ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

มากกว่าร้านตัดผม

หลังจากลังเลมานาน ในที่สุดก็ทำใจได้กับการตัดผมสักที อยากตัดทรงนี้มานาน แต่ก็เสียดายผมที่เลี้ยงมานาน แต่ก็ตัดใจได้สักทีสินะ ก็เลยเดินเข้าร้านตัดผม ไปตัดมันซะเลย

ร้านตัดผมร้านนี้ เคยพาเพื่อนไปตัดครั้งนึง ร้านดูแนวๆ แปลกๆ คนตัดก็แต่งตัวแนว ทรงผมแนว ดูแล้วก็รู้สึกชอบสไตล์ร้านที่ตกแต่งได้ไม่เหมือนใคร แต่ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างแปลกไม่เหมือนร้านตัดผมทั่วไป ทำให้รู้สึกกลัวอยู่บ้าง

และก็ไม่รู้อะไรอีกทำให้ พอบอกจะตัดผม ก็ลากเพื่อนมาตัดร้านนี้เลย ทั้งๆที่ไม่ชินกับบรรยากาศภายในร้านเท่าไหร่นัก

เดินเข้าไปในร้านด้วยอาการค่อนข้างประหม่านิดหน่อย เพื่อนบอกว่าตัดกับพี่คนนี้สิ ชี้ไปทางพี่ผู้ชายท่าทางแนวๆคนหนึ่ง แต่หลังจากเราสังเกตแล้ว รู้สึกว่าดูจะอารมณ์ไม่ดี และกำลังคิดอันตรายถึงหัวของตัวเอง กับทรงผมที่จะออกมา แต่ไหนๆก็มาแล้วนี่น่า ก็เลยเดินไปสระผมซะเลย

เมื่อเดินมานั่งหน้ากระจก พี่คนตัดก็ชวนคุยใหญ่เลย ปล่อยมุขไปอีกหลายมุข ซะอย่างนั้น และค่อยๆบรรจงในการตัด เราคิดว่าการตัดผมครั้งนี้เป็นครั้งที่เรียกได้ว่าแทบจะนานที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่เพราะพี่เค้าขยันปล่อยมุขนะ แต่เพราะว่าพี่เค้าค่อยๆบรรจงในการตัดทีละนิดๆ และยังให้กำลังใจอีกว่า “ใกล้ความจริงแล้วน้อง” (ขอบคุณค่ะพี่) แต่ใกล้ความจริงของพี่นี่ เล่นปาเข้าไปอีก 20 นาทีได้ พอตัดเสร็จพี่ก็ค่อยๆเป่า แล้วค่อยๆซอยให้เป็นทรงอีกที พอเสร็จแล้ว ก็ค่อยๆจัดทรง (เสียแต่มือหนักไปนิดนึงนะพี่)

เมื่อตัดเสร็จเรียบร้อย และได้ทรงตามต้องการเปี๊ยบเลย ชอบมากๆพี่ ขอบคุณๆ ก็ไปนั่งรอเพื่อนอีกคนตัด (ก็ดันตัดช่างคนเดียวกับ—ทำไมล่ะ ก็ช้าอ่ะดิ) พี่เค้าก็ค่อยๆตัดผมของเพื่อนทีละนิดๆ และยังชวนคุย บอกวิธีดูแลผมอย่างงั้นอย่างนี้
สักพักหลังจากมีน้ำเย็นๆมาวางไว้ให้ เราก็ไม่เห็นหลอด ก็เลยเดินไปถามพี่คนอื่นๆว่าพี่ค่ะขอหลอดหน่อยค่ะ พี่เค้าบอกว่าน้องค่ะ หยิบเลยค่ะตรงนั้น สักพักพี่คนตัดผู้ชายอีกคน ก็เดินไปหยิบหลอดมาให้ ยังไม่พอ หันมายิ้มให้ และบอกว่า เจาะให้ด้วยมั้ยครับ (จะบริการดีไปไหนเนี่ย)

ระหว่างที่เรานั่งรอเพื่อนนั้น ช่างผมอีกคนก็ตัดผมให้ผู้หญิงคนนึงอยู่ พี่เค้าก็ค่อยๆตัด ดูแลอย่างดี และบอกลูกค้าว่า ดูแลผมอย่างนี้นะครับ พอไดร์ ก็ถามว่า ร้อนไปมั้ยครับ ชอบทรงผมมั้ย ถ้าไม่ชอบหรือยังไงก็มาแก้ได้นะครับ แบบโคตรใส่ใจลูกค้าเลยพี่

เป็นร้านทำผมที่ประทับใจมาก สุดๆไปเลยพี่ ระยะเวลา 3 ชั่วโมงที่เรานั่งตัดผม และรอเพื่อนตัดผมนั้น มันได้เห็นอะไรบางอย่างที่มากกว่าร้านตัดผม จะมีร้านตัดผมสักกี่ร้านที่ดูแลเทคแคร์ลูกค้าสุดๆไปเลย ทั้งๆที่มีคนรอต่อคิวอีกเยอะ แต่ก็ไม่รีบตัดแบบ ตัดให้เสร็จๆ จะได้ตัดหัวต่อไป รู้สึกดีมากที่ร้านนี้ไม่เป็นอย่างนั้นดูแลลูกค้าทุกคนเท่ากัน

ระหว่างการรออันยาวนาน 3 ชั่วโมงนั้น เราก็ได้เห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างอีกครั้ง คุณป้าคนนึงที่ผมสั้นหยิก หน้าตาหงุดหงิด (เหมือนหงุดหงิดกับทรงผม) ก็มานั่งให้ช่างไดร์ผมให้ หน้าป้าก็หงุดหงิดๆ (ซึ่งเพื่อนเราเรียกยาย แต่เราว่าไม่แก่ขนาดนั้นนะ) แต่ภาพที่เห็นหลังจากไดร์ผมเสร็จก็คือ ภาพรอยยิ้ม รอยยิ้มอย่างมีความสุขของคุณป้า รอยยิ้มที่ได้ผมใหม่ที่สวยดังใจ เราสงสัย ช่างทำผมจะแอบยิ้มไปด้วยมั้ย เวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของลูกค้าเวลาก้าวเท้าออกจากร้านไป

สิ่งที่ได้เห็นทำให้คิดถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา บ้านเราได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน เราได้รับโทรศัพท์จากพ่อ บอกว่าพี่สะใภ้คลอดแล้วนะ และชวนเราไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เรารีบออกเดินทางไปโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าจะค่ำจนเกินไป พ่อบอกว่าหลานต้องฉายแสง เพราะตัวเหลือง (เค้าเรียกอย่างนี้รึเปล่าก็ไม่รู้) เราเดินไปหน้าห้องเด็กทารก และไปมุงกระจกกันหลายคน หาหลานตัวน้อย เมื่อพยาบาลเห็น ก็ถามว่าคนไหน พ่อก็บอกหมายเลขไป พยาบาลก็เดินไปเปิดผ้าให้ญาติได้เห็นเด็กตัวน้อยๆคนนั้นอย่างเต็มตา

ถ้าตาเราไม่ฝาดไป เราเห็นพยาบาลแอบยิ้ม เราคิดไปเองว่าพยาบาลก็คงมีความสุขไปด้วย เวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มของญาติตอนที่เห็นสมาชิกตัวน้อยๆคนใหม่คนนั้น เด็กทารกคนแล้วคนเล่าในห้องนี้ ก็ภาพรอยยิ้มของญาติๆหลายร้อยคน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อเราเห็นรอยยิ้มของป้าคนนั้น ที่พอใจกับทรงผมของตัวเองมาก ทำให้เราคิดว่า คนตัดจะรู้สึกดีใจมั้ย ที่ทำให้ใครบางคนมีความสุข แม้จะเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย (การตัดผม หรือไดร์ผม) ก็ตาม เค้าจะรู้มั้ยนะว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆที่พวกเขาทำ อาจทำให้ใครบางคนยิ้มได้...




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2551 23:30:19 น.
Counter : 499 Pageviews.  

กระดาษหนึ่งใบที่มีค่า กับการสั่งสมประสบการณ์มาถึง 4 ปี

เมื่อวานนี้ไปงานซ้อมรับปริญญาของมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนเช้าไปวิทยาเขตท่าพระจันทร์ (เพื่อนที่เรียนจบคณะโบราณคดี) ไปช่วงเช้า แล้วก็ถ่ายๆๆๆๆ บอกเพื่อนว่าอยู่ไม่ได้ทั้งวัน เพราะตอนบ่ายต้องไปงานรับปริญญาเพื่อนที่เรียนคณะอักษรฯ ที่วิทยาเขตทับแก้วต่อ มาราธอนได้อีกช้านน

หลังจากอยู่จนถึงประมาณ 11 โมงกว่า ก็รีบออกเดินทางไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพื่อไปต่อรถตู้ นั่งรอคนเต็มรถประมาณ 10 นาทีได้ (ค่ารถก็แค่เพียง 40 บาท) แล้วก็ไปถึง วิทยาเขตทับแก้วประมาณเที่ยงกว่า หาข้าวกิน และมาถ่ายรูปเพื่อนต่อ

เพื่อนรับปริญญา 3 คน เพื่อนเรา 2 คนที่สนิทกัน จ้างช่างถ่ายภาพคนเดียวกัน เราก็เดินตามเป็นเบ้ช่วยถือของ และก็ถ่ายภาพในส่วนของเรา เพราะเราถ่ายไม่ค่อยสวย ถ้าเพื่อนเห็นคงต้องบอกว่ากล้องเราเป็นภาพเบื้องหลังเป็นแน่

เป็นครั้งแรกที่ทั้งเดินทั้งวิ่งแบบค่อนข้างเหนื่อย ไปถ่ายรูปรุ่นน้องบูมให้เพื่อนเรา เสร็จแล้วก็เดินไปถ่ายรูปที่พระราชวังสนามจันทร์ต่อ ไม่น่าเชื่อว่าจะสวยขนาดนี้ บรรยากาศโดยรวมของมหา’ลัย ที่นี่ก็น่าอยู่มากๆ

เราเห็นมีช่างกล้องทำหน้าที่นี้ได้ดีอยู่แล้ว เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว เราก็เลยอู้งาน ไปติดอยู่กับบรรยากาศสวยๆของสถานที่แทน กลายเป็นว่าจากถ่ายคน ไปถ่ายสถานที่ ซะงั้น และก็ถ่ายๆๆๆ จนเพื่อนแซวว่า ดูเรามีความสุขมาก (เราคิดภาพดูแล้วคงเหมือนตอนหมาได้กระดูกมาแทะ 555 )

เราเห็นความสำเร็จลำดับแรกของเพื่อนแล้วก็ดีใจด้วยจริงๆ ภาพที่เพื่อนสวมชุดครุย รอยยิ้มแห่งความปราบปลื้มของเพื่อน ขาของเพื่อนที่เดินอย่างไม่หยุดหย่อน แม้ว่าจะเหนื่อย แต่เพื่อนก็ดีใจ ถ่ายรูปขอเยอะๆไว้ก่อน

เพื่อนเราที่เมื่อ 6 ปีที่แล้วที่เรียนห้องเดียวกันตอนม.4 เพื่อนที่คุยเล่น หยอกล้อ กันเป็นเด็กๆ ชีวิตเด็กม. 4 ที่เพิ่งข้ามผ่านพ้น ม.ต้น ที่ยังสดใส ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แต่เวลา 6 ปี ช่างผ่านไปรวดเร็วจังเลยนะ

พวกเราต้องผ่านชีวิตการเป็นเด็ก ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย 4ปีแห่งการตรากตรำท่องตำราเรียน เพื่อกระดาษใบหนึ่ง แต่มันไม่ใช่กระดาษธรรมดา มันเป็นกระดาษที่สั่งสมประสบการณ์ตลอด 4 ปี เพื่อนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาไปใช้งานต่อในอนาคต

ใครจะไปรู้ชั่วเวลาแค่หลับตา พอลืมตาขึ้นอีกที ทุกคนก็เรียนจบ ได้งานทำ ได้ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เราเคยคิดภาพตอนเพื่อนๆทำงาน จะเป็นยังไงกันบ้างนะ จากสมัยกระโปรงบานขาสั้น ไปสู่กระโปรงพีท กางเกงขายาว

เราค่อยๆหลับตาลง ภาพเพื่อนที่ใส่ชุดพนักงานออฟฟิศ เพื่อนใส่ชุดนางพยาบาล ภาพเพื่อนใส่สูทผูกไท ค่อยๆผุดขึ้นมา ทำให้บางทีเราก็คิดถึงหนังบางเรื่อง อย่าง อนึ่งคิดถึงพอสังเขป ภาค 2 ที่เล่าเรื่องชีวิตสมัยมัธยมของเพื่อนกลุ่มๆหนึ่ง ที่มาเจอกันอีกทีตอนงานเลี้ยงรุ่น

ถ้าอีกสัก 10 ปีผ่านไป แล้วพวกเราชาวกระโปรงบานขาสั้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วมาเจอกันอีก ภาพเหล่านั้นจะเป็นยังไง จะสวยงามเหมือนในหนังมั้ย ภาพที่พวกเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว มานั่งอยู่ในงานเลี้ยงพูดคุยกันถึงชีวิตสมัยมัธยมว่าเป็นยังไงบ้าง และถ้ายิ่งนำภาพเหล่านั้นกลับมาดู มันคงจะดูตลกดีไม่น้อย

อยากบอกเพื่อนๆที่เรียนจบปี 2550 นี้ว่า กระดาษหนึ่งใบๆนั้น คือผลรางวันแห่งความพยายามตลอดระยะเวลา 4 ปี ไม่ว่าจะจบแบบเกียตรินิยม หรือจบแบบฉิวเฉียด ก็ขอให้ภูมิใจกับมัน อย่างน้อยเราก็เป็นหนึ่งคนที่ผ่านเวลาแห่งความย่อท้อในบางที ลำบากในบางครั้งมาได้แล้ว

หนทางต่อจากนี้ไป อาจจะเจออะไรที่หนักกว่า 4 ปีที่ผ่านมาก็ได้ ถ้ามีปัญหาอะไรทุกข์ใจอยากให้นึกถึง กระดาษหนึ่งใบๆนั้นเข้าไว้ ที่เราจะต้องลำบาก กว่าจะได้มันมา หนทางข้างหน้าอาจเจออุปสรรค์ ขวากหนาม เราแค่คิดว่า ใบปริญญาใบนั้น คงเตือนอะไรเพื่อนได้บ้าง




href="//www.bloggang.com/data/redhighlight/picture/1216279270.jpg" target=_blank>



สุดท้ายแล้ว เราอยากมอบเพลงๆนี้ ที่เคยมีเพื่อนสนิทของเราส่งให้เราฟัง และเราก็ชอบมันมาก ตอนนี้เราอยากมอบให้กับเพื่อนเรา ที่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัย แล้วไปเจอกับอุปสรรค์ แค่อยากบอกว่า อย่าท้อถอย อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนที่คอยเป็นกำลังใจให้นะ

น้องเอ๋ยข้างนอกมีเรื่องมากมาย
สุขและทุกข์วุ่นวายทั้งหลายคนที่รักเธอคงมี
คนที่หนีเธอคงเจอแต่ไม่ว่าเป็นยังไง
ตราบใดที่ใจของเธอยังมีหวัง

ฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้เธอ
ได้พบกับวันที่รอมาเสมอขอเพียงแค่เธอ
เข้าใจในทางที่เดินอยู่และแน่ใจว่ามันถูกก็พอ

เพื่อนเอ๋ยหากว่าวันนี้ไม่ใช่
วันพรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ได้ไหม
คนที่รักเธอยังมี
และคนที่หนีก็คงเจอแต่ไม่ว่าเป็นยังไง
ตราบใดที่ใจของเธอยังมีหวัง


ฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้เธอ
ได้พบกับวันที่รอมาเสมอขอเพียงแค่เธอ
เข้าใจในทางที่เดินอยู่และแน่ใจว่ามันถูกก็พอ

แม้จะต้องผิดหวังซ้ำอีกเท่าไหร่
แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด
สักแค่ไหนขอเพียงเธอนั้นมั่นใจ
และเข้าใจในทางที่เดินอยู่
และแน่ใจว่ามันถูก ก็พอ


ปล.1 เพลงเพื่อนเอ๋ย ของวงพรู
ปล.2 ขอบใจยี้ ที่ส่งเพลงนี้ให้เรา รู้สึกดีจริงๆที่ได้ยินเพลงนี้
ปล. 3 ขอบคุณใครก็ตามที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 14:21:53 น.
Counter : 543 Pageviews.  

เสื้อของพ่อ

บางที ความเคยชิน อาจจะทำให้เราลืมอะไรบางอย่างไป เพราะความเคยชินก็คือความคุ้นเคยที่เรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง


จำได้ว่าตอนเด็กๆ ถ้าอยากได้อะไร พ่อ ก็มักจะซื้อให้ฉันเสมอ ทำให้ตอนเด็กๆฉันมักจะเอาแต่ใจตัวเอง แต่พอเวลาผ่านไป ไม่มีใครต้องมาบอก แต่มีอะไรบางอย่างบอกฉันว่า ควรพอในเวลาที่ควร แทนที่ฉันจะโตมาแล้วเอาแต่ใจตัวเอง แต่กลายเป็นว่า ฉันพอใจที่จะพอ มากกว่าที่จะอยากได้ทุกอย่างอยู่เรื่อยๆ อาจะเป็นเพราะว่า พ่อ ให้ฉันมากเกินไป ฉันจึงคิดว่าถึงเวลาพอ ก็ควรพอ ไม่ควรทำให้ท่านทุกข์ใจ เพราะความอยากได้ไม่รู้จบ


หลังจากวัยเด็ก หลายปีผ่านพ้นไป ใช่ ฉันเอาแต่ใจตัวเองน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ใส่ใจคนอื่นน้อยลงด้วย หลายๆครั้งฉันลืมสังเกตอะไรหลายๆอย่าง ก็เพราะความเคยชินของตัวเองนี่แหละ


2 ปีที่แล้ว เวลาที่ฉันไปทานข้าวกับครอบครัว ก็มักจะไปทานที่ห้างฯกัน เพราะง่าย สะดวก และมีอะไรให้เลือกทานได้เยอะดี พอทานอาหารเสร็จ เวลาที่ลงบันไดเลื่อนมา ก็จะเจอชั้นเสื้อผ้าผู้ชาย บางครั้งที่บังเอิญเจอเสื้อผ้าลดราคา พ่อก็มักจะเดินเข้าไปยังเสื้อผ้ากองนั้น ฉันคิดว่าพ่อคงจะได้อะไรกลับมาบ้าง แต่กลายเป็นว่า พ่อไม่ได้อะไรกลับมาเลย พ่อหันมามองหน้าฉันแล้วบอกว่า ไม่ค่อยชอบเสื้อผ้าพวกนั้นเท่าไหร่


ฉันเพิ่งสังเกตว่าทุกครั้งที่พ่อเดินเข้าไปดูเสื้อก็จะไม่ได้อะไรกลับมา และจะบอกด้วยคำพูดเดิม แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก มันเป็นหลายครั้งผ่านมาแล้ว แต่กลับกลายเป็นครั้งแรกที่ฉันเพิ่งสังเกตเห็น หรือเพิ่งนึกได้ก็ไม่รู้
แม้ว่าพ่อฉันจะมีรถยนต์ขับ แต่ว่าพ่อก็ยังคงชอบขี่มอเตอร์ไซต์มากกว่า เพราะพ่อบอกว่า มันเร็วกว่า กรุงเทพอ่ะรถติด และอีกเหตุผลก็คือ ค่าน้ำมันถูกกว่ารถยนต์ ดังนั้นเวลาที่พ่อขี่มอเตอร์ไซต์ ฉันมีโอกาสนั่งซ้อนท้ายบ่อยๆ


วันนั้นเองที่ฉันนั่งซ้อนท้ายพ่อ แต่กลับเพิ่งสังเกตเห็น เสื้อพ่อเก่ามากแล้ว ฉันค่อยๆนึกๆๆๆ นึกถึงเสื้อผ้าตัวอื่นๆของพ่อ ใช่ทุกๆตัวมันเก่าแล้ว ฉันเพิ่งนึกออกตอนนั้นเอง


ทุกๆครั้งที่พ่อจะซื้อเสื้อตัวใหม่ และก็ตัดสินใจไม่ซื้อมันทุกครั้งไปนั้น พ่อมักบอกว่าเก็บเงินให้ลูกซื้อเสื้อผ้าสวยๆใส่


หลังจากวันนั้น วันที่ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นอะไรหลายๆอย่าง ฉันก็คิดไว้ว่า จะซื้อเสื้อดีๆให้พ่อไว้ใส่สักตัว และฉันก็เริ่มเก็บเงิน


เมื่อวันพ่อใกล้มาถึง ฉันก็เริ่มไปเดินห้าง เพื่อจะเลือกซื้อเสื้อให้พ่อ ฉันเดินไล่ไปหลายๆแบรนด์ บางแบรนด์ก็แพงเกินไป ฉันก็ยังคงเดินเรื่อยๆ จนไปเจอแบรนด์หนึ่ง ที่ถือว่าก็มียี่ห้ออยู่ เพียงแต่ไม่ดังเท่าแบรนด์อื่นๆสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่ฉันเห็น เสื้อทำมาจากผ้าเนื้อดี สีและลายก็ดูสวยทันสมัย และที่สำคัญราคาไม่แพง นั่นทำให้ฉันสามารถซื้อเสื้อให้พ่อได้ถึง 2 ตัว


วันพ่อ ... ฉันเอากล่องที่มีเสื้ออยู่ 2 ตัว เดินไปให้พ่อ พ่อแกะกล่องออกมาดู สีหน้าของพ่อบ่งบอกว่า พ่อดีใจมาก พ่อคงดีใจที่ลูกสาวของพ่อโตสักที โตพอที่จะมาซื้อเสื้อให้พ่อ แทนที่พ่อจะซื้อเสื้อให้ลูกเหมือนตอนเด็กๆ
นาทีนั้น ฉันได้ยินพ่อพูดแต่ว่า ‘เสื้อสวย’ นาทีที่พ่อยิ้ม พ่อจะรู้ไหมนะว่าไม่ใช่มีแต่พ่อที่มีความสุข แต่ว่าลูกสาวคนนี้ก็มีความสุขไปด้วย ที่ได้เห็นรอยยิ้มของพ่อ


เสื้อสองตัวนั้นถูกซัก เมื่อพ่อใส่มันครั้งแรก พ่อก็เที่ยวบอกใครต่อใครว่า ลูกสาวซื้อให้ หลังจากวันนั้น ฉันก็เห็นพ่อใส่เสื้อ 2 ตัวนี้บ่อยมาก มันไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นเสื้อตัวใหม่ ฉันรู้ดี แต่มันเป็นเพราะมันเป็นเสื้อที่ลูกสาวซื้อให้ต่างหากล่ะ


2 ปีนั้นก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ฉันสังเกตอีก เสื้อ 2 ตัวนั้นเก่าแล้วแหละ คงเป็นเพราะเจ้าของที่ชอบใส่มันบ่อยเหลือเกิน ตอนนี้ฉันคิด.....


วันพ่อปีนี้ฉันรู้แล้วว่าจะทำอะไรให้ท่าน .........







 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2551 23:12:25 น.
Counter : 320 Pageviews.  

ระแวง


เมื่อวันก่อนเดินอยู่กับเพื่อนริมถนน ตอนที่ฟ้าเริ่มมืดเต็มทีแล้ว ตรงที่เราเดินผ่านมันไม่มีคน มีชายหญิง 2 คนยืนอยู่ พยายามที่จะเรียกพวกเราให้หยุด เราคิดว่าเค้าจะถามทาง ก็เลยสะกิดเพื่อนให้หยุด (ทั้งๆที่เพื่อนพยายามจะเดินหนีไปแล้ว) แต่แล้วคำพูดจากปากชายหญิง 2 คนก็คือ “คนไทยด้วยกัน ไม่ต้องกลัวหรอก พี่เดือดร้อน พี่จะไป.......ไม่มีเงินค่ารถ ต้องเสียเงินค่ารถคนละ 18 บาทขอเงินหน่อยเหอะ” เราเริ่มงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อย เพื่อนก็หยิบแบงก์ 20 ออกมา และยื่นให้ไป เค้าทำหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เพื่อนเราและเราก็เดินไปแล้ว เค้าก็ตะโกนบอกว่าขอบใจนะ

เมื่อเดินผ่านมา เพื่อนก็บอกกับเราว่า “พวกนี้เป็นพวกต้มตุ๋น” เราไม่รู้หรอกนะว่าจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่า แต่ว่าเราแค่คิดว่าถ้าช่วยได้ ก็ช่วยไปเถอะ (ด้วยเงินที่ไม่มากเกินไป) ส่วนจะต้มตุ๋นหรือไม่นั้น เราเชื่อว่า ถ้าเราให้ด้วยใจ ถ้าเค้าจะหรอก เวรกรรมก็ตกอยู่ที่คนพวกนั้น เหมือนกับเวลาที่เจอแท็กซี่โกงค่ารถ เราก็แค่คิดว่า คนที่ทำเรื่องแบบนี้ไม่เจริญหรอก เดี๋ยวพอทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กรรมก็จะตามทันเค้าไปเอง

เพื่อนบอกกับเราว่า ให้ใช้สัญชาติญาณดูว่า เค้ามาดีรึเปล่า เพื่อนบอกเราว่า ไอ้เจออย่างนี้ไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่ว่าเวลาก็เริ่มมืดแล้ว ใครเรียกไม่ควรหยุดด้วยซ้ำ ถ้าเกิดเค้าทำเป็นหรอกถามทาง แล้วโป๊ะยาสลบจะทำยังไง เราก็คิดดูว่ามันก็จริงอย่างนั้นแหละ

(ตอนหลังเพื่อนโทรมาบอกว่าที่ให้เงินไป 20 บาทนั้นไม่ได้เต็มใจให้ แต่ว่าตัดรำคาญต่างหาก เราก็ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้เสียเงิน และก็ที่ทำให้แกไม่เต็มใจให้เงินไปว่ะ

สมัยนี้ใครๆก็ต้องระแวงกัน ไปไหนมาไหนก็ต้องระแวง อย่างเวลาเราขึ้นรถแท็กซี่ก็ต้องระแวงว่าเป็นคนดีรึเปล่า แต่ขณะเดียวกันคนขับแท็กซี่ก็คงระแวงว่าผู้โดยสารเป็นคนร้ายรึเปล่า

โดยปกติเราไม่ชอบที่จะไปไหนมาไหนโดยการระแวง ระแวงไปหมด โดยเฉพาะการที่ไปเดินที่สาธารณะ แล้วเจอขอทานทุกที่เดิน 3 ก้าว จนเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกให้คนไหนดี จนเริ่มระแวงว่า คนที่เดือดร้อนจริงๆ แล้วมานั่งขอเงินบนสะพานลอยเนี่ยมันมีสักกี่คนกัน ถ้าคนระแวงว่าขอทานทุกคนหลอกลวงมาเป็นแก้งค์ และก็เลยไม่ให้เงินใครเลย แล้วถ้าคนที่เค้าเดือดร้อนจริงๆล่ะ?

ทุกวันนี้เราแทบจะไม่อยากก้าวเท้าออกไปไหน ไม่อยากเดินไปตามที่ต่างๆด้วยความหวาดระแวง หวาดระแวงกลัวคนมาฟันมือแล้วฉกมือถือไป หวาดระแวงกลัวคนวิ่งราว หวาดระแวงว่าขอทานที่เรากำลังจะให้เศษเงินเป็นคนหลอกลวง หรือแม้กระทั่งจะกินอาหารข้างทางก็ต้องหวาดระแวงยายขายลูกอมที่มีไม่ต่ำกว่า 3 คนต่อ 1 ร้าน พอให้เงินไป ยายคนต่อมาก็มาขายอีก (ซึ่งจะให้เราซื้อของทุกคนมันก็ไม่ได้หรอก

ทุกๆครั้งที่เราก้าวออกจากบ้าน เราก็ยังคงหวาดระแวงตลอดเวลา

เราจะสามารถไปที่ไหนต่อไหนโดยไม่หวาดระแวงได้มั้ย?






 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2551 1:17:21 น.
Counter : 297 Pageviews.  

สื่อในมือ

ในสมัยก่อน สื่อก็คงยังไม่พัฒนาเหมือนในสมัยนี้ ดังนั้นคนที่ครอบครองสื่อได้ ก็คงจะมีแต่เจ้าของสื่อเท่านั้น
หลายๆคนคิดว่า สิ่งที่สื่อนำเสนอออกมานั้น เชื่อถือได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าสื่อนั้นเชื่อถือได้แบบนั้นจริงๆ
หลายสิบปีหลังจากมีสื่อต่างๆออกมา เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมาเรื่อย เรามีตัวกลางที่ทั้งสะดวกและรวดเร็ว อย่างอินเตอร์เน็ต อีกทั้งสื่อที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ตนี้ ยังสามารถให้เราที่เป็นผู้รับสาร กลายเป็นสื่อซะเอง อย่างเช่น การโพสกระทู้ หรือ การเขียนไดอารี่ หรือบล็อก เหมือนที่เรากำลังเขียนอยู่ตรงนี้
เราคิดว่า การเขียนบล็อกบางทีก็มีอิทธิพลอย่างมาก บางหัวข้อที่เจ้าของบล๊อคบางคนเขียนบางทีอาจจะกลายเป็นการชี้นำในทางที่ผิดก็ได้
บล็อกเป็นตัวกลางที่เจ้าของบล็อกสามารถสื่ออะไรก็ได้ที่อยากสื่อออกมา แต่มันนจะน่ากลัวมาก ถ้าคนอีกประเภทหนึ่ง ใช้เจ้าสื่อ (บล็อก) เป็นตัวกลางในการระบายอารมณ์ หรือเขียนให้ผู้อื่นเสียหาย โดยใช้อารมณ์ของตนเองเป็นที่ตั้ง
แต่ที่น่ากลัวไปกว่าการที่ใช้บล็อกเป็นสื่อกลางในการระบายความไม่พอใจอะไรบางอย่างแล้ว (ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลอื่น) ก็คือการที่คนที่มาโพสแสดงความคิดเห็น ดันเชื่อสิ่งนั้นโดยไม่ไตร่ตรองมาก่อนเลยว่ามันจริงเท็จแค่ไหน และโพสต่อว่าบุคคลที่ 3 นั้น อย่างรุนแรง นี่สิน่ากลัวกว่า
ถ้าคนเราในสังคมดันเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่ไตร่ตรองก่อน เราว่ามันน่ากลัวมากนะ โดยเฉพาะการที่สมัยนี้ เราสามารถตามหาความจริง สามารถพิสูจน์ความจริงได้ตั้งหลายทาง
จะดีกว่ามั้ย ก่อนที่เราจะโพส หรือ แสดงความเห็นอะไรแล้ว พิจารณาก่อนที่จะทำสิ่งนั้นลงไป....




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2551    
Last Update : 24 มิถุนายน 2551 21:51:34 น.
Counter : 330 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.