแก่เพียง 13,700 ล้านปี นั่นก็หมายความว่าก่อกำเนิดประมาณกึ่งหนึ่งของพันล้านปี เมื่อดาวฤกษ์ดวงแรกๆและกาแลคซีแรกๆ รวมตัวขึ้นมาจากซุป ของก๊าซทั้งหลาย ที่หลงเหลือจากบิกแบง สตีวาเวลลี นักดาราศาสตร์กล่าวว่า กล้องฮับเบิลพาเราให้ไปใกล้กับปรากฏการณ์บิกแบงชนิดที่เรียกว่าระยะโยนก้อนหินถึง

ทว่านี่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า อะไรอยู่เลยจากกาแลคซีที่อยู่ไกลที่สุดเหล่านั้นออกไปอีก ? ถ้าดูภาพนี้สิ่งที่เห็นชัดเจนก็คือความมืดเท่านั้นที่กั้นอยู่ระหว่างกาแลคซี ความดำมืดนี้เองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นมืด มันเป็นเส้นเขตแดนสุดท้ายของแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลโพ้น อย่างไรก็ตาม ความดำมืดแท้จริงแล้วก็คือ รังสีไมโครเวฟพื้นหลัง


ดังนั้นคำตอบสุดท้ายต่อคำถามที่ว่า เหตุใดท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงดำมืดนั้นก็คือ ท้องฟ้ายามค่ำคืนจริงๆแล้วมิได้มืดสนิทแต่อย่างใด โดยถ้าดวงตาของเราสามารถมองเห็นรังสีไมโครเวฟได้ด้วย มิใช่เฉพาะแต่แสงในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ เราก็จะสามารถมองเห็นรังสีจากบิกแบงอาบอยู่ทั่วท้องฟ้าด้วย ในอีกแง่หนึ่ง รังสีจากบิกแบงปรากฏให้เห็นอยู่ทุกค่ำคืน ถ้าเพียงเรามีดวงที่สามารถมองเห็นรังสีไมโครเวฟได้ เราก็จะเห็นว่า เลยจากดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลที่สุดนั้นก็คือปรากฏการณณ์การก่อกำเนิดนั่นเอง


และแล้วปริศนาก็ได้ลับการเปิดเผย เหมือนปริศนาของโคนันคุงในห้องปิดตาย วิทยาศาสตร์เป็นกุญแจไขคำตอบของเอกภพ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน มนุษย์ก็พยายามที่จะตอบคำถามปริศนาของจักรวาลเหมือนโคนันคุง ไม่ว่าหลักฐานต่างๆจะมีเท่าไหรก็นำมารวบรวม คิด ตั้งสมมติฐาน ทดลองและสรุปผล สุดท้ายคำตอบต่างๆก็คลี่คลาย เหมือนดวงจัทร์ที่สว่างๆในคืนเดือนมืดนั่นเอง 555+ ปริศนาของเอกภพนี้มันลึกลับซับซ้อนมีเสน่ห์ชวนดึงดูดและก็ท้าทาย แต่ก็ยังพอใจดีให้มนุษย์ได้สืบเรื่องราวหาคำตอบได้บ้าง ซึ่งเหตุผลนี้เองทำให้ผมเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ครับ


"The most incomprehensible thing about the world is that it is comprehensible."
- Albert Einstein



-Parallel Worlds: A Journey Through Creation, Higher Dimensions, and the Future of the Cosmos เขียนโดย Michio Kaku
-//en.wikipedia.org/wiki/Olbers'_paradox
-//math.ucr.edu/home/baez/physics/Relativity/GR/olbers.html
-//cmb.physics.wisc.edu/tutorial/olbers.html
-//www.deepastronomy.com/why-is-the-sky-dark-at-night.html




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2556    
Last Update : 2 ธันวาคม 2556 22:53:57 น.
Counter : 816 Pageviews.  

#V002#Turbo (David Soren)




"No dream is too big, and no dreamer is too small."


"Everybody’s got that one thing that makes them happy. For me, it’s terrifying blazing speed."


"I’m moving so fast the whole world’s going in slow motion baby."




10/10




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2556 19:28:25 น.
Counter : 620 Pageviews.  

#O004#2011 Trek 1.2 Photography

























 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2556 11:59:55 น.
Counter : 672 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

Valentine's Month


 
Mr.Feynman
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




Friends' blogs
[Add Mr.Feynman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.