..ทุกคนต่างมีความรักในแบบที่แตกต่างกัน..เพราะทุกคนต่างกัน.. แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน..นั่นก็คือ.. ความรักที่มาจากใจ...อย่าพยายามรักใครสักคนเพราะเขาเป็นอย่างที่เราต้องการ... เพราะ เมื่อเขาไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราก็จะไม่สามารถรักเขาได้อีก... ให้พยายามรักใครสักคนเพราะเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น... เพื่อเราจะ สามารถรักเขาได้ในทุกสิ่งที่เขาเป็น...
ถ้าแม่ตั้งครรภ์เป็น…เบาหวาน

ในแม่ตั้งครรภ์ 100 คน มักตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน 5 คนเสมอ
หนึ่งในนั้นอาจเป็นคุณด้วยรึเปล่า ?????


...ตั้งท้องแรกๆ ก็ไม่มีอะไร ร่างกายแข็งแรงดี น้ำหนักขึ้นดีเสียด้วย กินได้ทุกอย่าง จนประมาณ 6 เดือน น้ำหนักที่ขึ้นมากเกินไปทำให้คุณหมอรู้สึกผิดปกติและขอตรวจเลือด ปรากฏว่าเกิดภาวะ " เบาหวานแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ " คุณหมอเริ่มดูแลใกล้ชิดมากขึ้น นัดตรวจเลือดตลอด

หมอบอกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น (ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์)
…อาจทำให้ต้องเสียลูกไปตั้งแต่อยู่ในท้อง (ถ้าได้รับการตรวจช้าไป)
…อาจต้องเสี่ยงต่อการผ่าคลอดแทนที่จะคลอดธรรมชาติ เพราะลูกตัวโตเกินกว่า ที่แม่จะคลอดเองได้
…ลูกอาจช็อกได้ หากทันทีที่คลอดไม่ได้รับอินซูลินอย่างเร่งด่วน ฯลฯ

การเพิ่มของน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตลอดการตั้งครรภ์ไม่ควรเกิน 10 กิโลกรัม แต่ก็ต้องพิจารณาตามรูปร่างและขนาดตัวของคุณแม่แต่ละคน เช่น คุณแม่ที่รูปร่างเล็ก เวลาตั้งครรภ์น้ำหนักอาจน้อยกว่า 10 กิโลกรัมได้ (น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจาก น้ำหนักเด็ก 3 กก. รก น้ำคร่ำ มดลูก และอื่นๆ 5-6 กก.)

คงมีคุณแม่คนใหม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องผ่านประสบการณ์การมีภาวะเบาหวานแทรกซ้อน โดยไม่ทันได้ตั้งตัวจากความไม่รู้ ซึ่งความไม่รู้นี้อาจมีผลต่อชีวิตของลูกได้… และนับจากบรรทัดนี้ เราจะไปตามหาสิ่งที่ทำให้ " รู้ " เรื่องภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์กันค่ะ

เบาหวาน…โรคที่ขาดอินซูลิน

น.พ.มฆวัน ธนะนันท์กูล สูติแพทย์จากโรงพยาบาลปิยะเวท ให้คำอธิบายถึง ภาวะเบาหวานในแม่ตั้งครรภ์ไว้ว่า

" จริงๆ แล้วคนเราเวลาจะเอาอาหารไปใช้พลังงาน เราจะใช้แป้ง ใช้กลูโคสเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าเราจะกินอะไรๆ เข้าไปมันก็จะไปย่อยเป็นกลูโคส ค่อยๆ ดูดซึมจากลำไส้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือด ส่วนอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่จะไปจับตัว กับโมเลกุลของกลูโคสที่เล็กที่สุด แล้วดึงกลูโคสออกจากเส้นเลือดส่งไปให้เซลล์ต่างๆ นำไปใช้ พอเซลล์ได้กลูโคสก็สามารถเอาไปใช้เผาผลาญอาหารต่างๆ อวัยวะต่างๆ ก็ทำงานได้เต็มที่ ส่วนน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดพอถูกเอาไปใช้ก็จะค่อยๆ ลดลง ประมาณ 4 ชั่วโมง เราก็จะหิวอีก พอหิวเราก็กินเข้าไป แป้งก็เปลี่ยนเป็นกลูโคสเข้าไปในกระแสเลือด ร่างกายก็ดึงออกมาใช้ วนเวียนอยู่อย่างนี้

แต่คนไข้ที่เป็นเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำสารคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) มาใช้ได้ตามปกติ ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ สาเหตุอาจเกิดจากตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่สร้างอินซูลิน สร้างได้ไม่เพียงพอ หรือสร้างได้เพียงพอ แต่มีสารตัวอื่นมาต่อต้านการทำงานของอินซูลิน หรือมาทำลายอินซูลินมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถ ทำหน้าที่ดึงกลูโคสไปใช้ได้ น้ำตาลในกระแสเลือดก็ไม่ลดลงตามกลไกที่ควรจะเป็น "

อินซูลิน คือฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการเปลี่ยนสารอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลให้เป็นกลูโคส ซึ่งก็จะกลายเป็นพลังงานเพื่อร่างกายนำไปใช้ น้ำตาลในกระแสเลือด ก็จะค่อยๆ ลดลง แต่ถ้าอินซูลินมีน้อยจะทำให้น้ำตาลไม่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้ น้ำตาลในกระแสเลือดก็มีมากกว่าปกติ


อัตราเสี่ยง " เบาหวาน " ดูแลและลดอัตราเสี่ยงได้โดย

อย่าให้น้ำหนักเพิ่มมากเกินไป
สังเกตดูว่าตัวเองมีอาการแทรกซ้อนอะไรบ้าง เช่น ขาบวม ความดันโลหิตสูง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ถ้ามีต้องปรึกษาแพทย์ทันที
อย่าให้ทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่จนเกินไป เพราะเป็นส่วนหนึ่ง ของสัญญาณอันตรายว่า แม่อาจเป็นเบาหวานได้
ถ้ามีโอกาสตรวจเช็กน้ำตาลในเลือด ควรตรวจเช็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้ว แม่อาจเป็นเบาหวานได้
ถ้ามีโอกาสตรวจเช็กน้ำตาลในเลือด ควรตรวจเช็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ควรตรวจในช่วงอายุครรภ์ 6-7 เดือน เพราะถ้าตรวจพบ แพทย์ยังสามารถที่จะดูแลให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูกได้


ถ้าแม่ตั้งครรภ์เป็น…เบาหวาน

ภาวะเบาหวานที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์มี 2 ประเภทคือ แม่เป็นมาอยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์แล้ว อีกประเภทคือ เป็นภาวะที่การตั้งครรภ์ชักนำให้เกิดเบาหวาน

สำหรับแม่ประเภทแรก มักจะอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ แต่สำหรับประเภทหลังแม่มักจะไม่รู้ตัวว่าตนมีภาวะเบาหวาน จนกว่าแพทย์จะขอเช็ก น้ำตาลในเลือดอย่างละเอียด ซึ่งส่วนใหญ่จะทราบเมื่ออายุครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่ 6-7 แล้ว หรือไม่ก็พบอาการแทรกซ้อน เช่น ความดันสูง มือเท้าบวม น้ำหนักขึ้นเยอะ

คุณหมอมฆวัน ให้ข้อมูลว่าแม่ในกลุ่มที่สองมีจำนวนมากที่สุดในแม่ที่เป็นเบาหวาน ระหว่างตั้งครรภ์ นั่นคือเป็นกลุ่มที่การตั้งครรภ์นำไปสู่ภาวะเบาหวาน แม่กลุ่มนี้จะเป็น กลุ่มที่มารู้เมื่อตั้งครรภ์ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว

" โดยทั่วไปแม่ที่เป็นเบาหวานประเภทที่สองมักจะตรวจพบเมื่อตั้งครรภ์ เพราะในระหว่างตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการทำงานในร่างกายมาก รวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ตั้งครรภ์ก็จะสูงกว่าคนปกติอยู่แล้ว แต่โดยทั่วไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงไม่นาน เมื่อถูกนำไปใช้จะค่อยๆ ลดลง ขณะที่ถ้าแม่มีภาวะเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดจะยังสูงขึ้นอยู่อย่างนั้น ยิ่งกินอาหารเข้าไป น้ำตาลก็อยู่ในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ถูกเอาไปใช้ สุดท้ายก็ถูกส่งไปให้ลูก ลูกก็รับมาเก็บไว้ ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมาก

โดยปกติดถ้าไม่มีการตรวจอย่างละเอียดในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ก็มักจะทราบว่า มีภาวะเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์ได้ 6-7 เดือน เพราะช่วงนี้รกจะสร้างสารต่อต้านอินซูลินขึ้นมา เพื่อควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ผ่านเข้าสู่ทารกในครรภ์มากเกินความต้องการ

แม่ที่มีภาวะเบาหวานปกติอินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่อยู่แล้ว เมื่อรกสร้างสารต่อต้านอินซูลิน ขึ้นมาอีกก็ยิ่งทำให้เกิดอาการพร่องอินซูลิน เท่ากับว่าแทนที่แม่จะเอาน้ำตาลไปใช้ก็ใช้เกือบไม่ได้ แต่ก็ยังรู้สึกหิว พอกินอาหารเข้าไปก็ไปสะสมอยู่ในกระแสเลือด น้ำตาลพวกนี้ก็จะส่งไปให้ลูก ตามระบบไหลเวียน ลูกก็รับไว้

เพราะฉะนั้น อวัยวะทุกส่วนจะใหญ่มากยกเว้นสมองซึ่งเป็นอวัยวะเดียวของเด็ก ที่แม่เป็นเบาหวานแล้วไม่โตตามตัว เด็กจะแก้มป่องๆ ตัวเป็นปล้องๆ น้ำหนักมาก อวัยวะต่างๆ ของร่างกายใหญ่โตแต่ไม่แข็งแรง หัวใจ ปอด ตับ ไต ไม่แข็งแรง

เด็กพวกนี้กลุ่มหนึ่งจะตายตั้งแต่อยู่ในท้องเพราะตัวใหญ่ อยู่ดีๆ ก็มีโอกาสช็อกได้ อีกพวกที่จะมีปัญหาระหว่างคลอด เนื่องจากตัวใหญ่แต่หัวเล็ก หัวออกมาจากช่องคลอดได้แต่ติดที่ตัว ทำให้ต้องผ่าคลอดแทน

ยิ่งเด็กที่แม่เป็นเบาหวานระดับสูง เมื่อคลอดออกมาเด็กพวกนี้น้ำตาลในเลือดจะตกต่ำมาก เพราะเขาขาดอินซูลินซึ่งปกติจะได้รับเยอะจากแม่ เขาก็จะใช้กลูโคสมาก พอตัดปุ๊บ น้ำตาลในเลือดเขาตกทันที ทำให้เกิดภาวะช็อกได้ ถ้าให้อินซูลินไม่ทันก็มีโอกาสชัก หรือเกิดภาวะแคลเซียมตกต่ำ ตัวเหลืองได้ง่าย อาการแทรกซ้อนต่างๆ ก็มีตามมามากมาย

เพราะฉะนั้นต้องกินน้ำตาลทันที ต้องมีการเช็กทุก 1 ชั่วโมง ถ้าต่ำเมื่อไหร่ก็ต้องให้น้ำตาล บางรายต้องฉีดกลูโคสแทนเพื่อให้สามารถเข้าไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ เพียงพอ

โดยปกติถ้าแพทย์สามารถประคับประคองการคลอดให้ผ่านไปได้ด้วยดี มักไม่ค่อยมีปัญหาตามมา เพราะเด็กพวกนี้ถึงแม้จะมีน้ำหนักตัวมาก อย่างเช่น 4,000 กว่ากรัม หลังคลอดแล้วไม่กี่เดือน น้ำหนักตัวจะลดลงพอๆ กับเด็กปกติ อาการขาดน้ำตาล ก็จะเป็นแค่ช่วงแรกคลอดเท่านั้น

ส่วนแม่ที่มีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หลังคลอดแล้ว ภาวะน้ำตาลมักจะกลับมาปกติ ยกเว้นแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากๆ โอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานเมื่อมีอายุมากขึ้นก็เป็นไปได้สูง "

รู้ก่อน ปลอดภัยก่อน

ปกติแล้วสูติแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ได้ตรวจหาเบาหวานในคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน เนื่องจากมีความยุ่งยากมาก เพราะไม่สามารถเจาะเลือดตรวจครั้งเดียวแล้วบอกได้ว่า เป็นเบาหวานเหมือนกับขั้นตอนตรวจคนไข้ปกติ สูติแพทย์จึงมักตรวจให้ในรายที่มีประวัติ เป็นเบาหวานอยู่แล้วหรือสงสัยว่าจะเป็น โดยพิจารณาจากอาการข้างเคียงต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ จะมีอาการแสดงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ไปแล้ว

แต่ในความเห็นของคุณหมอมฆวัน ซึ่งเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการแสดง หรือตรวจเฉพาะในแม่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น

" ผมว่า ถ้าเราสามารถรู้ก่อนว่า แม่คนไหนเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์) โดยการตรวจแม่ทุกคนที่มาฝากครรภ์ กรองมาก่อนแล้ว คนไหนอยู่ในข่ายน่าสงสัยว่าจะเป็นก็ทดสอบอย่างละเอียดไปเลย ทำให้รู้ได้ทันทีว่า เป็นหรือไม่เป็น ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยทั้งแม่และลูกด้วย เพราะเราสามารถรู้ล่วงหน้า ได้ตั้งแต่ครรภ์อ่อนๆ ไม่ต้องมารอจนครรภ์ 6-7 เดือนแล้ว การดูแลรักษา การควบคุมก็ย่อมได้ผลดีกว่า

ซึ่งถ้าตรวจพบภาวะเบาหวาน ต้องดูว่าถ้าแม่คนนี้กินอาหารธรรมดา แต่น้ำตาลยังสูงกว่าคนอื่น ก็ต้องควบคุมให้กินน้อยกว่าปกติ โดยจะมีการคำนวณว่า ควรกินเท่าไหร่ที่เหมาะสม ซึ่งจำนวนกลูโคสก็จะลดลงตามมาด้วย

การตรวจเช็กเบาหวานวงการแพทย์บ้านเราตอนนี้ก็เริ่มศึกษาและพยายาม ที่จะทำอย่างต่อเนื่อง แต่ยังค่อนข้างเป็นไปได้ยากที่หมอจะมาตรวจแม่ทุกคน ตรงนี้แม่ตั้งครรภ์ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยอย่าให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่างพวกน้ำหนักตัว ขึ้นเยอะนี้ต้องระวัง หรือเมื่อเห็นความผิดปกติแล้วก็ต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

แต่ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์นี้ ไม่สามารถตรวจรู้ก่อนได้เลย เช่นก่อนตั้งครรภ์ แม่มาขอเช็กเบาหวาน ไม่รู้หรอกเพราะฮอร์โมนของรกยังไม่ออกมาตอนนั้น แต่ถ้าเป็นมาก่อนแล้วถึงจะเช็กได้ "

ถ้าตรวจพบ เบาหวาน (ระหว่างตั้งครรภ์)

แพทย์จะต้องดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด โดยต้องมาพบสูติแพทย์บ่อยกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป ทั้งยังต้องรับการรักษาจากแพทย์หลายสาขา เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวาน จักษุแพทย์ ฯลฯ และต้องปฏิบัติในเรื่องต่อไปนี้อย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ

แพทย์จะนัดเจาะเลือดดูระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน (ปัจจุบันมีเครื่องมือตรวจ ระดับน้ำตาลที่คนไข้สามารถตรวจด้วยตนเองที่บ้านได้)

กินอาหารให้เหมาะสม โดยแพทย์มักจะแนะนำให้กินอาหารทีละน้อย แต่กินบ่อยๆ งดอาหารรสหวานและอาหารที่มีไขมันมาก

ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่อย่าให้เพิ่มมากเกินไป ถ้ามีการเพิ่ม ควรเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ออกกำลังกายพอสมควร จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และช่วยทำให้ น้ำหนักตัวไม่เพิ่มมากเกินไปด้วย (แต่ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน เพราะการออกกำลังกายบางอย่างก็ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเบาหวานแทรกซ้อน)

พักผ่อนให้เพียงพอ ได้รับยาอย่างสม่ำเสมอ ในรายที่ใช้วิธีการควบคุมต่างๆ แล้วยังควบคุมน้ำตาลในเลือด ได้ไม่ดีพอ แพทย์จะให้อินซูลินช่วย (ขนาดอินซูลินจะเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์)

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ โดยการตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด ตามกำหนดอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ

ตรวจสอบสุขภาพของทารกในครรภ์ แพทย์จะมักจะส่งคุณแม่ไปตรวจพิเศษในบางเรื่อง เช่น ตรวจวัดสุขภาพประสาทตา ตรวจเลือดดูสมรรถภาพของไต การทำงานของปอดของทารก ตรวจความพร้อมของลูกว่าเหมาะจะคลอดด้วยวิธีใด

มีการวางแผนการคลอดล่วงหน้า เพราะปกติโรคเบาหวานจะทำให้ทารกในครรภ์ ตัวใหญ่กว่าปกติ แพทย์จึงต้องประเมินสุขภาพของแม่และลูก เพื่อวางแผนว่า จะเลือกคลอดวิธีใด ซึ่งแม่ควรมีส่วนรับรู้ด้วย

ถึงตอนนี้คงต้องช่วยกันรณรงค์เปลี่ยนความคิดคุณแม่ตั้งครรภ์กันใหม่ว่า การที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากๆ ลูกตัวโตตั้งแต่ในครรภ์นั้นก็มีโอกาสเสี่ยง กับภาวะแทรกซ้อนได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้สิ่งที่สำคัญคือการได้รับคำปรึกษา อย่างใกล้ชิดจากสูติแพทย์ผู้ดูแลค่ะ และถ้าให้ดีไปกว่านั้น การวางแผนครอบครัว ตั้งแต่ก่อนแต่งงานหรือเริ่มคิดจะตั้งครรภ์ ปลอดภัยไว้วางใจได้มากกว่าเป็นแน่



Create Date : 13 มกราคม 2551
Last Update : 13 มกราคม 2551 6:23:50 น. 0 comments
Counter : 10652 Pageviews.

rajathanee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Be HaPPY All THe TiMe!!!



" ความรักคือ การให้ "


ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก สิ่งที่คุณต้องทำคือ รู้จักให้ด้วย ยิ่งให้ คุณก็ยิ่งได้รับสูตรลับของความสุข และทำให้มิตรภาพยืนยาว อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า...




: Users Online
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add rajathanee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.