บันไดมนุษย์ images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

ตะลุยเนปาล 8,9,10 May : Pokhara-Kathmandu-BKK



May 8, 2008
โปรแกรมของวันนี้ ไม่มีอะไรเลย นอกจากนั่งๆนอนเฉยๆ ที่ Pokhara ตอนแรกก็อยากจะออกไปเที่ยวอยู่หรอก แต่ว่าเมื่อยขามากและรู้สึกว่าจะป่วยนิดหน่อย

เช้านี้ประเดิมอาหารเช้าด้วยขนมปัง ที่รู้สึกว่าเบื่อแล้ว



เมื่อกินข้าวเสร็จก็เดินเล่น เข้าร้านโน้นออกร้านนี้เล่น Net บ้างออกจะดูเบื่อๆด้วยซ้ำ



ที่นี่ยังมีทะเลสาปเพวาที่สวยงาม มีวัดอยู่ตรงกลางด้วย ต้องนั่งเรือพายเข้าไป แต่ฉันไม่ได้ไปเพราะว่าขี้เกียจแล้ว







วันนี้จบลงด้วยการหาอะไรกินแล้วก็นอน นอนแล้วก็ตื่นมากิน เป็นการพักผ่อนจริงๆเลย ไปไหนก็ไม่ได้

May 9, 2008
วันนี้ต้องกลับไปเมือง Kathmandu แล้ว ฉันกลับไป kathmandu ด้วยการนั่งเครื่องบิน Dosmestic ของสายการบิน Yeti airline สาเหตุของการเลือกกลับด้วยเครื่องบิน ที่แม้ว่าจะแพงกว่าการนั่งรถหลายเท่าตัวหรือเกิน ก็เพราะว่าต้องการที่จะลองนั่งเครื่องบินเล็กๆดู นั่งรถบัสหนะ นั่งบ่อยแล้ว

เครื่องจะขึ้นตอนบ่าย 2 โมงของวันนี้แต่ฉันไปถึงตั้งแต่ 11 โมงกว่าๆ เพราะว่าไม่มีอะไรจะทำแล้ว เบื่อที่จะอยู่ใน Guest house แล้ว

ฉันนั่งรถ taxi ไปที่สนามบิน ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่นักประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว เมื่อไปถึงฉันก็ Check in เองกะว่าจะได้นั่งๆนอนที่สนามบินนี้ดีกว่า



เจ้าหน้าที่ของสายการบินเลื่อนตั๋วเครื่องบินให้ฉันเลย ให้ขึ้นเครื่องชอบประมาณเที่ยงนี้เลย เออดีมาก ในระหว่างที่นั่งรอเครื่องนั้น ก็มีเครื่องบินของ UN มาลงด้วยดูเท่ห์มากๆเลย



อีกไม่นานนัก เครื่องบิน Yeti ก็ร่อนลง เครื่องบินเล็กๆแบบนี้นี่มันคล่องตัวดีมากเลย ลงไม่นานก็ขึ้นได้แล้ว ทำความสะอาดนิดหน่อยเอง





ข้างบนเครื่องนั้น Air hostage ตอนแรกเริ่มต้นด้วยการแจกลูกอมกับสำลีอุดหู เอาไว้เพื่อผู้โดยสารรำคาญเสียงดังจากเครื่องยนต์ หลังจากนั้นก็แจกถั่วกับน้ำอัดลม

เครื่องบินใช้เวลาประมาณ 1 ชมก็ถึงแล้ว สนุกดีเวลานั่งเครื่องบินเล็กๆ ยิ่งเวลาตกหลุมอากาศแล้วหวิวๆเลย

เครื่องบินมาลงที่เดียวกันกับสนามบิน International แต่สำหรับ Dosmestic นี้จะไม่มี terminal พอลงเครื่องก็มีรถมารับเอาไปปล่อยไว้ที่รับกระเป๋า เมื่อได้กระเป๋าแล้ว ก็เหมือนเดิมที่แต่ taxi มาถามว่าจะไปไหน ฉันตัดสินใจเข้าพักที่ thamel อีกครั้ง ฉันเลือกใช้ taxi สนามบินครั้งนี้ซึ่งคิดว่าถูกกว่า แต่เอาเข้าแล้วก็ไม่ได้ถูกกว่าเลย แพงอีกต่างหาก ครั้งนี้โดนเรียกเก็บไปตั้ง 400 รูปี แพงโคตร เซ็งเลย

มิหน่ำซ้ำ taxi ที่พยายามที่จะพาไปโรงแรมในเครือที่แพงอีกต่างหาก คืนละ 600 รูปี ทั้งที่คืนแรกที่ฉันพักที่แถวนี้ก็แค่ 450 รูปีเอง ฉันก็เลยไม่ได้พักโรงแรมที่ taxi พาไป เนื่องจากฉันพอจะจำทางได้แล้ว ฉันก็เลยเดินไปโรงแรมที่คืนแรกไปพัก ระหว่างทางที่เดินไปก็มีคนมาร้องเรียก ฉันเดินอย่างเดียวไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ด้วยความที่ว่าอารมณ์เริ่มไม่ค่อยจะดีแล้วด้วย

เมื่อไปถึงที่โรงแรมเดิมนั้น ฉันได้ราคาแค่ 350 รูปีเท่านั้นเอง ฉันจะเบื่ออัยธุรกิจนายหน้าค้ากำไรนี่เหลือเกิน

เมื่อถึง Kathmandu แล้วฉันก็ไม่ได้มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน ก็แค่เดินไปเดินมา อ่านหนังสือ เข้าร้านหนังสือ เพียงเท่านั้น

May 10, 2008
วันนี้จะได้กลับบ้านเสียที อาจจะเป็นการเดินทางที่ไม่ค่อยจะได้เที่ยวเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็พอใจกับการเดินทางบนภูเขาแล้ว ไม่ได้ชอบพวกสถาบัตยกรรมอะไรเท่าไหร่ ยิ่งต้องเสียค่าเดินทาง ค่ากิน เยอะๆแบบนี้นี่ยิ่งต้องประหยัดด้วย ในเมื่อเที่ยวได้แค่นั้นก็แค่นั้น ถ้ามีโอกาสมาใหม่ก็ค่อยว่ากัน

ฉันไปถึงสนามบินตอน 11 โมงด้วยค่าโดยสาร 250 รูปี ทำไมมันถึงได้แตกต่างกันแบบนี้เนี่ย





บนเครื่องบินสายการบินไทยนั้น ฉันได้มีโอกาสได้นั่งติดหน้าต่างทางด้านซ้ายมือ นั้นหมายความว่าเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองในการเห็นยอดเขา Everest ได้ หลังจากเครื่องขึ้นไม่นาน โอกาสก็เป็นของฉัน ถึงแม้ท้องฟ้าวันนี้จะมีเมฆมากเหมือนกัน แต่ว่ายอดเขาที่สูงแบบ Everest นั้นก็ยังปรากฏตัวให้เห็น เป็นที่น่าตื่นเต้นยิ่งนัก เสียดายก็เพียงแต่ไม่ได้เอากล้องติดตัวไปด้วย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้

สำหรับเนปาลฉันประทับใจการ trekking มาก ภูเขานั้นช่างสวยงามยิ่ง แต่สำหรับอย่างอื่นนั้น ไม่ขอพูดถึงแล้วกัน อันนี้แล้วแต่ว่าใครจะมีประสบการณ์เจออะไรกันมาก็สุดแท้แต่....The End




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2551 23:37:38 น.
Counter : 394 Pageviews.  

ตะลุยเนปาล 7 May:Poon hill - Pokhara



เช้านี้รู้สึกตัวตั้งแต่ ตี4ครึ่ง เพราะนักท่องเที่ยวข้างห้องตื่นแล้ว เดินเสียงดังมาก ตื่นเร็วแบบนี้ฉันก็เลยออกไปดูข้างนอกว่ามีฝนตกหรือว่ามีเมฆมากหรือเปล่า ปรากฏว่าโชคดีไม่มีฝนและเมฆเลย เห็นดาวเยอะมาก ทางช้างเผือกก็มี เดียวขึ้นไปที่ Poon hill คงจะได้เห็นวิวแน่นอน

ฉันได้รับแบ่งบันชาร้อนจากทาง Guide ของคนอื่นมาให้ดื่มในตอนเช้าด้วย อ้นนี้ฟรีไม่คิดเงิน นานๆจะเจอของฟรีที

ฉันเริ่มต้นเดินเดี่ยวออกจากที่พักตอน ตี 5 ตอนแรกต้องแต่ตัวหาเครื่องกันหนาวมาใช้ซะเยอะเลย แต่เดินไปเรื่อยๆก็ชักร้อน

ระหว่างทางขึ้น Poon hill ก็เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาขึ้น ประมาณตี 5.30 ฉันก็ไปถึงบริเวณ Poon hill แล้วตอนเวลานั้นนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะเลย แต่ก็เริ่มเห็นวิวสวยๆบ้างแล้ว



รอไปซักพักหนึ่งมีแดดเริ่มส่อง วิวต่างๆที่รอคอยก็เลยปรากฏให้เห็น ผู้คนต่างๆมากมายต่างนำเอากล้องที่ถือติดตัวมา บรรจงเก็บภาพแห่งความประทับใจ ช่างโชคดีมากเลยที่วันนี้อากาศดีตั้งแต่ตอนเช้าไม่จำเป็นต้องรอคอยอยู่ข้างบนนี้นานๆ






มีหอคอยสร้างอยู่บนนี้ด้วย



ร้านขายชา กาแฟร้อนๆ คนอุดหนุนเพียบ


ฉันใช้เวลาอยู่บนนี้นานทีเดียวกว่าจะเดินลงไป จริงๆแล้วพอสายขึ้นมาหน่อยก็เริ่มมีหมอกลงมาปกคลุมภูเขาแล้ว ดูแล้วไม่สวยเท่าตอนเช้ามื้ดเลย

ต่อจากที่ Poon hill นี้โปรแกรมวันนี้ของฉันก็คือเดินลง กลับไปที่ Pokhara เลย แต่เส้นทางที่เดินลงนั้นไม่ใช่เส้นที่เดินขึ้น ปรกติน่าจะใช้เวลา 2 วันสำหรับเดินลงเพื่อไม่ให้ลำบากไป แต่พอดีฉันมีธุระที่ต้องโทรกลับไปเคลียร์เรื่องงาน ก็เลยมีอันต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นเค้าในการเดินทาง

ลงจาก Poon hill แล้วฉันก็ไปเก็บข้าวเก็บของ กินข้าวเช้า ก่อนที่จะออกเดินทางไปที่เมืองเล็กชื่อ Deurali ก่อนไปเจ้าของชี้ให้ไปทางลัด ลัดหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ว่าเดินไปก็กลัวจะหลงทางไปเพราะว่ามีทางแยกอยู่เหมือนกัน แต่เค้าใช้ฉันเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆรู้อยู่แค่นั้น


เส้นทางนี้ค่อนข้างสวยงามมากเลย


และเมื่อเดินไปเรื่อยๆก็พบกับอีกกลุ่มที่มาจากทางหลัก ดีใจมากเลยนึกว่าจะต้องเดินหลงทางไปเรื่อยๆเสียแล้ว ตรงบริเวณที่เป็นจุดพักนั้นมีวิวให้ถ่ายรูปด้วย









หลังจากได้เดินไปชมวิวไปแล้ว บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเป็นเดินอยู่ในหมอกซะอย่างนั้นเลย ก็เลยไม่รู้ว่าวิวรอบๆนั้นสวยแค่ไหน เห็นแต่ดอกไม้ ต้นไม้ เปลี่ยนไปเป็นสีแดง









กว่าจะไปถึง Deurali ก็เล่นเอาเหนื่อยเลย มีทั้งเดินขึ้นและเดินลง รู้แต่ว่าภูมิประเทศก็เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เริ่มเดินแบบอยู่ในป่าแล้ว



แล้วก็มาถึงที่ Deurali ซะที



จากนั้นก็เป็นเมือง Banthanti ที่เมืองนี้ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่เป็นเมืองเล็กๆอีกเหมือนกันใช้เวลาเดินทางไม่นานประมาณ 1 ชั่วโมงก็สามารถมาถึงได้




เมือง Banthanti จริงๆแล้วเมืองนี้ก็น่ารักน่ามานอนพักนะเนี่ย




จากเมือง Banthanti ก็คือเมือง Tadapani หลายคนหยุดพักที่เมืองนี้ ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะหยุดเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถ จุดที่น่าสนใจของเมืองนี้อยู่ที่ Super view ของเทือกเขา Annapura เมืองนี้สามารถเห็นเทือกเขาได้ใกล้ๆมากเลย ไม่ต้อง Zoom อะไรทั้งสิ้น ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าจะขอลองมาพักที่นี่แล้วกัน





หลังจากนี้ก็คือเส้นทาง Down hill แสนโหดคนที่เดินขึ้นทางนี้ก็บ้าพอกัน เมืองต่อไปเป็นเมืองใหญ่เลยมีบ้านเยอะมาก Guest house และ hotel ก้เยอะคือเมือง Ghandruk











ถนนที่เมือง Ghandruk นี้ถูกปูด้วยหินที่เรียบ ทางเดินต่างๆสวยงาม ผู้คนในเมืองนี้ค่อนข้างจะมีรายได้ดีทีเดียวเลย น่าจะดีกว่าที่ kathmandu ด้วยซ้ำ

ฉัน 2 จิต 2 ใจมากเลยว่าจะพักค้างแรมที่นี่ดีไหมเพราะว่าฝนก็ทำท่าจะตกเอาเสียด้วยสิ แต่ความตั้งใจก็เอาชนะ ฉันก็ตัดใจเดินลงต่อพร้อมกับเตรียมใจที่จะเจอฝนเอาไว้ด้วยระหว่างทาง กลัวอย่างเดียว ฟ้าจะผ่าไหมเนี่ย ทางมันโล่งๆแบบนี้

ฝนมาตกพอดีที่เมือง Syauli Bazaar โชคดีมากเลยตอนแวะกินน้ำ ฝนก็เทลงมา ฉันได้แต่นั่งมองฝนว่าทำไมไม่รออีกซักนิดหนึ่ง ก็จะถึงอยู่แล้ว เราของร้านอาหารชวนฉันให้พักด้วย ตอนแรกก็จะพักอยู่แล้ว พอดีไปเห็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 4 คนเดินลุยฝนผ่านไป เห็นแบบนั้นแล้วฉันก็เลยเอาเสื้อกันฝนมาใส่แล้วก็เดินไปด้วยเลย คิดในใจว่าคนญี่ปุ่นทำได้คนไทยก็ทำได้ อย่างน้อยฉันก็ไม่บ้าเดินตากฝนกลับคนเดียวก็แล้วกัน

ฉันมาถึงที่เมือง Birethanti ตอน 6 โมง เมืองนี้เป็นจุดที่รวมนักเดินทางจากหลายๆเส้นทางด้วยกัน ถึงตรงนี้ก็เรียกว่าถึงแล้วก็ได้ เพราะว่าต่อจากนี้ สามารถที่จะเรียกรถ taxi กลับไปที่ Pokhara ได้เลยไม่ต้องเดินไปขึ้นรถที่ Nayapul ก็ได้ ฉันได้รถ taxi ไปในราคา 1,000 รูปีเท่ากับตอนที่มาเลย แต่ว่าลงกันคนละเมือง

Taxi ไปส่งแถวทะเลสาบเฟวา แต่คนขับไม่ได้เป็นนายหน้าให้กับโรงแรมไหนก็เลยไม่ได้พาไปส่งโรงแรมใดๆทั้งสิ้น แต่โชคดีของฉันอยู่ที่ว่าตอนที่ส่งฉันลงไป โรงแรมอันแรกที่เจอนั้นถูกมากแค่ 300 รูปีเอง ต่างจากคืนที่ฉันพักที่ Pokhara 10 USD ได้ฟังราคาฉันก็เอาเลยถูกขนาดนี้

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยมากเลย แถมจะไม่สบายเอาด้วย แต่ก็ภูมิใจในความบ้าของตัวเองเล็กน้อย คืนนี้หลับเป็นตายเลย




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2551 0:34:53 น.
Counter : 541 Pageviews.  

ตะลุยเนปาล 6 May: Ulleri-Banthati-Ghorepani

เช้านี้ตื่นมาด้วยความสดใส เพราะเมื่อคืนนอนเยอะ(อีกแล้ว) อาหารมื้อเช้าของวันนี้ก็คืนข้าวไข่เจียวที่ปราศจากรสชาติใดๆเลย แต่ก็ยังดีกว่าอย่างอื่นแล้วกัน

วันนี้เป็นวันที่ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ค่อยๆเดินค่อยๆไป กว่าจะทำธุระเสร็จแบบช้าๆ ก็เริ่มออกเดินทางตอน 8.30


สัมภาระที่ต้องแบกทุกวัน


เส้นทางของวันนี้เป็น uphill อย่างเดียวมีเดินลงบ้าง ความสูงที่ Ulleri นี้อยู่ที่ 1960 m จุดหมายปลายทางที่ Ghorepani อยู่ที่ 2860 m ฉะนั้นวันนี้เดินขึ้น ขึ้น และขึ้น


เดินขึ้นแบบมีบันได ไม่มีละตายแน่


ในช่วงแรกของการเดินขึ้นนั้น ยังได้ผ่านวิวสวยๆอีกด้วย ด้านหลังฉากถ้าอากาศดีๆจะได้เห็นวิวเทือกเขา Annapura ที่สวยงามอย่างยิ่ง




อยากจะมีบ้านอยู่แบบนี้เหมือนกันนะเนี่ย


เดินเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก อากาศก็ยังดีอยู่ที่มาถึงที่เมือง Banthati





ต่อจากเมืองนี้ ก่อนที่จะไปถึงเมือง Ghorepani นั้นจะต้องผ่านเมืองเล็กๆก่อนที่ชื่อว่า Nangethanti โดยที่เส้นทางเดินนั้นเริ่มจะเปลี่ยนไปแล้ว เริ่มเดินเข้าไปในป่าโปร่งๆ ต้นไม้เริ่มจะสูงขึ้น ช่วงนี้มีการเดินลงบาง แต่ส่วนใหญ่จะขึ้น






บางช่วงก็จะได้เห็นน้ำตก


ตอนเดินอยู่ระหว่างเมืองนี้ ได้เจอคนไทย 2 กลุ่มเดินสวนทางกลับไป กลุ่มแรกมากัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก มีลูกนั่งอยู่บนลา ดูท่าทางขาจะเจ็บ ก็เลยต้องขี่ลาลงไป อีกกลุ่มหนึ่งมากัน 4 คนเป็นเพื่อนๆมาเที่ยวกันเอง


เจอกันอีกแล้ว



เมือง Nangethanti


ต่อจากเมืองนี้ก็อีกไม่ไกลแล้วก็จะถึงจุดหมาย รู้สึกว่าวันนี้เดินน้อยจริงๆด้วยสิ และแล้วฉันก็มาถึงเมือง Ghorepani ก่อนเที่ยงเสียด้วยซ้ำ เมืองนี้ค่อนข้างใหญ่ มีชุมชนที่พักอยู่ 2 ระดับ ล่างกับบน ข้างบนดูแล้วสวยกว่าเยอะ แต่ว่าคนเยอะ ข้างล่างก็กลับกันกับข้างบน ฉันเลือกที่จะพักข้างล่าง เพราะติดใจบรรยากาศแบบคนน้อยๆ ถึงวิวจะสวยอย่างไร ก็ไม่ได้ดูทั้งวันอยู่แล้ว


ที่พักที่ Ghorepani


ฉันเลือกที่พักด้วยตัวเองจากที่นี่ ไม่ได้พึ่งข้อมูลใดๆ ดูอันไหนพอจะ ok วิวพอใช้ได้


วิวจากที่พัก


เมื่อมาถึงเร็วแบบนี้ ฉันก็ไม่ได้มีกิจกรรมอันใดนอกจากอ่านหนังสือที่เอาไปด้วย และเขี่ยน Diary ไปเรื่อยๆ เดินดูวิวบ้าง แต่อากาศช่วงบ่ายนี้มีเมฆมาก อากาศไม่สดใสเลย

เมื่อสักบ่าย 3 อากาศก็คลึ้ม ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ฉันได้แต่นั่งจิบชามองดูฝนตกแบบเบื่อๆ ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีคนคุยด้วย และแล้วฟ้าก็ส่งกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งมาพักที่เดียวกันกับฉัน

พวกพี่เค้าเดินขึ้นมาทีหลัง วันนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่เดียวกัน ก็เลยมาถึงช้าหน่อย เค้ามากับ Guide และลูกหาบ โชคดีจังเลยที่ฉันได้เจอพวกเค้า จะได้มีคนคุยเป็นเพื่อน

จากฝนที่ตกเป็นน้ำ ซักพักก็กลายเป็นลูกเห็บ ตกอย่างเยอะมาก ไม่เคยเห็นแบบนี้เลย









ที่ Guest house หลังนี้เค้าจะมีเตาให้ความอบอุ่นด้วย พวก Guide นำฝืนมาจุดให้ร่างกายอบอุ่นหลังจากได้ถูกฝนมา แถมยังได้ตากเสื้อผ้าที่เปียกชื้นกันด้วย



มื้อค่ำนี้ได้อานิสงค์จากพวกพี่ๆ ให้กินไข่เจียวฝีมือคนไทยทำเอง แถมยังมีพวกมาม่า เครื่องปรุงครบเลย ต้องขอบคุณมากๆด้วยครับ เนี่ยเป็นการเดินทางที่ฉันรู้สึกว่า กินอาหารไม่ค่อยจะได้เลย ทำให้ได้รู้ว่าอาหารไทยนั้นอร่อยสุดๆไปเลย ขนาดใช้วัตถุดิบเดียวกัน แค่ฝีมือคนไทยต่างกัน รสชาติก็ต่างกันลิบลับเลย

ค่ำนี้ก็นอนเร็วเหมือนเคย เพราะพรุ่งนี้มีโปรแกรมเดินทางขึ้นไปที่ Poon hill เริ่มเดินตอนตี 5 และพรุ่งนี้เช้าก็ขอให้ฝนไม่ตก ฟ้าใสด้วยเถอะ




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2551 22:49:38 น.
Counter : 372 Pageviews.  

ตะลุยเนปาล 5 May: Pokhara - Nayapul - Birethani - Ulleri

นี่ก็เป็นเช้าของอีกวันที่ตื่นนอนตอนตี 5 กว่าๆ ตื่นเร็วแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี เดินออกไปหาอะไรกินเป็นอาหารเช้า ก็เจอแต่ร้านขายขนมปังแบบบ้านๆอยู่ร้านหนึ่งเปิดแต่เช้า ขนมปังที่นี่ไม่ค่อยแพงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารอย่างอื่น แต่รสชาติก็สู้ของไทยๆเราไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมเพื่อไปทำ Entry permit ก็คือรูปถ่ายขนาด 2 นิ้วจำนวน 2 รูป พอดีเลยตอนเช้ามีร้านขายของชำที่สามารถถ่ายรูปติดบัตรได้เปิดอยู่ ฉันก็เลยได้รูป 2 นิ้วมา 6 รูป จริงๆรู้มาก่อนว่าจะต้องใช้รูปแต่ลืมเอามาจากเมืองไทย

ทำโน่นทำนี่ นอนไปนอนมา จนเกือบได้เวลาก็จัดการ Check out เรียก taxi ไปที่ immigation office พอไปถึงปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เค้าทำงานกัน 10 โมง ไหงเป็นงั้นละ เวลาราชการมัน 9 โมงไม่ใช่หรือ เมื่อเป็นอย่างนั้นทำให้ต้องรอ ไปอีก 1 ชม ในใจก็คิดว่าแล้วอย่างนี้ฉันจะเริ่ม trekking กี่โมงกันเนี่ย


บริเวณ Immigation office


รอจน 10 โมงก็ได้ทำบัตรเสียที ใช้เวลาทำประมาณ 10 นาทีก็เสร็จแล้วพร้อมจ่ายเงินไป 2000 รูปี ค่อนข้างเยอะทีเดียว

สำหรับสถานที่ ที่ต้องไปเริ่มต้นเดิน trekking นั้นชื่อเมือง Nayapul จาก Pokhara ไป Nayapul นั้นใช้เวลานั่งรถ taxi ประมาณ 1 ช.ม.นิดๆ กับค่า taxi 1000 รูปี ฉันไปถึงที่ Nayapul ตอน 11 โมงนิดหน่อย ไปถึงก็ไม่เห็นนักท่องเที่ยวสักคนเลย คาดว่าคงจะไปกันหมดแล้ว

จากการทำการบ้านมาแล้ว สำหรับวันนี้ฉันคาดหมายว่าจะเดินทางถึงเมือง Ulleri แต่ว่าฉันเริ่มเดินค่อนข้างช้าแล้ว ทำให้ต้องเดินแบบรีบร้อนเลยไม่งั้นไปไม่ถึงแน่


สะพานข้ามแม่น้ำที่เมือง Nayapul


ฉันเริ่มต้นเดินแบบลุยเดียว No guide, no porter, no friend ที่เวลา 11.15
เป้าหมายแรกต่อจากเมือง Nayapul ก็คือ Birethanti


สภาพร้านค้าที่ Nayapul


จาก Nayapul ไป Birethanti นี้เป็นทางราบมีเนินบ้างไปได้สบายๆ มีบางครั้งต้องเดินสวนทางกับฝูงลาขนของด้วย



ประมาณ 15 นาทีก็มาถึงเมือง Birethanti นี้แล้วเมืองนี้เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่เป็นจุดแบ่งแยกไป trekking ไปอีกหลายทางจากตรงนี้ ที่นี่มีจุด Check point เอาไว้ลงรายชื่อคนที่เข้ามา trekking ฉันก็มาลงชื่อด้วยเพื่อเอาไว้ในกรณีที่หายไป จะได้มีคนมาเจอบ้าง





เมืองต่อไปที่จะไปเป็นเมืองเล็กๆชื่อ Matathanti แถวนี้เริ่มจะเป็นภูเขาขึ้นมาบ้างแล้วสิ แต่ก็ไม่เท่าไหร่เดินได้เรื่อยๆ แถวนี้ก็เริ่มเจอนักท่องเที่ยวบ้างแล้ว
คงเป็นพวกเดินไปเรื่อยๆ มีเวลาเยอะ


ร้านค้าที่ Matathanti


สภาพอากาศวันนี้ค่อนข้างมีเมฆมากทำให้ไม่ร้อน เดินได้เรื่อยๆ แต่ก็ได้วิวที่ไม่ค่อยสวยไปด้วย ตอนนี้เลยเที่ยงไปแล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกหิวเลย คิดแต่ว่าอยากจะไปให้ถึงเร็วๆ และก็ยิ่งเดินยิ่งมัน

ต่อจาก Matathanti ก็ต้องไปที่เมือง Sudame



คนเนปาลที่นี่เค้าใช้น้ำประปาภูเขากัน เป็นแบบส่วนกลางใครจะใช้ก็ได้ ดื่มก็ได้ แต่ฉันขอบาย ซื้อเอาดีกว่า





ต่อไปก็เป็นเมือง Hile แต่ละเมืองที่ฉันผ่านมานั้น ฉันใช้เวลาพักไม่นานนัก ส่วนใหญ่ก็พักกินน้ำจากขวดที่ซื้อมา ไม่ได้แวะเข้าไปซื้อพวก coke อะไรพวกนี้ เพื่อความประหยัดด้วยแหละ จริงๆแล้วก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากหรอก แค่หนักเท่านั้นเอง



เมือง Hille นี้อยู่บนที่ราบแถวๆแม่น้ำ เป็นเมืองเล็กๆอีกเช่นเคย





นอกจากฝูงลาที่เดินสวนทางลงไปแล้ว ฉันก็ยังเลยกับฝูงม้าตามทางด้วย อยากจะบอกพวกมันเหมือนกันว่าขอขี่ขึ้นหน่อยได้ไหม ท่าทางจะสนุกถ้าได้ขี่ม้าขึ้นเขา





เมืองต่อไปเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักแรมที่นี่กัน เพราะต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการเดินขึ้นบันไดในวันแรกกว่า 3000 ขั้น เมืองนี้มีชื่อว่า Tikhedhunga





ฉันพบนักท่องเที่ยวหลายคณะที่เริ่มต้นพักผ่อนกันที่นี่ บรรยากาศแถวนี้ค่อนข้างดีที่เดียว แต่สำหรับฉันที่เมืองนี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของวันนี้

จาก Tikhedhunga ไป Ulleri นี้ต้องผ่านบันไดถึงประมาณ 3000 กว่าขั้น ฉันตัดสินใจว่าในขณะที่เวลายังมีอยู่เพราะตอนนี้ก็แค่บ่ายโมงกว่าๆเอง สามารถที่จะขึ้นไปถึง Ulleri ก่อนค่ำอยู่แล้ว เพราะจากที่หาข้อมูลมาจากตรงนี้ไปถึง Ulleri เค้าใช้เวลาประมาณ 2 ช.ม.ก็ถึง

ระยะทางนั้นค่อนข้างไกลที่เดียว เล่นเอาให้เหนื่อยและล้าไปเลย บวกไปกับที่ฉันไม่ได้กินข้าวกลางวันด้วยยิ่งทำให้เหนื่อยเข้าไปใหญ่ แต่ในเมื่อตั้งใจเดินแล้วก็ต้องเดินให้ถึง ไม่ต้องคิดอะไรมากเดินอย่างเดียว


ผ่านน้ำตกระหว่างทางโหด



ที่พักกินน้ำระหว่างทาง


เดิน เดิน เดิน ไปเรื่อยๆ ก็ถึงเสียที เมือง Ulleri ที่พักนั้นฉันไปพัก Guest house ที่ชื่อ "ประทับ" อันนี้ได้ข้อมูลมาก่อนแล้ว





ไปถึงไม่ต้องพูดอะไรมาก สั่ง Coke มากินก่อนเลย เหนื่อยมากเลย หลังจากนั้นก็เข้าที่พักไปอาบน้ำ ห้องพักที่นี่ราคา 100 รูปีเท่านั้นเอง เสร็จแล้วก็มาสั่งอาหารกิน จะเป็นการกินที่ควบกลางวันและเย็นไปเลย

วิวที่ร้านนี้ค่อนข้างดีทีเดียว ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นพักเลย มีแค่ฉันคนเดียวเองวันนี้ ไม่เหงานะ กลับชอบมากๆเลยด้วย เวลาที่ได้นั่งดูวิวภูเขาสวยๆเงียบๆคนเดียวแบบนี้


เทือกเขา Annapura south อยู่เบื้องหลังฉาก


อาหารก็เป็นผัดหมี่ รสชาติพอทน (ไม่ค่อยอร่อย)




วัวยังเดินขึ้นมาได้เลย


อากาศข้างบนนี้ออกไปทางหนาว แต่ก็ยังไม่มาก โชคดีที่วันนี้ฝนไม่ตกด้วย สบายไปเลย วันนี้ฉันค่อนข้างเหนื่อยเลย แต่ว่าพรุ่งนี้ก็จะสบายๆหน่อยเดินสั้นๆ และคืนนี้ก็ได้เห็นดาวสวยๆเยอะเหมือนกันจากที่พักนี่ โชคดีจริงๆเลยที่ได้มาพักตรงนี้ สงบดีด้วย






 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2551 23:58:50 น.
Counter : 602 Pageviews.  

ตะลุยเนปาล 4 May: Kathmandu - Pokhara

ที่เนปาลช่วงนี้สว่างเร็วมาก ตี 5 ก็สว่างแล้ว แถมว่าเมื่อคืนก็นอนเร็วอีกต่างหาก ทำให้ฉันตื่นประมาณ ตี 5 นิดๆเอง ตื่นมาก็หิว แต่ไม่รู้จะไปกินอะไร ร้านค้าต่างๆก็ยังไม่เปิดเลย แต่ก็ไม่เป็นไร จากข้อมูลที่ได้มานั้น รถทัวร์ที่จะนั่งไปวันนี้จะแวะให้กินข้าวเช้าระหว่างทางไปเมือง Pokhara ด้วย

ฉัน Check out แล้วออกจากที่พักตอน 6 โมงกว่าๆ นั่งรถสามล้อไปยังที่จอดรถทัวร์ ฉันตัดสินใจจองรถทัวร์ที่เป็นแบบ tourist bus จากที่ Guest house มาในราคา US10$ ในบัตรโดยสารนั้นจะระบุด้วยว่าให้ขึ้นรถคันไหน เพราะจริงๆแล้วจะมี tourist ของหลายเจ้านั้นเอง

พอไปถึงก็จะมีคนช่วยเอาของขึ้นไปไว้บนหลังคนรถ แล้วมาเก็บเงินตอนหลัง อัยพวกนี้มันแย่จริงๆ ตอนแรกเค้าคิด $5 ฉันบอกแพงไม่ให้ จะให้ 10 รูปี จะเอาไหม ตกลงเค้าก็เอา (ถ้าไม่เอาก็ไปเอาลงมา ไม่ง้อก็ได้เรื่องแบบนี้)



บริเวณที่จอดรถบัสก็มีคนมาขายของ หลายอย่าง จำพวกผลไม้นี้ก็มี แต่ฉันไม่ค่อยจะอยากกินพวกนี้ก็เลย ไม่ได้ซื้ออะไรด้วย

พวกที่ขึ้นนั้นมีระบุเลขที่นั่งด้วย งง เหมือนกันว่าจะมีทำไมทีเรื่องแบบนี้ รถของฉันนั้นก็ไม่ค่อยจะเต็มเท่าไหร่ นั่งกันสบายๆ 7 โมงรถก็เคลื่อนตัวออกจาก kathmandu



รถเคลื่อนตัวออกไปได้ 10 นาทีก็ติดแหงกๆๆๆ ไม่รู้ติดอารายกัน ก็เลยมีเวลาได้มาถ่ายรูปข้างๆทางด้วยเลย


สภาพการค้าขายข้างทาง



ร้านค้ากับสภาพฟุตบาทอันทรุดโทรม



รถ taxi คันน้อยที่ยังใช้น้ำมันอยู่เลย


และแล้วฉันก็ค้นพบว่าทำไมรถถึงติด รถต้องเดินทางผ่านไปที่สี่แยกใหญ่ สี่แยกหนึ่ง ที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร รถจำนวนมากมาจากทั้ง 4 ด้าน มันก็ต้องติดเป็นธรรมดา ขยับกันไปที่ละคัน 2 คัน กว่าจะผ่าน 4 แยกนี้ไปได้ก็ร่วมชั่วโมง แถวนี้ท่าทางรถจะติดมากจริงๆ เพราะว่าข้างๆทางก็มีขายขนม ขายหนังสือพิมพ์เอาไว้ให้คนบนรถได้อ่านด้วย กลายเป็นแหละให้ทำมาหากินไปอีกที่นะเนี่ย


ชายผู้ซึ่งคอยเอาสีแดงมาแต้มให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง


ประมาณ 10.30 รถก็จอดแวะให้กินข้าวเช้ากัน ตรงนี้มีร้านค้าให้บริการหลายร้าน มีรถมาจอดหลายคันเหมือนกัน จากที่ทำการบ้านมาฉันก็สั่งผัดหมี่ใส่ไก่ของกินดู ปรากฏว่าใช้ได้เลย อิ่มไปได้เลยเช้านี้



สภาพอากาศวันนี้มีฝนตก ตกได้ตกดีไปตลอดทางเลย ไม่รู้ว่าที่ Pokhara จะตกหรือเปล่าเนี่ย ตอนแรกคิดว่าจะได้ดูวิวดีๆ แต่ฝนตกแบบนี้ทำได้แค่นอนอย่างเดียว

และประมาณ 12.30 รถก็จอดให้กินข้างเที่ยงอีก เป็นอาหารแบบ buffet ราคาแพงที่เดียว ตอนแรกไม่รู้ราคา กินเข้าไปแล้วก็ oh no 100 กว่าบาทเลย


ร้านขายอาหารกลางวัน



ขนมประจำชาติที่รสชาติเปรี้ยวอย่างเดียวเลย


ในระหว่างที่รอขึ้นรถนั้น ได้ไปเห็นการโดยสารของผู้คนชาวเนปาลเข้า ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจดี



การเดินทางจาก kathmandu มาถึง Pokhara ด้วยรถโดยสารนั้นใช้เวลาไปประมาณ 7 ชั่วโมงด้วยระยะทางซึ่งไม่น่าจะไกลนัก เมื่อไปถึงที่ท่ารถ ก็จะมีคนมาต้อนรับเป็นพวกรถ taxi พร้อมกับเหมือนเดิมนายหน้าทั้งหลายแหล่ แต่พอดีฉันได้ตัดความรำคาญจองโรงแรมมาก่อนแล้วจากที่ kathmandu (จริงๆก็ไม่อยากจะจองหรอกแต่ว่าถึงมาที่นี่ก็โดนอยู่ดี)

taxi พาฉันกับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอีก 2 คนไปที่โรงแรมเดียวกันที่อยู่บริเวณทะเลสาบเฟวา เมื่อไปถึงที่โรงแรม ยังไม่ทันจะทำอะไรเลย คนของโรงแรมก็พยายามจะมาขายทัวร์ trekking กับฉัน ฉันบอกไปว่าไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้นจะไปด้วยตัวคนเดียว No guide, no porter เมื่อไม่ได้ลูกค้าจากฉันก็พยายามว่าจะหา taxi ให้ฉันบอกว่า ฉันหาเองได้เดินไปพ้นที่พักก็เจอแล้ว ไม่ต้อง เมื่อไม่ได้เงินจากฉันพวกนั้นก็เลยบอกว่าโรงแรมนี้เต็มแล้ว ให้ไปอยู่ที่โรงแรมใกล้เคียงแล้วกัน ราคาเท่ากัน ดูวิธีขี้โกงของคนพวกนี้สิ แย่มากๆเลย

ตกลงฉันก็เลยได้มานอนโรงแรมอันใหม่ที่ไม่ได้จองมา นี่ขนาดจ่ายเงินไปแล้วจะเรียกว่าจองได้งัยเนี่ย


โรงแรมที่ Pokhara


หลังจากที่ได้ที่พักแล้ว ก็ไปเดินทางในเมืองแถวๆทะเลสาบ ถนนที่นี่ดีกว่าที่ kathmandu เยอะ คนก็น้อยกว่า สงบกว่า แถมวิวก็สวยกว่าด้วย มีทั้งทะเลสาบและขุนเขาอันสวยงาม



ร้านค้าแถวนี้ก็เหมือนๆกับที่ kathmandu มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ขายอุปกรณ์ camping trekking ร้าน internet ซ้ำกันไปซ้ำกันมา จริงๆแล้วเดินซักพักที่เบื่อแล้ว

แต่แล้วสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิดขึ้น ฉันลืมไปทำ Entry permit ซึ่งมันคล้ายๆกับเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าไปใช้อุทยานแห่งชาติของเค้า มารู้ตัวว่าไม่ได้ทำก็เย็นเสียแล้ว ต้องไปทำพรุ่งนี้ตอน 9 โมงเช้า โอ้เสียเวลาโดยใช่เหตุจริงๆเลย แทนที่จะได้เริ่มต้น Trekking แต่เช้า ต้องรอให้สายอีกแหนะ

คืนนี้ไฟฟ้าในโรงแรมโดนตัดอีกแล้ว แต่คราวนี้อาบน้ำเสร็จไปก่อนแล้ว ไม่ต้องมาลำบากจุดเทียนเหมือนเมื่อคืน





 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2551 22:22:50 น.
Counter : 689 Pageviews.  

1  2  

ลานสน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ตราบที่ยังมีความฝัน ตราบนั้นก็ยังเดินหน้าสู้ต่อไป
Custom Search
Friends' blogs
[Add ลานสน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.