Group Blog
 
All blogs
 

*** เหตุที่พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้ง และไม่แจ่มแจ้ง ***




พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๓

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

หน้าที่ ๒๗๒/๓๗๙ ข้อที่ ๑๘๘



ปุณณิยสูตร


[๑๘๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ

ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่บางครั้งพระธรรมเทศนา

แจ่มแจ้งกะพระตถาคต บางครั้งไม่แจ่มแจ้ง ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณิยะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา

แต่ไม่เข้าไปหาเพียงใด ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้งเพียงนั้น

แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและเข้าไปหา

เมื่อนั้นธรรมเทศนาของตถาคตย่อมแจ่มแจ้ง

ดูกรปุณณิยะ ภิกษุผู้มีศรัทธาและเข้าไปหา แต่ไม่เข้าไปนั่งใกล้เพียงใด

ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้งเพียงนั้น

แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ...และเข้าไปนั่งใกล้

เมื่อนั้น ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมแจ่มแจ้ง

ดูกรปุณณิยะภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และเข้าไปนั่งใกล้

แต่ไม่สอบถามเพียงใด ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้ง

เพียงนั้น แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และสอบถาม

เมื่อนั้น ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมแจ่มแจ้ง

ดูกรปุณณิยะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และสอบถาม

แต่ไม่เงี่ยโสตลงสดับธรรมเพียงใด

ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้งเพียงนั้น

แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และเงี่ยโสตลงสดับธรรม

แต่ฟังธรรมแล้วไม่ทรงจำไว้เพียงใด

ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้งเพียงนั้น

แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และฟังแล้ว ทรงจำไว้

เมื่อนั้น ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมแจ่มแจ้ง

ดูกรปุณณิยะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และฟังแล้ว ทรงจำไว้

แต่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้เพียงใด

ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้งเพียงนั้น

แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้

เมื่อนั้น ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมแจ่มแจ้ง

ดูกรปุณณิยะ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้

แต่ไม่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเพียงใด

ธรรมเทศนาของตถาคตย่อมไม่แจ่มแจ้งเพียงนั้น

แต่เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และรู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่

ธรรมเมื่อนั้นธรรมเทศนาของตถาคตย่อมแจ่มแจ้ง

ดูกรปุณณิยะ ธรรมเทศนาของตถาคตผู้มีปฏิญาณโดยส่วนเดียว

อันประกอบด้วยธรรมเหล่านี้แล ย่อมแจ่มแจ้ง ฯ

จบสูตรที่ ๒






 

Create Date : 15 มีนาคม 2556    
Last Update : 15 มีนาคม 2556 12:40:10 น.
Counter : 499 Pageviews.  

*** การเจริญมรณัสสติ ***




พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒.ทุติยปัณณาสก์] ๓.ยมกวรรค ๔. ทุติยมรณัสสติสูตร



๔. ทุติยมรณัสสติสูตร



ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติ๑ สูตรที่ ๒



[๗๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ คิญชกาวสถาราม

ในนาทิกคาม ณ ที่นั้นแล

พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย มรณัสสติที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก

มีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะ๒ มีอมตะเป็นที่สุด

มรณัสสติที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เป็นอย่างไร



คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันผ่านไป กลางคืนย่างเข้ามา

พิจารณาดังนี้ว่า ‘ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากแท้

คือ งูพึงกัดเราก็ได้ แมงป่องพึงต่อยเราก็ได้ หรือตะขาบพึงกัดเราก็ได้

เพราะเหตุนั้น เราพึงตาย เราพึงมีอันตราย๓ นั้นเราพึงพลาดหกล้มก็ได้

ภัตตาหารที่เราฉันแล้วไม่พึงย่อยก็ได้ ดีของเราพึงกำเริบก็ได้

เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ ลมมีพิษดังศัสตราของเราพึงกำเริบก็ได้

พวกมนุษย์พึงทำร้ายเราก็ได้ หรือพวกอมนุษย์พึงทำร้ายเราก็ได้

เพราะเหตุนั้น เราพึงตายเราพึงมีอันตรายนั้น’



ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

‘บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้ ซึ่งจะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้จะตายใน

เวลากลางคืนมีอยู่หรือไม่’ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า

‘บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้ ซึ่งจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา

ผู้จะตายในเวลากลางคืนยังมีอยู่’

ภิกษุนั้นควรทำความพอใจความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น

ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ

ให้มีประมาณยิ่งเพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น



บุคคลผู้มีผ้าที่ถูกไฟไหม้ หรือมีศีรษะที่ถูกไฟไหม้ ควรทำความพอใจ

ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย

สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง

เพื่อดับไฟที่ไหม้ผ้าหรือไฟที่ไหม้ศีรษะนั้น แม้ฉันใด

ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่เถิด

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางคืนผ่านไป กลางวันย่างเข้ามา

พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากแท้

คือ งูพึงกัดเราก็ได้ แมงป่องพึงต่อยเราก็ได้ หรือตะขาบพึงกัดเราก็ได้

เพราะเหตุนั้น เราพึงตาย เราพึงมีอันตรายนั้นเราพึงพลาดหกล้มก็ได้

ภัตตาหารที่เราฉันแล้วไม่พึงย่อยก็ได้ ดีของเราพึงกำเริบก็ได้

เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ ลมมีพิษดังศัสตราของเราพึงกำเริบก็ได้

พวกมนุษย์พึงทำร้ายเราก็ได้ หรือพวกอมนุษย์พึงทำร้ายเราก็ได้

เพราะเหตุนั้น เราพึงตาย เราพึงมีอันตรายนั้น

’ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

‘บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้

ซึ่งจะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้จะตายในเวลากลางวันยังมีอยู่หรือไม่’

ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้ ซึ่งจะพึง

เป็นอันตรายแก่เราผู้จะตายในเวลากลางวันยังมีอยู่’


ภิกษุนั้นควรทำความพอใจความพยายาม ความอุตสาหะ

ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ

ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น

บุคคลผู้มีผ้าที่ถูกไฟไหม้ หรือมีศีรษะที่ถูกไฟไหม้ ควรทำความพอใจ

ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย

สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่งเพื่อดับไฟที่ไหม้ผ้า

หรือไฟที่ไหม้ศีรษะนั้น แม้ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น

ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง

เพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น


ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้

ซึ่งจะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้จะตายในเวลากลางวันไม่มี’

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้มีปีติและปราโมทย์นั้นแล

ตามสำเหนียก ใน กุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่เถิด

ภิกษุทั้งหลาย มรณัสสติที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้วอย่างนี้แล

ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เป็นอย่างนี้แล




{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า :๓๘๗ }


พระสุตตัตนตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์]
๒. มหาวรรค ๙. อกุสลมูลสูตร

๙. อกุสลมูลสูตร

ว่าด้วยรากเหง้าของอกุศล

[๗๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล

(รากเหง้าของอกุศล) ๓ ประการนี้

อกุศลมูล ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ

๑. อกุศลมูล คือ โลภะ (ความอยากได้)

๒. อกุศลมูล คือ โทสะ (ความคิดประทุษร้าย)

๓. อกุศลมูล คือ โมหะ (ความหลง)



{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า :๒๗๕ }






 

Create Date : 14 มีนาคม 2556    
Last Update : 14 มีนาคม 2556 10:52:59 น.
Counter : 654 Pageviews.  

*** ความว่าง ***




พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

ว่าด้วยอิทัปปัจจยตา

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย กายนี้ มิใช่ของพวกเธอ

ทั้งมิใช่ของคนอื่น ภิกษุทั้งหลาย กายนี้กรรมเก่าควบคุมไว้

จิตประมวลไว้ พึงเห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา

ภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมมนสิการ

ปฏิจจสมุปบาทอย่างดี โดยแยบคายในกายนั้นว่า

“เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป

คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย

วิญญาณจึงมี... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้นมีได้ด้วยประการอย่างนี้

เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ สังขารจึงดับ... ความดับแห่งกองทุกข์

ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการอย่างนี้”

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา

หรือสิ่งนี้ของคนอื่นย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

โมฆราช เธอจงพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า

เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงถอนความตามเห็นว่ามีตัวตนเสีย

เป็นผู้ข้ามมัจจุราชเสียได้ ด้วยอาการอย่างนี้

บุคคลพิจารณาโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชจึงไม่เห็น๑

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา

หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดอย่างนี้บ้าง

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า สิ่งใดมิใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสียเถิด สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นแลจักมีเพื่อ

ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน

ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่ามิใช่ของพวกเธอ

ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสียเถิด

รูปที่พวกเธอละได้แล้วนั้นแลจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

ตลอดกาลนาน เวทนา... สัญญา... สังขาร...วิญญาณมิใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด วิญญาณที่พวกเธอละได้แล้วนั้นแล

จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

ภิกษุทั้งหลายพวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร

คนพึงเอาหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ที่มีอยู่ในเชตวันวิหารนี้ไปเผา

หรือจัดการไปตามรูปเรื่อง พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า

“คนย่อมเอาพวกเราไปเผาหรือจัดการไปตามรูปเรื่อง”

ความดำริเช่นนั้นไม่มีเลย พระเจ้าข้า

ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร

เพราะนั่นมิใช่ตน หรือของเนื่องด้วยตนของพวกข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า

อย่างเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย

สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่ามิใช่ของพวกเธอ

ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ของพวกเธอเธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสียเถิด

รูปที่พวกเธอละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มิใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด

วิญญาณที่พวกเธอละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้

ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

สมจริงดังภาษิตนี้ว่า

คามณี ภัยย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มองเห็น

ความเกิดขึ้นแห่งธรรมล้วน ๆ

และความสืบต่อแห่งสังขารล้วน ๆ ตามเป็นจริง

เมื่อใดบุคคลมองเห็นขันธโลกว่า

เสมอด้วยหญ้าและท่อนไม้ ด้วยปัญญา

เมื่อนั้น เขาย่อมไม่ปรารถนาอะไรอื่น

นอกจากความไม่ปฏิสนธิ

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น

ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดอย่างนี้บ้าง

นางวชิราภิกษุณีได้กล่าวคำนี้กับมารผู้ชั่วช้าว่า

มารเอ๋ย ทิฏฐิของเจ้าเชื่อใครหนอว่าเป็นสัตว์

ร่างกาย ที่เป็นกองแห่งสังขารล้วน ๆ นี้

บัณฑิตจะเรียกว่าสัตว์ไม่ได้เลย


เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ สมมติว่าสัตว์ก็มีได้

เหมือนเสียงพูดว่ารถย่อมมีได้ เพราะการคุมกันแห่งส่วนประกอบ

อนึ่งทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดำรงอยู่และ

แปรผันไป นอกจากทุกข์ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรอื่นดับไปเลย๑

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น

ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดอย่างนี้บ้าง

(สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้เองแล

ภิกษุค้นหารูปตลอดคติแห่งรูปที่มีอยู่

ค้นหาเวทนา... สัญญา... สังขาร... ค้นหาวิญญาณ

ตลอดคติแห่งวิญญาณที่มีอยู่ เมื่อภิกษุนั้นค้นหารูปตลอดคติแห่งรูป

ค้นหาเวทนา...สัญญา... สังขาร... ค้นหาวิญญาณ

ตลอดคติแห่งวิญญาณที่มีอยู่ ความถือว่า “เราของเรา หรือมีเรา”

ของภิกษุนั้นไม่มีเลย๒ รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า

สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

ว่าด้วยโลกว่าง

ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลคำนี้กับพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ที่ตรัสว่าโลกว่าง โลกว่าง” ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ด้วยเหตุแค่ไหนหนอแล จึงตรัสว่า“โลกว่าง”

อานนท์ เพราะโลกว่างจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า“โลกว่าง”

อานนท์ อะไรเล่าที่ว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

อานนท์ ตาว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

รูปว่าง... จักขุวิญญาณว่าง... จักขุสัมผัสว่าง

คือ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์

หรือเป็นสุขก็มิใช่ เป็นทุกข์ก็มิใช่ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย

ก็ว่าง... หู... เสียง... จมูก... กลิ่น... ลิ้น... รส... กาย...โผฏฐัพพะ...

ใจ... ธรรมารมณ์... มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส ก็ว่าง

คือ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขก็มิใช่ เป็นทุกข์ก็มิใช่

ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

อานนท์ เพราะโลกว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า “โลกว่าง”

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น

ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ในคำว่า ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความยึดถือ

ว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่าง คือ

(๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา

(๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ...

นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา...

นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ

ผู้นั้นละความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว

สลัดทิ้งความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว

จึงไม่พบ ไม่ได้ คือ ไม่สมหวัง ไม่ได้เฉพาะความยึดถือว่าเป็นของเรา

รวมความว่า ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความยึดถือว่าเป็นของเรา

คำว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของ ๆ เราไม่มี อธิบายว่า ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่

แปรผันไปแล้ว หรือ เมื่อสิ่งนั้นแปรผันไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก

คือ ไม่เศร้าโศกไม่ลำบาก ไม่คร่ำครวญ ไม่ตีอกพร่ำเพ้อ

ไม่ถึงความหลงใหลว่า “ตาของเราแปรผันไป”

... หูของเรา... ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่คร่ำครวญ ไม่ตีอกพร่ำเพ้อ

ไม่ถึงความหลงใหลว่า... “ผู้ร่วมสายโลหิตของเราแปรผันไป”

รวมความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของ ๆ เราไม่มี

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่ากิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา

หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความถือว่าเป็นของเรา

ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของ ๆ เราไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า :๕๒๙ }






 

Create Date : 13 มีนาคม 2556    
Last Update : 13 มีนาคม 2556 9:42:33 น.
Counter : 482 Pageviews.  

*** การเจริญอินทรีย์ *** ( 2 )




[๘๕๙] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ

ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา เธอรู้ชัดอย่าง

นี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น

แล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด

ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบ

ใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุ

รูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ

อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลัง

ตล่อมก้อนเขฬะไว้ตรงปลายลิ้น แล้วถ่มไปโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น ดูกรอานนท์

นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าใน

วินัย ของพระอริยะ ฯ




[๘๖๐] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ

ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย

เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและ

ไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยัง

มีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ

ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกร

อานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและ

ไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้โดยเร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือน

อย่างบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น ดูกร

อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อย่างไม่มีวิธี

อื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ




[๘๖๑] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ

ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอรู้ชัด

อย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่

ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมี

สิ่งละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ

ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกร

อานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและ

ไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากอย่างนี้ เหมือนบุรุษมี

กำลัง หยดหยาดน้ำสองหรือสามหยาดลงในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน ความ

หยดลงแห่งหยาดน้ำยังช้า ทันทีนั้น หยาดน้ำนั้นจะถึงความสิ้นไป แห้งไปเร็ว

ทีเดียว ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้

ด้วยมโนอย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แลเป็นการเจริญอินทรีย์อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัย

ของพระอริยะ ฯ



[๘๖๒] ดูกรอานนท์ ก็พระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่เป็นอย่างไร ดูกรอานนท์

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่

ชอบใจ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความชอบ

ใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้น เกิด

ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะได้ยินเสียง

ด้วยโสต ... เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูก

ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ...

เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความชอบใจ ความไม่ชอบใจ

ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิด ขึ้นแล้วนั้น ดูกรอานนท์

อย่างนี้แล ชื่อว่าพระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่ ฯ





[๘๖๓] ดูกรอานนท์ ก็พระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เป็นอย่างไร ดูกร

อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจ

และไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่ง

ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของ

ไม่ปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็

ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความ

สำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความ

สำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้ง

ไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่า

เป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้ง

สอง นั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติ

สัมปชัญญะได้ ฯ



[๘๖๔] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ

ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต ... เพราะ

ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย

กาย ...เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน

เธอ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่

ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความ

สำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้ง

ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ

ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและ

ปฏิกูล ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ

ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้ง

สองนั้น อยู่อย่างมีสติ สัมปชัญญะ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติ

สัมปชัญญะได้ ดูกร อานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ





[๘๖๕] ดูกรอานนท์ เราแสดงการเจริญอินทรีย์อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า

ในวินัยของพระอริยะ แสดงพระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่ แสดงพระอริยะผู้เจริญ

อินทรีย์ แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล

ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์

เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้น

เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลาย

จงเพ่งฌาน อย่าได้ประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำ

พร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ


พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี

พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคฉะนี้แล ฯ

จบ อินทรียภาวนาสูตร ที่ ๑๐





 

Create Date : 25 มกราคม 2556    
Last Update : 25 มกราคม 2556 13:43:06 น.
Counter : 469 Pageviews.  

*** การเจริญอินทรีย์ *** ( 1 )




พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
หน้าที่ ๔๖๔.

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)


[๘๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้ง

นั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่

ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้

ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ


[๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร

อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ

อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ

พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ

อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ

เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง

ด้วยโสต ฯ

พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ

ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด

ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส

แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก

ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ



[๘๕๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์

ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะ

ท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์

แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัย

ของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯ

ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต เป็นการสมควรแล้ว

ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของ

พระอริยะ ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ต่อไป ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ



[๘๕๖] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรอานนท์ ก็การเจริญ

อินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร ดูกรอานนท์

ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่

ชอบใจ

ขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบ

ใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ

อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา เธอจึงดับความ

ชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย

อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่

ชอบ ใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที

โดย ไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธี

อื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ



[๘๕๗] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ

ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต เธอรู้

ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบ

ใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยการเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่

ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้ง

ความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกร

อานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและ

ไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่าง

บุรุษมีกำลัง ดีดนิ้วมือโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การ

เจริญอินทรีย์ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระ

อริยะ ฯ



[๘๕๘] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ

ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ เธอรู้ชัด

อย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ

ขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด

ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบ

ใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุ

รูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ

อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างหยาดน้ำกลิ้ง

ไปบนใบบัว ย่อมไม่ติดในที่ที่กลิ้งไปสักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เรา

เรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัย

ของพระอริยะ ฯ





 

Create Date : 24 มกราคม 2556    
Last Update : 24 มกราคม 2556 10:00:39 น.
Counter : 526 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.