Group Blog
ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น รีวิวภาพชัดๆจากทริปจริง ตอนที่ 1




เที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟฟ้ากันเป็นแล้วใช่มั้ยครับ งั้นลองเช่ารถขับในญี่ปุ่นดูบ้าง สนุกนะครับ ผมขอเล่าจากประสบการณ์จริงที่ขับรถเที่ยวในญี่ปุ่นมา 22 วัน 10 เมือง ช่วงดอกซากุระบานซึ่งตรงกับช่วงสงกรานต์บ้านเรา


บทความนี้เป็นภาค2 ที่เจาะลึกเรื่องขับรถมากกว่าในครั้งแรกที่เคยเขียนไปเมื่อ 4 ปีก่อน ไฮไลท์คือคราวนี้ไปเจอตำรวจญี่ปุ่นจับเสียค่าปรับด้วยครับ แล้วเป็นไงต้องอ่านต่อครับ ใครยังไม่เคยอ่านภาค1 ไม่เป็นไรเพราะผมทบทวนข้อมูลสำคัญมาให้อ่านในนี้แล้ว บทความนี้ยาวนะครับ แต่อัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระครับ

ผมจะไม่ลงรายละเอียดที่เที่ยวนะครับ แต่จะเขียนเรื่องขับรถเที่ยวล้วนๆ ใบขับขี่สากล เว็ปไซต์เช่ารถ การรับรถที่สนามบิน ค่าทางด่วน เครื่องหยอดเงินทางด่วน GPS แผนที่ ที่จอดรถอัตโนมัติ ค่าจอด ปั้มน้ำมัน ค่าน้ำมัน เจอตำรวจเรียก ไปสน.เสียค่าปรับ ฯลฯ


ถนนที่ญี่ปุ่นสวยงามน่าขับรถมากครับ อย่าเพิ่งกลัวเกินไป มันก็ความรู้สึกเดียวกับขับรถบนถนนไทยครั้งแรกในชีวิตครับ สุดท้ายก็ขับได้คล่อง ผมเองไปถึงก็ขับได้ไม่แพ้คนญี่ปุ่นครับ ถ้าอ่านข้อมูลเตรียมตัวไว้แล้วก็ไม่ต้องห่วงอะไรครับ


อีกคำถามยอดฮิต แพงมั้ยเช่ารถขับในญี่ปุ่น คำตอบคือแพงครับ 6,000 บาท ต่อวัน รวมแล้วทั้งค่าเช่า ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่าจอดรถ ค่าประกันชั้น1 ค่าประกันส่วนแรก ยังไม่รวมค่าปรับ แต่คุ้มค่า ตื่นเต้น สะดวก สบาย เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าลอง เป็นประสบการณ์ที่มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ต้องกล้าทำด้วย


เว็ปไซต์เช่ารถ
เริ่มจองรถกันก่อนเลย มีเว็ปไซต์ที่ให้เช่ารถยนต์อยู่หลายบริษัทครับ เลือกหาได้ตามสะดวก ผมขอแนะนำเว็บไซต์ที่ผมใช้บริการแล้วกันนะครับ rentalcars โดยรวมแล้วบริการดีครับ กดจองบนเว็บแล้วจะเก็บแค่มัดจำไม่กี่บาท มีโอกาสเปลี่ยนวันเวลาสถานที่รับหรือคืน เปลี่ยนรุ่นรถ ได้ภายหลัง และมีพนักงานให้บริการทางโทรศัพท์พูดภาษาไทยได้ด้วย




วิธีการให้เลือก ประเทศ เมือง สถานที่ ที่จะไปรับรถ โดยส่วนมากก็จะเป็นที่สนามบิน ผมยกตัวอย่างตามรูปเลยนะครับ มีข้อสังเกตว่า รับรถทีนึง แล้วไปส่งคืนอีกที่นึงได้ สำหรับวันเวลาจะต้องใส่ ชม.นาที ที่จะรับและคืนด้วย เพราะคิดเงินเป็นวัน เช่น รับ 09:30 วันนี้ คืน 09:30 พรุ่งนี้ ถือว่าครบ 1 วัน ถ้าเกินจากนั้น 1 นาที ก็คิดเงินเป็น 2 วันครับ



ต่อไปก็เลือกรุ่น ราคาก็แพงตามราคารถครับ ถ้าใครเลือกรุ่นเล็กแล้วพอไปรับรถได้รุ่นใหญ่ก็ไม่ต้องแปลกใจ บางทีเขาอัพเกรดให้ฟรีก็ได้ ผมเคยเจอครั้งนึง นอกจากค่าเช่าให้เพิ่มค่าประกันรถอีก 780 บาทต่อวัน ด้วยนะครับจะได้สบายใจ ส่วนข้อมูลรถก็เลือกเกียร์ออโต้ เกียร์กระปุก แล้วแต่ถนัดนะครับ ในรถจะมีให้ทั้งแอร์และฮีทเตอร์ ถ้าท่านไปช่วงซากุระล่ะก็ ได้ใช้ฮีทเตอร์บ่อยกว่าแอร์แน่นอน เมื่อลงรายละเอียดแล้ว ก็ให้ทำตามขั้นตอน จ่ายมัดจำให้เรียบร้อยด้วยบัตรเครดิต แล้วรอรับอีเมล์คอนเฟิร์มได้เลยครับ เมื่อมั่นใจแล้วค่อยกดชำระเงินต่อให้ครบ แล้วจะได้ ใบ Voucher มาทางอีเมล์ครับ


บางคนกังวลว่าสัมภาระเยอะ จะใส่ลงรถพอมั้ย ตัวอย่างเช่น Mazda 2 Demio ซึ่งเป็นรถรุ่นเล็กสุด ผมสามารถใส่ของตามรูปได้หมดครับ มีกระเป๋าใหญ่ 2 ใบ กระเป๋าเล็ก 3 ใบ ผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 1 คน ไม่ต้องเช่าคันใหญ่ก็ได้ครับเซฟเงินไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เช่นการยกเลิกเช่า การไม่ไปรับรถ ให้อ่านในเว็บเช่ารถเพิ่มเติมเองนะครับ


ใบขับขี่สากล
เรื่องแรกที่จะต้องทำระหว่างวางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่น คือทำใบขับขี่สากล ให้เตรียมเอกสารให้พร้อมได้แก่ สำเนาพาสปอร์ต, รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 รูป, ใบขับขี่ตัวจริงและสำเนา บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนา, และเงิน 500 บาท แล้วกลับไปที่ ขนส่งฯ ที่ท่านเคยได้ใบขับขี่มา ยื่นเรื่องแล้วรอ 1 ชั่วโมง ก็จะได้ใบขับขี่สากล โดยไม่ต้องไปสอบอะไรให้ยุ่งยากครับ ทีนี้ก็เอาไปขับรถเที่ยวได้หลายประเทศครับ เป็นเวลา 1 ปี

หมายเหตุ: ถ้ามีใบเปลี่ยนชื่อ ก็สำเนาไปด้วย, ถ้ามีแก้ไขใบสมรส-หย่า ก็สำเนาไปด้วย, ถ้าไม่ว่างไปเอง ก็เขียนใบมอบอำนาจติดอากรสแตมป์ 10 บาท และสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจไปด้วย



การรับรถที่สนามบิน

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว รถก็จะรอเราอยู่ที่ญี่ปุ่นนะครับ การรับรถแต่ละที่จะไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าเป็นสนามบินนาริตะ จะง่ายที่สุด คือเดินหาบูธชื่อร้านที่ใบเวาเชอร์แจ้งไว้เช่น Europcar จะได้กุญแจรถทันทีเพราะรถจอดรออยู่หน้าประตูสนามบิน แต่ถ้าเป็นที่สนามบินฮาเนดะ เมื่อเดินหาบูธเจอแล้ว เช่น Time Car Rental เขาจะบอกให้เราไปรอที่จุดรับ แล้วจะมีรถตู้ของร้านมารับไปที่ร้านซึ่งอยู่นอกสนามบินอีกต่อ


เมื่ออยู่ที่บูธรับรถ จะต้องแจ้งเขาว่าเราต้องการทำประกันค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มเติมด้วย อย่า งง นะครับ ที่เราจ่ายประกันไปแล้วตอนจองในเว็บไซต์ จะยังไม่ครอบคลุมค่าเสียหายส่วนแรก จึงต้องเสียเงินเพิ่มตรงนี้ คราวนี้จะได้สบายใจ รถกลับมาสภาพไหนก็ไม่ต้องจ่ายเงินใดๆทั้งสิ้นครับ

พอจบเรื่องที่บูธ ก็ขับออกไปเที่ยวได้เลยครับ แต่ถ้าหากไม่ซื้อประกันค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มไว้ จะต้องตรวจสอบรอยต่างๆบนรถ แล้วชี้ให้พนักงานเขียนบันทึกเอาไว้ครับ


ป้ายบอกทาง และสภาพถนนในญี่ปุ่น

เมื่อออกรถแล้ว มาทำความรู้จักกับถนนญี่ปุ่นกันซักหน่อยครับ จากภาพจะเห็นได้ว่าป้ายจราจรที่ญี่ปุ่นนั้น คล้ายกับบ้านเรามากๆ ป้ายบอกทางในเมืองจะมีภาษาอังกฤษอยู่ใต้ภาษาญี่ปุ่นเสมอครับ ถึงอ่านไม่ออกแต่มองภาษาอังกฤษแล้วพอจะเข้าใจได้


ผิวจราจรที่ญี่ปุ่นจะเรียบกว่าบ้านเรามากครับ แม้จะเป็นชนบทห่างไกลหรือตรอกซอกซอยก็ราดยาง เรียบและสะอาด ถึงจะเป็นซอยเล็กๆ ก็มีเส้นถนนตีไว้ชัดเจน จนคนไทยหลายคนมักพูดกันว่าถนนที่ญี่ปุ่นมันแคบ ผมว่าเขาเข้าใจผิดเห็นซอยเป็นถนนหน่ะครับ ซอยในกรุงเทพเราแคบกว่านั้นเยอะ


ส่วนถนนลูกรังผมยังไม่เห็นในญี่ปุ่นเลยครับ ผมวิ่งไปเที่ยวฟูจิ ก็ค่อนข้างชนบท มีแต่ทุ่งนา แต่ถนนก็เป็นคอนกรีตตลอดครับ ซอยลึกลับบางจุดอาจจะมีความชันมากๆ แต่ก็ไม่น่ากลัวอะไรครับ และตามชนบท ถ้าวิ่งรถกลางคืนแล้วเข้าซอย อาจจะไม่มีไฟส่องสว่างเลยก็มีนะครับ


รักษากฏจราจร เพราะค่าปรับแพง

สำหรับป้ายจราจรสีแดง ให้ระวังให้มากๆครับ เห็นปุ๊บก็ทำตามเสมอ ถ้าบ้านเราอาจจะไม่ถือมากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นอย่าให้ตำรวจเจอนะครับ โดนปรับหนักมากทีเดียว เช่น ป้ายหยุด ก็ต้องหยุดมองซ้ายขวาแล้วค่อยวิ่งต่อ จะแค่ชะลอๆไม่ได้ ถ้าพลาดก็โดนปรับ 4 พันกว่าบาทครับ ส่วนป้ายความเร็ว บนทางด่วนแถมได้อีก +30 กม./ชม. ยังไงก็อย่าเกิน 120 นะครับ ส่วนในเมืองเร็วเกินป้ายไม่ได้ ถ้าพลาดโดนปรับหลักหมื่นบาทครับ เรื่องนี้ผมนั่งคุยกับตำรวจญี่ปุ่นมาแล้ว คุณตำรวจก็เปิดคู่มือตำรวจให้ดูกันเลยทีเดียว


และที่สำคัญไฟจราจร ไฟแดง ห้ามแถม ถ้าพลาดนี่โดนปรับกันหลักแสนบาทครับ เพราะที่ญี่ปุ่น ไฟรถจะสัมพันธ์กับไฟคนข้าม พอรถไฟแดงปุ๊บ คนข้ามเป็นสิบๆก็จะแห่ออกมากลางถนนกันทันทีครับ ถ้าเราวิ่งแถมหลังไฟแดงก็จะหวาดเสียวกันได้ทันทีครับ


ตำรวจญี่ปุ่นมีน้อยมากครับ ไม่มาโบกรถตามถนนอย่างบ้านเรา แต่เขาจะอยู่ในออฟฟิตที่เรียกว่าโคบัน เป็นมิตรกับประชาชนมาก ไม่พกปืน ออกลาดตระเวนเป็นคู่ มีทั้งขี่จักรยานมา (แบบในภาพ) และขับรถมา ไม่รับค่าปรับเอง ถึงจะตามเอาค่าปรับไปให้ถึง สน.ก็ไม่รับอยู่ดี แจกใบสั่งแล้วต้องไปจ่ายเองที่ธนาคาร ดังนั้นการจ่ายค่าปรับกลางถนนไม่ต้องพูดถึงครับ ส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แม้จะรักษากฏชนิดเถรตรง แต่สุภาพมากๆๆ ครับ


GPS เครื่องนำทาง

GPS ที่ติดมากับรถใช้ยากครับ มันมีข้อดีที่หาจุดหมายปลายทางได้ด้วยเบอร์โทรศัพท์ของร้านนั้นๆ แต่ผมว่าก็ยากสำหรับคนไทยอยู่ดี ผมแนะนำให้ใช้ Google Map ในโทรศัพท์มือถือของเราเองครับ ผมฝึกใช้ในเมืองไทยจนชินก่อนจะไปญี่ปุ่นครับ


อีกอย่างนึง ผมติดโทรศัพท์ไว้ที่กระจกรถหน้าฝั่งขวาของพวงมาลัย ผมว่ามองง่ายกว่าหันไปดู GPS ที่ติดมากับรถตรงช่องวิทยุนะครับ สายตาจะไม่หลุดจากถนน พยายามเข้าเลนให้ถูกนะครับ Google Map มันจะบอกให้ละเอียดมาก ถ้าเผลอเข้าเลนผิดบ่อยๆก็จะเสียตังค์ค่าทางด่วนที่เราไม่อยากขึ้นครับ ผมยกมือเลยเพราะพลาดบ่อย 555 ส่วนบางคนกลัวหลงทาง ก็ไม่ต้องห่วงครับ Google Map มันจะรีบคำนวณเส้นทางใหม่บอกเราทันทีที่ขับเลยหรือเลี้ยวผิด

*** สำคัญมาก - อย่าลืมที่เกาะโทรศัพท์กับกระจกรถ นะครับ และสายชาร์ตโทรศัพท์แบบเสียบรถด้วย รถเขาไม่ได้แถมมาให้ บางคนที่ชอบกระจกมองหลังใหญ่ๆ ก็ต้องติดไปด้วยนะครับ และพอจะคืนรถก็แกะกลับบ้านให้ครบนะครับ ผมเคยแถมกระจกมองหลังให้ญี่ปุ่นไปแล้วทีนึง


มีคำถามคอมเมนท์ข้างล่างได้เลยครับ จะรีบตอบครับ

คลิกอ่านต่อ ตอนที่ 2 >>>


Tag : การขับรถในญี่ปุ่น การเช่ารถขับในญี่ปุ่น เตรียมตัวขับรถในญี่ปุ่น ขับรถเที่ยวฟูจิ  pantip ขับรถเที่ยวเอง



Create Date : 27 มกราคม 2560
Last Update : 27 มกราคม 2560 16:21:24 น.
Counter : 902 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อูฐท่องเที่ยว
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Life is Adventure
New Comments