บันไดมนุษย์ images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยวลาวใต้วันที่ห้า:ปราสาทวัดภู - อุบล 09-12-2008

ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของการเที่ยวลาวใต้ในครั้งนี้แล้ว แม้ว่าจะเป็นวันสุดท้ายแต่พวกเราก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในคุ้มค่าอย่างถึงที่สุด พวกเรามีเวลาประมาณไม่น่าจะเกินบ่าย 3 โมงเพื่อที่จะถึงรถจากปากเซกลับไปที่อุบล และเพื่อที่จะต่อรถจากอุบลกลับกทมในคืนนี้เลย

เมื่อมีโปรแกรมเช่นนี้แล้ว เช้านี้พวกเราได้เหมารถ 2 แถว ของนายก้องคนที่เจอกันตั้งแต่วันแรก พวกเรามาเจอเค้าอีกหลายๆครั้งที่ปากเซนี้ ทำให้ค่อนข้างที่จะไว้ใจ น่าเชื่อถือได้ นายก้องนี้คิดเรา 1300 บาทสำหรับการพาไปเที่ยวปราสาทวัดภู แต่ราคานี้ไม่รวมค่าเข้าชม

หลังจากกินข้าวเช้าแถวๆโรงแรมและ check out แล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปสู่ปราสาทวัดภูกัน รถ 2 แถวมุ่งลงใต้ไปถึง กม.ที่ 30 แล้วเลี้ยวขวาไปซักหน่อยก็จะเจอท่าเรือ



ถ้าจะไปเที่ยวปราสาทวัดภูนี้ต้องเอารถข้ามเรือไปด้วย การข้ามเรือแต่ละทีก็ต้องรอให้มีรถค่อนข้างจะเต็มเสียก่อน แล้วเรือข้ามฟากอย่างใหญ่นี้ถึงจะออก สภาพเรือก็ดูเก่าๆได้อารมณ์นี้ บนเรือจะมีแม่ค้าคอยมาขายอาหาร ให้กับนักท่องเที่ยวที่รอข้ามเรือ หรือซื้อติดไม้ติดมือเอาไปกินระหว่างทางด้วย



รถใช้เวลาวิ่งอีกสักระยะหนึ่งก็ไปถึงปราสาทวัดภูที่ซึ่งเป็น 1 มรดกโลกของลาว ก่อนเข้าชมก็ต้องเสียค่าเข้าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนเดิม



ก่อนจะเข้าไปเยี่ยมชมนี้ จะมีชาวบ้านนำดอกไม้ ธูปเที่ยนมาวางขาย อยู่ตรงทางเข้านี้ จริงแล้วเมื่อเดินขึ้นไปข้างบน ก็จะมีอีกกลุ่มที่ขายดอกไม้ ธูปเทียนด้วยเหมือนกัน











คนที่จะมาเยี่ยมชมปราสาทวัดภูนี้ คงจะต้องออกแรงเดินขึ้นบันไดหลายขั้นอยู่เหมือนกันถึงจะไปที่ยอดได้ แต่กระนั้นระหว่างทางก็ยังได้ดื่มดำกับต้นจำปาที่ถูกปลูกทั้ง 2 แถวของบันไดทางขึ้น











เมื่อเดินถึงตรงเทวสถานแล้วก็พบพระประธานประดิษฐานอยู่ด้านใน











*เนื่องจากเจ้าของ Blog ไม่ถนัดในการ review ประวัติศาสตร์เท่าไหร่ และไม่อยากจะไปลอกข้อมูลจากที่อื่นๆมาแปะด้วย อันนี้ขอข้ามพวกประวัติความเป็นมาก็แล้วกัน*







กว่าที่พวกเราจะถ่ายรูปเสร็จก็ประมาณเที่ยงแล้ว พวกเราให้คนขับรถพาไปกินข้าว ซึ่งก็ไม่ไกลเลย ขับรถออกจากที่วัดภูเสร็จประมาณ 50 เมตรก็จอดกินข้าวแถวนั้นเลยขี้เกียจหาแล้ว

แต่กว่าพวกเราจะกลับถึงตัวปากเซก็เกือบ 3 โมงแล้ว เพราะว่ามีแวะไปที่ทำการไปรษณีย์ด้วย เนี่องจากไม่สามารถหาร้านขายแสตม์ได้ ก็เลยไปที่ทำการเลย แต่ก็ไม่ไกลจากที่พัก ที่ฝากกระเป๋าเอาไว้

เมื่อได้กระเป๋าแล้วก็ให้คนขับรถช่วยพาไปส่งที่ท่ารถ หลัก 2 อีกหน่อย และแล้วเมื่อไปถึง ปรากฏว่าตั๋วรถที่จะกลับไปอุบลนั้นหมดแล้ว และไม่มีรถรอบอื่นแล้ว ต้องรอพรุ่งนี้เลย สรุปตกรถเสียแล้วสิ ทำไงละ

หนทางแก้ไขที่คิดได้ ซึ่งก็อาจจะไม่ดีที่สุดก็คือ ก็ว่าจะเหมารถ 2 แถวที่นั่งมานั้นแหละ ให้เค้าไปส่งที่ช่องเม็กเลย นายก้องคนขับรถเรียกเงินตั้ง 1000 บาทแหนะ แพงโคตร ทำไงได้ละหมูมาให้เชือดแล้วนิ

ตอนแรกก็นั่งรถนายก้องมาได้ซักพักแล้วละ แต่อยู่ดีๆ เค้าก็ให้เปลี่ยนเป็นรถเก๋งของพี่เค้า ก็ดีเร็วดี แต่ต้องเสียตั้ง 1000 เลยนี่สิโดนฟันเลย

พวกเราก็ผ่านกรรมวิธีการเข้าเมืองไทย เหมือนเดิมไม่ได้มีปัญหาอะไร ก่อนที่จะออกนั้นได้แวะ shopping กันเล็กน้อย แต่นี่ยังไม่รู้ว่าจากช่องเม็กจะไปอุบลยังไงนะเนี่ย

และวิธีจากช่องเม็กไปอุบลนั้น ถามของเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยแล้ว เค้าบอกให้ขึ้นรถ 2 แถวไปลงที่ขนส่งของช่องเม็กและจากนั้นก็ต่อไปที่ตัวเมืองอุบล

นั้นสิฉันก็ลืมไปว่ามันมีรถจาก กทม มาลงที่ ช่องเม็กเลย เมื่อไปถึงที่ขนส่งที่ช่องเม็ก ที่อยู่ไม่ไกลเลย ก็ไปติดต่อรถ บขส พอดีเลย รถกำลังจะออกอีกไม่กีนาที ไม่ต้องรอนานมาก แค่พอมีเวลาเข้าหัองน้ำ ยืดเส้นยืดสาย

เมื่อทุกอย่างลงตัวก็สามารถสบายใจได้แล้ว เมื่อรถไปถึงอุบลแล้ว พวกเราก็ยังมีเวลาอีกนานเลย พวกเราจองรถของ นครชัยแอร์ตอน 22.30 เอาไว้ เมื่อมีเวลาเยอะก็เลยไปกิน MK ฉลองการกลับมาเมืองไทย ที่ BIG C แถวๆที่ขนส่งเป็นการฆ่าเวลาไปพลางๆ

วันนี้ทั้งวันไม่ได้อาบน้ำเลย คงจะไม่ได้อาบน้ำอีกแน่นอนเพราะไม่สามารถหาห้องอาบน้ำได้ ยกไปเป็นพรุ่งนี้ที่ กทม เลยละกัน ได้แค่ล้างหน้า แปรงฟันก็พอแล้ว

นั่งรถนครชัยแอร์นี้หนาวมาก ไม่สามารถหลับได้เลย ทรมาณมาก ดีนะไม่ต้องทำงานวันที่ถึงกรุงเทพ ไม่งั้นแย่แน่

จบแล้ว

สำหรับการเที่ยววันแรกๆ


วันแรก: //www.bloggang.com/mainblog.php?id=radioarms&month=12-12-2008&group=30&gblog=1


วันที่สอง: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=13-12-2008&group=30&gblog=2


วันที่สาม: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=14-12-2008&group=30&gblog=3


วันที่สี่: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=17-12-2008&group=30&gblog=4





 

Create Date : 20 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 23:06:25 น.
Counter : 338 Pageviews.  

เที่ยวลาวใต้วันที่สี่:ตาดฟาน ตาดเยือง ตาดผาส้วม 08-12-2008



ก้าวเข้ามาสู่วันที่สี่ของการเดินทาง วันนี้ไม่มีการย้ายที่นอนทำให้ไม่ต้องเตรียมเก็บข้าวเก็บของไปไหน วันนี้พวกเราจะไปเที่ยว 3 ตาด(3 น้ำตก) นั้นคือ ตาดฟ่าน ตาดเยื้อง และตาดผาส้วม ตามลำดับ

ฉันคิดไม่ออกว่าถ้าจะเดินทางไปเที่ยวทั้งสามตาดนี้ในวันเดียว โดยไม่มีรถนั้นจะทำยังงัย หรือว่าการเหมารถนี้ จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วหนอ...อันนี้ฉันนึกไปถึงว่า ถ้ามาคนเดียวแล้วหาใครร่วมแจม ไม่ได้จะกล้าเหมารถไปเที่ยวหรือเปล่า เพราะว่าการเหมารถไปคนเดียวค่าใช้จ่ายย่อมจะสูงมากที่เดียว

พวกเราติดต่อรถผ่านโรงแรมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อันนี้ตรวจสอบราคามาก่อนแล้วบ้างทำให้มั่นใจว่าไม่ถูกฟันหัวแบะแน่ ทางโรงแรมคิดพวกเราทั้งวัน 1200 บาท

วันนี้พวกเราเริ่มต้นตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่ออาบน้ำอาบท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วฉันจะไม่ทำกิจกรรมอันนี้ตอนเช้า เนื่องจากอากาศค่อนข้างจะเย็น ส่วนอาหารการกินนั้น แถวๆที่พักก็จะมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หลายร้านเหมือนกัน คราวนี้เลือกร้านที่ดูธรรมดาหน่อย ขืนมื้อเช้ากินแพงแล้วจะหมดอารมณ์เที่ยวพอดี

นัดให้รถมารับตอน 8 โมง รถนั้นเป็นรถที่เรียกว่า Jambo คล้ายๆกับรถตุ๊กๆบ้านเรา แต่นั่งกัน 2 แถวรับลมเย็นๆ



เมื่อนั่งรถไปสักพักถึงได้รู้ว่านั่งรถ Jambo แบบนี้มันหนาวมากเลย รถแบบนี้ไม่มีที่บังลมเลย แต่ละคนนั่งหนาวไปตลอดทาง

เมื่อรถแล่นไปได้ซักระยะหนึ่ง จู่ๆก็แวะไร่ชา ที่ซึ่งไม่มีอยู่ในโปรแกรมของพวกเรา แต่ที่นี่ก็ได้สร้างความลำบากใจให้กับพวกเรามาก เนื่องจากไม่ได้มาตื้อให้ซื้อชาหรืออะไร พวกเราก็เลยได้ใช้เป็นที่ถ่ายรูป กับเข้าห้องน้ำเสียเลย



รถ Jambo นี้ไม่สามารถจะใช้ความเร็วได้นัก พวกเราก็เลยกลายเป็นหนาวเย็นทัวร์ไปโดยบริยาย กว่าจะถึงตาดฟ่านนี้เล่นเอานั่งจนเมื่อยเลย แถมหนาวด้วยอีกต่างหาก ก่อนเข้าไปที่ตาด ต้องเสียค่าเข้าด้วย





ที่นี่จะมีลักษณะเป็นน้ำตกไหลตกลงมา 2 สายน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ได้แอบเห็นทางเดินป่าที่ลงไปด้านล่างของน้ำตกด้วย แต่พวกเราคงจะไม่ได้ทำกิจกรรมนี้แน่คงต้องเก็บความอยากเอาไว้



ที่ตาดนี้มีที่พัก และร้านอาหารให้บริการ นี่ถ้ามาพักที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ บริเวณร้านอาหารนี้ทางร้านมีการประดับตกแต่งรูปถ่ายของคนดังๆที่มาเยี่ยมชมเอาไว้หลายคนเลย เช่น อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ พี่วสันต์ สิทธิเขต และอีกคนที่ไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยชื่อ



ที่ร้านนี้เองมีเพื่อนในทริปคนหนึ่งหลงใหลในบรรยาย ได้สั่งเครื่องดื่มผสมแอลกฮอล์มาดื่มแก้หนาว แต่หลังจากนั้นก็ทำให้ประสิทธิภาพการท่องเที่ยวลดลงไปซักระยะหนึ่ง เกิดอาการยืนไม่ค่อยอยู่ เริ่มคุยไม่รู้เรื่อง ทำนองนั้น

เมื่อเสร็จสิ้นการถ่ายรูปจากที่นี่ พวกเราก็นั่งรถต่อไปอีกนิดหน่อยไปที่ตาดเยื้องกัน ที่ตาดเยื้องนี้มีที่ถ่ายรูปได้มากกว่าตาดฟ่าน แต่ก็เลยเหล่าผู้คน นักท่องเที่ยว ก็ต้องแลกกันแบบนี้ ที่นี่ก็เหมือนกันต้องเสียเงินค่าเข้าด้วย











ตาดเยื้องนี้เป็นน้ำตกที่สามารถลงไปสัมผัสใกล้ๆได้ หรือว่าถ้าไม่ถูกใจจะลงไปว่ายน้ำก็ได้นะเห็นฝรั่งบางคนไม่กลัวหนาวลงไปว่ายน้ำด้วย แต่ฉันไม่ละหนาวจะตายไป







พวกเราเสร็จสิ้นการถ่ายรูปจากที่นี่ก็เที่ยงกว่าๆแล้ว ตอนแรกก็กะจะกินข้าวกลางวันที่นี่เลย แต่ว่าคนขับรถบอกให้ไปกินที่ตาดผาส้วมดีกว่า ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดอะไร ว่าจะมีอะไรดี (นี่ขนาดทำการบ้านอ่านหนังสือมาแล้วก็นึกไม่ออกว่ามีอะไร) จนต้องมาเห็นเอง

ตาดผาส้วมนี้ต้องนั่งรถย้อนทางกลับไปทางที่มา และเนื่องด้วยรถ Jambo ของเราวิ่งได้ไม่ค่อยจะเร็วนัก ทำให้กว่าจะไปถึงตาดผาส้วมก็หิวตาลายแล้ว
แต่การที่พวกเรามาถึงช้าก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลาย กินข้าวกันเกือบจะหมดแล้ว ถึงจะมาเร็วก็คงจะต้องรออยู่ดี





น้ำตกที่นี่ไม่ได้สวยงามอะไรนัก เมื่อเทียบกับสองตาดที่ผ่านมา แต่ว่าที่นี่มีประวัติที่นี่ชื่นชม มีการจัดการการท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ สุดเด่นของที่ตาดผาส้วมนี้ คงจะไม่ได้อยู่ที่แค่น้ำตกนี้ มันอยู่ในส่วนอื่นๆรอบๆน้ำตกแห่งนี้ด้วย คนที่ได้ไปต้องลองค้นหาดู

คนที่ได้รับสัมปทานดูแลน้ำตกนี้เป็นคนไทย ไทยแท้ด้วยมีการจัดการสภาพแวดล้อมให้น่าเที่ยวยิ่งนัก และทั้งยังช่วยชาวเผ่าพื้นเมืองได้มีงานทำอีกด้วย



พวกเราได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภรรยาเจ้าของร้านด้วย เค้าค่อนข้างที่จะสุภาพเรียบร้อย ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี (ถ้าจะดีกว่านี้ต้องลดราคาค่าอาหารให้ด้วย จะดีมากเลย)

เมื่อกินข้าวช่วงบ่ายแล้ว พวกเราก็เดินเล่นถ่ายรูปกันที่แห่งนี้ ที่นี่นอกจากจะมีน้ำตกให้ดูแล้ว จะมีที่พัก ที่เป็นบ้านต้นไม้ และมีหมู่บ้านชนเผ่าต่างๆ ตอนแรกก็จะเดินเล่นเอง แต่อยู่ดีๆก็มี Guide ประจำถิ่นมาเดินแนะนำให้ เค้าเป็นชนเผ่าของที่นี่ มาพาเดินแนะนำโน่นแนะนำนีให้ฟรีๆ พูดไทยได้เก่งมาก นี่ขนาดไม่ได้เรียนภาษาไทยมาเลยนะเนี่ย อาศัยจำอย่างเดียว







ไกด์ของเรานี้ ช่างจดช่างจำมาก เค้าสามารถที่จะจำได้ว่าดาราไทยคนไหนมาพัก วันใดเวลาใดได้ น่าปรบมือให้ ที่นี่ยังเป็นบริเวณส่วนใหญ่ที่ถ่ายทำหนังเรื่อง สะบายดีหลวงพระบางอีกด้วย พวกดาราจากหนังเรื่องนี่ก็มาพักกันที่นี่ ราคาของห้องที่นี่ถามแล้ว ก็ไม่ค่อยจะแพงเท่าไหร่พอจะรับได้





หลังจากที่แยกจากไกด์แล้ว พวกเราก็เที่ยวต่อกันที่หมู่บ้านชนเผ่า อันนี้ไม่ใช่ของจริงเป็นที่ที่จำลองเอาไว้ให้ศึกษา มีชาวเขามาทอผ้า เล่นดนตรีให้ฟัง
ถ้าจะซื้อสินค้าที่ระลึกก็สามารถอุดหนุนตรงนี้ได้เช่นกัน





ในที่สุดก็จบการเดินทางของวันนี้เสียที วันนี้เที่ยวทั้งวันเลย พรุ่งนี้ยังเหลือโปรแกรมทเที่ยวอีกครึ่งวันก่อนจะกลับบ้าน

เย็นนี้หลังจากที่กลับมาถึงปากเซแล้ว แต่ละคนก็หมดแรงกันไปตามๆกัน คืนนี้ไม่มีการเล่นไฟ่ก่อนนอน พักผ่อน 1 วัน เตรียมตัวเที่ยวต่อในวันต่อไป

ส่วนท่องเที่ยววันอื่นๆ


วันแรก: //www.bloggang.com/mainblog.php?id=radioarms&month=12-12-2008&group=30&gblog=1


วันที่สอง: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=13-12-2008&group=30&gblog=2


วันที่สาม: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=14-12-2008&group=30&gblog=3


วันที่ห้า ://www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=20-12-2008&group=30&gblog=5






 

Create Date : 17 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 23:01:00 น.
Counter : 506 Pageviews.  

เที่ยวลาวใต้วันที่สาม:ดอนคอน-หลี่ผี-ปากเซ 07-12-2008



และแล้วก็ย่างเข้ามาถึงวันที่สามของการเดินทางแล้ว วันนี้พวกเรามีโปรแกรมไปเยี่ยมชมหลี่ผีกันในตอนเช้านี้ จริงแล้วตอนแรกก็กะจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน แต่ว่าตกลงไปตกลงมาแล้วไม่มีคนไปดูฉันก็เลยไม่ได้ตื่นมาดูในตอนเช้า ที่ไหนมารู้ตอนเช้าได้มีเพื่อนในทริปแอบตื่นไปถ่ายรูปมาไม่ยอมมาเรียกด้วย



เช้านี้ไม่ได้ไปกินข้าวที่ไหน ก็ใช้บริการร้านอาหารของที่พักนั่นแหละ จำได้เลยฉันสั่ง Pancake ใส่ Chocolate แต่กินไม่หมด เพราะว่าไม่ค่อยอร่อย มันเป็น Pancake กล้วยใส่ Chocolate ที่ไม่อร่อยคือกล้วย รสชาดมันฝาดๆยังงัยก็ไม่รู้สิ

เมื่อคืนนี้นึกว่าจะโชคดีได้นอนคนเดียว แต่ที่ไหนได้ห้องพักเมื่อคืนนี้ นอนพื้นเสียยังดีกว่า เพราะว่าเตียงที่ได้นั้นลาดเอียงทำให้ต้องนอนเป็นเส้นทแยงมุม แถมว่าไฟห้องน้ำยังไม่มีต้องใช้ไฟฉายเวลาจะอาบน้ำ หรือเข้าห้องน้ำ



เมื่อทุกคนกินข้าวแล้ว ก็พร้อมที่จะออกเดินทางวิธีการไปก็ใช้รถจักรยานเหมือนเดิม ขี่จากดอนเด็ดข้ามไปที่ดอนคอน ที่พักของฉันมีแผนที่ให้ดูพอดีเลย ก่อนออกฉันก็เลยมีเวลาได้ศึกษาแผนที่ก่อนที่จะเดินทาง



พวกเราเริ่มต้นปั่นจักรยานมาเรื่อยๆมาหยุดตรงจุดที่เป็นท่าเรือ ตรงนี้มีสะพานที่ฝรั่งเศสยังสร้างไม่เสร็จตอนมายึดประเทศลาว



บริเวณนี้มีให้เลือกปั่นไปดอนคอนอยู่ 2 ทางคือทางเลียบโขงซึ่งไกลกว่า และทางตัดตรงที่ใกล้กว่าแต่ขรุขระ พวกเราเลือกปั่นไปในเส้นทางที่ใกล้กว่าก่อน แล้วขากลับก็จะปั่นกลับมาทางเลียบโขงนี้



ทางนี้แดดค่อนข้างร้านเลย และก็มีสบายเป็นฝุ่น ดีที่ไม่มีรถขนนักท่องเที่ยวมาช่วงที่พวกเราปั่นไป นี่ถ้าเป็นเมื่อวานนี้ละก็ คงมีการกินฝุ่นกันตายแน่ แต่ว่าทางนี้ใช่ว่าจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย บริเวณนี้มีลักษณะเป็นที่โล่ง มีการปลูกข้าว หรือไม่ก็ปลูกพืชผลการเกษตรต่างๆอีกด้วย





ฉันมาค้นพบอย่างหนึ่งว่าคนที่นี่เวลาเค้าไถ่นาเค้าใช้ควายไถ่นากัน ที่นี่มีควายและวัวมาก แต่ไม่เห็นพวกเครื่องจักรยนต์ทุ่นแรงมนุษย์เลย นี่อาจจะเป็นวิธีการทำนาที่ไม่สามารถเห็นได้แล้วในเมืองไทยก็ว่าได้ แต่ว่าฤดูนี้เค้าไม่ทำนากันแล้ว ก็เลยได้เห็นควายเดินไปเดินมาหาอาหารกินไปเรื่อยเปื่อย







ปั่นมาได้สักระยะหนึ่งยังไม่ทันเหนื่อยดี ก็มาถึงสะพานที่จะข้ามไปดอนคอนแล้ว มองจากจุดนี้ไปดอนคอน ดูเหมือนว่าที่ดอนคอนจะเจริญว่าดอนเด็ดอยู่เหมือนกัน แต่ความเจริญนี้กับไม่ได้ดูวุ่นวายเท่าที่ดอนเด็ด







เวลาที่จะไปเที่ยวดอนคอนนี้ต้องเสียเงินค่าเข้าด้วย อันนี้เป็นราคานักท่องเที่ยวมีราคาเขียนอยู่บนป้ายชัดเจนไม่สามารถมามั่วโกงกันได้



เลยจากที่สะพานนี้ประมาณ 50 เมตรเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง เป็นบริเวณที่มีหัวรถจักรเก่าถูกทิ้งไว้ แต่ตอนที่พวกเราปั่นไปนั้น ไม่ได้สังเกตุกันเลย ปั่นเลยไปเฉยๆ มีเพื่อนบางคนเท่านั้นที่สังเกตุเห็นได้แต่ก็ไม่ได้บอกอะไร ทำให้ต้องมาถ่ายรูปที่หัวรถจักรนี้ตอนขากลับ

ที่แรกที่พวกเราเที่ยวกันที่ดอนคอนก็คือวัด วัดอะไรจำไม่ได้แล้วแต่มีเพื่อนในทริปอยากจะเข้าไปไหว้พระก็เลยเข้าไป



หลังจากนี้พวกเราก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆเพื่อมุ่งหน้าสู่หลี่ผี เมื่อมาได้ซักระยะหนึ่งฉันกับเพื่อนอีก 3 คนหยุดถ่ายรูปชาวนากัน แต่เพื่อนอีก 2 คน บอกว่าปั่นช้าของล่วงหน้าไปก่อน จากจุดนี้เองทำให้พวกเค้าทั้ง 2 คนหลงทางไปจากพวกเราที่เหลืออีก 4 คน



เพราะว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่จะถึงหลี่ผีแล้วมีทางแยกไปหลี่ผีทางขวา แต่พวกเค้าไม่ได้เข้าไปกลับปั่นตรงไปเรื่อยๆ อันนี้เองทำให้ฉันเลยต้องออกแรงปั่นหาพวกเค้า หลังจากที่ปั่นไปดูที่หลี่ผีแล้วไม่พบตัว มาเจอพวกเค้าอีกทีก็เกือบจะปั่นไปท้ายเกาะแล้ว



ในความคิดของฉันแล้ว หลี่ผีนี้ดูอลังการมากกว่าคอนพะเพ็งเสียอีก ดูไปดูมาแล้วหลี่ผีกับคอนพะเพ็งนี่มันก็ดูคล้ายกันนะ เลยหลี่ผีไปประมาณ 100 เมตรจะมีชายหาดให้ดูด้วย แต่ก็ไม่ได้สวยงามอะไรมาก มันดูแปลกเท่านั้นแหละว่า ทำไมถึงมีชายหาดตรงนี้ได้ แต่ทีไหนมีชายหาดที่นั้นก็มีฝรั่งเล่นน้ำ อันนี้ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเหมือนกัน



พวกเราเที่ยวแค่นี้ก็เลยหิวข้าวเที่ยงกันแล้ว มาถึงดอนคอนแล้วไม่กินข้าวที่นี่ก็กะไรอยู่ พวกเราก็เลือกร้านริมโขงแถวๆสะพานข้ามจากดอนเด็ด ส่วนใหญ่ร้านแถวนี้ก็จะมีทัวร์มาลง แต่วันนี้พวกเราโชคดีไม่เลยกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆมาเลย แต่ว่าเมื่อปั่นกลับจากหลี่ผีเพื่อจะมากินข้าวเที่ยงนั้น ยังอุตสาห์มีเพื่อนขี่จักรยานหลงทางอีกจนได้

ขากลับนี้จึงได้มีโอกาสถ่ายรูปหัวจักรที่เลยไปตอนขามา



ขากลับแทนที่จะขี่จักรยานย้อนทางเดิมนั้น พวกเราก็ขี่เลียบโขงกัน ปรากฏว่าทางดีกว่าเยอะ ร่มรื่น รู้แบบนี้มาทางนี้ดีกว่า ก็ไม่ได้อ้อมอะไรมากเลย

เมื่อเสร็จสิ้นโปรแกรมของวันนี้แล้ว พวกเราก็ได้ปรึกษาว่าจะเอายังงัยต่อดี เพราะว่าที่เที่ยวที่ต่อไปที่วางโปรแกรมไว้ ต้องไปเริ่มต้นที่ปากเซถึงจะเหมาะ แต่ว่ารถจากนากะสังนั้นหมดไปตั้งแต่ 10 โมงเช้าแล้ว ถ้าจะกลับไปที่ปากเซก็มีวิธีเดียวก็คือเหมารถไปซึ่งราคาก็จะแพงกว่า Local Bus มากกว่าอยู่แล้ว

ข้อสรุปก็คือกลับไปปากเซเลยไม่อยากจะรอจนถึ่งวันพรุ่งนี้ เพราะไม่อยากจะอยู่เฉยๆ ไปติดต่อเหมารถจากที่พักเค้าคิดพวกเรา 6 คน 3000 บาทแหนะ คิดอยู่ตั้งนานก็ตกลง โดยที่เจ้าของที่พักขับเรือพาพวกเราข้ามกลับไปที่นากะสังเองเลย

เมื่อคนขับส่งพวกเราขึ้นรถตู้แล้ว(รถตู้นั้นก็ค่อนข้างดีนะแอร์ดีใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร) ฉันก็ได้มีโอกาสคุยกับคนขับรถตู้ เค้าบอกว่าทางคนขับได้ค่ารถแค่ 1200 บาทเอง เจ้าของที่พักเอากินเปล่าไปตั้ง 1800 บาท ฉันฟังแล้วเจ็บปวด รู้แบบนี้เสี่ยงข้ามฝั่งมา หารถตู้ที่นากะสังดีกว่า เสียรู้ไปเลยเจ็บใจมาก



ที่พักที่ปากเซนี้พวกฉันก็เลือกเอาโรงแรมเดิมตั้งแต่วันแรกนั้นแหละ ถ้าเต็มก็ค่อยไปหาใหม่ คราวนี้พวกเราได้ห้องใหญ่อยู่รวมกันได้ 6 คนเลย แต่มันเป็น 2 ห้องติดกันไม่ได้นอนรวมกันทั้ง 6

เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วก็เตรียมตัวไปหาข้าวเย็นกิน ระหว่างทางผ่านร้านนวดก็เลยเข้าไปถามราคา ปรากฏว่าเค้าเปิดร้านใหม่ก็เลยนวดให้ฟรีๆเลย ตอนแรกก็ว่าจะไม่เอาเหมือนกันแต่ว่าลงความเห็นแล้ว เอาเป็นว่าให้ทิปคนนวดก็แล้วกันจะได้ดูไม่เอาเปรียบคนลาวไปหน่อยมานวดให้ต่างชาติฟรีๆแบบนี้

ความเห็นของฉันนั้นนวดไทยนี้ดีแล้วแหละ นวดลาวนั้นยังดีไม่ค่อยจะสบายเท่าไหร่ หรือว่าเนื่องจากร้านเปิดใหม่คงจะต้องรอให้ฝึกฝีมือไปซักระยะหนึ่งก่อนมั่ง



คืนนี้ก็เหมือนทุกคืน ไม่หลับไม่นอน นั่งเล่นไฟ่กันต่อเนื่อง 555

ส่วนการท่องเที่ยวในวันอื่นๆ


วันแรก:   //www.bloggang.com/mainblog.php?id=radioarms&month=12-12-2008&group=30&gblog=1


วันที่สอง: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=13-12-2008&group=30&gblog=2


วันที่สี่:   //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=17-12-2008&group=30&gblog=4


วันที่ห้า:  //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=20-12-2008&group=30&gblog=5






 

Create Date : 14 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 22:55:18 น.
Counter : 696 Pageviews.  

เที่ยวลาวใต้วันที่สอง: ปากเซ-คอนพะเพ็ง-ดอนเด็ด 06-12-2008



ค่ำคืนที่ผ่านมานั้น อากาศที่ปากเซนี้ไม่ค่อยจะหนาวเท่าไหร่ สามารถที่จะนอนหลับได้สบาย เสียแต่ว่าเมื่อคืนนี้ฉันต้องนอนบนพื้นเพราะว่าห้องที่ได้นั้นพวกเรานอนรวมกัน 3 คน แต่ว่าทางโรงแรมไม่มีเตียงเสริม มีแต่หมอนกับผ้าห่มให้ ฉันก็เลยต้องนอนบนพื้นแทน

เช้านี้พวกเราตื่นกันตอน 6 โมงเพื่อที่จะออกไปกินข้าวเช้าตอน 7 โมง โปรแกรมเที่ยวของวันนี้คือพวกเราจะไปคอนพะเพ็ง และจะไปนอนค้างกันที่ดอนเด็ด ส่วนวิธีการเดินทางก็ไปนั่ง Local Bus (รถ 3 แถว) จากหลัก 8 ไปสุดที่นากะสัง



พวกเรานัดแนะให้คนขับรถ 2 แถวที่เจอกันเมื่อวานนี้มารับตอน 7 โมงเช้าเค้าคิดค่าพาไปกินข้าวที่ตลาดรวมค่าไปส่งที่หลัก 8 นั้น 40 บาทต่อคน จริงๆแล้วถ้าไม่ได้นัดแนะไว้ก่อน ก็สามารถที่จะหารถสองแถวเช่าแถวนั้นไปก็ได้ มีที่หน้าโรงแรมมีหาไม่ยาก

หลังจากที่เก็บของ Check out แล้ว คนขับพาพวกเราไปส่งที่ตลาดดาวเรือง อาหารมื้อเช้านี้ของพวกเราก็เป็นก๋วยเตี๋ยวหรือว่าจะสั่งข้าวต้มก็ได้ ตรงนี้เองที่ฉันได้ความรู้ใหม่ว่า ที่ลาวนี้เค้าเรียกเฝอเป็นชื่อของเส้นก๋วยเตี๋ยว ไม่ใช่ชื่ออาหาร เพราะฉะนั้นเวลาสั่งก๋วยเตี๋ยว ก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใส่เส้นเฝอ แต่ถ้าต้องการเส้นอื่นก็สั่งเส้นใหญ่ หรือหยั่งอื่นแทน



เมื่อไปถึงท่ารถที่หลัก 8 นี้ก็มีคิวรถที่เตรียมจะออกไปนากะสังอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องรอนาน ถ้าไปลงที่นากะสังเพื่อที่จะข้ามต่อไปเที่ยวที่ดอนเด็ดนั้น ทางรถคิดหัวละ 40,000 กีบราคาเท่ากันทุกคนไม่ว่าคนลาวหรือนักท่องเที่ยว แต่โปรแกรมของพวกเรานี้อยากจะไปเที่ยวที่คอนพะเพ็งก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาที่นากะสัง ทางรถคิดค่าเหมาเป็นคนละ 70,000 กีบ พวกเราคิดไปคิดมาก็ตกลงไปตามนั้นต่อราคาไม่ค่อยจะเป็นเสียด้วยสิ







การเดินทางโดย Local Bus เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ฉันชอบ ถึงแม้ว่ามันจะช้าก็ตาม แต่ว่าก็จะได้เห็นชีวิตของคนที่นี่ ในรถถึงแม้ว่าจะนั่งเบียดกันไปบ้าง แต่พวกเราก็ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับคนท้องถิ่น และนั่งท่องเที่ยวคนอื่นๆไปด้วย ซึ่งระหว่างทางไปนี้จะมีจุดที่คนขับรถจะจอดสักพักเพื่อให้แม่ค้าวิ่งรุมเข้ามาขายของให้กับคนเดินทาง ส่วนใหญ่ที่ฉันเห็นคนลาวที่นี่ก็จะอุดหนุนการขายของของเหล่าแม่ค้านี้





ฉันได้มีโอกาสได้ชิมมันแกว ซึ่งที่นี่เรียกว่ามันเผา เรียกกันว่าปอกจากหัวกันสดๆเลย คนลาวที่นี่เห็นนั่งปอกกินระหว่างทางไปด้วย บางจุดก็ขายไก่ย่าง ข้าวเหนียว กล้วยปิ้ง กล้วยทับ อะไรต่างๆนาๆ และแล้วรถก็วิ่งมาถึงกิโลเมตรที่ 140-141 ที่เป็นจุดหมายปลายทางคือนากะสัง รถมาส่งผู้โดยสารคนอื่นก่อนที่ท่ารถ และค่อยไปส่งพวกเราที่คอนพะเพ็งที่ซึ่งอยู่ ณ กม.ที่ 148 เท่านั้นเอง

ที่คอนพะเพ็งพวกเราต้องเสียค่าเข้าด้วยไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ ที่คอนพะเพ็งนี้มีเหล่าบรรดานั่งท่องเที่ยวทั้งหลายทั้งชาวไทย และลาวจำนวนมากที่นี่ โดยเฉพาะชาวไทย ฉันเห็นชาวไทยเยอะมากที่นี่ ต่างจากที่ปากเซเลย แทบจะมองไม่เห็นคนไทยเลย



คอนพะเพ็งวันนี้น้ำไม่เยอะไม่น้อยเกินไป ฉันว่ามันกำลังดีเชียว สามารถที่จะถ่ายรูปจากด้านบน หรือลงไปที่เกาะแก่งด้านล่างได้ ความยิ่งใหญ่ของคอนพะเพ็งนี้สามารถได้ยินเสียงน้ำกระทบก้อนหินได้ดังมาแต่ไกลเลย










เมื่อถ่ายรูปกันได้อิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็กินข้าวกลางวันที่นี่ ที่นี่มีร้านอาหารรองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายร้าน ซึ่งล่วนใหญ่ทางร้านจะมีเตรียมชุดอาหารและจัดโต๊ะไว้สำหรับกรุ๊ปทัวร์อยู่แล้ว ทำให้เวลาพวกเราเลือกร้านต้องคอยมองดูว่าร้านไหนคนไม่ค่อยเยอะ จะได้ไม่เสียเวลารออาหารนาน





ต่อจากคอนพะเพ็งพวกเราก็นั่งรถคันเดิมที่จอดรออยู่ กับไปที่นากะสัง แอบคิดในใจว่าไม่น่าจะคิดเราถึงคนละ 70,000 กีบเลย ใช้เวลาไม่นานเองไกลก็ไม่ไกล



ที่ท่าเรือที่นากะสังนี้พวกเราต้องเสียค่าข้ามไปที่ดอนเด็ดคนละ 15,000 กีบ อันนี้เป็นราคามาตราฐาน แต่ว่าถ้าจะลงเรือไปที่ดอนคอนก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงกว่านี้ สาเหตุที่พวกเราตัดสินใจนอนกันที่ดอนเด็ดนั้นเพราะว่าศึกษามาจากหนังสือเล่มหนึ่งที่แนะนำเอาไว้ เมื่อพวกเราขึ้นเรือที่ดอนเด็ดแล้วก็เลยเดินหาที่พักตามทางที่เขียนบอกไว้ แต่ฉันรู้สึกว่าเส้นทางที่เดินมานี้ ที่พักมันรวมๆกันคล้ายสลัมดีๆนี่เอง ต่างนิดหน่อยก็ตรงไม่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากจนเกินไป แต่แถวที่พวกเรามานี้ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสงบเงียบเท่าไหร่เลย ผิดคาดเล็กน้อย





ที่พักของพวกเรานี้อยู่ห่างจากท่าเรือประมาณ 1 กิโลใช้วิธีเดินหามาเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ที่พักที่น่าสนใจ ที่พักนั้นติดแม่น้ำโขงเลย แต่มีแค่ฉันคนเดียวที่ได้พักห้องริมโขง ส่วนเพื่อนที่เหลือไปพักห้องที่ถัดอยู่ด้านในเข้าไปแต่ทั้งนี้ก็แลกกับความสะอาดและสบายของห้องพัก









ตอนเย็นหลังจากได้ห้องพักแล้ว พวกเราก็เช่าจักรยานกันเพื่อที่จะขี่เที่ยวเล่นหาที่กินข้าวเย็น และก็ไปถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วย









ที่ดอนเด็ดนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ที่พักต่างๆต้องปั่นไฟใช้กันเองส่วนใหญ่ก็จะเริ่มปั่นไฟตอน 6 โมงเย็นไปปิดเอาตอน 10.30 ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะใช้ไฟที่นี่ชาร์ตแบตเตอรี่มือถือ แต่คนที่นี่ก็ใช้ชาร์ตกัน บางร้านมี computer ด้วยทำให้สามารถมั่นใจได้ว่า สามารถใช้ชาร์ตมือถือได้สบายไม่ต้องกังวล

และคืนนี้เหมือนเดิมหลังจากอาบน้ำแต่งตัวแล้ว ทุกคนก็พร้อมมานั่งเล่นไฟ่กันบริเวณแถวที่กินข้าวของที่พักเลย แต่ว่าแสงสว่างออกจะดูแย่ๆไปหน่อยก็เท่านั้นเอง

สำหรับวันอื่นๆ


วันแรก:   //www.bloggang.com/mainblog.php?id=radioarms&month=12-12-2008&group=30&gblog=1


วันที่สาม: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=14-12-2008&group=30&gblog=3


วันที่สี่:   //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=17-12-2008&group=30&gblog=4


วันที่ห้า:  //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=20-12-2008&group=30&gblog=5






 

Create Date : 13 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 22:50:17 น.
Counter : 562 Pageviews.  

เที่ยวลาวใต้วันแรก: กทม-ปากเซ 05-12-2008



เมื่อปีที่แล้วในช่วงวันพ่อนี้ ฉันได้มีโอกาสไปเยือนหลวงพระบางและได้ไปพบกับความประทับใจหลายสิ่งหลายอย่าง อีกทั้งเหล่าผู้คนที่ร่วมเดินทางที่แสนจะน่ารัก บางเหตุการณ์ก็ยังจำได้จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ความทรงจำดังกล่าวนี้ทำให้ฉันมีความตั้งใจที่อยากจะกลับไปเยือนลาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คงจะไม่ย้อนรอยเดิม แต่จะเปลี่ยนไปเป็นที่ลาวใต้แทน

การหาข้อมูลเที่ยวที่ลาวใต้นี้ ฉันรู้สึกว่ามันยากกว่าไปหลวงพระบางเล็กน้อย เนื่องจากว่าถึงแม้จะมีคนไปลาวใต้กันมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วไปกับทัวร์ สำหรับคนที่จะเดินทางไปเองอย่างฉันทำให้ต้องทำการบ้านเยอะหน่อย

ตอนแรกทริปนี้ว่าจะไปคนเดียวเหมือนดั่งที่ไปหลวงพระบาง แต่ไปๆมาๆแล้วได้สมาชิกรวมไปทั้งสิ้น 6 คน จัดโปรแกรมไปเที่ยวลาวใต้จากวันที่ 5 ธค ถึง 9 ธค ออกเดินทางวันที่ 4 กลางคืน กลับมาถึงเช้าวันที่ 10 ธค.

เมื่อถึงวันที่ 4 ซึ่งเป็นวันเดินทาง พวกเรานัดกันขึ้นรถที่หมอชิตในเวลา 3 ทุ่ม ไปโดยรถของ บขส. ตอนแรกก็กะจะไปของ นครชัยแอร์ แต่เต็มเสียก่อนก็เลยต้องไปของ บขส ที่แพงกว่าและเดินทางนานกว่าด้วย วันนี้เป็นวันที่คนออกไปต่างจังหวัดมากทีเดียว ทำให้รถติดมาก ฉันเกือบจะไปหมอชิตไม่ทัน ต้องลงจากรถ taxi ไปต่อมอเตอร์ไซด์กันทีเดียว เริ่มแรกก็เจออุปสรรคเสียแล้วสิ



รถทัวร์มีกำหนดออกตอน 3 ทุ่มแต่ว่าออกจริงๆเกือบ 3 ทุ่มครึ่ง รถติดมากเลยรถค่อยๆเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ กว่าจะวิ่งได้คล่องตัวก็เลยแถวรังสิตไปแล้ว

คณะเราไปถึงที่ขนส่งอุบล 7 โมงกว่าๆไปไม่ทันรถจากอุบล-ปากเซ แต่ก็ดีแล้ว ถ้ามาทันก็ตายพอดีมายังไม่ทันไรเลย ต้องขึ้นรถเดินทางอีกแล้ว เป็นเอาว่าพวกเรารอขึ้นรถอีกรอบตอน 9.30 ตอนนี้ก็มีเวลาให้นั่งพักกินข้าว ล้างหน้าล้างตารอขึ้นรถ เวลาที่จะซื้อตั๋วรถไปปากเซนี้ ทางเจ้าหน้าที่เค้าขอ Passport ไปด้วย ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีแค่ใบผ่านแดนจะสามารถซื้อตั๋วได้หรือเปล่าหน่อ ไม่รู้จริงๆ



รถจากอุบลมุ่งไปสู่ช่องเม็กที่เป็นชายแดน รถมาส่งเราที่จุดนี้ก่อนแล้วไปรอพวกเราหลังจากผ่านแดนไปแล้ว พิธีการตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนกันทุกที แต่อาจจะดู งง กับสถานที่บ้างเพราะคนเยอะและป้ายบอกทางไม่ค่อยจะชัดเจน





เมื่อทุกคนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว รถทัวร์ก็พาเราจากช่องเม็กไปสู่ที่ขนส่งของปากเซ ขนส่งนี้อยู่ที่ หลัก 2 หรือ กม.2 นั้นเอง และแล้วก็เป็นดั่งคาด เมื่อลงจากรถแล้วก็มีพวกนายหน้ามาถามว่าจะไปไหน พวกเราซึ่งไม่มีที่พักอยู่ในหัวเลย ก็ต้องใช้บริการกับคนที่เข้ามาติดต่อให้พาไปหาที่พักให้ แต่ว่าถ้ามาน้อยคนจะถือกระเป๋าเดินหาที่พักแถวๆนั้นก่อนก็ได้พอจะมีอยู่เหมือนกันแต่ไม่รู้ราคานี่สิ

คนขับรถ 2 แถวชื่อว่าก้องพาพวกเราตระเวณหาที่พักกันภายในเมืองหามา 2 ที่แล้วไม่พอใจมาได้ที่ที่ 3 ชื่อว่า “ศาลาจำปา” ที่นี่ห้องค่อนข้างใหญ่ราคาอยู่ในหลักร้อย แต่สภาพก็ธรรมดาพอจะอยู่ได้ ถ้าจะหาที่ที่แพงๆก็พอจะมีเหมือนกัน แต่ประเภท Backpacker แบบฉันนี่ถูกไว้ก่อนก็แล้วกัน



กว่าจะได้ที่พัก กินข้าวอะไรเสร็จก็ผ่านไปบ่ายกว่าๆแล้ว ทำให้โปรแกรมเที่ยวของวันนี้ เป็นการเที่ยวในเมืองแทน สถานที่แรกที่ไปก็คือวัดหลวง วัดนี้อยู่ใกล้กับที่พักมากเดินไปประมาณ 500 เมตรก็ถึงแล้ว ฉันไม่ค่อยจะได้ศึกษาประวัติอะไรของวัดมาก่อน ก็เลยได้แค่ถ่ายรูปเท่านั้น แต่ถ้าจะให้เดาก็คงจะเป็นวัดประจำเมืองของปากเซเค้า ฉันนึกแปลกใจอยู่อย่างว่า คนที่นี่เค้าไม่มาวัดกันในช่วงบ่ายหรือยังงัยไปเที่ยวลาวทีไรไม่เห็นคนลาวเข้าวัดในช่วงบ่ายๆเลย อย่างนี้แหละวัฒนธรรมต่างกัน การดำเนินชีวิตก็ต่างกัน จะให้เหมือนกันก็ไม่มีอะไรน่าค้นหาละสิ









ต่อจากที่นี่ก็เดินเที่ยวต่อไปที่โรงแรมจำปาสักพาเลส อันนี้เป็นวังเก่า สถานที่ดูสวยงามผิดกับโรงแรมที่ฉันพักมากเลย ถึงฉันจะเป็น Backpacker แต่ถ้าให้พักห้องดีๆถูกๆก็เอาเหมือนกันนะ แต่พอดีโรงแรมนี้แพงไปและก็มีนักท่องเที่ยวพักอยู่เยอะเลย ที่ปากเซนี้จริงๆแล้วก็หาโรงแรมไม่ยาก มันอยู่กระจัดกระจายไปทั่วเลย ตอนแรกคิดจะพักโรงแรมชื่อแสงอรุณ แต่ว่าราคาเกิดแพงขึ้นมาจากที่เคยศึกษาข้อมูลมา ก็เลยไม่เอาดีกว่า ฉันเดาว่าที่นี่คงจะมีกรุ๊ปทัวร์คนไทยมาพักเยอะเหมือนกัน เพราะว่าดูดีราคาทัวร์รับได้





เมื่อถ่ายรูปโรงแรมจำปาสักพาเลสแล้วก็เดินไปเที่ยววัดใกล้กันนั้นต่อ วัดนี้ก็ไม่มีคนเหมือนกันมีแต่พวกเรา เหล่านักเดินทางเท่านั้นเอง







เย็นนี้พวกเราเลือกจะกินข้าวกันแถวริมโขงกัน อากาศดีหนาวนิดหน่อย เมื่อมาที่นี่ไม่ชิมเบียร์ลาวก็กะไรอยู่จริงไหม แต่ที่ไหนได้ โดนบังคับให้สั่งเบียร์ไทเกอร์ด้วยสิ เพราะว่าเด็กเชียร์เบียร์ที่นี่คละหยั้นคละยอให้สั่งให้ได้(ทริปนี้มีคนดื่มเบียร์ได้ไม่มาก) สำหรับราคาอาหารของที่นี่แล้วราคาเท่ากับที่เมืองไทยเลยเผลอๆอาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำ บางอย่างที่คิดว่าถูกก็สามารถที่จะแพงได้ ไม่ค่อยจะเห็นอันไหนที่จะถูกกว่าที่เมืองไทยยกเว้นตามข้างทาง

ขนาดเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางแค่ไหนพวกเราก็บ่หยั่น คืนนี้นั่งเล่นไฟ่กันก่อนนอนเพื่อเป็นการปูทางให้หลับสบาย

สำหรับการเดินทางในวันอื่นๆ


วันที่สอง: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=13-12-2008&group=30&gblog=2


วันที่สาม: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=14-12-2008&group=30&gblog=3


วันที่สี่:    //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=17-12-2008&group=30&gblog=4


วันที่ห้า:   //www.bloggang.com/viewblog.php?id=radioarms&date=20-12-2008&group=30&gblog=5






 

Create Date : 12 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 22:44:35 น.
Counter : 522 Pageviews.  


ลานสน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ตราบที่ยังมีความฝัน ตราบนั้นก็ยังเดินหน้าสู้ต่อไป
Custom Search
Friends' blogs
[Add ลานสน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.