Group Blog
 
All blogs
 

ตลาดโก้งโค้ง (บ้านแสงโสม) (Gong Khong Market)

ตั้งอยู่ที่ บ้านแสงโสม หมู่ 5 ถนนบางปะอิน-วัดพนัญเชิง (ติดวัดบ้านเลน) ตำบลขนอนหลวง หรืออยู่ห่างจากตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยา 11 กิโลเมตร เป็นตลาดโบราณย้อนยุคที่น่าสนใจแห่งหนึ่งเรียกว่า " บ้านแสงโสม" ลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ คงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณ และสามารถสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ แบบสมัยกรุงศรีอยุธยา และพบกับวิถีชีวิตของไทยในอดีตที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพืออนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

บริเวณบ้านแสงโสม ในอดีตเป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษีในอดีต) และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นสินค้าชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง ส่วนคำว่า ตลาดโก้งโค้ง นั้น เป็นคำที่ใข้เรียกตลาดในสมัยโบราณที่เคยมีคู่กับกรุงศรีอยุธยามาเป็นเวลานาน โดยคนขายสินค้าจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้นคนที่มาซี้อสินค้าจะต้อง โก้งโค้ง เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ โดยอากัปกริยาโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน

ภายในตลาด จำหน่ายพืช ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษจากสวนชุมชน สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารคาว-หวานนานาชนิด โดยพ่อค้าแม่ค้าจะแต่งกายชุดไทยย้อนยุค

เปิดบริการทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. สอบถามเพื่มเติม โทร. 0 3572 8286, 08 9107 8443 หรือ //www.talardkongkhong.com

การเดินทาง จากถนนสายเอเซีย (ทางหมายเลข 32) เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอบางปะอิน ตรงไปถึงสี่แยกไฟแดง แล้วเลี้ยวขวา (บางปะอินสายใน) ผ่านสถานีรถไฟบางปะอินตรงไปประมาณ 8 กิโลเมตร

ที่มา:การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


A newly established market worth visiting. Showcasing Ayutthaya's old way of live, the market's name is derived from an action of visitors who need to bend down (Gong Khong) when looking or purchasing the products. A wide range of reasonably priced local products including fresh and chemical-free vegetables and fruites, as well as OTOP products, food and desserts are available.

Original:Tourism Authority of Thailand

Picture

ทางเข้าตลาด





ลานจอดรถ จะจอดรถได้ทั้งข้างในตลาด (ตามรูป) และริมถนน



ถ้ามาช่วง 10 โมงเช้าจะเห็นพิธีรำกลองยาวถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประมาณ 10 นาที



แม่ค้าพ่อค้าส่วนหนึ่งจะเข้าพิธีกลองยาว





ของที่ขายเท่าที่เห็นก็ประมาณของพื้นบ้านและของกิน



จากรูปจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าจะมีชุดแบบเดียวกัน





จากรูป จะเห็นว่าของขายอยู่บนพื้น เวลาลูกค้าจะเลือกของ ก็จะโก้งโค้ง ดูอ่อนน้อม จึงเป็นที่มาของชื่อตลาดแห่งนี้





























นอกจากนี้บางร้านจะมีคำกลอนติดที่หน้าร้านด้วย เช่น
พวกอั๊กนั้นหรือคือของเครื่องใช้ มาแสนไกลข้ามน้ำข้ามมหาสมุทร
มากับเรือสินค้าอดทนสุด เมามัวมุดคลื่นใหญ่กลางทะเล
กว่าจะถึงดินแดนด่านขนอน ใช่แน่นอนตลาดโก้งโค้งแห่งกรุงศรี
ผู้คนล้วนอัธยาศัยมีไมตรี ช่างแสนดีรับแขกจากแดนไกล
อยากตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้ ให้กรุงศรี มีของมีหลากสีสรร
พวกอั๊วนั้นประโยชน์สารพัน แต่ละอันใช้นานวันทั้งนั้นเลย



ถ้าเราซื้อของกิน ก็จะมีที่ให้นั่งทานด้วย











ที่ศูนย์วัฒนธรรมไทยโบราณ บ้านแสงโสม ก็จะมีการจัดงานแต่งงานให้ชมด้วย







ที่ด้านหลังตลาดจะเป็นบึง



จะสังเกตุเห็นว่าหลังคาเป็นมุงจาก จึงทำให้ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่






 

Create Date : 01 มิถุนายน 2553    
Last Update : 21 มิถุนายน 2553 2:58:09 น.
Counter : 1348 Pageviews.  

วัดหน้าพระเมรุ (Wat Na Phra Men)

ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ที่ตั้งของวัดนี้เดิมคงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้นต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046 วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าบุเรงนองได้มีการทำสัญญาสงบศึกเมื่อ พ.ศ. 2106 ได้สร้างพลับพลาที่ประทับขึ้นระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส

วัดนี้เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดยาว 50 เมตร กว้าง 16 เมตรเป็นแบบอยุธยาตอนต้นซึ่งมีเสาอยู่ภายใน ต่อมาสร้างขยายออกโดยเพิ่มเสารับชายคาภายนอกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาคและมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค หน้าต่างเจาะเป็นช่องยาวตามแนวตั้ง เสาเหลี่ยมสองแถวๆ ละแปดต้น มีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยา ด้านบนประดับด้วยดาวเพดานเป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง ส่วนลายแกะสลักบานประตูพระวิหารน้อย เป็นลายแกะสลักด้วยไม้สักหนา แกะสลักจากพื้นไม้ไม่มีการนำชิ้นส่วนที่อื่นมาติดต่อเป็นลายซ้อนกันหลายชั้น พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช มีนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” จัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์งดงามมากสูงประมาณ 6 เมตรหน้าตักกว้างประมาณ 4.40 เมตร ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์(หรือเรียกว่า วิหารน้อยเพราะขนาดวิหารเล็ก มีความยาว 16 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร) ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้ พระอุโบสถเปิดตั้งแต่เวลา 08.00-17.30 น.

ความเชื่อและวิธีการบูชา พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ เป็นที่เคารพบูชาของชาวกรุงเก่าและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่มาชมความงามและนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะ จะบังเกิดความร่มเย็น ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่และธุรกิจการค้า

ที่มา: คลิกที่นี่

Formerly known as Wat Phra Merurachikaram, the temple is located across the river north of the palace. Although the date of construction is unknown, the temple has been restored a number of times but still has a finely proportioned ubosot and viharn. The latter contains a large Dvaravati stone Buddha seated in European style, his hands on his knees, which some scholars think originated in Nakhon Pathom.

The Ubosot design is very old in the typical Thai style. The most interesting object is the principal Buddha image, which is fully decorated in regal attire. The most interesting fact attributed to the image is that it escaped destruction when the Burmese were burning everything down. It was from the grounds of this temple that the Burmese King Chao Along Phaya decided to fire a cannon at the Grand Palace.

Admission to the temple which is just over the bridge near Si Sanphet Road is 10 bahts.

Original: click here

picture












 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2552 0:52:51 น.
Counter : 1450 Pageviews.  

วิหารพระมงคลบพิตร, พระนครศรีอยุธยา (Wihan Phra Mongkhon Bophit)

ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปคุ้มขุนแผน วิหารพระมงคลบพิตรจะอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร และสูง 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นระหว่างปี พ.ศ. 1991–2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯให้ย้ายจากทิศตะวันออกนอกพระราชวังมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดเกล้าฯให้ก่อมณฑปสวมไว้ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ เมื่อปี พ.ศ. 2249 อสุนีบาตตกลงมาต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตรเกิดไฟไหม้ทำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหายจึงโปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมใหม่ แปลงหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหารและต่อพระเศียรพระมงคลบพิตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. 2285–2286) ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 วิหารพระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาเครื่องบนโทรมลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้การปฏิสังขรณ์ใหม่ สำหรับบริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออกแต่เดิมเป็นสนามหลวง ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ ค่าธรรมเนียมเข้าชาวไทย 20 บาท ต่างชาติ 50 บาท

ที่มา: //thai.tourismthailand.org/attraction/phranakhonsiayutthaya-14-2563-1.html

This chapel is located to the south of Wat Phra Si Sanphet. A large bronze seated Buddha image (Phra Mongkhon Bophit) was originally enshrined outside the Grand Palace to the east. It could be dated to the 15th century and was originally intended to stand in the open air. Later, King Songtham commanded it to be transferred to the west, where it is currently enshrined and covered with a Mondop. In the reign of Phra Chao Sua, the top of the Mondop was burnt down by a fire due to a thunderbolt. The King then commanded that a new building be built in the form of a big sanctuary (Maha Wihan) to cover the image in lieu of the former Mondop. During the second fall of Ayutthaya, the building and the image were badly destroyed by fire. The present Viharn and Buddha image have been reconstructed and renovated. The open area located east of the Viharn was formerly Sanam Luang, where royal cremation ceremonies took place. The admission fee is 50 baht/person.

source: //www.tourismthailand.org/attraction/phranakhonsiayutthaya-14-5029-1.html

picture









 

Create Date : 31 ธันวาคม 2551    
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 21:53:04 น.
Counter : 2319 Pageviews.  

วัดพระศรีสรรเพชญ์ (Wat Phra Si Sanphet)

ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตรในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณเฑียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปทางเหนือและอุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นภายในเขตพระราชวังและโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆ จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์ใหญ่สององค์เมื่อ พ.ศ.2035 องค์แรกทางทิศตะวันออกเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดาและองค์ที่สองคือองค์กลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระบรมเชษฐา ต่อมาในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารขนาดใหญ่และในปี พ.ศ.2043 ทรงหล่อพระพุทธรูปยืนสูง 8 วา (16 เมตร) หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร พระนามว่า “พระศรีสรรเพชญดาญาณ” ซึ่งภายหลังเมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญชิ้นส่วนชำรุดของพระประธานองค์นี้ลงมากรุงเทพฯและบรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า “เจดีย์สรรเพชญดาญาณ”

สำหรับเจดีย์องค์ที่สามถัดมาทางทิศตะวันตก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เจดีย์สามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา ระหว่างเจดีย์แต่ละองค์มีมณฑปก่อคั่นไว้ซึ่งคงจะมีการสร้างในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และมีร่องรอยการบูรณะปฏิสังขรณ์หนึ่งครั้งในราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการบูรณะเจดีย์แห่งนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้เข้าชมทุกวัน 07.00–18.30 น.

อัตราค่าเข้าชม : ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 50 บาท หรือสามารถซื้อบัตรรวมได้ ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างประเทศ 220 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดมเหยงค์ วัดไชยวัฒนาราม, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานศิลปากรที่ 3 โทร. 0 3524 2501, 0 3524 2448 หรือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โทร. 0 3524 2284, 0 3524 2286

หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30-21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

ที่มา: //thai.tourismthailand.org/attraction/phranakhonsiayutthaya-14-123-1.html

In 1491, Wat Phra Si Sanphet was located inside the compound of the Grand Palace-the foundations of which are still visible-and served as the royal chapel, as Wat Phra Kaeo does in Bangkok. This Wang Lung Palace (Royal Palace) was built by King U-Thong upon the founding of the city. Used as a residential palace, it became a monastery in the reign of King Ramathibodi I. When King Borom Trai Lokanat commanded the construction of new living quarters, this residential palace was transformed into a temple,and the establishment of Wat Phra Si Sanphet. In Ayutthaya’s heyday, this was the largest temple in the city.

The three main chedis which have been restored contain the ashes of three Ayutthaya kings. The temple is situated at the northern end of Si Sanphet Road. The royal chapel does not have any monks and novice inhabitants.

Admission fee is 50 baht. A package ticket vilid for 30 days is also available at 220 baht each, covering admission to Wat phra Si Sanphet and the Ancient Palace Complex, Wat Mahathat, Wat Ratchaburana, Wat Phra Ram, Wat Chai Watthanaram and Wat Maheyong .

source: //www.tourismthailand.org/attraction/phranakhonsiayutthaya-14-3741-1.html

Picture























 

Create Date : 28 ธันวาคม 2551    
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 22:11:05 น.
Counter : 1754 Pageviews.  


rangsitk4
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add rangsitk4's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.