Group Blog
 
All blogs
 
*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 3 ) ***




สรสูตรที่ ๗


[๗๐] เทวดาทูลถามว่า

สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน

วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหน

นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน ฯ



[๗๑] พระผู้มีพระภาคตอบว่า

น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด

สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่นี้

วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้

นามก็ดีรูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้ ฯ



มหัทธนสูตรที่ ๘


[๗๒] เทวดาทูลกล่าวว่า

กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทั้งมีแว่นแคว้น

ไม่รู้จักพอในกามทั้งหลาย ย่อมขันแข่งซึ่งกันและกัน

เมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอยไปตามกระแสแห่งภพ

บุคคลพวกไหนไม่มีความขวนขวาย

ละความโกรธและความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก ฯ


[๗๓] พระผู้มีพระภาคกล่าวว่า

บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รักบวชแล้ว

กำจัดราคะโทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นผู้ไกลจากกิเลสบุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก ฯ



จตุจักกสูตรที่ ๙


[๗๔] เทวดาทูลถามว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙

เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่าเปือกตม

ความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้อย่างไร ฯ


[๗๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยความปรารถนา

และความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้

ความออกไป (จากทุกข์)จึงจักมีได้ ฯ



เอณิชังคสูตรที่ ๑๐


[๗๖] เทวดาทูลว่า

พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียร

ซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มีความโลภ

เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย

บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ


[๗๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า


กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้วในโลก

บุคคลเลิกความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้ ฯ


จบสัตติวรรคที่ ๓
_____________________



[๑๐๓] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี

บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้วผู้ประมาทแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ทั้งหลาย

อันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้ ไม่มาถึงนิพพาน

เป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ

เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะทุกข์ก็เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะเสีย

จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้

อารมณ์อันงามทั้งหลายในโลกไม่เป็นกาม

ความกำหนัดที่พร้อมไปด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ

อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นนั่นแหละ

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้

บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้งมานะเสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย

ทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป

ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว

ไม่ติดมานะแล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว

พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี

ในสถานเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดีเที่ยวค้นหา ก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น

ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา ฯ


[๑๐๔] (ท่านพระโมฆราชกล่าว)

ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี

ไม่ได้เห็นพระขีณาสพนั้น ผู้อุดมกว่านรชน

ผู้ประพฤติประโยชน์เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น

เทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้พระขีณาสพนั้น

เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ ฯ



[๑๐๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ

พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ขีณาสวภิกษุนั้น

ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว

ละวิจิกิจฉาแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้ล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง ฯ


อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕


[๑๐๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษ

มากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระ วิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจึงได้ลอย อยู่ในอากาศ ฯ


[๑๐๗] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นลอยอยู่ในอากาศแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ใน สำนักพระผู้มีพระภาคว่า

บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอย่างอื่น ให้เขารู้โดยอาการอย่างอื่น

บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความเป็นขโมย เหมือนความลวงกินแห่งพรานนก

ก็บุคคลทำกรรมใดควรพูดถึงกรรมนั้น ไม่ทำกรรมใด

ก็ไม่ควรพูดถึงกรรมนั้นบัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลนั้น

ผู้ไม่ทำ มัวแต่พูดอยู่ ฯ


[๑๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาทั้งหลายนี้ว่า


ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือฟังส่วนเดียว

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร

ด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย

ทราบความเป็นไปของโลกแล้วรู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส

ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้วย่อมไม่พูดโดยแท้ ฯ


[๑๐๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน

หมอบลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคแล้ว

ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ

โทษของพวกข้าพเจ้าล่วงไปแล้ว พวกข้าพเจ้าเหล่าใด เป็นพาลอย่างไร

เป็นผู้หลงแล้วอย่างไรเป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร

ได้สำคัญ แล้วว่าพระผู้มีพระภาคอันพวกเราพึงรุกราน

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ

ขอพระผู้มีพระภาคโปรดอดโทษของพวกข้าพเจ้านั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป ฯ


ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงยิ้มแย้ม ฯ


[๑๑๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง

กลับ ขึ้นไปบนอากาศ เทวดาตนหนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


เมื่อเราแสดงโทษอยู่ ถ้าบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายในมีความเคืองหนัก

ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร หากว่าในโลกนี้

โทษก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มี เวรทั้งหลายก็ไม่สงบ ในโลกนี้ใครพึงเป็นคนฉลาด

เพราะเหตุไร โทษทั้งหลายของใครก็ไม่มี

ความผิดของใครก็ไม่มีใครไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล ในโลกนี้

ใครย่อมเป็นผู้มีปัญญาเป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง ฯ



[๑๑๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


โทษทั้งหลายก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มีแก่พระตถาคตนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว

ผู้เอ็นดูแก่สัตว์ทั้งปวง พระตถาคตนั้นไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล

พระตถาคตนั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง

เมื่อพวกท่านแสดงโทษอยู่ หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน

มีความเคืองหนัก ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร

เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่ท่านทั้งหลาย ฯ




Create Date : 05 เมษายน 2556
Last Update : 5 เมษายน 2556 12:54:27 น. 0 comments
Counter : 443 Pageviews.

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.