ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

1ปีที่ผ่านไป

1ปีที่กำลังผ่านไป

1.
ยังไม่ทันไรเวลาอีก 1 ปีก็ผ่านไปซะแล้ว หนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เจอเรื่องสุข เรื่องทุกข์ โศกเศร้าเคล้าน้ำตา แต่ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีสุดท้ายแล้วมันก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเติบโตขึ้น ก้าวเดินต่อไปข้าง ทิ้งสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้เบื้องหลัง และเอามันไว้เตือนสติเรา สิ่งสำคัญคือเราต้องก้าวต่อไป
2.
ข่าวร้ายข่าวแรกของต้นปีที่แล้ว คงไม่พ้นข่าวการจากไปของพระพี่นาง ซึ่งก็นำความโศกเศร้ามาให้คนไทยทั้งประเทศ เวลา 1 ปีผ่านไป พระองค์ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคน
3.
เรื่องเรียนก็ปีที่แล้วก็รู้สึกแย่ไม่ต่างกัน ไม่เคยคิดมาก่อนว่า เราจะเครียดเรื่องเรียน ขนาดโดดเรียนไปเที่ยวปาย ไปไกลถึงแม่ฮ่องสอน ไปกับเพื่อนๆ โดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย ถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน มีเหตุการณ์ประทับใจมากมายกับการไปครั้งนั้นจริงๆ
4.
ปาย เป็นเมืองเล็กๆที่น่ารัก อบอุ่น และสงบ (อาจเป็นเพราะเราไปช่วงที่ไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว คนก็เลยไม่เยอะ ก็เลยดูน่าเที่ยว) ในขณะที่บางคนเคยไปปายตอนที่เป็นปายจริงๆ ไม่ใช่เน้นไปทางการค้าเหมือนสมัยนี้ ก็ยืนยันว่าสมัยก่อนปาย น่าอยู่กว่านี้ นั่นทำให้ฉันเริ่มอยากเห็นปายตอนนั้นบ้าง แต่สำหรับเรา ณ ตอนที่ไปปาย เราประทับใจได้ไม่ยาก และยากจะลืมจริงๆ เมืองเล็กแสนโรแมนติก ผู้คนใจดีน่ารัก
5.
การเดินทางที่คล้ายทัศนะศึกษา กับทริปของพี่ก้อง ที่มีวิทยากรที่เก่งๆอย่างอาจารย์ยงยุทธ อาจารย์ที่พยายามสอนให้คนไทยมีปัญญา ไม่ใช่ความรู้ ก็ยังอยู่ในหัวของเรา เหมือนกับเราห่างหายจากการทำกิจกรรมพวกนี้มานานแล้วยังไงก็ไม่รู้ แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้เรารู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง ต่างกันตรงที่เราไม่ต้องทำรายงานส่งอาจารย์ แต่เราต้องพยายามจำมันใส่สมองเราเอาไว้ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นประโยชน์
6.
โทรเลขที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปมาก ทำให้มันดูล้าสมัย และช้ามากๆ ในที่สุดมันก็ต้องจากไป จากโทรเลขที่ไม่มีใครสนใจ ในที่สุดเมื่อข่าวว่า โทรเลข กำลังจะปิดตัวลง ทุกคนก็แห่กันไปส่งโทรเลขไว้เป็นที่ระลึก ทำเอาไปรษณีย์วุ่นวายกันยกใหญ่ จนต้องจัดที่สำหรับส่งโทรเลขไว้โดยเฉพาะ เพื่อสะดวกในการส่ง
7.
ในโลกไซเบอร์ที่แต่ละคนมีพื้นที่เป็นของตัวเอง พวกเราได้แบ่งความคิด ความเห็น ประสบการณ์ต่างๆแก่กันและกัน ทำให้เราเข้าใจว่า โลกเสมือนจริงแห่งนี้ ทำอะไรได้มากกว่าการบันทึกชีวิตประจำวัน แต่มันยังเป็นการแบ่งปันความคิด ทำให้เราลองหัดพูดคุยกับคนอื่น และลองฟังความคิดของคนอื่นมากขึ้น และนั่นก็ทำให้เรามีความคิดมากขึ้นไปด้วยเหมือนกัน
8.
โลกไซเบอร์แห่งนี้ ที่ๆดูคึกคัก คอมเม้นต์เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ใครจะรู้ว่าหลายๆคนอยู่กับมันเพื่อคลายเหงา เมื่อเราอัพบล๊อคบอกกับใครหลายๆคนว่ากำลังเหงา เราก็รับรู้จากคอมเม้นต์ได้ว่า หลายๆคนก็เหงาพอๆกับเรา
9.
ในชีวิตของเรา เราไม่เคยจะลองสมัคร หรือพยายามทำอะไรที่ต้องใช้ความสามารถอะไรเลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่เราตัดสินใจส่งใบสมัครไป มันเป็นประสบการณ์ ความประทับใจหลายๆอย่างที่ปะปนกันอย่างแยกแยะไม่ออก มันเป็นอะไรที่เราไม่อยากให้มันจางหายไป มันเป็นอีกเหตุการณ์ที่แทบจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติของเราอย่างสิ้นเชิง มันทำให้เรากล้าที่จะกระโดดออกไปทำอะไรอีกมากมาย ขอบคุณมากที่ทำให้เราได้เดินทางครั้งนี้ด้วย
10.
หลังจากยกเลิกการใช้โทรเลขไปได้ไม่นาน ก็มีงาน 125 ปีไปรษณีย์ไทย เหมือนย้อนยุคไปสมัยที่มีโทรเลขยุคแรกๆเลย ขอชมว่าจัดงานได้น่ารักมากๆเลย
11. ปีที่ผ่านมา มีข่าวดีมาก มีเรื่องน่ายินดีมากก็จริง แต่ข่าวร้ายที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็คงจะหนีไม่พ้น กลางปีที่แล้ว โทรศัพท์ของเราดังขึ้น พร้อมกับเสียงของเพื่อนของเราที่เศร้าสุด เพราะข่าวร้ายที่เกิดขึ้น ว่าเพื่อนรักของมันได้จากไป ด้วยวัยเพียง 21 ปีเท่านั้น แม้ว่าเราจะไม่ได้สนิทกับเธอคนนั้นมาก แต่มันก็ทำให้เราเศร้าได้ไม่ต่างกัน ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า เพื่อนที่สนิทกันอย่างมัน จะเสียใจแค่ไหน เราแค่หวังว่า ให้เพื่อนคนนั้น ได้จากไปด้วยดี ไปอยู่ในที่ดีๆ
12. ปีนี้เป็นปีที่เราไปงานรับปริญญามากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ใครรับเราก็ไปหมด แต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เม บัณฑิตจากรั้วเกษตรศาสตร์ กิ่ง รี่ เก๋ กิ๊บ จากศิลปากร ยู แอร์ ออ อร โบ จากหอการค้า ยี้ จากม.รังสิต ทุกๆคน ล้วนผ่านช่วงเวลาสุข ทุกข์ เศร้า เหน็ดเหนื่อย มาตลอดระยะเวลา 4 ปี แต่วันที่ได้รับปริญญาก็คงจะเป็นวันที่สุขใจไม่น้อย ซึ่งเราก็ยินดีกับทุกคนด้วย
13. คอนเสริ์ตที่หัวหิน ที่นำความสุขสนุกสนานมาให้เรา เป็นครั้งแรกที่ได้นอนริมหาด (เรียกว่านอนคงไม่ได้ เพราะไม่ได้นอน) เนื่องจากที่พักเต็มหมด พวกเราสนุกสนาน เมื่อเลิกงานก็เดินกันออกไป โดยลืมมองหันหลังกลับมา เจอสิ่งที่ได้ทำไว้หลังจากความสนุกผ่านพ้นไป กองขยะมหาศาลที่พวกเราทิ้งไว้เบื้องหลัง จะมีใครบ้างมั้ยที่คิดถึงสิ่งแวดล้อม มากกว่าความสนุกสนาน
14. ไม่คิดว่าจะได้เข้าโรงพยาบาลครั้งแรกในรอบปีส่งท้ายปีเก่า เนื่องจากเคร่งเครียดกับการสอบ และพักผ่อนน้อยเกินไป ทำให้ปวดหัวและคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก จนต้องโดนหามเข้าโรงพยาบาล แต่ก็ยังไม่แคล้วออกไปเริงร่าพร้อมเพื่อนที่มาจากโคราช (ซ่าได้อีก 555 )
15. ปีนี้เป็นปีที่ได้รับโปสการ์ดมากที่สุดในชีวิตเลย หลังจากห่างหายจากจดหมายและโปรการ์ดมานาน ขอบคุณสำหรับโปสการ์ดทุกใบ ขอบคุณที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปเมื่อ10ปีที่แล้ว ที่ส่งจดหมายทุกอาทิตย์ และตั้งหน้าตั้งตารอจดหมายอย่างใจจดใจจ่อ ขอบคุณที่คิดถึงกัน
16. สุดท้ายนี้ ปีที่ผ่านมาคงเกิดเรื่องเยอะเกินไป จนจำได้ไม่หมด เอาเป็นว่าปีที่ผ่านไปก็มีแบบนี้แหละนะ

สุดท้ายจริงๆ ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ ชาวบล๊อคแก้งค์และเพื่อนๆทุกคนนะค่ะ ขอให้ปีนี้พบเจอแต่สิ่งดีๆค่ะ




 

Create Date : 07 มกราคม 2552    
Last Update : 7 มกราคม 2552 0:28:05 น.
Counter : 256 Pageviews.  

ความสุขที่ซื้อได้

ความสุขที่ซื้อได้

จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะซื้อความสุขได้ แต่มันไม่ได้ให้กับตัวเราเอง มันให้กับคนอื่นต่างหาก บทสนทนาเล็กๆ เริ่มต้นขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น (อีกแล้ว) มีพี่สาวคนหนึ่ง บอกกับเราว่า ปีนี้จะเอาลูกอมไปแจกในวันคริสมาสต์ เธอยังบอกอีกว่า ปีที่แล้วนำช๊อคโกแลตไปแจก แต่แจกได้น้อย เพราะมันแพง ปีนี้เลยเปลี่ยนเป็นลูกอมแทน เผลอๆ จะทำโปสการ์ดไปแจกด้วย แต่ก็แอบลงท้ายว่า จะมีใครอยากได้บ้างมั้ยนะ

เราว่าการที่เราจะทำอะไรให้ใคร บางครั้งเราไม่ต้องสนหรอกว่าเขาจะอยากได้หรือไม่ แค่เราอยากทำมันก็พอ เรารู้สึกแปลกใจนิดๆ ที่มีคนมีน้ำใจ นำลูกอมไปแจกในวันคริสมาสต์ เราว่ามันน่ารักดีนะ ลองนึกภาพบรรยากาศวันคริสมาสต์ บริเวณโซนเซ็นทรัลเวิร์ดที่ประดับไปด้วยต้นสนขนาดใหญ่ ประดับด้วยไฟตระการตา และยังมีพร๊อพต่างๆอีกมากมาย แต่ก็มีคนไปยืนแจกลูกอม (จะเรียกว่าเป็นแซนตี้ได้มั้ยนะ) แจกลูกอมโดยไม่ได้โปรโมตงานใดๆ แต่แจกเพราะอยากให้ มันช่างเข้ากับบรรยากาศดีแท้

มันคงเป็นความสุขที่ซื้อได้ ความสุขที่เราใช้เงินเราซื้อมันมา แต่ทำให้คนอีกหลายคนยิ้มได้

เมื่อเร็วๆนี้มีการจัดเปิดตัวหนังสือเล่มหนึ่ง แต่สาเหตุที่แท้จริงของหนังสือเล่มนั้นก็คือ หาเงินสมทบทุนช่วยชาวเขาเผ่าหนึ่ง เพราะถูกไล่ที่อย่างไม่เป็นธรรม และต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการจัดซื้อที่ดิน เพื่อจะสร้างหมู่บ้านแห่งใหม่ และแน่นอนมีคนมาร่วมงานนี้เป็นจำนวนมาก มาช่วยกันสมทบทุนคนละเล็กคนละน้อย ใครมีมากให้มาก ใครมีน้อยให้น้อย มันดูน่าประทับใจจริงๆ บางคนไม่ว่างมาร่วมงาน แต่ก็ปลีกเวลามาเพื่อสมทบทุนโดยเฉพาะ และก็ปลีกตัวไปทำธุระ มันช่างดูน่ารักจริงๆ งานวันนั้นผ่านไปได้ด้วยดี และก็ได้เงินสมทบทุนไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ค่อนข้างมาก

นี่ก็คงเป็นการซื้อความสุขอีกแบบนึงละมั้ง

เมื่อหลายวันก่อน ขณะลงจากรถไฟฟ้า ก็เจอนักศึกษาถือกล่องรับบริจาคเงิน เพื่อนำเงินไปสร้างโรงเรียน ก็คงประมาณค่ายอาสาพัฒนาชนบท เมื่อคนเราบริจาคคนละเล็กคนละน้อย สักพักเงินก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่จะดำเนินต่อไปก็คือ เงินจำนวนนั้นจะถูกนำไปสร้างความสุขให้กับเด็กอีกหลายร้อยคน

เราว่า “เงิน” บางทีก็ซื้อความสุขได้ หากเรารู้จักใช้เงินนั้นให้ถูกทาง บางทีมันอาจทำให้ใครหลายๆคนยิ้มได้




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 13:40:04 น.
Counter : 296 Pageviews.  

ครั้งหนึ่ง ณ โรงละคร

ละครต่างกับภาพยนตร์ตรงไหน?

ต่างกันที่ละคร สดกว่า ภาพยนตร์ ได้ฟีดแบ็คกลับมาทันที นักแสดงจะรู้ได้ทันทีว่าคนดูรู้สึกอย่างไรต่อละครเรื่องนั้นๆ แต่ภาพยนตร์จะได้รู้ฟีดแบ็คก็ต่อเมื่อคนดูได้ดูภาพยนตร์เรื่องนั้นๆจบแล้ว และอีกสักพักก็จะเกิดฟีดแบล็คตามมา ไม่ทันทีทันใดเหมือนละคร

ต่างกันที่ ภาพยนตร์สามารถกำหนดได้ว่าคนดูต้องดูใครแสดง ต้องดูฉากไหน และสัญลักษณ์อะไร ด้วยกรอบที่ดีมาให้แล้วบนจนภาพยนตร์ แต่ละครที่ต้องออกมาด้วยตัวแสดงหลายคนคนดูต้องดูเอาเองว่าจะสนใจนักแสดงคนไหนบนเวที และคนดูนั่งอยู่ด้านไหนของเวทีที่จะเห็นการแสดงได้ชัดเจนที่สุด

วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่มีโอกาสได้ดูละคร หุ่นละครเล็กอักษรา เป็นอีกครั้งที่ตื่นเต้นเมื่อได้เห็นอะไรใหม่ๆแปลกตา หุ่นละครเล็กที่ไม่เคยดู โรงละครที่สวยงามตระการตาอย่างไทย ต้องพูดว่าอย่างไทยจริงๆ เพราะทั้งตัวโรงละคร นักแสดง (ที่ดูหน้าไทยๆ) การแต่งกาย และการแสดงที่ดูเป็นไทยแท้ๆ

หลังจากนั่งเสียดายที่ไม่ได้นำกล้องถ่ายรูปไปด้วยแล้ว ก็ต้องทำใจ และนั่งดูละครต่อไป ละครเปิดเรื่องด้วยวงออเคสตร้า (ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าไทยออเครสต้าได้เปล่า เพราะว่ามีทั้งเครื่องดนตรีสากลและดนตรีไทยไปด้วย) ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากลิฟต์บนเวที และเล่นได้ดีมาก ดนตรีสากลที่ผสมผสานกับดนตรีไทยอย่างลงตัว นักดนตรีและวาทยกรที่เล่นอย่างตั้งใจ พยายามเล่นอย่างสนุก และชวนคนดูให้สนุกคึกคักไปด้วย ก็เรียกรอยยิ้มจากคนดูไปมากโข นี่ขนาดยังไม่เริ่มแสดงจริงนะเนี่ย

การแสดงเริ่มด้วยหุ่นละครเล็ก เรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งทั้งฉากและการแสดงก็ดึงดูดคนดูได้ไม่แพ้วงออเคสตร้าเลย การเชิดหุ่นละครเล็กที่ต้องใช้คนเชิด 3 คนต่อ 1 ตัวหุ่นละคร การย่ำเท้าและการเคลื่อนไหวหุ่นละครไป ที่ดูทั้งอ่อนช้อยและดุดันไปในตัว มันช่างดึงดูดอะไรเช่นนี้ บวกกับฉากที่ดูดุดัน คนเชิดหุ่นจะดูขึงขัง ไม่ยิ้มให้เหมาะกับสถานการณ์ในขณะนั้น และในฉากที่มีการร่ายรำ คนเชิดหุ่นก็จะยิ้มไปพร้อมกับเชิดหุ่น
การแสดงละครไม่ใช่แค่นั้นไม่ใช่แค่มีการแสดงหุ่นละครเล็กรามเกียรติ์ แต่ยังมีการแสดงอื่นๆคั่นกลาง ทั้งสนุกและดูไม่เบื่อจริงๆ การที่นำคนมาแต่งตัวเป็นไก่ แล้วก็ให้ทำท่าชนไก่นั้น เรียกเสียงฮือฮาและเสียงหัวเราะได้ไม่แพ้กันเลย

การแสดงต่อสู้แบบไทยๆอย่างฟันดาบ กระบี่กระบอง ที่มีการแสดง2 อย่างบนเวทีเดียวกัน ซ้ายกับขวา ตอนแรกเรานึกในใจว่า ถ้าแสดงคนละอย่างอย่างนี้ แล้วคนที่อยู่คนละฝั่งเวทีจะแยกประสาทยังไง ถ้าจะดูการแสดงทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน แต่ในไม่ช้าก็ได้คำตอบ เมื่อถึงจุดที่น่าสนใจ ไฟสปอต์ไลท์สว่างขึ้น นั่นแสดงว่าอีกด้านที่ไม่ถูกไฟสปอตไลท์ส่อง ต้องหยุดการแสดงค้างไว้ รอให้ฝั่งที่ไฟสปอต์ไลท์ส่องแสดงจบก่อน อีกฝั่งจึงแสดงต่อ สลับกันไปจนการแสดงจบ ซึ่งเป็นการดึงดูดสายตาคนดูได้เป็นอย่างมาก ต้องขอชม

ต่อด้วยการแสดงอื่นๆอีกมากมาย ไว้ใครมีโอกาสค่อยไปดูเอาเอง แต่ที่เรียกเรตติ้งได้ไม่แพ้การแสดงอื่นๆเลยก็คือ การที่อยู่ดีๆทั้งคนเชิดหุ่น และตัวหุ่น ก็กระโดดลงจากเวที ลงมาเล่นกับคนดูซะอย่างนั้น เรียกเอารอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อย่างท่วมท้น

การแสดงวันนี้โคตรประทับใจเลย จนต้องเดินไปบอกคนเชิดหุ่นคนนึงว่าชอบการแสดงวันนี้มากเลยค่ะ ก็แค่อยากบอก เผื่อว่าเค้าจะมีกำลังใจในการแสดงต่อๆไปอีก














ที่มาของรูปภาพประกอบ
//th.88db.com/th/Services/Post_Detail.page/movie_music_entertainment/performing_art/?PostID=327709

ปล. ขอบคุณพี่ลิปดา สำหรับบัตรค่ะ ประทับใจจริงๆ
ดีใจที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับพี่ลิปดาและพี่นกอีกค่ะ




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2551 0:04:15 น.
Counter : 589 Pageviews.  

รอยยิ้มสยาม

ชวนไปชมนิทรรศการศิลปะ รอยยิ้มสยาม ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครค่ะ เพิ่งไปมาเมื่อวานนี้เอง มีศิลปะสวยๆ ให้ดูเยอะเยอะเลยค่ะ จัดทั้งหมด 3 ชั้นด้วยกัน เมื่อไปถึงก็ต้องลงทะเบียนหน้างาน และฝากกระเป๋าไว้ที่รับฝากที่จัดไว้ให้ค่ะ หลังจากนั้นก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบน เพื่อชมศิลปะกันได้เลยค่ะ แต่ว่าใครจะไปชม ต้องหาเวลาว่างเยอะๆหน่อยนะค่ะ เพราะงานศิลปะค่อนข้างเยอะ จะได้ดูกันให้เต็มที่ ค่อยๆดูทีละงานไปเรื่อยๆค่ะ ยังไงก็มีภาพบางส่วนมาฝากค่ะ ถ้านำมาเยอะเดี๋ยวจะเสียอรรถรสกันซะเปล่าๆ ถ้าใครอยากดูมากกว่านี้ก็เชิญไปชมได้เลยค่ะ
ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงสี่แยกประทุมวัน ตรงข้ามห้างโตคิว มาบุญครอง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ //www.siamesemile2008.com
























 

Create Date : 30 ตุลาคม 2551    
Last Update : 30 ตุลาคม 2551 22:16:33 น.
Counter : 387 Pageviews.  

อนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล

ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา เราได้นั่งคุยเล่นกับเพื่อนที่มหาลัย ในร้านกาแฟเล็กๆน่ารัๆแห่งหนึ่ง คุยเรื่อยเปื่อย แต่แล้วหัวข้อการสนทนาของพวกเราก็มาหยุดที่ เพื่อนบอกเราว่า เรากำลังจะไปเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นนะ เราก็งงว่าอะไรนะ เหลือเวลาอีกปีครึ่งจะเรียนจบ แต่ว่ามันวางแผนชีวิตไว้แล้วงั้นเหรอ พวกเราเริ่มคุยถึงอนาคตของตัวเอง เพื่อนจะเรียนต่อเพื่อจะได้หางานทำได้ง่ายขึ้น นั่นคืออีกเหตุผล แต่เหตุผลหลักของมันคือต้องหาแฟนเป็นเด็กญี่ปุ่น (เห้ยไม่ใช่ๆ เพื่อนเสียหายหมด) มันวางแผนชีวิตตัวเองไว้เป็นอย่างดีว่า จบแล้วจะทำอะไรต่อไป
1ปีครึ่ง ว่าจะมากก็มาก ว่าจะน้อยก็น้อย แต่เราก็คิดว่า 1 ปีครึ่ง มันกำลังพอดีสำหรับคนที่เตรียมตัวไว้ก่อน ไม่ว่าจะยังไง ถ้าเราหัดเตรียมตัวไว้ก่อน เมื่อเวลานั้นมาถึงมันก็จะไม่ยากอีกต่อไป
(นั่นสินะ แล้วตัวเราเองล่ะ หลังจากนั้นจะทำอะไรต่อไป) เราคิด ความสับสนปนวิตกเริ่มเข้ามาแทนที่ จบแล้วจะหางานทำได้มั้ยว่ะ จะรอดมั้ยว่ะ ฯลฯ แต่ที่คิดได้ตอนนี้ก็คือ ยังไงก็ต้องได้ภาษาอังกฤษก่อนแหละว่ะ ถ้าจะทำงานสาขาที่เรียนมายังไงภาษาอังกฤษก็ต้องได้ ถ้าจบไปแต่ไม่ได้ภาษาอังกฤษยังไงก็ทำด้านนี้ไม่รุ่ง
เราเริ่มคิดว่าจะเอายังไงต่อไป เหลือเวลาอีกเพียงปีครึ่งเท่านั้น สักพักก็นึกขึ้นได้ ความฝันที่บางทีก็ลืมๆมันไป เพราะไม่มีใครเตือน จู่ๆ มันก็ผุดขึ้นมาในหัว ความฝันของเราก็คือ ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศสัก 1 ปี เพื่อจะได้ฝึกภาษาอังกฤษให้คล่องขึ้น แต่ความฝันจริงๆของเราก็คือ (ไปหาเด็กๆฝรั่งหน้าตาน่ารักๆ มาเป็นแฟน เอ๋ พูดอะไรออกไป เง้ออ กล้าเล่นมุขเดิมซ้ำไม่อายเลยช้าน) เราอยากไปใช้ชีวิตด้วยตัวของเราเอง อยากไปเปิดหูเปิดตาดูประเทศอื่นๆบ้าง ว่าเขาเป็นยังไงกันบ้าง ก้าวหน้าไปขนาดไหน แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้น อยากเห็นประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะ ต่างๆที่แตกต่างกัน อยากออกไปดูโลกกว้าง และก็ที่สำคัญที่สุด เราอยากตามหาตัวเอง เราอยากรู้ว่าเราต้องการทำอะไรกันแน่ แปลกไหม? ที่บางคนจะหาตัวเองไม่พบ แต่ก็พยายามก้าวออกจากจุดที่ตัวเองเคยอยู่ และคุ้นชิน เพื่อไปที่ๆ ไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย เพื่อหวังว่าจะเจอตัวเองสักวันหนึ่ง เพราะคิดว่า การที่เราอยู่ในสถานที่ๆต่างออกไปนั้น จะสามารถมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนมากกว่า
หลังจากที่เซิร์จอินเตอร์เน็ตหาประเทศที่อยากไป แล้วจดลิสสั้นๆไว้นั้น ก็เกิดความคิดบางอย่าง หรือว่าเราจะเรียนต่อป.โทดี แต่คิดแล้วก็เครียดกว่าเดิมเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาเรียนจนจบได้นี่สิ ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แต่เราก็ตัดสินใจที่จะปล่อยมันไว้ก่อน ตอนนี้ทำสำคัญที่สุดคือหาที่ๆจะไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคิดทบทวนอย่างจริงจังว่าจะทำอะไรต่อไป
ระหว่างที่นั่งรถไปดูบ้านใหม่ทำกำลังตกแต่งอยู่นั้น พ่อก็พูดอะไรบางอย่างขึ้นมา ที่เราไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากพ่อง่ายๆเช่นนี้ พ่อถามว่า อยากไปเรียนต่อต่างประเทศมั้ยลูก เราคิดในใจว่านี่มันอะไรกันเนี่ย กำลังคิดว่าจะไป จู่ๆ พ่อก็อนุญาตอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็เลยบอกพ่อไปว่า ไปสิพ่อ ตอนนี้กำลังหาอยู่ ว่าจะไปที่ไหนดี แต่ว่าหนูขอไปเรียนภาษาเฉยๆนะ ไม่เรียนต่อโท พ่อบอกว่า ถ้าเรียนภาษาเฉยๆก็ไม่ต้องไป อ้าวกำ ถ้าเรียนโท จะเอาตัวรอดกลับมาได้รึเปล่าล่ะเนี่ย
ตอนนี้กำลังดำเนินการทางความคิดอยู่ เมื่อถึงเวลาเราก็คงจะได้คำตอบ ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551    
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 22:41:53 น.
Counter : 205 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.