Group Blog
 
All blogs
 
*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 8 ) ***



พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค




อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒


จันทิมสสูตรที่ ๑

[๒๕๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน

อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี

ครั้งนั้น จันทิมสเทวบุตร เมื่อปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก

ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ


[๒๕๒] จันทิมสเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

แล้วได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่าก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน

มีจิตเป็นสมาธิ มีปัญญา มีสติชนเหล่านั้น จักถึงความสวัสดี

ประดุจเนื้อในชวากเขา ไร้ริ้นยุง ฉะนั้น ฯ


[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน ไม่ประมาท ละกิเลสได้

ชนเหล่านั้น จักถึงฝั่งประดุจปลา ทำลายข่ายได้แล้ว ฉะนั้น ฯ





เวณฑุสูตรที่ ๒

[๒๕๔] เวณฑุเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าว คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่าชนเหล่าใด นั่งใกล้พระสุคต

ประกอบตนในศาสนาของพระโคดม ไม่ประมาทแล้ว ศึกษาตามอยู่

ชนเหล่านั้นถึงความสุขแล้วหนอ ฯ


[๒๕๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ชนเหล่าใด เป็นผู้เพ่งพินิจ ศึกษาตามในข้อสั่งสอน อันเรากล่าวไว้แล้ว

ชนเหล่านั้น ไม่ประมาทอยู่ในกาล ไม่พึงไปสู่อำนาจแห่งมัจจุ ฯ






นันทนสูตรที่ ๔

[๒๕๘] นันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า


ข้าแต่พระโคดม ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์

ถึงญาณทัสสนะ อันไม่เวียนกลับแห่งพระผู้มีพระภาค

บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีศีล

เรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีปัญญา

บุคคลชนิดไรล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลาย บูชาบุคคลชนิดไร ฯ


[๒๕๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลใด มีศีล มีปัญญา มีตนอบรมแล้ว มีจิตตั้งมั่นยินดีในฌาน

มีสติ เขาปราศจากความโศกทั้งหมด ละได้ขาดมีอาสวะสิ้นแล้ว

ทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็นผู้มีศีล

เรียกบุคคลชนิดนั้นว่าเป็นผู้มีปัญญา บุคคลชนิดนั้นล่วงทุกข์อยู่ได้

เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น ฯ





จันทนสูตรที่ ๕

[๒๖๐] จันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

บุคคลผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน จะข้ามโอฆะได้อย่างไร

สิใครจะไม่จมในห้วงน้ำลึก อันไม่มีที่พึ่งพิงไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ฯ


[๒๖๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ในกาลทุกเมื่อ มีปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้ว

ปรารภความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก

เข้าเว้นขาดแล้วจากกามสัญญา ล่วงรูปสัญโญชน์ได้

มีภพเป็นที่เพลิดเพลินสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่จมในห้วงน้ำลึก ฯ






วาสุทัตตสูตรที่ ๖

[๒๖๒] วาสุทัตตเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


ภิกษุพึงมีสติเพื่อละกามราคะ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก

ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ ฯ


[๒๖๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฏฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก

ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ ฯ






สุพรหมสูตรที่ ๗

[๒๖๔] สุพรหมเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ใจนี้หวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์

ถ้าเมื่อกิจทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วก็ตาม

ถ้าความไม่สะดุ้งกลัวมีอยู่ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว

ขอจงตรัสบอกข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ ฯ


[๒๖๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

นอกจากปัญญาและความเพียร นอกจากความสำรวมอินทรีย์

นอกจากความสละวางโดยประการทั้งปวง

เรายังไม่เห็นความสวัสดีแห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯ


สุพรหมเทวบุตรได้กล่าวดังนี้แล้ว ฯลฯ ก็อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ






กกุธสูตรที่ ๘

[๒๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระอัญชนวัน

สถานพระราทานอภัยแก่เนื้อเขตเมืองสาเกต

ครั้งนั้น กกุธเทวบุตร เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก

ยังอัญชนวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ


[๒๖๗] กกุธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรผู้มีอายุ เราได้อะไรจึงจะยินดี ฯ



กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่พระสมณะถ้าอย่างนั้นพระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรผู้มีอายุ เราเสื่อมอะไรจึงจะเศร้าโศก ฯ


กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ไม่ทรงยินดีเลย

ไม่ทรงเศร้าโศกเลยหรือ ฯ



พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นเช่นนั้นผู้มีอายุ ฯ




[๒๖๘] กกุธเทวบุตร กราบทูลว่า

ข้าแต่ภิกษุ พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างหรือ ความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือ

ความเบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่งแต่พระองค์เดียวบ้างหรือ ฯ



[๒๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรท่านผู้อันคนบูชา เราไม่มีทุกข์เลย และความเพลิดเพลินก็ไม่มี

อนึ่ง ความเบื่อหน่าย ก็ไม่ครอบงำเราผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ



[๒๗๐] กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี

ทำไมความเบื่อหน่าย จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ

[๒๗๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ผู้มีทุกข์นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละจึงมีทุกข์

ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลินไม่มีทุกข์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ผู้มีอายุ ฯ


[๒๗๒] กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า

นานหนอ ข้าพระองค์จึงพบเห็นภิกษุ ผู้เป็นพราหมณ์ดับรอบแล้ว

ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์ ข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกแล้ว ฯ




อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐

[๒๗๕] อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่

พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรมศีล

และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ

เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน

พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น

พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และธรรม

เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง

ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ


อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค

ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ


[๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว

จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง เมื่อราตรี ปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก

ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว

ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เทวบุตรนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่แล้ว

ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนัก เราว่าก็พระเชตวันนี้นั้น

อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว

เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ

สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล

และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯเพราะเหตุนั้นแหละ

บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน

พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น

พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ ด้วยปัญญา ศีล และธรรม

เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง

ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว

ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ


[๒๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว

ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ก็เทวบุตรนั้นเห็นจะเป็นอนาถบิณฑิกเทวบุตรแน่

อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้เลื่อมใสยิ่งนักในท่านพระสารีบุตร ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถูกละๆ ดูกรอานนท์

ข้อที่จะพึง ถึงด้วยการนึกคิดมีประมาณเพียงใดนั้น

เธอถึงแล้ว ดูกรอานนท์ ก็เทวบุตรนั้น คือ อนาถบิณฑิกเทวบุตร ฯ


จบ อนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒
___________________________________




Create Date : 12 เมษายน 2556
Last Update : 12 เมษายน 2556 11:16:03 น. 0 comments
Counter : 455 Pageviews.

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.