ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

โอกาส

“โอกาส”

จะมีสักกี่ครั้งนะที่มีคนหยิบยื่นโอกาสให้กับเรา หรือว่าเราจะต้องเดินเข้าไปหามันกันแน่ เราถึงจะได้สิ่งนั้น จะมีสักกี่คน จะมีสักกี่ครั้ง ที่โอกาสจะเดินเข้ามาหาเรา
แต่ถ้าเรามีโอกาสแล้ว เราควรที่จะคว้ามันไว้รึเปล่า หรือเราควรจะปล่อยมันไปด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่าบางอย่าง หรือเราควรรีบคว้ามันไว้ ก่อนที่มันจะวิ่งหนีเราไป
หลายๆคนอาจทิ้งโอกาสสำคัญหลายๆอย่างในชีวิตไปโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาถึงวันหนึ่ง เรากลับเพิ่งมาคิดได้ว่า เรากำลังพลาดสิ่งสำคัญไป เราอาจจะคิดว่า ทำไมตอนนั้นถึงไม่ทำแบบนั้นลงไปนะ แต่กว่าจะคิดได้มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะโอกาสมันก็ไม่ได้อยู่ตรงหน้าเราอีกแล้ว
เราเคยไปเข้าค่ายภาษาอังกฤษตอนม. 1 พอกลับบ้าน อีกประมาณไม่เกินหนึ่งเดือนก็มีโทรศัพท์โทรมา สนใจจะไปเรียนที่นิวซีแลนด์ 6 เดือนมั้ยค่ะ เราตอบปฏิเสธไปทันทีโดยไม่คิดด้วยซ้ำ ขอบคุณนะค่ะ แต่ว่าไม่หรอกค่ะ 6 เดือน ก็ต้องหยุดเรียนไป นั่นเป็นครั้งแรกที่เราทิ้งโอกาสสำคัญไป เพียงเพราะเราคิดว่า เรายังเด็ก อาจต้องเรียนช้ากว่าเพื่อน และไม่ค่อยเก่งภาษา กลัวเอาตัวไม่รอด (มันก็คงเป็นเหตุผลแบบเด็กๆ)
หลายปีต่อมา ตอนที่อยู่ ม. 5 จะต้องไปสอบชิงทุน แต่ก็ดันหาบัตรสอบไม่เจอ ก็เลยไม่ไปมันซะเลย และก็ไม่เสียใจด้วย ณ ตอนนั้น เพราะคิดว่าคนอื่นเก่งกว่าเรา สอบไปก็ไม่ได้หรอก มันรับจากทั่วประเทศนี่น่า
หลายๆครั้งที่เราพลาดโอกาสดีๆหลายๆอย่าง เพียงเพราะเหตุผลโง่ๆ เมื่อหลายปีผ่านไป ก็กลับมาคิดว่า ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่ไป แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ถ้าโอกาสมันมากองอยู่ตรงหน้าเรา เราควรจะคว้าไว้ใช่ไหม หรือการที่เราวิ่งเข้าไปหามัน จะทำให้มันดูมีคุณค่ามากกว่า แต่ยังไงถ้ามีโอกาสแล้ว ทำไมเราถึงไม่คว้าไว้ล่ะ?
จะมีสักกี่ครั้ง จะมีสักกี่คน ที่ได้โอกาสดีๆ และคว้ามันไ ว้ จะมีสักกี่คนที่ได้โอกาสดีๆ แล้วโยนมันทิ้งไป จะมีคนอีกกี่คนที่กำลังวิ่งหาโอกาสดีๆเหล่านั้นให้ตัวเอง

แล้วโอกาสเหล่านั้นจะผ่านมาสักกี่ครั้งกันในชีวิตหนึ่งชีวิตของเรา เมื่อมันมากองอยู่ตรงหน้าเราแล้ว เราจะไม่เอาหรอ?




 

Create Date : 16 กันยายน 2550    
Last Update : 16 กันยายน 2550 0:25:30 น.
Counter : 264 Pageviews.  

ครั้งแรก

ไม่ได้มาเขียนบล๊อคซะนาน

ไม่ค่อยมีอะไรจะเขียนสักเท่าไหร่ (แต่ตอนนี้มีแระ ก็เลยยาวเลยทีเดียว)

หลายๆคนก็คงต้องเคยเริ่มทำอะไรครั้งแรกกันทุกคนแหละ เริ่มจากนี่เลย เริ่มเดิน เริ่มพูด เริ่มเขียน เริ่มอ่าน เริ่มวาดรูป เริ่มทำอะไรอีกหลายอย่าง ฯลฯ

เรารู้สึกว่าช่วงนี้จะได้ทำอะไรที่เป็นครั้งแรกบ่อยจัง ก็เลยมาบันทึกไว้หน่อย กันลืม เพราะบางทีคนเราอาจลืมสิ่งที่เราได้ทำครั้งแรกไป ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งใหม่ๆ บางอย่างอาจเป็นพื้นฐานของสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันก็ได้

แต่เมื่อเราเคยชินกับมัน เราก็มักลืม สิ่งแรก ครั้งแรกที่เราได้สัมผัสสิ่งนั้นไป เพราะ “ความเคยชินนั่นเอง” ครั้งแรกน่าจะเป็นครั้งที่เราตื่นเต้นที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ลืมความรู้สึกนั้นไป เหลือแต่ความ เคยชิน

เริ่มตั้งแต่ดูหนังในเทศกาลหนังนานาชาติครั้งแรก เรื่อง “DREAM” และก็เป็นหนัง อีรัก เรื่องแรกที่ได้ดู เพราะไม่เคยดู ก็เลย ลองสักครั้ง นี่เป็นหนังเรื่องแรก และเรื่องเดียว ในเทศกาลหนังที่เราเลือกดู เพราะเราไม่มีเวลา เราก็เลยเลือกที่ประเทศที่เราไม่เคยดู หรือหาดูได้ยากสักหน่อย เราก็เลยเลือกหนัง อีรัก นี่แหละ

ดูหนังสั้น (ในโรง) ครั้งแรก เคยดูหนังสั้น สารคดี (ครั้งแรก) เหตุผลก็เหมือนกับข้างบน

นี่ก็เพิ่งได้หนังสือ ทำมือ มาสองเล่มแรกในชีวิต แค่ได้ยินหนังสือทำมือก็น่าอ่านแล้ว แต่ไม่เคยอ่าน และแล้วก็ได้อ่านสักที แม้จะเป็นนักเขียนสมัครเล่น (รึเปล่าไม่แน่ใจ) แต่ในเล่มมีเรื่องสั้นของนักเขียนหลายคน พออ่านแล้วรู้สึกว่า เขียนดีว่ะ ชอบๆ บางเรื่องนี่ตรงกับชีวิตเราเลย
ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่า หนังสือทำมือเล่มนี้ คนที่เขียน เขียนมันครั้งแรกรึเปล่า อาจเป็นการเขียนหนังสือทำมือครั้งแรกของใครหลายๆคนด้วยก็ได้

ย้อนกลับไปครั้งแรกเมื่อสมัยเรายังเด็กบ้าง เราพยายามย้อนกลับไปหาความรู้สึกเหล่านั้น ความรู้สึกตื่นเต้นครั้งแรกที่ได้อ่านหนังสือที่เราชอบ หรือความรู้สึกตื่นเต้นครั้งแรกกับการ์ตูน หรือหนังที่ชอบ

เหมือนกับแต่ก่อน ตอนแรก เราไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ จำได้ว่าหนังสือเล่มแรกที่อ่านจบ ตอนประถม ก็คือ เรื่อง “น้ำพุ” มันก็ให้ข้อคิดอะไรมากมายกับเด็กประถมอย่างเรา และเล่มต่อมา ถ้าจำไม่ผิดก็ตอนประถมอีก “แมงมุมเพื่อนรัก” (จริงๆตอนนั้นไม่ชอบอ่านหนังสือก็เลยอ่านไปแค่สองเล่มเท่านั้น)

จนมัธยม เป็นช่วงที่ต้องตั้งใจเรียนมากขี้น ก็เลยชอบอ่านหนังสือมากขึ้นนิดหน่อย จนได้มาอ่านหนังสือนวนิยายแปลเล่มแรก “แฮรี่ พ๊อตเตอร์” อ่านตั้งแต่ยังไม่ดัง เป็นหนังสือเล่มหนาที่สุดเล่มแรกที่อ่านจบ และก็เป็นครั้งแรกอีก ที่ได้รู้จักกับคำว่า “วางไม่ลง” และเป็นครั้งแรกอีก ที่อ่านครั้งเดียวจบไปเลย เนื่องจากวางไม่ลง นั่นทำให้เราสนใจอ่านนวนิยายแปลมากขึ้น และก็มีเล่มต่อๆมาอีกเรื่อยๆ อย่าง โรงงานช๊อคโกแลต เป็นอะไรที่จินตนาการสุดๆ ชอบมากๆ

อ่านนวนิยายไทยก็ชอบหลายเรื่องเลย อ่านเรื่อยๆ มีเพชรพระอุมานี่แหละที่ อยากอ่านมาก แต่ยังไม่มีเวลา ก็มันตั้งสี่สิบกว่าเล่ม มีคนบอกมาอีกว่า อ่านแล้ววางไม่ลง ไว้รอมีโอกาสแล้วจะต้องอ่านแน่ๆ ต้องลองสักครั้งในชีวิต

อย่างเช่นเรื่องหนัง เราก็ย้อนกลับมาคิดว่า หนังเรื่องแรกที่ดูเรื่องอะไรว่ะ เฮอะๆ จำไม่ได้ จำไม่ได้จริงๆ นึกไม่ออก ก็เลยเดินไปถามพ่อว่า พ่อ ถามอะไรหน่อยสิ หนังเรื่องแรก ที่หนูดูเรื่องอะไร (คิดว่าถามคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าน่าจะจำได้มากกว่า) พ่อหันมาบอกว่า “ใครจะไปจำได้” ตอนนั้นเราคงจะเด็กไป เด็กกว่าที่จะจำได้ หรือเราดูหนังมาเยอะเกินไป จนจำไม่ได้ว่าเรื่องไหนคือเรื่องแรกกันแน่ แปลก ทำไมเรายังจำภาพตอนที่เราหัดเขียนตัวหนังสือไทยครั้งแรกได้ แต่หนังเรื่องแรก กลับจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า เคยดูเรื่อง Con Air กับ Face off หรือว่ามันอาจจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราประทับใจ ก็เลยจำได้ แต่จำอะไรไม่ได้มากหรอก จำได้ว่าเป็นแอคชั่นมันๆ แล้วก็จำได้ว่า ดู Face off ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ตอนนั้น แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วแหละ

บางครั้งเราอ่าน หรือดูครั้งแรกอาจจะไม่เข้าใจ แต่เมื่ออ่านหรือดูหลายๆครั้ง ก็อาจเข้าใจขึ้น อย่า “เจ้าชายน้อย” อ่านครั้งแรก ไม่เข้าใจจริงๆนะ ต้องอ่านถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังเข้าใจไม่หมดอยู่ดี เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอ่านครั้งแรกแล้วเข้าใจกันนะ แต่พอเราเริ่มอ่านเข้าใจ เราก็ชอบหนังสือเล่มนี้แล้วสิ

ต่อมาก็อ่านพ๊อกเก็ตบุ๊ค อันนี้ให้ข้อคิดเยอะนะ ได้คิดอะไรเยอะ อ่านแล้วรู้สึกได้ประสบการ์ณ จากเรื่องที่เขาเขียน

ได้คิดอะไรเยอะขึ้น มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น ลองทำอะไรที่เป็นครั้งแรกดูสักครั้ง บางทีสิ่งที่เรายังไม่เคยลองทำ ถ้าได้ลอง “ครั้งแรก” มันอาจได้อะไรมากมาย บางทีเราอาจค้นพบว่า เราได้เจอสิ่งที่ชอบ เจอสิ่งที่อยากทำ

ถ้าเราไม่ลองเริ่มต้นจากครั้งแรก เราก็จะไม่รู้ใช่มั้ยว่าอะไรดีไม่ดี อะไรใช่ไม่ใช่ อะไรที่เราชอบ หรือไม่ชอบ

บางทีเราอาจไม่รู้ว่าเราชอบอะไร แต่ถ้าลองย้อนกลับมาดูความรู้สึก “ครั้งแรก” เราอาจจะรู้ก็ได้ว่าเราชอบอะไร บางทีเราอาจชอบมันโดยไม่รู้ตัว

แล้วคุณล่ะ อยากลองทำอะไร ครั้งแรก หรือลองย้อนกลับไปสู่อดีต ว่าเคยทำอะไรครั้งแรก บ้างมั้ย มันอาจพบความเป็นตัวตนของคุณ




 

Create Date : 14 กันยายน 2550    
Last Update : 14 กันยายน 2550 0:06:37 น.
Counter : 327 Pageviews.  

หนังสั้น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่การวิจารณ์ภาพยนตร์ แต่เป็นความรู้สึกของเราเองที่มีต่อภาพยนตร์ ต่อไปนี้

วันนี้ไปดูเทศกาลหนังสั้นมา (short11) มา จริงแล้ววันนี้เหนื่อยมาก เพราะเมื่อคืนนอนไปนิดเดียว แต่ว่าไหนๆก็ไหนๆ นานทีปีหนจะได้ไปดูงานอย่างนี้ อีกทั้งเราเองก็ยังไม่เคยดูภาพยนตร์สารคดีมาก่อน

ความรู้สึกของครั้งแรกที่ได้ดูภาพยนตร์สารคดี มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก (แม้มันจะเป็นเพียงหนังสั้นก็เถอะ) มันให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติสุดๆ

เรื่องแรกที่ไปดู แม้ว่าจะเข้าสายไปหน่อย แต่รีบสุดๆแล้วนะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ชีวิตรักในวัยเรียน ของเด็กนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง หนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่สดมาก ใช้กล้องแฮนเฮล อาจจะมีตัดต่อฉากบ้าง แต่ว่าแม้แต่คำพูดต่างๆก็ไม่ตัดออกเลย นั่นอาจเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนใคร (อันนี้เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวเรานะ) แต่ที่ทำให้หุบยิ้มไม่ได้คือ มันทำให้เรานึกถึงชีวิตสมัยมัธยม นั่งดูไปก็นั่งมองหน้าเพื่อนที่นั่งข้างๆ คิดถึงตอนพวกเราเรียนมัธยมว่ะ เหมือนเลย โดยเฉพาะตัวเอกที่เหมือนเพื่อนในห้องของเราคนนึงมากๆทำให้เราแอบหัวเราะกัน และคิดถึงเพื่อนๆ และแอบนึกไปว่า ทำไมตอนเราอยู่ม.ปลาย เราไม่ทำอะไรแบบนี้ไว้บ้างนะ เผื่อว่าสักวันหนึ่ง ที่เรากลับมาดู เราคงรู้สึกดีไม่น้อย แต่สิ่งที่เรามีก็มีเพียงแต่ภาพถ่ายเท่านั้น ที่เป็นความทรงจำ มันดีก็จริงอยู่ แต่ก็คงไม่ดูมีฟิลลิ่งได้เท่ากับการบันทึกวีดีโอเก็บไว้ดูเองหรอก พอเห็นก็อยากมีไทม์แมทชีนสักเครื่องเพื่อย้อนเวลากลับไป แต่มันก็คงทำไม่ได้แล้วใช่มั้ย คงทำได้แค่เพียงเก็บภาพถ่ายเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ

เรายังจำวันงานเลี้ยงอำลาได้อยู่เลย ภาพที่เราถ่ายกับเพื่อน มันเป็นภาพที่น้ำตาท่วมจอ ตาแดง ไม่อยากกลับบ้าน จนอ.ไล่ก็ไม่อยากกลับ มันแค่รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป เพื่อนที่ต้องเจอกันทุกวัน กินข้าวด้วยกันทุกวัน ติวหนังสือด้วยกัน ลอกการบ้านด้วยกัน มันจะไม่มีแล้ว เพราะเราต่างก็ต้องแยกกันไปตามทางของตัวเอง

เรื่องที่สอง นี่ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย แม้ว่าหนังจะแค่ 8 นาที แต่สามารถถ่ายทอดสาระสำคัญที่ต้องการสื่อออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ได้อย่างตรงประเด็น ด้วยพวงมาลัยที่ร้อยด้วยดอกมะลิ กับมิตรภาพของชาวไทยพุทธกับไทยมุสลิม ได้อย่างดี

เรื่องมันก็คือ ชาวมุสลิมนั่งร้อยพวงมาลัยขาย ทำเราถึงกับอึ้งไปเลยว่า !!!!!!!!!!!! ?????????????? เป็นไปได้ไงเนี่ย แต่พอเข้าไปสัมภาษณ์ ชาวมุสลิมที่ขายพวงมาลัยเหล่านั้นกลับบอกว่าไม่แปลกตรงไหน ก็ทำมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้วนิน่า (ความรู้ใหม่อย่างแรง) มันทำให้รู้สึกถึงมิตรภาพได้เป็นอย่างดี ภาพที่ชาวไทยพุทธซื้อพวงมาลัยของชาวไทยมุสลิมไปไหว้พระ หรือไหว้แม่ในวันแม่
เรื่องที่ 3 อันนี้ก็เป็นความรู้ใหม่ ในมุมมองที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า นักดนตรีอิสระในเมืองไทยนี่ หางานทำยากนะ กว่าจะก้าวไปเป็นนักดนตรีที่เป็นที่ยอมรับนี่มันยากอย่างนี้นี่เอง บางวันไปนั่งรอแสดง อาจจะแค่เพลงเดียวตั้งแต่เช้า รอถึง ตี1 ตี2 เสร็จแล้วก็ไม่ให้แสดงซะง้าน เราเข้าใจความรู้สึกเลยว่าเป็นยังไง นักดนตรีเสียความรู้สึกแย่เลย แต่วงดนตรีวงนี้ก็ทำให้เรานับถืออีก เขารักดนตรีขนาดที่ว่า ไม่มีเงินสนับสนุนก็จะเล่นอ่ะ หรือห้องซ้อมที่เล็กเท่าแมวดิ้นตาย แล้วเข้าไปยัดอยู่ในนั้น 5 คนเพื่อซ้อม เพียงเพื่อได้แสดงดนตรีที่ตัวเองรักสักแค่เพลงเดียวก็เกินพอ

เรานับถือคนที่มีความฝันแบบนี้ แล้วพยายามทำให้มันเป็นจริง ถ้าเราหาฝัน หาสิ่งที่เราอยากทำเจอเร็วๆก็ดีน่ะสิ แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเราเจอแล้ว เราจะทำได้สักครึ่งของเขารึเปล่า
เรื่องที่สี่ (เรื่องสุดท้าย) ตอนแรกที่ฉายก็เฉยๆว่ะ เออๆก็ตลกดี แต่พอฉายไปได้ตรงกลางอึ้งเลย
เป็นเรื่องราวของเผ่ามอแกน (ชนเผ่าเล็กๆที่มาอาศัยประเทศไทยเราอยู่ ถ้าจำไม่ผิด เรารู้จักชื่อชนเผ่านี้ครั้งแรก จากรายงานเหตุการณ์สึนามิ)

หนังเรื่องนี้ใช้คนในการเล่าเรื่องได้อย่างดี (แม้มันจะดูเป็นการแสดงไปนิ๊ส) ใช้ผู้หญิงประเภท 2 ในการเล่าเรื่อง ว่าไปเที่ยวเผ่ามอแกน และคิดว่าจะต้องได้เจอวิถีชิวิตของชนเผ่าหนึ่งจริงๆ แต่พอไปถึงก็ดันพบว่า มันกลายเป็นหมู่บ้านที่เจริญ ตั้งแต่ปากทางเขาที่ลาดด้วยปูนอย่างดี และในหมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้ แต่นั่นยังไม่ทำให้ช๊อคเท่ากับการที่ มีห้องหุงข้าว มีเครื่องเสียงอย่างดีครบชุด และยังมีวีซีดีคาราโอเกะอีกด้วย มันทำให้คิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับชนเผ่านี้กันแน่

ชายผู้ที่เป็นคนเล่าเรื่อง ได้ไปคุยกับเด็กๆ ประมาณ ป. 3- ป. 6 ว่าเคยไปเที่ยวในเมืองมั้ย? เด็กๆตอบว่าเคย เคยไปบิ๊กซี ชอบมาก ใหญ่โต ของเล่นเยอะๆ พอถามว่าใครเป็นชาวมอแกนยกมือขึ้น กลับไม่มีใครยกมือ พอถามว่าทำไม ทุกคนตอบว่า “เป็นคนไทย” เมื่อเราได้ยินแบบนั้น เราก็ตกใจ เราควรจะดีใจ หรือ เสียใจกันแน่ เราควรจะดีใจที่เขาบอกว่าเขาเป็นคนไทยไหม หรือเราควรจะเสียใจที่เขาลืมบรรพบุรุษของเขา เด็กๆกลับบอกว่าถ้าโตขึ้นคงเข้าเมือง ไม่อยู่ในหมู่บ้านนี้แน่ๆ (จึ๊ก)

เมื่อตัวเอกของเรื่องไปถามชายหนุ่มอายุ 18 ก็ได้ความว่า เขาอยากอยู่หมู่บ้านนี้ เขาเป็นลูกครึ่งมอแกนไทย ถ้าใครถามเขาจะตอบว่าเขาเป็นมอแกน (ต้องอย่างนี้สิ อย่าลืมบรรพบุรุษตัวเอง เราแอบคิดในใจ)

และเมื่อตัวเอกไปถามป้าแก่ๆในหมู่บ้าน ป้าแกก็บอกว่า มอแกนสูญพันธ์แล้ว เหลือแต่คนไทย ไม่มีใครพูดภาษามอแกนได้แล้ว เด็กเดี๋ยวนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย

เรารู้สึกว่าเผ่ามอแกนถูกคนไทยที่มีจำนวนมากกว่า กลืนกินเข้าไป เขาต้องพยายามปรับตัว เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ ถ้าเขาไม่ปรับตัวก็จะลำบาก อีกทั้งคนไทยส่วนหนึ่งยังไปดูถูกชนเผ่านี้ว่าเป็นพวกชนกลุ่มน้อย พวกเขาจึงพยายาม เนียน ที่จะเป็นชนกลุ่มใหญ่ให้ได้

มันก็น่าดีใจที่เขาคิดว่าเขาเป็นคนไทย แต่ก็น่าเสียดายที่เขาจะลืมความเป็นตัวตนของเขาเองเรื่อยๆ จนค่อยๆถูกกลืนกลายเป็นคนไทย เพียงเพื่อ ไม่ให้เป็น “แกะดำ”

และอย่างสุดท้ายที่หนังเรื่องนี้นำเสนอได้อย่างสนใจคือ การที่ตัวเอก ซึ่งก็คือเพศที่3 ได้บอกความรู้สึกตัวเองว่าเข้าใจเผ่ามอแกน เพราะตัวเองก็ต้องเจออยู่ จากคนบางคน ที่มองเขาเป็นแค่ตุ๊ด แค่กระเทย แทบจะไม่มองเขาในความเป็นมนุษย์เลย

คนเราแม้ปากจะบอกว่าเท่าเทียมกันแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีบางคนที่ไม่ยอมรับสิ่งนั้นอยู่ และมันก็เป็นธรรมดาที่ชนกลุ่มน้อยต้องปรับตัวตามชนกลุ่มใหญ่ ตราบใดที่เราที่เป็นมนุษย์ด้วยกันยังคงดูถูกกันเองอยู่

………………………………………………………….
หนังสั้นแค่ไม่กี่เรื่อง แต่กลับให้ข้อคิดกับเราได้มากมายถึงเพียงนี้ ขอบคุณคนทำหนังทุกคน ที่นำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้คนที่มีโลกแคบๆ (คือเราเอง) ได้เห็นโลก เห็นชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น วันนี้เราได้อะไรกลับมาเยอะจริงๆ

เครดิต
รักในวัยเรียน โดย มัชฌิมา อึ้งศรีวงษ์ และ ณัฏฐ์ อภิพงศ์เจริญ
แม่พวงมาลัย โดย เวียงขวัญ ประสงค์มณีนิล
Everything must go โดย พัชร เอี่ยมตระกูล
มอแกน, ป่ะ? โดย พิศาล แสงจันทร์, ทายาท เดชเสถียร และ ณัฐวิทย์ ขาวศรี




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2550    
Last Update : 22 สิงหาคม 2550 1:02:48 น.
Counter : 355 Pageviews.  

ตามหาความฝัน

ครั้งแรกที่รู้จักกับ “นิ้วกลม” เพราะเค้าถามมาว่า

อยากไปญี่ปุ่นมั้ยครับ?
กระโดดขึ้นรถไฟไปด้วยกัน
ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะพาไปที่ไหน แต่ไม่เห็นต้องสนใจ ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่า
คุณเลือกที่จะกระโดดขึ้นมารึเปล่า


ฉันไม่ลังเลที่จะไปกับเขาทันที
อย่าเพิ่งเข้าใจผิด
ฉันไม่ได้หนีตามผู้ชาย หรือ ใครที่ไหน
แต่หนีตามหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค เล่มเล็กกะทัดรัด น่ารักๆเล่มหนึ่ง
จากประโยคนี้ทำให้ฉันไม่ลังเลที่กระโดดขึ้นรถไฟ (ก็คือหนังสือเล่มนี้แหละ)

นั่นสิมันจะพาไปที่ไหน
เราจะรู้ได้ยังไง
ถ้าเราไม่ขึ้นไปบนนั้น เราคงไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
มันก็ง่ายนิดเดียว
กระโดดขึ้นไปสิ
แล้วจะรู้ว่าทางข้างหน้ามันมีอะไร

ในขณะที่ฉันยังไม่รู้ตัว ไม่แน่ใจว่ากึ่งหลับกึ่งตื่น
แต่พอรู้สึกตัวอีกที ฉันก็กระโดดขึ้นรถไฟขวนนี้ไปแล้ว

เมื่อกระโดดขึ้นมา และได้ไปเที่ยวตามที่ต่างๆแล้ว
ไม่ผิดหวังว่ะ
ทริปนี้มันสนุกเป็นบ้าเลย

อยู่ดีๆก็มีคำพูดบางอย่างหลุดออกมาจากในหนังสือ
“มึงไปเหอะ ถ้าวันนี้เมิงไม่ไป อีกสิบปี-ห้าสิบปี ตอนเมิงอายุหกสิบ
มึงจะมานั่งถามตัวเอง ว่าถ้าวันนั้นตัดสินใจไปจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ เมิงไปเถอะ”
นี่ก็ไม่ใช่ประโยคที่ใครมาพูดอะไรกับเราหรอก แต่เป็นประโยคหนึ่งในหนังสือที่ชอบมากๆอีกเช่นกัน

ถ้าอีกสิบปี-ห้าสิบปีข้างหน้า เราย้อนกลับมาดูตัวเองว่า
ทำไมเมื่อ สิบปี-ห้าสิบปีก่อนหน้านี้ เราไม่ทำสิ่งนั้นลงไปว่ะ
เราจะเสียดายมั้ย?



และประโยคที่โดนสุดๆ ท้ายหนังสือก็คือ

ความฝัน ก็เหมือนกับโตเกียว
มันไม่มีขา
ถ้าอยากไปถึงก็เดินหาเอาเอง


ความฝัน
นั่นสิ
แล้วความฝันของเราคืออะไร?

นั่งคิดๆๆๆๆๆๆๆ
หลายวันผ่านไป

เรามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ว่ะ
สิ่งที่เราเรียนอยู่มันใช่แล้วเหรอ?
เราชอบเหรอ?
ทำไมเวลาเรียนรู้สึกไม่มีความสุขเลยว่ะ เหมือนเรียนผ่านไปวันๆ
แล้วกูจะเรียนไปทำไม ในเมื่อเรียนไปแล้วมันไม่มีความสุข
ยิ่งเรียนก็ยิ่งเหมือนความเป็นตัวเราถูกกลืนไป

หลายๆคนถามว่าแล้วมาเรียนทำไมว่ะ
อ้าว ก็ไม่รู้จะเรียนอะไรนี่หว่า
คงเหมือนกับอีกหลายๆคน ที่ไม่รู้จะเรียนอะไร ก็เลยเลือกในสิ่งที่คุ้นเคยและทำได้
แต่ถ้าพอทำแล้วไม่มีความสุขล่ะ?

อยากไปญี่ปุ่นมั้ยครับ?
กระโดดขึ้นรถไฟไปด้วยกัน
ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะพาไปที่ไหน แต่ไม่เห็นต้องสนใจ ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่า
คุณเลือกที่จะกระโดดขึ้นมารึเปล่า



จะรออะไรอยู่อีกล่ะ?
ทำไมเราไม่กระโดดขึ้นรถไฟสักขบวนที่คิดว่าใช่ล่ะ?
ถึงแม้ว่ายังไม่รู้ว่า มันใช่สิ่งที่ตัวเองฝันรึเปล่า?
แต่ถ้าไม่ลองกระโดดขึ้นไป เราจะรู้เหรอ ว่ามันใช่รึเปล่า
ใช่มั้ย?


แล้วถ้า
อีกสิบปี-ห้าสิบปีข้างหน้า
เมื่อหันกลับมามองตัวเอง
เราจะเสียใจมั้ย?
ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนั้นลงไป

หลังจากวันนั้น มาจนถึงวันนี้
เราได้ตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟ ที่เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะพาเราไปที่ไหน
แต่เรก็ากระโดดขึ้นมันมาแล้ว

ส่วนมันจะพาเราไปที่ไหน
ตอนนี้เรายังไม่สน (ไว้ในอนาคตคงรู้เอง)

แต่ที่เรากลัวกว่าก็คือ
ถ้าเราไม่กระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้
อีกสิบปี-ห้าสิบปีข้างหน้า
เราจะมานั่งเสียใจว่า
ทำไมตอนนั้น เราไม่ตัดสินใจที่จะกระโดดขึ้นรถไฟ

คนเราเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชาติหน้านะ)

มันคงไม่มากเกินไปหรอก ที่จะเสี่ยงกับอะไรบางอย่าง
ให้ได้มาซึ่งอะไรบางอย่าง

ความฝันของฉันคืออะไรน่ะเหรอ ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน
ตอนนี้ก็แค่ลองเสี่ยงขึ้นมา
ฉันไม่รู้ว่าหรอกว่ามันคือความฝันของฉันรึเปล่า
ฉันรู้แค่ว่า ณ ตอนนี้ ฉันมีความสุขกับสิ่งที่ฉันทำ

แล้วคุณล่ะ? อยากกระโดดขึ้นไปบ้างไหม?

ขอบคุณ “นิ้วกลม” ที่เขียนหนังสือดีๆ เล่มนี้ขึ้นมา
มันทำให้ฉันกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง เพื่อตามหาความฝัน
แต่กำลังออกเดินตามหามัน เหมือนกับที่คุณเดินไปหาโตเกียว
ก็อย่างที่คุณบอกแหละ ก็มันไม่มีขานิ เราก็เลยต้องไปเดินตามหามัน

สุดท้าย
ให้เครดิตหน่อย
หนังสือ โตเกียวไม่มีขา สำนักพิมพ์ a book เขียนโดย “นิ้วกลม”
เค้าเป็นใครน่ะเหรอ?
เค้าเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบกินป๊อกกี้ (อิอิ)




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2550    
Last Update : 19 สิงหาคม 2550 22:30:48 น.
Counter : 379 Pageviews.  

เปิดบล๊อค

วันนี้เป็นวันเปิดใช้งานวันแรก ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่า




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2550    
Last Update : 18 สิงหาคม 2550 0:40:52 น.
Counter : 240 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.