บันไดมนุษย์ images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

วันที่หกในญี่ปุ่น(21/08/2553) ปีนภูเขาไฟฟูจิ(2)

ปีนฟูจิ(2)





เมื่อท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่าง เหล่านักปีนเขาก็เริ่มที่จะจับจองสถานที่เพื่อที่จะถ่ายรูปพระอาทิตย์ยามเช้า แสงแรกของวันนี้ โผล่พ้นทะเลเมฆมาตอนตี 5 ใครมีกล้องก็ถ่ายรูปไป ใครไม่ถ่ายก็ชื่นชมกับความงามนะขณะนั้น ชาวญี่ปุ่นหลายคนยกมือขอพรเมื่อพระอาทิตย์มาเยือน









จุดที่พวกเราหยุดถ่ายรูปนั้นยังไม่ถึงยอดเขา จุดหมายปลายทางของเราก็ยังไม่บรรลุ สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือเดินให้ถึงยอด เพียงแต่ว่าเมื่อเงยหน้ามองดูผู้คนข้างบนแล้ว มันช่างมากเสียจริง เมื่อคืนนี้ไม่มีแสงไม่นึกว่าจะมากขนาดนี้ พวกเราใช้เวลาในการเดินขึ้นยอดเขา ในระยะไม่ถึง 500 เมตรนี้นานมาก ต่อคิวกันยาวเหยียด และสภาพการอดนอนของแต่ละคนเริ่มส่งผลทำให้การยืนรอเฉยๆจะทำให้หลับระหว่างยืนได้











ในช่วงระยะประมาณ 200 เมตรก่อนจะถึงยอดนั้น มีทางแยกซึ่งจะไปรวมกับทางเดินลงจากยอดเขา กลุ่มของพวกเราใช้ทางนี้เป็นทางขึ้นเขากัน เรียกว่าเป็นการเดินย้อนทางที่มีคนเดินลงเขากันมา การเดินแบบนี้ทำให้พวกเราขึ้นไปถึงยอดเขาได้เร็วกว่าทางขึ้นปกติเยอะ มีคนญี่ปุ่นหลายคนเดินตามกลุ่มของเรามาทางนี้เหมือนกัน (เค้าไม่มีกฏว่าห้ามเดินขึ้นทางลงครับ)















สรุปแล้วการเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจินั้นเราใช้เวลากันทั้งสิ้น 10 ชั่วโมง เริ่มเดินตั้งแต่ 3 ทุ่มของเมื่อวันขึ้นไปถึงยอดตอน 7 โมงเช้า อากาศบนยอดเขานี้ในตอนเช้าไม่ร้อนเลย เสียแต่ว่าแดดนั้นแรงแน่ ไม่มีเมฆมาบังสักก้อน

พวกเราใช้เวลาอยู่ข้างบนนี้ซักพักใหญ่เลยครับ บางคนก็นอนเอาแรง บางคนก็เดินไปส่งไปรษณีย์ บางคนก็ถ่ายรูป จริงแล้วเราสามารถที่จะเดินกันรอบปล่องภูเขาไฟได้ แต่ไม่มีใครสนใจกิจกรรมนี้ครับ ปากปล่องมันกว้างมาก น่าจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยกว่าจะเดินรอบแล้วแต่ละคนก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ไหนเดี๋ยวจะต้องเดินลงอีก







อากาศบนยอดที่ระดับ 3700 เมตรนี้เบาบางกว่าระดับน้ำทะเลมาก ใครที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงก็จะเหนื่อยง่ายมาก การเคลื่อยไหวตัวเร็ว หรือก้มๆเงยๆก็จะทำให้เวียนหัวได้









เมื่อยิ่งสายอากาศก็เริ่มร้อนอย่างที่รู้สึกได้ ประมาณ 10 โมงพวกเราก็เริ่มที่จะเดินลงเขาแล้ว ลาเสียทีฟูจิ

ผมว่าความโหดของจริงอยู่ที่ตรงทางลงนี่แหละครับ



เส้นทางลงเขาเป็นคนละเส้นกับทางขึ้น มันเป็นการลาดลงอย่างเดียวเส้นทางเป็นฝุ่นและดินทราย เดินไปก็ลื่นไถลไป ฝุ่นก็มาก พวกที่พอจะมีข้อมูลมาก็จะมีที่ปิดปาก ปิดจมูก ส่วนพวกเรานะหรือเดินกินฝุ่นไปตลอดทาง การเดินลงตลอดอย่างเดียวนั้น ทำให้ขาต้องรับภาระหนักมาก เท้าผมก็เริ่มที่จะเกิดอาการเล็บขบขึ้น ตลอดเส้นทางลงนั้นเดินไปด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง

ตลอดเส้นทางนั้น ผมคิดเลยว่าจะไม่มาอีกแล้ว ทางลงนั้นไม่สนุกเลย ร้อนและไม่สวยด้วย ข้อดีอย่างเดียวก็คือว่า เราใช้เวลาในการเดินลงเขามานั้นน้อยกว่าเดินขึ้นมาก ใช้เวลาไปแค่ 4 ชั่วโมง แต่สภาพร่างกายนั้นสุดๆโทรม ทั้งเหนื่อยและหิว ร้อนก็ร้อน ตอนนี้ไม่มีใครง่วงนอนอีกแล้ว

เรากลับมาถึงกันที่สถานีที่ 5 กันได้ครบทุกคนไม่มีใครเป็นอะไรร้ายแรง และเป็นที่น่ายินดีสำหรับสาวๆมือใหม่มาก น่ายินดีด้วยครับ



บริเวณข้างล่างนี้ก็ไม่ได้มีที่อาบน้ำเหมือนกับภูกระดึงเรานะครับ มีแค่ห้องน้ำเอาไว้ล้างหน้าล้างตาอย่างเดียว พวกเราต้องทนกับสภาพแสนสกปรกไปตลอดทางกลับโตเกียว





ทางกลับโตเกียวก็ใช้เวลานานมาก ปกติก็ 2 ชั่วโมงกว่าก็ถึง ครั้งนี่ก็ 4 ชั่วโมงขึ้น อย่างเหนื่อยเลยครับงานนี้
ส่วนมื้อเย็นมีน้องใจดีเลี้ยงครับงานนี้ – ขอบคุณอีกครั้งครับ

พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ครับ เป้าหมายการเดินทางของผมก็เรียกได้ว่าบรรลุกับที่ตั้งใจไว้ ทุกการเดินทางนั้นผมก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหน ประเทศไหน บางประสบการณ์ก็ไม่ค่อยจะดี บางอย่างก็ดี สำหรับญี่ปุ่นนี้ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบและอยากจะกลับมาอีก เอาไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่ก็จะกลับมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง

ลาก่อนญี่ปุ่น




 

Create Date : 10 กันยายน 2553    
Last Update : 10 กันยายน 2553 20:37:40 น.
Counter : 1216 Pageviews.  

วันที่ห้าในญี่ปุ่น(21/08/2553) ปีนภูเขาไฟฟูจิ(1)

เช้านี้ตื่นมาด้วยความตื่นเต้น ผมจัดกระเป๋าใหม่แยกเอาของที่จำเป็นใส่ในกระเป๋าใบเล็กใบที่จะเอาขึ้นฟูจิ เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกใส่กระเป๋าใบใหญ่แล้วฝากไว้ที่โรงแรมไม่แบกไปด้วย โปรแกรมปีนเขาคร่าวๆก็คือจะเดินขึ้นตอน 2-3 ทุ่มแล้วไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนนั้น เสร็จแล้วก็ลงมาเลยโดยไม่มีการพักค้างแรมบนนั้น

สิ่งของที่นำติดตัวไปก็มีเสื้อกันลม(Wind breaker), เสื้อกันหนาว, ไฟฉายคาดหัว (Head torch), ปลอกแขน, หมวก, กล้องถ่ายรูปแล้วก็เสื้อที่จะเปลี่ยนตอนลงมาแล้ว ทั้งหมดในกระเป๋าก็มีอยู่เท่านี้ ของในกระเป๋านั้นเบามาก เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าไม่มีการนอนหรือทำอาหารข้างบนนั้น อาศัยความอึดอย่างเดียว จึงไม่จำเป็นต้องขนอุปกรณ์อะไรไปมากมาย

การไปปีนฟูจินี้ผมโชคดีหน่อยไม่ต้องจัดการเรื่องการเดินทางเอง มีน้องที่อยู่ญี่ปุ่นเค้ามีโปรแกรมไปปีนพอดีผมก็เลยได้อานิสงค์ติดตามพวกเค้าไปด้วย โดยผมมีนัดกับน้องๆเค้าประมาณ 11 โมงแถวสถานีรถไฟ Shinjuku

ก่อนที่จะไปตามที่นัดกันไว้นั้น เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลา ผมก็เลยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่อยู่แถว Ueno ก่อน ที่นี่เป็น National Museum เปิดเวลา 9.30 น เสียค่าเข้า 600 เยน จริงแล้วน่าจะเปิดเร็วกว่านี่นิดหนึ่งจะได้มีเวลาเดินมากกว่านี้หน่อย ผมกะกว่าจะอยู่ที่นี่จนถึง 10.30 แล้วค่อยไป นี่ขนาดเปิด 9.30 ยังมีคนไปต่อคิวเข้าแถวซื้อตั๋วเพื่อเอาไปดูพิพิธภัณฑ์เลย











เวลาที่ผมมีอยู่เพียง 1 ชั่วโมงนี้ ทำได้แค่ชะโงกดูแค่ Main building ก็แย่แล้วครับ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในส่วนนี้ก็คือพวกชุดซามูไร และก็พวกดาบต่างๆ ดูแล้วก็นึกถึงการ์ตูนหลายเรื่องที่ซื้อมาอ่านเลยทีเดียว

เมื่อได้เวลาตามนัดนั้น ผมก็เดินทางไปเจอผู้ร่วมอุดมการณ์การปีนฟูจิที่ Shinjuku ตรงนี้พวกเรามีอยู่ด้วยกัน 5 คนเป็นผู้หญิง 3 คนผู้ชาย 2 คน ผู้ชาย 1 คนนั้นคือเพื่อนที่ผมไปเที่ยวด้วยที่ฟูกูโอกะ และอีก 3 คนก็มาจากฟูกูโอกะเมื่อกัน





พวกเราทั้ง 5 คนนั่งรถบัสจาก Shinjuku ไปที่สถานีคะวะงุชิโกะ ใกล้กับฟุจิคิวไฮแลนด์(สวนสนุกใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ) เพื่อพบกับสมาชิกคนที่ 6 สมาชิกคนนี้เป็นผู้หญิงอีกเช่นเคย น้องคนนี้มาจากนาโงย่า(ไม่รู้จำถูกหรือเปล่า)
พวกเราทั้ง 6 คนนี้ไม่ได้ต่อรถตรงไปที่จุดเริ่มต้นทันทีเลย พวกเราเที่ยวกันแถวๆนั้นก่อน ที่ๆพวกเราจะไปนั้นเค้าเรียกว่าถ้ำน้ำแข็ง อยู่ใกล้ๆกับสถานีคะวะงุชิโกะ โดยพวกเรานั่งรถประจำทางไปแล้วก็เดินต่อเข้าไปที่บริเวณถ้ำนั้น



ถ้ำน้ำแข็งนี้ เป็นแห่งท่องเที่ยวที่คนไปเยอะมาก นั่งรถขาไปก็ติด ทางเขาก็รถเยอะ ขากลับก็ติดไม่รู้ว่าช่วงนี้มีอะไรนักหนาคนมาเที่ยวเยอะจริงๆ ผมไม่อาจจะรู้ได้ว่าบริเวณถ้ำน้ำแข็งนี้มีอะไรให้ทำอีกได้บ้างนอกจากจะมีดูถ้ำแห่งนี้ เพียงแต่ว่าผมสังเกตุมีผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มาเดินป่าแถวนี้ด้วย









การเข้าชมถ้ำนั้น ต้องทำการซื้อตั๋วเข้าก่อนแล้วเค้าก็ห้ามเอาพวกไม้ต่างๆเข้าไปเพราะกลัวจะเข้าไปความเสียหายให้กับถ้ำได้ แต่กว่าจะเข้าไปชมความงามของถ้ำได้นั้นต้องต่อคิวยาวมาก ยาวแบบไม่น่าเชื่อ ข้อมูลที่ได้นั้นก็คือมีน้ำแข็งอยู่ในถ้ำนั้นเอง น้ำแข็งนี้เกิดจากในถ้ำมีน้ำขังอยู่ในช่วงฝนตกและเมื่ออากาศเย็นลงน้ำเหล่านี้ก็เป็นน้ำแข็ง ปรากฏการณ์นี้คาดว่าจะเกิดมาหลายล้านปีมาแล้ว ชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนมีการนำเอาก้อนน้ำแข็งเหล่านี้ที่ได้จากถ้ำไปถวายให้แก่เจ้านายทั้งหลายในฤดูร้อน

เมื่อผมไปถึงบริเวณปากถ้ำก็ได้สัมผัสถึงอากาศอันหนาวเย็นที่ออกมาทันทีเลย นักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มจะหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่ อากาศด้านในกับด้านนอกนี้ช่างแตกต่างกันมาก แต่ปริมาณผู้คนนั้นก็จะติดขัดกันเหมือนเดิม ดีอย่างเดียวที่ไม่มีการแซงคิวหรือแย่งกัน ระยะทางในการชมถ้ำนั้นตอนแรกก็นึกว่าจะยาวที่ไหนได้สั้นมาก สั้นจริงๆ ที่เราต่อคิวกันมาตั้งนานได้มาดูนิดเดียวเอง นึกว่าจะเดินดูอะไรในถ้ำได้ยาวๆเสียอีก













การเที่ยวที่ตรงนี้พบกับความผิดหวังเล็กน้อยเพราะว่าพวกเราเสียเวลาให้กับตรงนี้นานเกินไปส่วนใหญ่หมดเวลาไปกับการรอเสียด้วยสิ ทำให้โปรแกรมอื่นๆของเราต้องรีบร้อนตามๆกัน

สำหรับการที่จะไปขึ้นภูเขาไฟฟูจินั้นไปได้หลายเส้นทางมีทั้งยากและง่าย สำหรับที่ผมไปนั้นเรียกว่าเป็นเส้นทางที่มีผู้คนนิยมไปมากที่สุด โดยมีชื่อเส้นทางว่า โยะชิดุงุชิ – คะวะงุชิโกะงุชิ จุดเริ่มต้นของเส้นทางอยู่บริเวณสถานีที่ 5 (5th station) สถานีบนฟูจินี้มีอยู่ 9 สถานีครึ่ง โดยที่เส้นทางนี้เริ่มต้นก็เป็นสถานีที่ 5 แล้ว สำหรับเส้นทางอื่นก็จะไปเริ่มต้นที่จังหวัดอื่น แต่สามารถที่จะไปเจอกันข้างบนนั้นได้

“ไปปีนภูเขาฟูจิทำไม” เป็นคำถามที่ตัวของผมเองรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ว่าสำหรับคำตอบของสมาชิกคนอื่นๆผมไม่อาจจะทราบได้ โดยเฉพาะเหล่าสาวๆในกลุ่ม คำตอบที่ผมได้มาก็คือว่า ‘อยากจะไป’ เป็นเพียงคำตอบสั้นๆง่ายๆ โดยที่ผมไม่พยายามที่จะหาคำตอบอื่นๆซ้ำ ผมว่าคำตอบเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้มีแรงปีนขึ้นไปถึงจุดหมายแล้ว

‘เคยไปปีนเขาที่ไหนมาบ้างหรือเปล่า’ เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมถาม เพื่อที่จะรู้จักสมาชิกในกลุ่มให้มากขึ้น ในใจผมนึกคำตอบออกมาถึงภูเขาหรือดอยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยเรา ปรากฏว่าไม่เคยเลย ไม่เคยปีนเขาที่ได้มาเลย สาวๆทั้ง 4 คนให้คำตอบอย่างเดียวกัน ผมนั้นแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

‘แล้วภูกระดึงละเคยไปไหม’ ผมพยายามที่จะบอกภูเขาที่ดูแล้วออกแรงเดินขึ้นเหนื่อยๆแล้วก็มีหลายคนไปมาแล้ว ‘ภูกระดึงก็ยังไม่เคยไปเลย’ เป็นคำตอบที่แสนจะท้าทายให้กับชีวิตหลังจากนี้จริงๆ
นี่เป็นความอยากจะไปที่ท้าทายจริงๆเลย ภูเขาฟูจิมีความสูง 3,776 เมตร ความยากของภูเขาลูกนี้นั้น อยู่ที่ความสูงของมัน ยิ่งเราขึ้นไปสูงเท่าไหร่อากาศก็จะยิ่งน้อยลง ซึ่งจะมีผลทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้น แถมถ้ามีใครเป็นโรคแพ้ความสูงอาการก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก

ก่อนที่พวกเราจะนั่งรถต่อไปที่สถานีที่ 5 กันนั้น เราได้ไปเตรียมซื้อเสบียงอาหารกันไว้ก่อน แม้ว่าด้านบนจะมีอาหารและน้ำขายก็ตามที ไม่ต้องเดาเลยว่าของกินด้านบนนั้นคงจะแพงขึ้นไปอีกหลายเท่า เหล่าชาวไทยพวกเราที่เงินน้อยมีหรือจะไปซื้ออะไรกินด้านบน แค่ด้านล่างผมก็ว่าแพงแล้ว

ที่สถานีที่ 5 นี้เราได้ไปพบกับสมาชิกคนที่ 7 ของกลุ่ม เป็นหญิงสาวคนที่ 5 มีอายุน้อยที่สุดของกลุ่มเลย ถึงแม้จะดูอายุน้อย แต่ว่าดูเธอนั้นกระตือรือร้นที่สุดแล้ว

Step on the cloud
เมื่อเสื้อผ้าหน้าผมพร้อม อาหารพร้อม รองเท้าพร้อม พวกเราทั้ง 7 คน ก็ได้เริ่มต้นเดินขึ้นเขากัน เราเริ่มกันตอนเกือบจะ 3 ทุ่มแล้ว จริงแล้วนี่ก็เป็นการเดินขึ้นเขากลางคืนครั้งแรกของผมเหมือนกัน การเดินครั้งนี้เป็นการเดินที่มีคนเยอะมากที่สุดในชีวิต จะหาความเงียบสงบระหว่างทาง หรือปราศจากผู้คนไม่ได้เลย แสงไฟจากไฟฉายหรือไฟคาดหัวของแต่ละคนนั้นช่างส่องไสว ล้อไปกันแสงจันทร์เสียจริง





การเดินของกลุ่มเรานั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือพวกช้ากับเร็ว ผมอยู่กับพวกเดินช้าจะได้คอยตามเก็บเดี๋ยวจะมาอ้างว่าไม่ไหวนอนรอระหว่างทางไม่ยอมขึ้นไป

จากชั้น 5 มาถึงชั้น 6 จากชั้น 6 มายังชั้น 7 การเดินของเรานั้นยังไปได้เรื่อยๆ พวกเรายังทำเวลาได้ดีการขึ้นไปดูพระอาทิตย์บนนั้นมีเวลาเหลืออีกมากมาย กระนั้นก็เถอะใช่ว่าการเดินทางจะง่ายเสมอไป ระหว่างทางขึ้นนั้นผู้คนจำนวนมากทำให้ต้องมีการรอคิวกันเป็นระยะๆ บางช่วงถึงขึ้นต้องมีหยุดรอในช่วงทางแคบ แถมอากาศก็เริ่มจะหนาวขึ้นไปเรื่อยๆ อุปสรรคที่สำคัญจริงแล้วคือลม ลมพัดแรงขึ้นพัดพาความหนาวเย็นมาด้วย เสื้อกันหนาวเริ่มถูกหยิบออกมากันทีละตัว 2 ตัว





การขึ้นเขาตอนดึกนี้มีข้อดีคือว่าไม่ร้อน เดินได้เรื่อยๆ ข้อเสียคือง่วง ปกติแล้วใครจะมาเดินอะไรตอนเที่ยงคืนแบบนี้ ความง่วงนี้ทำให้หลายคนนั้นออกอาการป่อแป้ไปเหมือนกันครับ















หลังจากชั้นที่ 7 ขึ้นไปนี่ เราทำเวลากันไปแย่มาก คนก็เยอะเริ่มจะมีการพักกันนานขึ้น เดินกันเหนื่อยง่ายขึ้น จากที่เราคิดว่าจะไปดูพระอาทิตย์บนยอดนั้น ต้องเปลี่ยนมาดูระหว่างทางแทน เราเดินกันไปเรื่อยๆไม่มีกำหนดว่าจะหยุดดูที่จุดไหน ขึ้นเมื่อไหร่ก็หยุดเมื่อนั้น สถาพอากาศเหนือเมฆบนนี้ช่างแสนหนาวเย็นในช่วงที่ยืนพักอยู่เฉยๆ เมื่อต้องหยุดก็ต้องไปหาที่หลบลมก่อนไม่งั้นหนาวตายแน่ แล้วความง่วงเหงาหาวนอนก็เข้ามาคุกคามพวกเราทุกคนมากขึ้นๆ สภาพก่อนจะเช้านี่แต่ละคนเริ่มโทรมแล้วครับ






 

Create Date : 07 กันยายน 2553    
Last Update : 7 กันยายน 2553 21:32:22 น.
Counter : 837 Pageviews.  

วันที่สี่ในญี่ปุ่น(20/08/2553) Tokyo

นี่เป็นวันที่ 2 ของการอยู่โตเกียว เมื่อวานนี้ผมใช้เวลาในช่วงบ่ายแก่ๆจนถึงเย็นหมดไปกับการเที่ยวที่ Asakusa แห่งเดียว สำหรับวันนี้นั้นผมมีเวลาทั้งวันในการเที่ยวเฉพาะที่โตเกียว หลังจากที่เอาข้อมูลการท่องเที่ยวมาพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว คิดว่าไม่สามารถที่จะเก็บหมดได้แม้ว่าจะเป็นการเที่ยวแบบชะโงกก็ตามที เอาเข้าจริงแล้วผมว่าถ้าจะให้ดีมาอยู่โตเกียวอย่างเดียวซัก 1 อาทิตย์นี้ยังได้เลย มีอะไรให้ชมหลายที่ แต่ละที่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันน่าสนใจทีเดียว





ที่แรกที่ผมจะไปในวันนี้คือ “Imperial Palace” เป็นวังของจักรพรรดิของคนญี่ปุ่นนั้นเอง เสียดายที่ทางนั้นเค้าไม่เปิดให้เข้าไป(ใครจะให้เข้าไปเนี่ย) ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก บริเวณนี้ได้อารมณ์กำแพงเก่า และสะพานสมัยก่อนโน่นจริงๆ ผมก็ไม่รู้ประวัติศาสตร์อะไรของที่นี่หรอกครับ แต่ว่าเห็นมุมถ่ายรูปมหาชนเข้า ก็รู้ได้ทันทีได้เลยว่าต้องมีความสำคัญอะไรแน่นอน











ต่อจากนั้นผมก็หาแหล่งที่เที่ยวใกล้ๆกับวังนี้ ด้วยการเปิดแผนที่เมือง และผมก็ได้พบว่าที่ Shinjuku นั้นมีอาคารที่ว่าการของโตเกียวที่เปิดให้ขึ้นไปชมวิวได้ฟรี ผมก็ไม่รอช้าที่จะไปแน่นอนของฟรีแบบนี้แถมด้วยได้เห็นวิวในมุมสูงอีกต่างหาก ไม่ไปก็บ้าแล้ว



ตึกนี้เป็นตึกแฝด สามาถที่จะขึ้นชมได้ทั้ง 2 ฝั่ง(ตะวันออกกับตะวันตก) ด้านบนที่ให้ชมวิวนั้นก็มีร้านอาหารและขายของที่ระลึกรวมอยู่ด้วย ผมได้แอบสังเกตุว่าส่วนใหญ่คนไปดูวิวนิดหน่อย แต่ใช้เวลาในการเลือกซื้อสินค้าซะเยอะ น่าเสียดายที่อากาศวันนั้นไม่ค่อยจะปลอดโปร่งเลยทำให้เห็นวิวไกลๆไม่ค่อยจะชัดเท่าไหร่















ผมใช้เวลาแถวนี้ไปพักใหญ่เลย ก่อนที่จะไปกินข้าวเที่ยงแถว Harajuku ก่อนไปนี่ผมก็กะว่าจะไปเจอพวกเด็กที่แต่งตัวเป็นชุดการ์ตูนเยอะหน่อย แต่แล้วก็ไม่ค่อยจะเจอเท่าไหร่สงสัยว่าวันและเวลาจะไม่ลงตัวกับพวกนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีนะครับ มีเหมือนกันแต่ยังไม่ทีเด็ดเท่าที่ผมคิดไว้





ผมชอบร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวแถวนี้มากเลย แต่ละร้านก็มีการตกแต่งมี Style เป็นของตัวเอง การจัด landscape ก็ช่วยทำให้เป็นแหล่ง Shopping ที่น่าเดินอย่างยิ่ง อารมณ์ก็คล้ายๆกับสยามบ้านเรา แต่ของเค้าเท่กว่าเยอะครับ ออกแนว Artๆ มาก น่าจะเอา Concept การจัดโซนแบบนั้นมาใช้นะเนี่ย

ใกล้กับสถานีรถไฟ Harajuku นั้นจะมีศาลเจ้า Meiji-jingu เป็นศาลที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมกันอย่างมากทีเดียว ผมแปลกใจเลยว่า ทำให้สถานที่เที่ยวแบบนี้ถึงมีวัยรุ่นมาเที่ยวเยอะทีเดียว พวกเค้าไม่เคยมากันหรือ หรือว่าศาลของที่นี่ก็เหมือนกับการเข้าวัดในวันเสาร์อาทิตย์ของเรา

























การเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนนี้ทำให้เสียพลังงานเยอะเหมือนกันครับ ผมใช้บริการตู้กดน้ำอยู่หลายครั้ง และเมื่อเที่ยวมาหลายทีก็เริ่มที่จะเหนื่อย แต่จะให้กลับไปพักนอนเฉยๆก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำในตอนนี้มาทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม ผมแบกสังขารอันเหนื่อยล้า ไปเที่ยวที่ Shibuya ต่อ

สิ่งที่ผมต้องการเห็นบริเวณนี้ไม่ใช่ แหล่ง Shopping หรือห้างสรรพสินค้าใดๆ หรือว่า Fashion อะไรทั้งนั้น ผมอยากจะมาดู แยกที่มีคนข้ามถนนอย่างเยอะๆ ที่เห็นบ่อยๆตามโฆษณาประเทศญี่ปุ่นหรือพวกโออิชิ อยากจะเห็นว่าเยอะขนาดไหนแล้วก็จะลองข้ามดู ของจริงก็เยอะอย่างที่เห็นละครับ ถ้าถ่ายรูปจากมุมสูงได้นี่คงจะสวยดีแน่

ต่อจาก Shibuya ผมก็ไปที่ Ueno ไปเดินหาอะไรกินในย่านร้านอาหารดั่งเดิม แถวนี้นี่มีของที่น่ากินอยู่หลายต่อหลายอย่าง เสียดายที่ผมพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผมคงจะเสียเงินทดลองกินไปหลายอย่าง ผมไม่อยากจะใช้ภาษามือ สื่อสาร หาซื้อของกินหนะครับ กลัวว่าจะสั่งอย่างได้อีกอย่าง หรือว่าได้ราคาไม่ตรงกับที่เราดูไว้

โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ก็คือไป Tokyo Tower กว่าผมจะไปที่หอคอยโตเกียวนี้ได้นั้นผมเดินหลงทางอยู่ตั้งนาน ดึกแล้วด้วย หอคอยโตเกียวนี้เปิดให้คนขึ้นไปด้านบนเพื่อเยี่ยมชมวิวได้ ผมไม่ได้ขึ้นไปชมวิวหรอกครับเพราะว่าครั้งนี้เสียเงิน ผมเสียดายเงินครับก็เลยไม่ได้ขึ้นไป ถ้ามีเงินเหลือหรือว่าครั้งหน้าก็อาจจะขึ้นก็ได้ครับ หอคอยโตเกียวตอนกลางคืนนี้เค้ามีการเปิดไฟตกแต่งสถานที่ให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นครับ









เที่ยวันนี้จบลงด้วยความเหนื่อยอย่างยิ่ง ส่วนพรุ่งนี้แหละเป็นวันสำคัญวันที่ผมจะปีนภูเขาไฟฟูจิกันแล้ว




 

Create Date : 04 กันยายน 2553    
Last Update : 4 กันยายน 2553 21:50:59 น.
Counter : 1139 Pageviews.  

วันที่สามในญี่ปุ่น(19/08/2553) Tokyo

การเดินทางโดยรถ Shinkansen

ก่อนที่จะมาญี่ปุ่นนี้ ผมได้ซื้อตั๋ว JR pass จากเมืองไทยเอาไว้แล้ว ตั๋ว JR pass นั้นไม่สามารถที่จะหาซื้อที่ญี่ปุ่นได้ ต้องซื้อจากนอกญี่ปุ่นเท่านั้น ตั๋วนี้มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปหลายๆเมือง ตั๋วมีแบบ 7 วัน, 15 วันและ 21 วัน ตอนแรกผมก็กะจะไปซื้อตั๋วนี้ที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน ดีนะที่หาข้อมูลไปก่อนบ้าง ไม่อย่างนั้นคงจะหน้าแตกไปเลย





เมื่อมีตั๋ว JR แล้วนั้นถ้าจะนั่ง Shinkansen ก็ต้องไปจองที่นั้งไว้ก่อน เพราะว่าที่นั่งของ Sinkansen นั้นเป็นแบบ ผมจอง Shinkansen ออกจาก Fukuoka ตอน 8.05 ไปถึง Tokyo ประมาณ 2 โมงเย็น การนั่งรถไฟหัวกระสุนนี้ก็เป็นความอยากอยู่นานแล้ว ผมว่าการจัดการระบบการเดินรถไฟของเค้าดีมากครับ จริงๆแล้วดูเหมือนจะวุ่นวาย เอาเข้าจริงแล้วก็เข้าใจไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลานิดหน่อยในการทำความเข้าใจก็เท่านั้นเอง

เนื่องจากว่าผมต้องนั่งรถไฟเลยช่วงเที่ยงวัน ทำให้ต้องซื้อข้าวกล่องขึ้นไปกินบนรถไฟด้วย ตอนแรกก็ไม่ค่อยจะกล้ากินอะไรบนรถไฟหรอกครับ มันไม่เคยชิน

ข้าวกล่องนี้ผมก็ซื้อตั้งแต่ต้นทางมาเลย เก็บไว้อย่างดี ผมคิดว่าข้าวกล่องของที่นี่นั้น เค้าจะทำดีไม่ค่อยจะมีกลิ่นหรือมีอะไรให้หกมาเลอะเทอะ หลายคนในรถนั้นก็หอบเอาข้าวกล่องขึ้นมากินด้วย Packaging ของญี่ปุ่นเรียกว่าสุดยอดมาก อาหารรสชาติอย่างไรไม่ทราบแต่ว่า Packaging กินขาดครับ

สถานที่พักที่ผมจองไว้ใน Tokyo ชื่อว่า ‘Anne hostel’ อยู่แถวบริเวณ Asakusabashi อยู่ใกล้ย่านเมืองเก่า Asakusa และเมืองแห่งอุปกรณ์Electronic, Akihabara



กว่าผมจะเดินทางจากสถานีโตเกียว ไปที่พักได้นี่เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เส้นทางเดินรถไฟของโตเกียวนี่ทำให้ปวดหัวอยู่นาน ตอนแรกก็หาสถานีไม่เจอ หลังๆก็พอจะเข้าใจได้ ในกระเป๋ากางเกงผมนี่มีแผนที่เดินรถไฟติดตัวตลอดเวลาในช่วงเที่ยวเลย ถ้าจะให้จำเอา กลัวว่าจะหลงทางเอาได้ บางทีขนาดมีแผนที่แล้วยังหลงเลย

หลังจากที่ได้ที่พักแล้วนั้น เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมก็เริ่มออกเที่ยวเลยในช่วงบ่ายของวันที่เหลือ ผมเลือกที่จะไป Asakusa ที่ตรงนี้จะมีวัด Senso-ji ที่ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของโตเกียวด้วย





ที่วัดนี้นั้นคนไปเที่ยวอย่างเยอะ มีทั้งญี่ปุ่นเองและต่างชาติ ก่อนจะเข้าประตูวัด จะมีย่านขายของเรียกว่า Nakamise จะมีร้านขายทั้งของที่ระลึก ร้านขายขนมต่างๆนาๆ มากมาย บริเวณนี้ผมได้เสียเงินไปหลายเยนให้กับการลองกินโน่นกินนี่ ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่า ขนมญี่ปุ่นนี่อร่อยหลายอย่าง แต่ไม่รู้ว่าถ้ากินทุกวันจะเบื่อหรือเปล่า



































ผมเดินชมวัด ชมร้านค้าไปเรื่อยๆจนเย็น และก็มานั่งพักริมแม่น้ำอย่างผ่อนคลาย อากาศยามเย็นบริเวณริมแม่น้ำนี้เย็นสบายดี มองเห็นเรือนำเที่ยวรูปร่างต่างๆนำนักท่องเที่ยวไปสู่จุดหมายที่ต่างกัน ในใจก็คิดไปเรื่อยเปื่อยว่าเรามาทำอะไรห่างบ้านห่างเมืองเกิดแบบนี้หนอ เสียเงินก็เยอะ ไม่รู้ว่าจะได้อะไรกลับไปคุ้มหรือเปล่า คิดไปเรื่อยเปื่อยจนหิว ผมก็เลยไปลอง Takoyaki แบบ Original ดูบ้าง ปรากฏว่าลูกแรกร้อนมากปากพอง ลูกอื่นก็เลยไม่รับรู้รสแล้ว เลยบอกไม่ได้ว่าอร่อยหรือเปล่า เรื่องนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้เลยว่า เวลากิน Takoyaki (ลูกชิ้นปลาหมึก) นั้นต้องระวังจะลวกปาก คิดแล้วก็คุ้มกับเงินที่เสียไปที่อุส่าห์ดันด้นมาถึงญี่ปุ่นแล้ว














 

Create Date : 01 กันยายน 2553    
Last Update : 1 กันยายน 2553 23:15:35 น.
Counter : 1914 Pageviews.  

วันที่สองในญี่ปุ่น(18-08-2553) Fukuoka

วันที่ 2 ของการเที่ยว Fukuoka นี้ผมมีเพื่อนชาวไทยที่เพิ่งจะมาเรียนที่นี่ เป็นคนพาเที่ยว พอดีเค้ายังไม่เคยไปเที่ยวศาลเจ้าไดโซฟุ ก็เลยเป็นการเที่ยวของวันนี้







ศาลอันนี้อยู่นอกเมืองก็เลยต้องนั่งรถไฟ local ออกไปหน่อย ศาลแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนนิยมไปกันที่เดียวเลย ด้านนอกก่อนที่จะเข้าไปนั้น มีร้านรวงตกแต่งร้านใน style เก่าๆมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะเลย













ส่วนบริเวณด้านในนั้นก็มีการจัดตกแต่งได้อย่างลงตัวสวยงามทีเดียว













ที่ญี่ปุ่นนี้ก่อนที่จะเข้าไปขอพรนั้น จะต้องทำการล้างมือทั้ง 2 ข้างและล้างปากด้วย แรกๆผมก็ทำไม่เป็นหรอกต้องดูคนข้างๆที่ทำเป็น ในบางที่เค้าก็มีรูปให้นักท่องเที่ยวดูให้ชัดเจนไปเลย





ศาลเจ้าแห่งนี้สำคัญยังงัยนั้นผมไม่รู้หรอก ไม่ได้ทำการบ้านไปนึกไปแล้วก็เสียดาย น่าจะรู้ประวัติอะไรไปบ้างก็ยังดี อันนี้ไปแบบไม่รู้อะไรเลย เรียกว่าใช้สายตาในการเรียนรู้อย่างเดียว





กาทำบุญที่นี่เค้าจะโยนเหรียญ 5 เยนลงไปแล้วค่อยขอพร แรกๆนั้นผมจะโยนเหรียญ 1 เยนไป แต่เพื่อนบอกว่าไม่ได้ๆ ไม่เหมือนกัน 5 เยนนั้นมันหมายถึงโชคดี นำโชค ดีครับดีทำบุญแบบนี้ประหยัดดี แต่ไม่รู้ว่าเหรียญ 100 เยนนี่จะทำให้โชคดีมากกว่า 5 เยนหรือเปล่าผมก็ลืมถามไป





ตามศาลนั้นจะมีขายเครื่องรางนำโชคอยู่หลายแบบ นึกแล้วก็อยากจะซื้อมาเก็บบ้าง แต่ถ้าซื้อแล้วไม่รู้ความหมาย ไม่ให้ความสำคัญก็ไม่ต่างอะไรกับที่ห้อยธรรมดา คิดได้ดังนั้นแล้วไม่ซื้อดีกว่า



แล้วพวกป้ายเขียนขอพรนั้น ผมว่าเป็นเอกลักษณ์ที่งดงาม มันดูเป็นระเบียบเรียบร้อย บางป้ายนั้นผมเห็นเป็นภาษาไทยด้วยก็มี และพวกใบเซียมซีที่เค้าไม่ใช้แล้วก็จะมาผูกไม่มีทิ้งขว้างให้สกปรกครับ ที่นี่บ้านเมืองเค้าสะอาดมากไม่มีการทิ้งขยะเรื่ยราดเลย คนเค้ามีวินัยในการทิ้งขยะสูงมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไทยเราต้องนำมาใช้ครับ









ในบริเวณศาลนี้ถ้าเดินต่อไปก็จะพบกับ คิวชู national museum ผมกับเพื่อนก็ลองแวะเข้าไปดูว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน พิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นเค้าทำดีทุกอันเลย มีคนมาเที่ยวเยอะ ไม่อยากจะเปรียบเทียบกับบ้านเราเลย แต่ว่าอยากจะให้ทำดีๆบ้างเถอะ การรู้ถึงประวัติศาสตร์ชาติตัวเองนั้นมันก็สำคัญไม่แพ้กับการสร้างห้างสรรพสินค้าหรอกครับถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ที่พิพิธภัณฑ์นี้ผม่ไม่ได้เสียเงินเข้าไปดู ใจหนึ่งผมหนะอยากจะเข้าไปนะ เพียงแต่ว่าเวลาอยากจะไม่เหมาะสมก็ได้ ก็เลยได้เพียงชมกันข้างนอก















หลังจากเที่ยวศาลเจ้าไดโซฟุแล้วนั้น พวกเราก็กลับไปเที่ยววัดในตัวเมืองฟุกุโอกะกัน วัดนี้มีพระพุทธองค์ใหญ่ทำด้วยไม้ จริงแล้วเค้ามีป้ายห้ามถ่ายรูป ผมได้รูปนี้มาโดยที่ไม่รู้ครับ เค้ามีป้ายเขียนไว้ว่าห้ามถ่ายรูปเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วผมจะไปรู้ได้งัยครับ ต้องขอวิจารณ์ตรงๆว่า ที่อื่นที่เค้าห้ามถ่ายรูปนั้นก็ทำเป็นรูปกล้องถ่ายรูปแล้วมีกากบาทคาดเอาไว้ ชาติไหนภาษาไหนก็เค้าใจ เพราะว่าไม่ได้ใช้ภาษา ใช้เป็นสัญญาลักษณ์แทน แต่นี่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นสะงั้น ผมก็เลยได้รูปนี้มา















และเมื่อสิ้นสุดการเที่ยวของวันนี้และจะเป็นวันสุดท้ายของการเที่ยวที่ฟุกุโอกะ ส่วนพรุ่งนี้ผมจะไปเที่ยวโตเกียวแล้ว เอาละเตรียมตัวลาเสียทีฟุกุโอกะ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2553    
Last Update : 31 สิงหาคม 2553 22:29:57 น.
Counter : 1449 Pageviews.  

1  2  

ลานสน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ตราบที่ยังมีความฝัน ตราบนั้นก็ยังเดินหน้าสู้ต่อไป
Custom Search
Friends' blogs
[Add ลานสน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.