..ทุกคนต่างมีความรักในแบบที่แตกต่างกัน..เพราะทุกคนต่างกัน.. แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน..นั่นก็คือ.. ความรักที่มาจากใจ...อย่าพยายามรักใครสักคนเพราะเขาเป็นอย่างที่เราต้องการ... เพราะ เมื่อเขาไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราก็จะไม่สามารถรักเขาได้อีก... ให้พยายามรักใครสักคนเพราะเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น... เพื่อเราจะ สามารถรักเขาได้ในทุกสิ่งที่เขาเป็น...

เรื่องของเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน

แผล หรือปัญหาของเท้าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยพิการ และอาจถึงเสียชีวิตได้ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีปัญหาเรื่องเส้นประสาทที่ปลายเท้าเสื่อม

ซึ่งหากมีอาการบาดเจ็บที่เท้า อาจไม่ทราบความรู้สึก นอกจากมีเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงปลายเท้าในผู้ป่วยตัน ทำให้สารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณ เท้าลดน้อยลง ดังนั้นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยจึงอาจเป็นผลร้ายแรงที่รักษาได้อาการ หากขาดการดุแลรักษาจากแพทย์ แผลนั้นอาจรุนแรงจึงถึงขั้นต้องตัดเท้า

โดยมีลักษณะของอาการดังต่อไปนี้

• เท้ามีแผล ผิวเปลี่ยนสี มีตาปลาหรือรอยหนาด้านปูดโปนมากบวม มีตุ่มพอง หรือมีร่องรอยการบาดเจ็บอื่นๆ
• เกิดเชื้อราที่เท้า
• เล็บขบ เท้ามีรอยแดง หรือผิวแห้งแตก
• ปวดเท้า รู้สึกชา หรือเจ็บแปลม และรู้สึกแสบร้อนในเท้า

ข้อพึงระวังและปฏิบัติในการดูแลเท้า สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

• สำรวจเท้าด้วยตนเองทุกวัน ถ้ามีบาดแผล รอยซ้ำ ผิวเปลี่ยนสี หรือตุ่มพอง แม้นเพียงเล็กน้อย ต้องรีปรึกษาแพทย์ทันที
• รักษาเท้าให้สะอาด ล้างทุกวัน และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะที่ซอกนิ้วเท้า
• ถ้าผิวแห้งเกินไปให้ทาวาสลีน หรือครีมบางๆ เนื่องจากผิวแห้ง อาจทำให้เกิดอาการคัน มีการเกิดรอยแตกได้ง่าย

การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมดังนี้

• ควรเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่าย เพราะเป็นเวลาที่เท้าขยายตัวมากที่สุด
• ขนาดความยาว ของรองเท้าขณะยืน ควรจะยาวกว่านิ้วเท้าที่ยาวที่สุดประมาณครึ่งนิ้ว
• ส่วนกว้างของรองเท้าควรจะอยู่บริเวณโคนของหัวแม่เท้า
• ไม่หลวมหรือคับเกินไป และควรเป็นรองเท้าหุ้มสัน
• วัสดุที่ใช้ทำรองเท้าควรมีลักษณะนิ่ม ควรเป็นชนิดที่มีเชือกผูก เพื่อให้ปรับได้ง่ายเวลาที่เท้าขยายตัว
• ถ้ารองเท้าใหม่อย่าสวมนานเกินวันละครึ่งถึง 1 ชั่วโมง หากใส่รองเท้าคู่ใดเกิดรอยแดงรอยด้าน หรือตุ่มพองที่เท้า นั่นเป็นสัญญาณเตือนของรองเท้าที่ไม่เหมาะสม
• ไม่ควรใช้รองเท้าแตะชนิดที่มีคีบง่ามนิ้วเท้า
• ถ้ามีหูดหรือตาปลาควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตัดบางๆ ทุก 6-7 สัปดาห์
• งดสูบบุหรี่

เมื่อเกิดแผลที่เท้า

ถ้าเป็นแผลขนาดเล็ก หรือตุ่มพอง รักษาบาดแผลให้สะอาดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสุกที่ทิ้งไว้จนเย็นและสบู่อ่อน วับแผลให้แห้ง ทายาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เช่นน้ำยาเบตาดีน หรือยาปฏิชีวนะที่เป็นครีม หลีกเลี่ยงการใช้ยาทิงเจอร์ไอโอดีน ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่สะอาด ถ้ามีแผลและไม่ดีขึ้น อักเสบบวมแดงควรไปพบแพทย์

การรักษาควรจะตรวจเท้าอย่างสม่ำเสมอ

• ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจการไหลเลือดเวียนเลือด
• ตรวจดูว่ามีอาการแสดงของเส้นประสาทเสื่อมหรือไม่
• ตรวจแผล รอยแตก หูด ตาปลา และลักษณะเล็บ


ซึ่งนี่อาจเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญของการดูแลเท้าของคุณ




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:49:35 น.
Counter : 302 Pageviews.  

โรคขาขาดเลือด

โรคขาขาดเลือด เป็นโรคที่พบในคนไทยมากขึ้น เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงขา ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตการกินอยู่ของคนไทยเรา เหมือนโรคหัวใจขาดเลือดที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้

คนที่เป็นโรคนี้มักจะไปหาแพทย์ด้วยอาการสำคัญ คือ ปวดขา หรือปวดน่องเวลาเดิน หลายคนอาจจะคิดว่าอาการอย่างนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความเสื่อมชราภาพของสังขารตามธรรมดา ไม่ใช่โรค จึงไม่สนใจ แต่เมื่อมีอาการมากแล้วไปหาหมอๆ ซักประวัติแล้วจึงรู้ว่าอาการปวดน่องมันเป็นๆ หายๆ เวลาเดินมากเป็นมาก เวลาหยุดพักจะหายปวด เข้าลักษณะขาขาดเลือด ทั้งนี้เป็นเพราะเลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขาไม่ทันเวลาในเวลาเดิน

โรคนี้เกิดขึ้นเพราะหลอดเลือดแดงที่พาเลือดไปเลี้ยงขาตีบหรือตันลงไป ส่วนมากเกิดจากการที่มีไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดไปเกาะจับผนังหลอดเลือดด้านในทำให้มันตีบตันแข็งตัว ส่วนน้อยเกิดจากลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดแดงที่ตีบตัวอยู่แล้ว หรือหลอดเลือดแดงได้รับบาดเจ็บหรือถูกฉายแสง โรคนี้เกิดมากในพวกฝรั่งเนื่องจากอาหารการกินที่อุดมไปด้วยไขมัน แต่ปัจจุบันนี้คนไทยเราก็เป็นกันมากขึ้นเพราะมีการกินดีอยู่ดีเหมือนฝรั่งมากขึ้น โรคนี้ตอนเป็นระยะเริ่มแรกมักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็น จนกระทั่งเป็นมากจนทนไม่ไหวแล้วจึงไปหาหมอ

สาเหตุของโรคนี้ นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ความดันโลหิตสูง ความชรา(อายุมากกว่า ๕๐ ปี) ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง และมีประวัติครอบครัวเป็น ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ที่สำคัญที่สุดคือ เบาหวานกับการสูบบุหรี่ คนเป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่มักจะจบลงด้วยการสูญเสียอวัยวะ เช่น นิ้วเท้า เท้า หรือขาทั้งขาเพราะขาดเลือดอย่างรุนแรง

โดยปกติคนที่มีหลอดเลือดแดงตีบตันธรรมชาติจะสร้างหลอดเลือดแดงเล็กๆ ขึ้นมาเป็นทางให้เลือดไหลอ้อมส่วนตีบตันไปเลี้ยงขา ทำให้ขาไม่ขาดเลือด ไม่มีอาการ แต่เวลาออกกำลังกาย เช่น เวลาเดินหรือวิ่งกล้ามเนื้อขาต้องการออกซิเจนมากขึ้น หลอดเลือดแดงเล็กๆ ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมันไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงได้พอเพียงจึงทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อขาดเลือด คือ ปวดขา อาการปวดนี้บางคนบอกว่าคล้ายเป็นตะคริว หรือขาไม่มีแรง เมื่อย หรือขาชา อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อได้พักกล้ามเนื้อขาสัก 2-3 นาที และอาการจะเกิดขึ้นซ้ำเมื่อออกกำลังใหม่

ในกรณีที่เป็นมากคือขาขาดเลือดมากเวลาอยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวด อาการปวดอย่างนี้อาจทุเลาลงได้เมื่อนั่งห้อยเท้า อาการขาขาดเลือดนี้นอกจากที่กล่าวมาแล้วอาจจะมีอาการอื่นอีก เช่น เป็นแผลที่ขาไม่ยอมหายหรือหายยาก ขาเย็น ขาซีด ขาชา ขนตามขาร่วงหายไป เนื้อเยื่อของขากลายเป็นสีม่วงคล้ำ หรือดำ เช่น นิ้วเท้าดำในคนเป็นเบาหวาน

การวินิจฉัยโรคนี้อาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย การตรวจวัดความดันเลือดของขาเปรียบเทียบกับความดันเลือดที่แขน (ซึ่งคำนวณออกมาเป็นดัชนีบ่งชี้ความมากน้อยของการขาดเลือด) ส่วนมากแค่นี้ก็วินิจฉัยได้และทำการรักษาได้แล้ว แต่ในกรณีที่เป็นมากจนต้องรักษาโดยวิธีรุกมากขึ้น ก็จำเป็นต้องทำเอกซ์เรย์หลอดเลือดแดงเพื่อวางแผนการรักษาเช่นผ่าตัด เป็นต้น

การรักษาโรคในระยะเริ่มแรกที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อขาเวลาออกกำลังกาย หมอจะแนะนำให้ออกกำลังกายขา เช่น การเดินจนกระทั่งถึงจุดปวด ถ้าทำบ่อยๆ จะเป็นการกระตุ้นให้ธรรมชาติสร้างหลอดเลือดเล็กๆ ส่งเลือดอ้อมบริเวณตีบตันมากขึ้น เป็นผลให้การขาดเลือดน้อยลง เป็นการรักษาที่คล้ายหนามยอกเอาหนามบ่ง

การเลิกสูบบุหรี่มีความสำคัญมาก มันจะช่วยคลายการบีบตัวของหลอดเลือดแดงที่เกิดจากฤทธิ์นิโคตินในควันบุหรี่ และในระยะยาวทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวตีบตันน้อยลง เป็นผลให้มีเลือดไหลไปเลี้ยงขามากขึ้น

การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ลดการกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดการแข็งตัวตีบตันของหลอดเลือดลงได้ ลดการกินอาหารเค็มจะทำให้ลดความดันเลือดลงมา ทำให้เกิดผลดีต่อหลอดเลือดแดง

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ทำลายหลอดเลือดทุกแห่งในร่างกายโดยตรง การรักษาเบาหวานให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยทำให้ความเสียหายของหลอดเลือดลดลง

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่ดังกล่าวข้างต้นนี้สามารถลดหรือยับยั้งการดำเนินของโรคขาขาดเลือดได้ถึง 70% ของคนไข้ แต่การปรับพฤติกรรมดังกล่าวในบางกรณีอาจจะต้องใช้ยาช่วยด้วย เช่นหมออาจจะให้ยาช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ยาลดความดันเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านเกร็ดเลือด เช่น แอสไพริน Cilostazil หรือ Pentoxyfylline ซึ่งอาจจะช่วยให้อาการปวดขาดีขึ้น

ถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวอย่างเต็มที่ 3-6 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้วิธีรักษาเชิงรุกมากขึ้น เช่น ในกรณีที่มีลิ่มเลือดไปอุดตันก็สามารถแทงสอดท่อฉีดยาละลายลิ่มเลือดเข้าไปในหลอดเลือดแดงนั้น (Thrombolytic Therapy) ในกรณีที่มีการตีบของหลอดเลือดก็อาจจะใช้วิธีสอดใส่บอลลูนเข้าไปถ่างส่วนตีบแล้วสอดใส่หลอดตาข่าย (stent) เป็นโครงค้ำจุนขยายหลอดเลือดไว้ ในกรณีที่วิธีดังกล่าวไม่ได้ผลก็อาจจะใช้วิธีผ่าตัดเอาหลอดเลือดดำจากที่อื่นมาต่ออ้อมตรงที่ตีบตันของหลอดเลือดแดง ที่เรียกกันว่า บายพาส (เหมือนผ่าตัดบายพาสที่หัวใจนั่นแหละ)

การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน โดยหลักการทั่วไปในทางการแพทย์ถือว่าหลอดเลือดแดงเป็นหัวใจของสุขภาพ เมื่อหลอดเลือดแดงเสื่อม เช่น ตีบ ตัน โต (โป่ง) แตก ทุกอวัยวะที่มันไปเลี้ยงก็เสื่อมทรุดเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยง การดูแลรักษาหลอดเลือดแดงจึงมีความสำคัญ ผู้ที่ใฝ่ใจในสุขภาพต้องสนใจรักษาหลอดเลือดแดงไว้ให้ดี โดยการ ออกกำลังกาย ลดความอ้วน ลดการกินไขมัน รักษาเบาหวาน ลดความดันเลือด งดการสูบบุหรี่ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะปลอดโรคปลอดภัยมีอายุขัยยืนยาวอย่างมีคุณภาพ




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:46:56 น.
Counter : 368 Pageviews.  

อัมพฤกษ์อัมพาต ในผู้สูงอายุ

อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุ จะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย หรือหายแต่ไม่หายสนิท ใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย สาเหตุของอาการดังกล่าว มีได้หลายอย่าง แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ 80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือก็เป็นสาเหตุอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น

เส้นเลือดสมองตีบหมายถึงอะไร

เส้นเลือดสมองตีบ เป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือดสมองตีบ เป็นแบบที่พบได้มากที่สุด (80-85%)

เส้นเลือดที่ตีบเกิดจาก การหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ

มีอาการอย่างไรได้บ้าง

เนื่องจากสมองมีหลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่

• แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง 2 ซีก)
• ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก
• พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)
• เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
• มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง

โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กะทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่

ใครมีโอกาสเป็นบ้าง

อายุที่มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยง ที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดี ก็จะสามารถลดโอกาส การเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มาก แม้จะไม่ 100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่

• ความดันโลหิตสูง
• เบาหวาน
• ไขมันในเลือดสูง
• การสูบบุหรี่
• โรคหัวใจบางชนิด

วินิจฉัยอย่างไร

อาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป และการตรวจทางทางระบบประสาท และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในบางรายหากสงสัยว่าอาจเป็นอย่างอื่น แพทย์ที่ตรวจอาจให้ตรวจสมอง ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แทนการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำ CT scan ของสมอง จะช่วยให้แยกได้ระหว่างเส้นเลือดตีบหรือแตก ซึ่งการรักษาจะต่างกันไป

รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มียาใด ที่รักษาอาการที่เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยแต่ละคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้เอง Fดยเน้นการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไป ในเรื่องของการฟื้นตัว ว่าจะดีขึ้นได้ถึงระดับใด โดยอาจพอบอกแนวโน้มได้คร่าวๆ หลังเกิดอาการ 2-4 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ทำนายได้ถูกต้องแน่นอนเสมอไป เป็นเพียงแนวโน้ม เช่น ถ้าผ่านไป2 สัปดาห์ อาการอ่อนแรงดีขึ้นมากพอสมควร ก็อาจบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มาก บางรายทำกายภาพบำบัดไป 3-6 เดือน ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานาน หรืออาจไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก

ยาที่ใช้รักษามีอะไรบ้าง

ยาที่ใช้ในโรคนี้ ใช้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ เนื่องจากถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้ ยาที่สำคัญคือยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ไม่ควรซื้อทานเอง เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้

ยาที่มีความสำคัญมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาที่ใช้คุมปัจจัยเสี่ยงในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการควบคุมอาหาร ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ถ้าคุมโรคเหล่านี้ได้ดี โอกาสเป็นเส้นเลือดสมองตีบ ก็จะน้อยลงไปมาก

ควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ และการเลิกขึ้นอยู่กับจิตใจเท่านั้น โดยแทบไม่ต้องใช้ยาใดๆ

การทำกายภาพบำบัด มีส่วนสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาส ที่ทำให้ส่วนที่อ่อนแรง กลับมามีแรงมากขึ้นได้ ส่วนยาที่ทาน จะเน้นไปที่การป้องกัน การเกิดซ้ำของเส้นเลือดสมองตีบ ดังนั้น แม้ทานยาครบ แต่ไม่ค่อยทำกายภาพบำบัด ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้เท่าที่ควร

ยาบำรุงสมองช่วยได้หรือไม่

มีคนพูดถึงยาบำรุงสมอง แปะก๊วย อาหารเสริม ฯลฯ ว่าจะช่วยให้อัมพาตหายได้หรือไม่ รวมทั้งการรักษาในแนวอื่นๆ อีกหลายรูปแบบ รวมทั้งยาฉีดบางชนิดที่ราคาแพง ซึ่งทุกอย่างดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางการแพทย์ว่าได้ผล และการรักษาบางอย่าง อาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าไม่แน่ใจ จึงไม่ควรทานหรือฉีด

ยาหม้อ เป็นยาที่นิยมมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ แต่คนนิยมทาน เนื่องจากในยาหม้อ มีสารที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกสบาย เหมือนจะดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็จะดีขึ้น แต่เป็นเพียงความรู้สึก และเป็นชั่วคราว ในระยะยาวไม่มีผล และสารนี้ทำให้เกิดอาการตามมาได้หลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง โรคกระเพาะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย หน้าบวม ฯลฯ บางรายที่ทานนานๆ เมื่อหยุดทาน ก็จะเกิดอาการไม่สบายได้หลายรูปแบบ ยาหม้อจึงเป็นยา ที่ไม่ควรทานโดยเด็ดขาด

ทำไมบางคนหาหมอพระ หรือทานยาหม้อแล้วหายดี กลับมาเดินได้

อย่างที่กล่าวในตอนต้น คือโรคนี้เป็นโรคที่ในระยะแรกๆ ทำนายได้ยาก ว่าแต่ละคนจะดีขึ้นได้แค่ไหน หรือใช้เวลาเท่าใด บางรายอาจดีขึ้นเอง โดยไม่ได้ทานยาอะไรเลยก็เป็นได้ บางรายทานยาทุกอย่าง ทำกายภาพบำบัดเต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยดีขึ้นมากนักก็เป็นได้ ดังนั้นในรายที่ทานยาหม้อ หรือรักษาแบบอื่นๆ ใดๆ ก็ตามแล้วดีขึ้น มักเกิดจากการที่คนนั้นจะดีขึ้นเองอยู่แล้ว แต่บังเอิญไปทานยาหม้อด้วย คนจึงเข้าใจว่าดีจากยาหม้อ แล้วจึงนำไปบอกกันปากต่อปาก จึงกลายเป็นที่นิยมกันไป แต่ในรายที่ไม่ดีขึ้น หรือเกิดผลข้างเคียงจากยาหม้อ คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยพูดถึง หรืออาจโทษว่า อาการที่แย่ลง เป็นจากตัวโรคเส้นเลือดสมองตีบเอง

ทำไมแพทย์มักมีอคติ หรือปิดกั้นการรักษาแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน

แพทย์ไม่ได้ปิดกั้นหรือมีอคติใดๆ เนื่องจากแพทย์ทุกคนทราบว่าในเมื่อขณะนี้ แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษา ให้หายสนิทได้ทุกราย ญาติผู้ป่วยก็อยากลองพึ่งการรักษาทางอื่นดูบ้าง เผื่อว่าอาจได้ผล แพทย์ส่วนมากก็ให้ลองได้ แต่ต้องเป็นการรักษา หรือเป็นยาที่ไม่เกิดอันตรายใดๆ กับผู้ป่วย แต่การรักษาหลายอย่าง อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ยาหม้อ การนวดโดยการเหยียบ การนอนในทรายดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จำเป็นต้องชี้แจง

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทที่ต้องชี้แจง แม้อาจไม่มีอันตรายนัก แต่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยฉวยโอกาสบนความเดือดร้อน ของผู้ป่วยและญาติ เช่น อาหารเสริม เตียงแม่เหล็ก วิตามินบางชนิด ยาฉีดแพงๆ ซึ่งอ้างว่ามาจากเมืองนอก เป็นต้น โดยการโฆษณาชวนเชื่อ เกินความจริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเอาผิด ทางกฏหมายกับคนกลุ่มนี้แล้ว

สามารถป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้หรือไม่

เนื่องจากเป็นโรคที่ถ้าเป็นแล้ว มักไม่หายสนิท เหลือความพิการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี ไม่ขาดยา ตั้งใจควบคุมอาหาร จะลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้มาก รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงของมึนเมา

ควรตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงทุกปี โดยเฉพาะถ้าอายุมากกว่า 30-35 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัว มีโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเราอาจมีโรคเหล่านั้นได้ เนื่องจากส่วนมากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว หลักสำคัญๆ ได้แก่

1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเคร่งครัด ห้ามขาดยา พบแพทย์ตามนัด
2. ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำเองที่บ้านได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาล
3. ให้กำลังใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้พบว่าผู้ป่วย มีโอกาสมากที่จะมีโรคซึมเศร้า หรือเครียดร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการที่เคยทำอะไรได้ แล้วมาทำไม่ได้
4. ในรายที่เดินไม่ได้ นอนอยู่กับเตียง ต้องพลิกตัว จับนั่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นต้น ซึ่งแพทย์และพยาบาล จะสอนการดูแลเหล่านี้ รวมทั้งการให้อาหารทางสายยาง (ถ้าต้องใส่) ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยกลับบ้าน




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:44:30 น.
Counter : 401 Pageviews.  

โรคตาจากเบาหวาน

โรคตาจากเบาหวาน เป็นภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ที่อาจเกิดขึ้นในตา ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งได้แก่

• จอประสาทตาเสื่อม คือความเสียหายที่เกิดกับ เส้นเลือดที่มาเลี้ยงจอประสาตา
• ต้อกระจก คืออาการที่เลนส์แก้วตาขุ่นฝ้า บังการมองเห็น
• ต้อหิน คือ ภาวะที่ความดันในดวงตาสูงกว่าปกติ จนเส้นประสาทตาทำงานด้อยลง โดยที่ต้อกระจกและต้อหิน อาจจะเกิดกับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็ได้

โรคตาจากเบาหวานที่พบได้บ่อยที่สุด?

จอประสาทตาเสื่อม เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่ง ของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ ภาวะดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของเส้นเลือดทั่วร่างกาย อันเป็นผลจากการที่น้ำตาลในเลือด สูงผิดปกติเป็นเวลานาน เส้นเลือดที่จอประสาทตา จะมีการบวมและเกิดรอยรั่ว พบจุดเลือดออกและไขมันสะสมในเนื้อจอประสาทตา ในบางกรณีก็พบว่ามีเส้นเลือดผิดปกติ งอกขึ้นมาตามผิวของจอประสาทตา

ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคน มีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานมายิ่งนาน ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น

ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นเบาหวาน มานานกว่า15 ปี จะพบภาวะนี้ได้ โดยจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไป

อาการของจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน

โดยทั่วไปจะไม่พบอาการอะไรทางตาเลย ในระยะแรกของการเป็นโรคเบาหวาน การมองเห็นอาจจะปกติ จนกระทั่งสภาวะดังกล่าวเป็นมากแล้ว แม้กระนั้น ก็ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด

อาการตามัว อาจเกิดขึ้นได้ภายหลัง เมื่อจอประสาทตาได้รับผลกระทบ จากน้ำที่รั่วออกจากเส้นเลือดเกิดภาวะ ที่เรียกว่า จอประสาทตาบวม หากพบเส้นเลือดผิดปกติบนผิวจอประสาทตา ก็อาจทำให้มีเลือดออกภายในตาได้ การมองเห็นก็จะลดลง อย่างไรก็ตาม บางครั้งโรคก็ลุกลามไปมาก โดยที่คนไข้ยังไม่มีอาการอะไรเลย

จะตรวจพบภาวะนี้ได้อย่างไร?


ผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรได้รับการตรวจตา อย่างน้อยปีละครั้ง โดยทั่วไป จักษุแพทย์จะใช้ยาหยอดขยายม่านตาร่วมด้วย เพื่อความสะดวกในการตรวจจอประสาทตาภายใน

จอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวานรักษาได้หรือไม่?
การรักษาภาวะนี้ ทำได้โดยการฉายแสงเลเซอร์ ไปยังจอประสาทตา เพื่อปิดรอยรั่วของเส้นเลือด ที่ทำให้จอประสาทตาบวม หรือหวังผลให้เส้นเลือดที่งอกผิดปกติหดเล็กลง

อย่างไรก็ตาม การฉายแสงเลเซอร์ มักจะไม่ทำให้การมองเห็นที่เสียไปแล้ว กลับดีขึ้นมากนัก โดยทั่วไป การใช้แสงเลเซอร์ จะช่วยผู้ป่วยเบาหวานไม่ให้สูญเสีย การมองเห็นรุนแรง ได้ประมาณ 60%ของผู้ป่วย ส่วนที่เหลืออาจต้องใช้การผ่าตัดร่วมด้วย

การฉายเลเซอร์ที่ตาเจ็บหรือไม่?

การรักษาโดยการฉายเลเซอร์ เพื่อรักษาอาการเสื่อมจากเบาหวาน โดยทั่วไปจะรู้สึกเพียงเห็นแสงสว่างมากชั่วคราว ไม่ทำให้เจ็บปวด ในผู้ป่วยบางรายที่ไวต่อความเจ็บปวดมาก แพทย์ก็จะใช้ยาชาช่วยระงับความปวดได้ ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด

อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะปกป้องเราจากจอประสาทตาเสื่อม ในโรคเบาหวาน?
การตรวจพบ และได้รับการดูแลในระยะแรกของโรค คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ผู้ที่เป็นเบาหวาน นอกจากจะต้องควบคุมระดับน้ำตาล ตามคำแนะนำของอายุรแพทย์แล้ว ควรจะแน่ใจว่า ได้รับการตรวจจอประสาทตาอย่างน้อยปีละครั้ง

โรคตาจากเบาหวานอย่างอื่น พบได้บ่อยเพียงใด?
ผู้ที่เป็นเบาหวาน จะมีโอกาสเกิดต้อกระจกและต้อหินได้ ประมาณ 2 เท่าของคนปกติ และในกรณีของต้อกระจก มักเกิดเร็วกว่าคนทั่วไปด้วย




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:41:31 น.
Counter : 250 Pageviews.  

อยู่กับเบาหวานอย่างไรถึงห่างไกลโรคตา

โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่การควบคุมน้ำตาลในร่างกายบกพร่องอันเกิดจากการขาดอินซูลิน หรือการทำงานของอินซูลินผิดปกติทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ เป็นโรคที่ติดมาในสายเลือดจึงมักหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ว่าปัจจุบันอาจกล่าวกันว่าการควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป การเลือกรับประทานอาหารโดยลดอาหารหวานและคาร์โบไฮเดรต ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจป้องกันหรือแบ่งเบาภาวะเบาหวานลงได้ จากการศึกษาคาดคะเนว่าในอีก 30 ปี ข้างหน้า ทั่วโลกจะมีผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น ในประเทศตะวันตกเพิ่ม 40% แต่ในแถบเอเชียจะเพิ่มถึง 170% ชาวไทยก็เช่นกัน เมื่อปี พ.ศ. 2534 พบคนที่เป็นเบาหวาน 1.4 ล้านคน จากประชากร 62 ล้านคน คิดเป็นความชุก 2.3% แต่การสำรวจในปี พ.ศ. 2539 พบความชุกเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% เชื่อว่าคนไทยรับอารยธรรมตะวันตก กินอาหารสำเร็จรูปประเภทจานด่วน เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่ง เป็นอาหารที่ไขมันสูง บวกกับชีวิตที่เร่งรีบไม่ได้ออกกำลังกาย เป็นเหตุให้พบโรคเบาหวานมากขึ้น แล้วหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโรคเบาหวานติดตัวมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะอยู่กับเบาหวานอย่างเป็นสุขได้อย่างไร ?…

เบาหวานกับภาวะตาบอด

เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจะเกิดการทำลายหลอดเลือดเล็กๆ ทั่วร่างกาย ทั้งหัวใจ สมอง ไต และตา มีคนศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสตาบอดมากกว่าคนปกติ 25 เท่า และ 2% ของผู้ป่วยเบาหวานมักจะตาบอด ตาบอดจากเบาหวานพบได้ 8% ของคนตาบอดในสหรัฐอเมริกา ตาบอดจากเบาหวานเป็นสาเหตุนำของคนตาบอดในสหรัฐอเมริกาในคนวัยทำงาน (อายุระหว่าง 20-70 ปี) พบได้ถึง 25% ในคนตาบอดในกลุ่มอายุนี้ มีคนตาบอดจากเบาหวานเพิ่มขึ้นปีละ 12,000 – 24,000 คน และแทบไม่น่าเชื่อว่าในบรรดาคนตาบอดจากเบาหวานในสหรัฐฯ นั้นกว่าครึ่งหนึ่งน่าจะป้องกันได้ หรืออีกนัยหนึ่งตาไม่ควรจะบอดหากตรวจและรับการรักษาแต่เนิ่นๆ

ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคทางตาที่สำคัญ ได้แก่ • ต้อกระจก เป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ เป็นการเสื่อมของแก้วตาตามวัย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานจะเป็นต้อกระจกด้วยวัยที่น้อยกว่า อาการของต้อกระจกในผู้ที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกับต้อกระจกในผู้สูงอายุทั่วไป คือ ตามัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่เจ็บปวด วิธีการรักษาก็เช่นเดียวกับผู้ที่เป็นต้อกระจกทั่วๆ ไป คือ การผ่าตัดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แต่มีข้อระมัดระวัง คือ การดูแลรักษาแผลผ่าตัด ความเชื่อที่ว่าเป็นเบาหวานแล้วผ่าตัดไม่ได้นั้นไม่เป็นความจริง หากควบคุมเบาหวานได้ดีแผลผ่าตัดจะหายได้รวดเร็วเช่นเดียวกับคนทั่วไป การผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบันทำได้รวดเร็ว แผลเล็ก การดูแลรักษาจึงง่ายขึ้นมาก
• ต้อหิน ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นต้อหินเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุได้มากกว่าคนปกติ การรักษาต้อหินชนิดนี้ไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน ได้แก่ การควบคุมด้วยยา การใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัดตามแต่ระยะของโรค ต้อหินอีกชนิดหนึ่งที่อาจพบในผู้ที่เป็นเบาหวาน ได้แก่ ต้อหินเนื่องจากมีหลอดเลือดเกิดใหม่ที่ม่านตา ต้องรับการรักษาให้ทัน มิเช่นนั้นตาอาจบอดแถมด้วยความเจ็บปวด
• จอตาผิดปกติจากเบาหวาน (diabetic retinopathy) ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนมักเกิดภาวะนี้ แต่ในเวลาต่างกัน การเป็นเบาหวานยิ่งนานยิ่งมีโอกาสเป็นมากกว่า คนเป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีมีโอกาสเป็นเร็วกว่า โดยเฉพาะการควบคุมในระยะแรกที่ไม่ดี ตลอดจนเบาหวานที่ต้องพึ่งพาอินซูลิน มีการศึกษาพบว่าจอตาผิดปกติจากเบาหวานได้ 7% ในผู้ที่เป็นเบาหวานน้อยกว่า 10 ปี แต่ถ้าเป็นเบาหวานมากกว่า 15 ปี พบภาวะนี้ได้ถึง 63%

ความผิดปกติของจอตาจากเบาหวานจะเริ่มจากหลอดเลือดจอตาโป่งพอง ตามด้วยน้ำเลือดและน้ำเหลืองซึมจากหลอดเลือดกระจายตัวทั่วๆ จอประสาทตา ระยะนี้จะไม่มีอาการผิดปกติทางตาเลย นอกจากมีเลือดและน้ำเหลืองออกบริเวณจุดรับภาพ (diabetic maculopathy) เมื่อมีเลือดและน้ำเหลืองออกมากขึ้น หลอดเลือดผิดปกติมากขึ้น ทำให้จอตาบางส่วนขาดเลือด มีการตายของจอตาเป็นหย่อมๆ มากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป สายตาจะเริ่มมัวลง หากไม่ได้รับการรักษา การทำลายจอตาเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ตามมาด้วยการเกิดหลอดเลือดใหม่เพื่อแก้ไขภาวะขาดเลือด ตัวหลอดเลือดเกิดใหม่นี้จะเปราะบาง ฉีกขาดง่าย มีพังผืดต่างๆ ตามมา หากพังผืดเกิดการดึงรั้งทำให้จอตาหลุดลอกจากที่เดิม ลงเอยด้วยตาบอดในที่สุด การรักษาภาวะจอตาผิดปกติจากเบาหวานนั้นอยู่ที่การควบคุมเบาหวานที่ดี ร่วมกับการรักษาเฉพาะที่จอตาด้วยแสงเลเซอร์ในระยะแรก หรือด้วยการผ่าตัดน้ำวุ้นตาในระยะสุดท้าย

การรักษาโรคนี้ด้วยแสงเลเซอร์ เป็นการใช้แสงเลเซอร์ที่เหมาะสมยิงไปยังบริเวณจอตาที่เสียและทั่วๆ จอตาเพื่อลดการขาดเลือด สกัดกั้นมิให้มีหลอดเลือดเกิดใหม่ ตลอดจนทำลายหลอดเลือดเกิดใหม่ให้หมด เป็นการรักษามิให้โรคลุกลาม แต่จะไม่ช่วยให้จอตาที่เสียหรือตายไปแล้วกลับคืนมา สายตาจึงไม่ดีขึ้น ซึ่งควรรับการรักษาก่อนที่สายตาจะมัวลง โดยทั่วไปผู้ที่เป็นเบาหวานมักจะไม่มารับการตรวจถ้าสายตายังเห็นดี หรือเมื่อตรวจพบภาวะนี้ แพทย์แนะนำให้รับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์ ก็มักปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าสายตายังดีอยู่ ซึ่งแพทย์มักต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนเสมอ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์นั้นไม่ยุ่งยากนัก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บปวด สามารถรับการรักษาแบบไปกลับ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ไม่มีการสูญเสียเลือด แต่อาจต้องทำหลายครั้ง ในสมัยก่อนที่จะมีแสงเลเซอร์มาใช้ในวงการแพทย์ ผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีความผิดปกติที่จอตาเกือบจะไม่มีวิธีรักษา คงต้องปล่อยให้ตาค่อยๆ มัวลงและบอดในที่สุด เมื่อมีการพัฒนาการรักษาด้วยแสงเลเซอร์จึงสกัดกั้นมิให้ตาบอดได้บ้าง

แม้คุณจะโชคร้ายที่เกิดเป็นเบาหวาน แต่คุณไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองตาบอดจากเบาหวานดังเช่นบรรพบุรุษ โดยจะต้องเริ่มจากการควบคุมอาหาร ทำงานตามความเหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด รับประทานยาเบาหวานตามคำแนะนำของแพทย์ และที่ไม่ควรลืมก็คือ ไปพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง แม้ตาจะยังเห็นดีอยู่ แล้วดวงตาของคุณก็จะรับใช้คุณไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับคนที่ไม่เป็นเบาหวาน




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:38:57 น.
Counter : 254 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

rajathanee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Be HaPPY All THe TiMe!!!



" ความรักคือ การให้ "


ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก สิ่งที่คุณต้องทำคือ รู้จักให้ด้วย ยิ่งให้ คุณก็ยิ่งได้รับสูตรลับของความสุข และทำให้มิตรภาพยืนยาว อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า...




: Users Online
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add rajathanee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.