บันไดมนุษย์ images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

ทริปหลวงพระบาง 9ธค 07 วันสุดท้ายที่หลวงพระบาง



วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับทริปนี้แล้ว ฉันเริ่มต้นวันด้วยการออกไปใส่บาตรตอนเช้า อยู่มาตั้ง 2 วันแล้วเพิ่งจะมาใส่วันสุดท้าย ส่วนข้าวเหนียวก็ไปขอพี่ที่รู้จักกันอีกด้วย ตลกดี

ทุกเช้าฉันก็จะใช้ชีวิตเหมือนๆเดิมก็คือไปนั่งกินข้าวเช้าที่ร้านปะชานิยม กับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ วันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งเจอกันเมื่อเช้านี้



วันนี้ฉันกลับกรุงเทพ ด้วยเครื่อง bangkok air รอบ 16.00 และก็มีน้องอีก 2 คนที่เจอกันเมื่อวานกลับรอบเดียวกันด้วย ทำให้ช่วงเช้านี้ฉันก็ยังมี program ทำโน่นทำนี่อยู่

ฉันก็เลยเดินขึ้นไปเที่ยวที่วัดพระธาตุพูสีอีกรอบ ไปนั่งสมาธิอยู่เงียบๆสักพัก แต่ก็ได้นึดหน่อยจริงๆ เพราะเริ่มมีกลุ่มคนไทยเที่ยวข้างบนนั้นอีกหลายเลย

หลังจากนั้นก็เดินถ่ายรูป ไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมายอะไรมากมาย


Guest house



บริเวณที่พัก



ร้าน Joma




















ฉันมาหยุดเดินถ่ายรูปตอนเกือบเที่ยง เนื่องจากอยู่ๆตาข้างซ้ายก็รู้สึกเจ็บๆ ตาแดงขึ้นมาเฉยๆ สงสัยว่าจะไปโดนอะไรมา หรือมีอะไรสกปรกเข้าตา ทำให้สภาพฉันหลังจากนี้เริ่มไม่สนุกแล้ว ทั้งคันตา น้ำตาไหล มีขี้ตาเยอะอยู่ตลอดเลย

ดีนะที่ฉันนั่งเครื่องบินกลับ ไม่งั้นจะก็ต้องหายาหยอดตาที่หลวงพระบางนี้แน่เลย และก็โชคดีอีกอย่าง น้อง 2 คนที่กลับพร้อมฉันนั้นพวกเค้าจบเภสัชพอดีเลย ฉันก็เลยได้น้องๆช่วยดูแล(ต้องขอบคุณจากใจจริงๆนะ)



ทริปนี้จบลงด้วยความประทับใจหลายอย่าง ฉันได้พบผู้คนมากมาย ได้พบมิตรภาพใหม่ๆระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ฉันเพิ่งจะเข้าใจว่าการเดินทางคนเดียวไม่จำเป็นว่าต้องอยู่คนเดียว ไม่จำเป็นต้องเหงาหรือทำตัวโดดเดี่ยวเดียวดายเสมอไป

ต้องขอบคุณเพื่อนๆ น้องๆที่ให้ฉันติดสอยห้อยตามไปด้วย และที่สำคัญฉันได้เปิดโลกทรรศน์ใหม่ๆสำหรับการเดินทางอี่กครั้งหนึ่งแล้ว





 

Create Date : 19 ธันวาคม 2550    
Last Update : 24 ธันวาคม 2550 22:52:45 น.
Counter : 251 Pageviews.  

ทริปหลวงพระบาง 8ธค07 หลวงพระบาง-น้ำตกกวางซี



เมื่อคืนนี้ฉันนอนคิดว่าทำอย่างไรดีถึงจะได้ไปน้ำตกกวางซี ที่เป็น 1 ในที่ที่ต้องไปของหลวงพระบาง(ตามข้อมูลที่ได้มา) แต่ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพื่อนๆกลุ่มที่ฉันติดสอยห้อยตามไปด้วยนั้น พวกเค้าไปกันมาแล้วทั้ง 2 กลุ่มเลย เมื่อวานมีความผิดพลาดเล็กน้อยในการสื่อสารของฉันกับเพื่อนๆ ซึ่งก่อนจะหลับไปฉันก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ถ้าไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไรนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่หลวงพระบางนี่ก็ได้ ถ้าจะให้เสียเงินเยอะๆไปคนเดียวไม่เอาดีกว่า

เช้านี้ฉันตั้งใจอย่างมากเลยที่จะมาถ่ายรูปการตักบาตรข้าวเหนียวให้ได้ ฉันตื่นตั้งแต่ 5.45 ออกจากที่พักแบบไม่อาบน้ำตอน 6 โมง ที่พักที่ฉันอยู่ในใกล้มากๆ กับที่เค้าใส่บาตรกัน แถวนี้นักท่องเที่ยวเยอะทำให้มีพระออกมาเดินรับบาตรกันมาก


ผู้คนนั่งรอใส่บาตรกันแต่เช้าตรู่



ผู้คนต่างเฝ้ารอการมาของพระสงฆ์


ข้าวเหนี่ยวที่จะใส่บาตรนั้น สามารถที่จะหาซื้อแถวนั้นเลย มีแม่เค้ามารอขายตั้งแต่เช้า ธุรกิจขายของที่จะใส่บาตรก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วยแล้วสิ



ประมาณ 6 โมงนิดๆ พระท่านก็เดินเรียงแถวเรียบร้อยมากมารับบาตรกัน ผู้คนที่ต่างเฝ้ารอก็เตรียมการจกข้าวเหนียวกัน บางคนก็อธิฐานขอพรก่อน การตักบาตรข้าวเหนียวนี้คงต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพทีเดียวในการหยิบข้าวเหนียว พระท่านไม่รอเลยว่าใครจะหยิบทันไม่ทัน ท่านก็เดินของท่านไปเรื่อยๆ

แต่เช้านี้ฉันไม่ได้ร่วมตักบาตรด้วย เพราะว่าอยากจะถ่ายรูปอย่างเดียว และเช้านี้ดวงฉันก็ไปประสบพบเจอกับเพื่อนที่ไปเที่ยวเธคดาวฟ้าเมื่อคืนนี้ เราเจอกันโดยที่ไม่ได้นัดหมายเอาไว้ เมื่อคืนเค้าบอกว่าเค้าจะรอตักบาตรแถวที่พักเค้า ไหงมาแถวนี้ได้ก็ไม่รู้


บรรยากาศยามเช้าที่เต็มไปด้วยหมอก


เมื่อเจอเพื่อนก็ทำให้เช้านี้ฉันก็ได้เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารที่ร้านเดิม ก็คือร้านปะชานิยม อาหารที่สั่งก็ยังเป็นเมื่อเดิม เพราะไม่รู้ว่าจะกินอะไรแล้ว



ในระหว่างที่เจอเพื่อนกลุ่มนี้ ฉันก็จะเปลยๆออกไปบ่อยว่า ไม่รู้จะหาใครไปน้ำตกกวางซีด้วย พวกเค้าก็ไปแล้วซะด้วยสิ ฉันก็คิดดังๆอยู่เหมือนกันว่า ที่ร้านปะชานิยมนี่แหละ เป็นที่ที่น่าจะได้เจอคนไทยที่ฉันพอจะพึงพาไปเที่ยวด้วยได้ แต่จะทำงัยดีละ ถึงจะไปรู้จักถามเค้าได้ หรือยังให้ยืนถาม ตรงๆเลยว่า "มีใครจะไปน้ำตกกวางซีวันนี้บ้างไหม ของฉานนนไปด้วยซิ"

และแล้วฟ้าที่ประทานพรให้ฉันจนได้ มีพี่ที่อยู่ในกลุ่มนั้นคนหนึ่งไปรู้จักกับสาวน้อย 2 คนที่กำลังเดินมากินข้าวเช้าพอดี พวกเราทั้งหมดก็เลยได้นั่งร่วมโต๊ะกัน และด้วยความที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ฉันก็เลยถามน้อง 2 คนนี้ว่าไปน้ำตกกวางซีหรือยัง พวกเธอบอกว่า "จะไปวันนี้ตอนบ่าย" โอ๋พระเจ้าจอร์ทมาแล้ว ฉันก็เลยขอที่จะไปด้วยอย่างไม่ลังเลเลย (ในใจก็คิดเหมือนกันว่าเค้าจะให้ไปด้วยหรือ รู้จักนั้นก็ไม่)

แต่น้อง 2 คนนั้นก็ให้ฉันไปด้วยนะ และก็จะมีน้องผู้หญิงอีก 3 คนไปด้วย สำหรับฉันยังไงก็ได้ขอไปด้วยแล้วกัน (แต่เอ๋นี่ฉันจะเป็นผู้ชาย 1 เดียวเองหรือ) แล้วซักพัก 1 ในน้อง 2 คนนั้นก็จำฉันขึ้นมาได้ว่า พวกเราเคยเจอกันแล้วที่วังเวียงตอนฉันขี่จักรยาน และพวกเธอกำลังขี่มอเตอร์ไปเที่ยวถ้ำสวนกันกับฉัน อืมมม พอนึกได้แบบนี้ค่อยยังช่วยหน่อยจะได้ดูเหมือนจะคุ้นเคยขึ้นมาบ้าง



พวกเรามีนัดกันตอน 13.00น แถวๆสี่แยกพูสี ส่วนเช้านี้ฉันก็จะไปกับกลุ่มที่กินข้าวด้วยกัน โดยที่พวกเราจะไปเที่ยววัดเชียงแมนกัน

วิธีที่จะเป็นพวกเราก็ต้องนั่งเรือข้ามฟาก ข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำโขง เมื่อกินข้าวเสร็จ พวกสาวๆในกลุ่มก็ได้ดำเนินการต่อรองราคาค่าเรือ ฉันละชอบจริงๆเวลาที่พวกเธอต่อราคา ได้ราคาดีทุกครั้งเลย (ชมจากใจจริงนะ)


เรือโดยสารข้ามฟาก



เรือหลังคาเตี้ย


ช่วงที่ฉันนั่งเรือไป ฉันก็บ่นไปเรื่อยๆว่า นี่เค้าเก็บค่าเรือโหดไปเรือปล่าว มันก็น่าจะเหมือนนั่งรอข้ามฟากจากศิริราชไปธรรมศาสตร์ จริงๆแล้ว 3 บาทก็พอ เอาเข้าจริงก็นั่งไปไกลเหมือนกัน ยกผลประโยชน์ให้ฉานคิดผิดไปเอง



เมื่อมาถึงอีกฝั่ง ก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปเที่ยว ที่นี่มีอยู่ 2 วัดกับอีก 1 ถ้ำ วัดแรกที่ไปจำชื่อไม่ได้แล้ว (ฉานไม่เคยจำอะไรได้เลยเกี่ยวกับชื่อ)



ช่วงที่เดินเที่ยววัดนี้ ก็มีเด็กๆหลายคนมาขายดอกไม้และของที่ระลึกต่างๆ แต่พวกเราก็ไม่ได้อุดหนุนพวกเค้านะ ได้แต่คุยกับพวกเค้าอย่างเดียว แต่พวกเค้าก็ไม่ได้มาทำความรำคราญอะไรให้กับพวกเราเลยนะ











วัดแห่งนี้เป็นวัดที่โดนเผาสมัยไหนก็ไม่รู้ แต่ด้วยความเก่าของวัดมีอะไรสวยงามที่ซ่อนอยู่เหมือนกันนะ เสร็จจากที่นี่พวกเราก็เดินไปที่วัดเชียงแมนต่อ

ในระหว่างที่เดินไปวัดเชียงแมนนั้น มีคนในกลุ่มถามเด็กน้อยว่าเธอเรียนหนังสืออยู่ที่ไหน เธอบอกว่าที่อีกฟาก แต่ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้วเรียนได้แค่ ป.3 เพราะว่าไม่มีเงินเรียนหนังสือ และเมื่อถูกว่าว่าค่าเทอมเท่าไหร่ เด็กน้อยก็บอกว่า 300 บาทต่อปี

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ฉันกับน้องในกลุ่มอีกคนถึงกับอึ้งพูดไม่ออกเลย และก็ไม่สามารถที่จะอธิบายอะไรได้นักถึงความรู้สึกนี่ เงินเพียง 300 บาทสำหรับการศึกษาของพวกเธอมันช่างหามาได้ยากนักจริงๆ









ที่วัดนี้ดูสวยกว่าวัดแรกมาก เนื่องจากมีคนดูแล้วจะก็ไม่ได้ถูกเผาด้วย และที่วัดก็มีเด็กคนหนึ่งมาพานำไปเที่ยวถ้ำ โดยที่ไม่คิดค่านำเที่ยว ที่ถ้ำวัดเชียงแมนนี้พวกเราต้องมีไฟฉายเข้าไปด้วย เพราะว่าทั้งร้อนและมืด ตอนนี้ก็ยังแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงร้อน ภายในถ้ำนั้นไกด์เด็กก็พาเดินอย่างคล่องแคล่ว ชี้โน่นแนะนำนี่ได้อย่างไม่เขอะเขิน



พวกเราให้ค่าตอบแทนไกด์ตัวน้อยบางเป็นค่าเหนื่อย ดูแล้วเค้าก็ดีใจตามประสาเด็กที่หาเงินได้เอง (ตอนพี่ตัวเท่านาย พี่ยังงอมืองอเท้าขอเงินพ่อแม่อยู่เลย)

เราใช้เวลาแถวนี้ประมาณ 1ชมครึ่งก็กลับไปที่ฝั่งโน่น และคราวนี้ฉันก็ต้องแยกย้ายกับเพื่อนกลุ่มนี้อีกที ฉันมีนัดตอนบ่าย และพวกเค้าก็มีที่จะไปของเค้าเหมือนกัน และแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยหลังจากนั้น

ฉันใช้เวลาเดินเล่นคนเดียวสักพัก หาข้าวเที่ยงกินก่อนที่จะไปที่นัดหมายกัน และฉันก็ไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลานิดหนึ่งเพื่อที่จะไปทำความคุ้นเคยกับเพื่อนๆใหม่ก่อน ไปช้าเดี่ยวเค้าจะไม่รอด้วย

ที่จุดนัดนั้น เหมือนเป็นการรวมกลุ่มกันเที่ยวของแต่ละก๊กเลย ทั้งหมดที่ไปน้ำตกกวางซีนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 8 คน โดยเหมารถตู้ไป น้องๆเค้าเป็นคนจัดหาให้ ต่อราคาให้เสร็จสรรพ ฉานผู้ชายแท้ๆนั่งเฉย.......


ทั้ง 8 คนมีสาวๆอยู่ 5 คน และมีพี่ผู้ชายรุ่นคุณลุงอีก 2 คนและก็ฉัน ตอนที่นั่งรถไปน้ำตกนั้น พี่ผู้ชายเค้าได้โชว์สรรพคุณยาไทยขนานแท้ทำเอง ซึ่งเป็นยาแก้เมารถ โดยที่เค้าโฆษณาว่าแก้เมารถได้ดีทีเดียว พวกเรานั้นก็เอามาลองดูกันซักตั้ง จริงๆก็ยังไม่มีใครเมาหรอกนะ ก็แค่อยากจะลองดูเท่านั้น



บริเวณที่น้ำตกกวางซีนี้ คล้ายกับน้ำตกแถวบ้านเราเลย ตรงที่จอดรถมีร้านค้าขายของเพียบ แรกๆคิดว่ามีที่บ้านเราที่เดียว

น้ำตกนี้คงจะเป็นที่เที่ยวที่ขึ้นชื่อจริงๆ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมความงามมากมายมหาศาล เยอะมากๆ







ตรงที่น้ำตกสามารถที่จะเดินขึ้นไปได้ แต่พวกเราขึ้นไปแค่ตรงกลางของน้ำตกเท่านั้น สาวๆที่ไปด้วยเริ่มท้อแท้กับการเดินซะแล้ว

หลังจากไปผจญภัยกันเล็กน้อยแล้ว พวกเราก็เดินลงมาตามทางน้ำถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็พบที่เล่นน้ำ และมีที่โหนเชือกโดนน้ำด้วย



ฉันว่าชาติที่แล้ว ฉันต้องเป็นลิงมาก่อนแน่เลย ฉันก็ไปร่วมแจมการกระโดดน้ำเล่นด้วยกับพวกฝรั่ง แต่ที่ไหนได้โดยได้แค่ครั้งเดียวก็โดนเชือกบาดตัวเป็นแผล หายซ่าไปเลย เศร้าจริงงานนี้

พวกเราทั้งหมดเที่ยวน้ำตกจนถึง 16.30น ก็กลับกัน รถตู้ที่เราเช่านั้น ตกลงกันว่าจะเช่าถึง 18.00น (สุดยอดแห่งการต่อรองเลย) ฉะนั้นพวกเราก็เลยให้รถตู้พาไปเที่ยววัดภายในตัวเมืองหลวงพระบางอีก ส่วนใหญ่ก็เป็นวัดไกลไม่สามารถเดินจากที่พักได้







และที่พลาดไม่ได้ก็คือการถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดิน คราวนี้ฉันก็เศร้าอีกไปไม่ทันอีกแล้ว เมื่อวานก็รอบหนึ่งแล้ว (พระอาทิตย์ช่วงนั้นตกดินตอน 17.20น)









ที่สำคัญไม่น่าเชื่อเลย ตอนแรกพวกเราก็เหนื่อยและหิวกันแล้ว คนขับก็ยังจะพาไปเที่ยวอีกสุดยอดเลย ฉานนนหิวแล้วนะ





ข้าวเย็นมื้อนี้เป็นการรวมกลุ่มกินส้มตำขนานใหญ่เลย ฉันซึ่งกินส้มตำแบบ หน่อมแน้มที่สุด ก็หลงติดไปกับพวกเค้าด้วย สาวๆหน้าตาหมวยๆทั้งนั้น แต่กลับกินส้มตำเผ็ดๆได้อย่างหน้าตาเฉย ส้มตำฉันนี่ถูกสั่งแยกออกมาเลย ไม่มีคนกินด้วยเพราะว่าเป็นแบบไม่เผ็ด ไม่ปลาร้า ไม่ผงชูรส เพราะฉะนั้นไม่อร่อย เศร้า

คืนนี้โปรแกรมก็ยังไม่หยุดยั่งเพียงเท่านี้ ไม่ว่าจะเหนื่อยเท่าไรก็ตามเถอะ พวกเรานัดกันอีกทีตอน 20.30 เพื่อจะไปเธครำวงชื่อ "วงสวา" แต่ก่อนนั้นฉันก็เดินหาซื้อของฝากให้ตัวเองด้วย คืนสุดท้ายแล้วยังไม่ได้ซื้ออะไรเลย

มีพวกน้อง 3 คนคอยช่วยเหลือฉันในการหาซื้อเสื้อในครั้งนี้ พวกเธอนั้นช่วยต่อราคา หาร้านซะจนฉันละเกรงใจเลย ปกติฉานนก็เลือกๆแบบไม่คิดอะไรเท่าไหร่ แถมราคายังแพงกว่าคนอื่นอีก

เมื่อ 20.30 มาถึงพวกเราเหลือแค่ 5 คนเท่านั้นที่ไปเธคกันน้องๆ 3 คนเค้าเหนื่อยไม่ไปด้วย พวกเราไปถึงเธคก่อนเวลานิดหนึ่ง ช่วงที่รอนั้นเค้าก็มีคาราโอเกะให้ร้อง น้องคนหนึ่งนั้นก็โชว์ความสามารถของสาวไทยให้ประจักษ์แก่ชาวลาว ด้วยการโชว์พลังเสียงของเธอแก่สาธารณะชน (นับถือๆ)

นับว่าคุ้มค่ามากที่ได้มาที่เธคนี้ ฉันได้เห็นวัฒนธรรมการเต้นที่หาดูไม่ได้แล้วที่นี่เอง ไม่รู้พวกเค้าไปหัดเต้นที่ไหน ถึงได้สามารถเต้นได้เหมือนกันทุกคน เสียดายไม่มีอะไรอัดไว้จะได้เอามาฝึกเต้น ยอมรับว่าตื่นเต้นมากที่เดียว

คืนนี้เหนื่อยมากกับการเที่ยว และพรุ่งนี้ก็ต้องกลับกรุงเทพแล้วสิ น่าเสียดายจังเลยอยากจะเที่ยวต่ออีก




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2550    
Last Update : 19 ธันวาคม 2550 8:46:48 น.
Counter : 385 Pageviews.  

ทริปหลวงพระบาง 7ธค07 หลวงพระบาง-น้ำตกตาดแส้



หกโมงครึ่งนาฬิกา จากโทรศัพท์มือถือที่ตั้งไว้ก็ดังขึ้น ฉันต้องหาเหตุผลสักพักที่จะลุกออกจากเตียงนอน เช้านี้เป็นอีกเช้าที่ฉันไม่ได้อาบน้ำ อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นในตอนเช้าและด้วยความขี้เกียจด้วย ก็เลยละทิ้งการอาบน้ำเอาไว้เหลือวันละรอบ

ฉันตั้งใจที่จะดูการตักบาตรข้าวเหนียวอันเลืองลือว่าจะเป็นแบบไหน แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะตักบาตรกันที่ไหน ยังไงก็คงจะเหมือนกันทุกที่ ก็คือนั่งตักกันทุกที่หน้าบ้านนะแหละ



แต่รู้สึกว่าเช้านี้ฉันจะออกช้าซักหน่อย เพราะเห็นขบวนพระเรียงแถวรับบาตรกัน แต่หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายไม่ทัน ถ่ายได้แต่ข้างหลังท่านเท่านั้น

ฉันหันมองซ้าย มองขวาดูแล้ว ก็พอจะเห็นคนมาคอยตักบาตรกัน แต่ไม่ค่อยจะมากนัก ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนที่ดีกว่า ฉันก็เลยเดินไปแถวสี่แยกพูสี เห็นนักท่องเที่ยวมารอตักบาตรกันเยอะมาก ฉันคิดในใจว่าเจอแล้วที่นี่เอง ที่ฉันเห็นจาก postcard หรือรูปถ่ายจากที่ต่างๆ ฉากหลังเป็นโรงแรมพูสีดูเก่าๆหน่อย มาแถวนี้ค่อยได้อารมณ์หน่อย



ที่ตรงนี้ฉันมีโอกาสได้พบกับเพื่อนสมัยที่เรียนมัธยมด้วยกัน นายคนนี้เค้าก็มากับเพื่อนของเค้า เมื่อเห็นคนรู้จักก็เลยเข้าทางฉันเลย เช้านี้ฉันก็เลยได้เพื่อนไปกินข้าวเช้าด้วย



ก่อนที่พวกเราเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่จะไปกินข้าวเช้ากันที่ร้านปะชานิยม พวกเราก็ได้แวะดูสภาพตลาดเช้ากันสักครู่







แถวๆตลาดเช้ามีวัดอยู่ที่หนึ่ง (ไม่ได้จำชื่อ) พวกเราจึงเข้าไปถ่ายรูปกัน แต่ภายในโบสถ์นั้นปิด อาจจะเป็นเพราะว่ายังเช้าอยู่ด้วยกระมั่ง พวกเราจึงได้ถ่ายรูปแค่ข้างนอกกัน อีกทั้งความหิวโหยเริ่มเข้ามา ทำให้อารมณ์อยากจะเดินตลาดเช้านั้น ต้องเปลี่ยนมาเป็นรีบไปหาอะไรลงท้องดีกว่า



ที่ร้านกาแฟนี้ ฉันพบว่าเป็นแหล่งที่รวมคนไทยเลย มีประชาชนชาวไทยไปกินข้าวเช้าที่ร้านนี้มากมาย มีกาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋ แล้วข้างๆร้านยังมีเฝ๋อ และพวกขนมปังฝรั่งเศสกินข้าว บริเวณแถวนี้ฉันคิดว่าเป็นแหล่งอาหารที่เหมาะมาก ราคาก็ไม่แพงด้วย

ในระหว่างที่กินนั้น ฉันก็ปรึกษาเพื่อนว่า จะย้ายที่พัก เพราะที่นอนเมื่อคืนดูแล้วไม่สมราคาเท่าไหร่ อยากจะมาอยู่แถวๆที่พวกเค้าพัก ดูดีกว่าเยอะมาก ราคาก็ใกล้เคียงกัน เมื่อทานข้าวเช้าแล้วฉันก็เลยตามพวกเพื่อนไปยังที่พักเค้า ดูว่าจะมีห้องว่างไหม ปรากฏว่ามีด้วย ราคาอยู่ที่ 240 บาทต่อคืน แต่เป็นห้องน้ำรวม (อันนี้ ok ไม่ถืออยู่แล้ว)

เมื่อได้ที่พักใหม่แล้ว ฉันก็สบายใจไปได้ 1 อย่าง เหลือก็แต่ย้ายของมาเท่านั้น เอาไว้สายๆค่อยย้ายมาแล้วกัน

เช้านี้ฉันกับเพื่อนตกลงแยกกันเที่ยวก่อน แล้วจะมาเจอกันใหม่ตอน 13.30 นเพื่อที่จะน้ำตกกวางซีด้วยกัน เพื่อนฉันมาอยู่ที่หลวงพระบางก่อนแล้วจึงเที่ยวไปหลายที่แล้ว ฉันก็เลยต้องแยกเที่ยวคนเดียวไปก่อน





ฉันตั้งต้นที่จะไปพระธาตุพูสีก่อน ในระหว่างทางก็ถ่ายรูปบ้าน ที่ดูสวยๆไปด้วย แต่ถ่ายไปถ่ายมาก็ดูเหมือนว่า มันจะไม่ใช่เป็นสถาปัตยกรรมแบบบ้านเมืองลาวสักเท่าไหร่









ในระหว่างเดิน ก็เข้าไปถ่ายรูปภายในวัดหนึ่ง ไม่ได้จำชื่ออีกแล้ว ฉันว่าวัดที่นี่เค้าสร้างได้สวยดี พวกเสาของวัดมีลวดลายดูแล้วงดงามมากๆเลย

ตรงข้ามกับทางขึ้นพระธาตุนั้น ก็เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แต่ก็ยังไม่เปิดให้เข้าไปชม ต้องรอให้สายกว่านี้ก่อน อากาศตอนเช้านี้เต็มไปด้วยหมอก อากาศเย็นสบายแต่ว่าถ่ายรูปไม่ค่อยจะสวย






ทางขึ้นพระธาตุ



วัดตรงทางขึ้นพระธาตุ





บนพระธาตุมีคนมานั่งสมาธิ






ก่อนจะขึ้นพระธาตุนี้ต้องเสียค่าเข้าด้วยและสามารถเก็บตั๋วเอาไว้ขึ้นในวันหลังก็ได้ (อันนี้ค่อยดีหน่อยเพราะอาจจะกลับมาอีกครั้ง ฉันเป็นพวกชอบขึ้นที่สูง) บนพระธาตุพูสีนี้เป็นจุดชมวิวด้วย หลายคนก็ขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่นี่ด้วย แต่วันนี้หมอกลงมากทีเดียว ทำให้ไม่เห็นวิวอะไรเลย





ที่พระธาตุนี้สามารถที่จะขึ้นได้ทาง และลงอีกทาง ฉันก็ตัดสินใจลงไปอีกทาง แต่ปัญหาก็คือฉันไม่รู้ว่ามันจะลงไปทางไหน แผนที่ฉันก็ไม่ได้เอามาด้วยตอนนี้ ในระหว่างทางลงก็ยังมีวัดให้ชม ให้ทำบุญด้วย

จากทางที่ลงนั้น ข้างหน้าเป็นแม่น้ำคานมีการทำเกษตรกรรมอยู่ทั่วบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อมาถึงข้างล่างนี้ บอกตามตรงว่า งง ไม่รู้ว่าจะไปทางซ้ายหรือขวา ฉันก็ใช้วิธีในการถามคนแถวนั้นแหละว่าจะกลับไปแถวย่านเจ็กนั้นไปทางไหน

แต่ไม่รู้ฉันสื่อสารออกไปผิด หรือฉันฟังไม่เข้าใจก็ไม่รู้ ฉันต้องเดินกลับไปกลับมาหลายๆรอบแถวนั้น ข้อมูลที่ได้ดูเหมือนจะไม่ค่อยตรงกันสักคน




ร้านหนังสือเพียงร้านเดียวที่ฉันเห็นที่นี่


ด้วยอะไรก็แล้วแต่ ฉันเดินหลงไปจนเจอ พวกเพื่อนสาวๆที่เจอกันที่วังเวียง เป็นการเจอกันอีกครั้งแบบไม่ได้นัดหมายจริงๆ และก็ที่โชคดีที่พวกเค้ากำลังจะเดินไปแถวที่ฉันพักอยู่ ฉันก็เลยได้อานิสงค์เดินตามพวกเค้าไปเรื่อยๆ พวกเค้าพาฉันเดินไปในทางที่ฉันไม่เคยเดินด้วย โอ๋ดีจริงๆโชคดีอีกแล้วเช้านี้เจอคนรู้สึกตลอดเลย











เนื่องจากตั้งแต่เช้าฉันออกเดินมาตลอด ทั้งขึ้นเขาทั้งหลงทาง ทำให้ฉันมากินข้าวเช้าที่ร้านปะชานิยม ร้านเดิมเลยที่ฉันกินเมื่อกี้นี้ เป็นอันว่าเช้านี้ฉันกินข้าว 2 รอบแต่เปลี่ยนกลุ่มเท่านั้นเอง ที่สำคัญฉันก็ไปเดินเล่นที่ตลาดเช้าอีกครั้งด้วย



เช้านี้ฉันเดินมาเส้นทางเดิมเส้นนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วแต่คราวนี้พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมแล้ว ก็เลยสามารถที่จะเข้าไปถ่ายรูปได้ใกล้ชิดมากขึ้น







แต่ฉันก็ยังไม่ได้เข้าไปในตัวพิพิธภัณฑ์ เพราะอยากจะแยกตัวไปย้ายเข้าของ ไปที่ใหม่ให้เรียบร้อย เดี๋ยวถ้ามีคนอื่นมาแย่งที่ไปละก็แย่แน่เลยต้องเสียเวลาหาอีก เป็นอันว่าฉันก็ต้องลาจาก จากพวกเธอเหล่านั้นไปอีกครั้ง แต่เราจะเจอกันใหม่คืนนี้ พวกเรามีนัดกันตอน 20.30 ไปเที่ยวเธคดาวฟ้ากัน เพื่อที่จะไปดูการ dance ของชาวลาวกัน


บ้านพักเมื่อคืนนี้ เป็นบ้านที่ต่อเติมทำเป็นที่พัก


เมื่อย้ายของแล้ว check in ที่ใหม่แล้วสบายใจละไม่ต้องกังวลแล้ว คราวนี้เที่ยวอย่างเดียว จุดหมายต่อไปที่จะไปคือวัดกวางทอง เป็นวัดที่ต้องไปเมืองมาที่นี่เลย

ฉันเดินไปตามแถวสายหลัก ตรงไปเรื่อยๆ เข้าวัดโน่นวัดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้จำชื่อเลย แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปในโบสถ์ไหนได้เลย และแล้วก็เดินมาถึงสุดหมายเสียที แต่ก่อนจะถึงฉันก็ได้บังเอิญเจอเพื่อนที่เป็นชาวฝรั่งเศส มาเดินเล่นเหมือนกัน ฉันก็เลยนัดแนะ ชวนไปเที่ยวน้ำตกด้วยกันในตอนบ่ายนี้ หมอนี้ก็ตอบรับแบบไม่ต้องคิดเหมือนฉันเลย ไปเที่ยวคนเดียวเวลามีคนชวนไปไหนก็ไปทั้งนั้นแหละ









ที่วัดกวางทอง ฉันได้พบกับเพื่อนทั้ง 2 กลุ่ม บังเอิญอีกแล้ว แต่กลุ่มเพื่อนที่ฉันจะไปด้วยตอนบ่ายนี้ เปลี่ยนที่จากน้ำตกกวางซี เป็นตาดแส้แทน เอาไปไงเป็นกัน ไม่เคยไปทั้ง 2 ที่อยู่แล้ว ส่วนน้ำตกกวางซีเดี๋ยวกันไปกับอีกกลุ่มก็ได้ เห็นว่าพวกเค้าก็ยังไม่ได้ไปเหมือนกัน

ฉันถ่ายรูปที่วัดนี้อยู่สักพักเลย แถมมีเวลาได้นั่งสงบๆอยู่ที่นี่ด้วย แต่เมื่อมองดูเวลาแล้วคำนวณดูเวลา ฉันก็รีบไปหาข้าวเที่ยงกินก่อนที่จะถึงเวลานัด 13.30 บริเวณที่พักนั่นแหละ

เมื่อถึงเวลาตามนัดนั้น พวกเราก็เดินไปหารถ Jumbo พวกเพื่อนฉันนัดหมายให้มารับไว้ และเป็นอีกครั้งที่ ฉันได้เห็นความสามารถของเหล่าวีรสตรีทั้งหลายในการต่อรองราคารถ สุดยอดมากครับ

สมาชิกในการเดินทางมีทั้งหมด 9 คน ก็มี ฉัน, เพื่อนชาวฝรั่งเศส, เพื่อนๆอีก 5 คน และสมาชิกคนไทยหลงมาอีก 2 คน(อันนี้รถ Jumbo ไปรับมาอีกที) แต่ว่ามากคนก็ดี จะได้หารกันเยอะๆ ชอบๆ

นั่งรถไปประมาณ 1 ชม ก็ต้องเปลี่ยนไปลงเรือเพื่อไปขึ้นที่น้ำตกตาดแส้กัน





ที่น้ำตกนี้ก็ต้องเสียค่าเข้าด้วย...


มีการกังหันน้ำตำข้าวโชว์ด้วย ใช้งานได้จริงนะ






ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเล่นน้ำตก ก็เลยไม่ได้เตรียมเส้นผ้าอะไรมาเลย ฉันกับพี่คนหนึ่งในกลุ่มก็เลยสั่งส้มตำ (ไม่เผ็ด ไม่ปลาร้า ไม่ผงชูรส) มากินเล่นกับหมูทอด รอให้คนอื่นๆที่มาด้วย แยกย้ายไปแสวงหาความสุขตามอัธยาศัย หลายคนเล่นน้ำตก บางคนเดินเล่น บางคนถ่ายรูป (ฉันกินอย่างเดียว หิวมาก) แต่สักพักทุกคนก็เปลี่ยนมาเป็นกินเหมือนกันหมด

อยู่ที่นี่กันจน สี่โมงกว่าๆ ก็เดินทางกลับหลวงพระบาง โดยที่เรายังมีโปรแกรมไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่วัดพระบาทใต้ ที่นี่เป็นจุดถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ขึ้นชื่อมาก โดยเฉพาะในหมู่คนไทย เพราะเมื่อฉันไปถึงนอกจากพวกฉันแล้วก็ยังไปเจอชมรมถ่ายรูป ไปถ่ายกันด้วย แสดงว่าที่นี่ดังมากจริงๆ แต่ถึงจะดังยังไงก็คนไม่เยอะ คิดว่าน้อยกว่าบนพระธาตุพูสีแน่นอน





เสียดายตอนที่พวกเราไปถึงดวงอาทิตย์ได้หายลับขอบฟ้าไปแล้ว มาช้าไปประมาณ 5 นาทีเองเสียดายมากเลย

เสร็จจากที่นี่ก็เป็นอันว่าหมดโปรแกรมแล้ว แต่ว่าฉันกับเพื่อนบางส่วนในกลุ่มนี้ ต้องเดินทางไปที่ขนส่งเพื่อทำการหาข้อมูลรถนอน แบบที่ฉันนั่งมาหลวงพระบาง เพื่อนกลุ่มนี้อยากจะกลับเวียงจันทร์ด้วยรถนอน ฉันก็เลยอาสาไปเป็นเพื่อนด้วย

พวกเราได้ข้อมูลไม่ตรงกันสักคนเกี่ยวกับรถแบบนี้ เสียเวลาอยู่นานเหมือนกัน ได้มาอย่างเดียวคือเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ พวกเพื่อนๆก็จัดการโทรศัพท์ไปคุยกับเค้าเลยว่าเป็นแบบไหน จะมาถึงหลวงพระบางเมื่อไหร่ พวกเค้าต้องเดินทางกัน 5 คนเลยต้องคำนึงถึงอะไรหลายๆในการเดินทางด้วย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีวันนี้

แต่คืนนี้โปรแกรมฉันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น 20.30 ฉันมีนัดที่ต้องไปเธคดาวฟ้า พวกเรา (ด้วยพลังของผู้หญิง ต่อรองราคารถ) นำพวกเราไปที่เธคนี้ตั้งแต่หัววัน ช่วงแรกเค้าเป็นการเล่นดนตรีสด เพลงก็ พวกเพลงไทย เพลงสากล เก่าๆหน่อย ยังไม่ทันสมัย ภายในเธคก็ตกแต่งแบบเก่าๆธรรมดา พวกเราทั้ง 7 คน(มีพี่ผู้ชายอีกคนที่เจอที่วังเวียงมาแจมด้วย)

นั่งเฝ้ารอดู step การเต้นที่เลืองชื่อของที่นี่ นั่งกันอยู่สักพัก เมื่อเพลงลาวขึ้นก็เริ่มมีนักเต้นชาวลาวออกมาเต้น แต่ดูแล้วมันก็ยังไม่ใช่ step ที่เคยได้ยินมา มันดูเหมือนไม่ใช่นิ ยิ่งนั่งไปเรื่อยๆจังหวะเพลงก็เปลี่ยนกลายเป็นเพลงฝรั่งจังหวะแรงๆ และก็มีนักเต้นหลายคนออกไปเต้นด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่แบบที่คิดไว้ นั่งกันอยู่ประมาณ 22.00 พวกเราก็ตัดสินใจกลับดีกว่า ดูแล้วไม่ประทับใจเลย ไหนหลายคนบอกว่าน่าสนใจ ต้องไปดูให้ได้นิ ทำไมเป็นแบบนี้นี่ ฉันคิดในใจนั่งรถผิดหวังกลับที่พักไปแบบนั้น




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2550    
Last Update : 17 ธันวาคม 2550 0:09:26 น.
Counter : 511 Pageviews.  

ทริปหลวงพระบาง 6ธค07 วังเวียง-หลวงพระบาง



เช้าวันที่ 2 ของการเดินทาง วันนี้มีนัดที่ต้องตื่นไปเยี่ยมชมตลาดเช้ากับบรรดาเพื่อนใหม่ ที่เจอกันที่ Guest house เรามีนัดกันตอน 6 โมงเช้าที่หน้าประตู ตอนแรกฉันก็ไม่อยากจะตื่นเช้าแบบนี้หรอก อยากจะนอนตื่นสายสักหน่อย อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ตื่นเร็วตอนเลย แต่ก็ด้วยความที่อยากรู้ อยากเห็นอะไรใหม่ๆ แบบมีคนแนะนำด้วย (ฉันคิดว่าพวกเพื่อนใหม่นี้ น่าจะเพิ่งพาได้ในแง่ของอาหารการกินได้นะ)

เมื่อถึงตามเวลานัดนั้น พวกเราทั้ง 7 คน (มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีก 1 คน เป็นพี่ที่เค้ารู้จักกับสาวๆในกลุ่มที่ฉันไปด้วย) ก็เริ่มเดินจากที่พักไปที่ตลาดเช้า ประมาณระยะทางได้สัก 2 กิโลเมตร ตอนเช้าๆอากาศยังดีอยู่ พวกเราก็เลยไม่มีปัญหาในการเดินทางด้วยเท้า ส่วนทางไปตลาดเช้านั้น ก็ถามๆเค้าเอาระหว่างทาง





ที่ตลาดเช้าของวังเวียงนั้น ก็มีสภาพคล้ายๆกับตลาดตามต่างจังหวัดของบ้านเรา มีทั้งของสดของแห้ง ของเครื่องใช้สาระพัดมาวางขาย แต่พวกของแปลกๆก็มีอยู่บ้าง น่าจะเป็นของป่าที่ นายพรานไปจับมาได้



ข้าวของเครื่องใช้ของที่นี่บางอย่างก็ดูน่าสนใจ สำหรับคนกรุงเทพอย่างฉันมีเขียงหน้าตาประหลาด และยังมีที่นึ่งข้าวเหนียวที่ทำด้วยไม้ด้วย เวลาคนที่นี่เค้านึ่งข้าวเหนียวกันที เค้าจะนึ่งกันเยอะมากๆๆ ไม่รู้ว่าข้าวเหนียวเค้าราคาเท่าไหร่ อันนี้ก็ลืมถามมาเพื่อเปรียบเทียบกับของที่เมืองไทยด้วยสิ



พวกเราทั้ง 7 ใช้เวลาเดินไม่นาน ก็เริ่มหิวข้าวเช้ากันแล้ว พวกเราก็กินข้าวเช้ากันที่ตลาดแห่งนี้กัน สิ่งที่พวกเรา order คล้ายกันก็เป็นพวกกาแฟร้อน โอวัลตินร้อน และมีพวกปาท่องโก๋กินด้วย หลังจากนั้นบางพวกก็เริ่มไปหาของหนักขึ้นพวกผัดหมี่ บางคนก็ไปหาซื้ออาหารประหลาดๆที่ขายในตลาดเช้ามาลองกินด้วย สำหรับฉัน ที่ไม่สัดทัดการกิน และก็ยังไม่ปราถนาของแปลกก็เลยเลือกกิน เฝอ ใส่ผงชูรสไปก่อน



เมื่อกินข้าวเช้า เป็นอันเรียบร้อยทุกคนแล้ว ก็เดินทางกันกลับที่พัก แต่คราวนี้ไม่เดินกับแล้ว ที่ตลาดเช้านี่เอง ฉันได้เห็นพลังในการต่อรองราคาของผู้หญิง พวกเธอโชว์ความสามารถที่จะต่อราคา เหมารถตุ๊กๆ ให้ไปส่งถึงที่พักได้ในการราคาซึ่งคิดว่าไม่น่าจะแพง ในความคิดฉันนั้นการที่ผู้หญิงรุมกันต่อรองราคาสินค้าอย่างหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่น่าอันตรายมากสำหรับคนขาย หรือคนให้บริการที่เป็นผู้ชาย เพราะพวกเธอสามารถแบ่งหน้าที่กันได้อย่างลงตัว โดยที่ไม่มีการทะเลาะกันเลย

จากการเดินมาประมาณ 30 นาที เป็นการนั่งรถกลับ 5 นาที พวกเราก็ถึงที่พัก ฉันมีอันต้องแยกการเดินทางกับพวกเพื่อนๆ ถึงแม้วันนี้พวกเราจะมีที่หมาย ที่เดียวกันคือไปนอนที่หลวงพระบาง

ก่อนที่จะจากกัน ก็มีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเอาไว้ แลก email กัน เพื่อวันหน้าจะได้คุยกันอีก คิดว่านี่คงจะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายแน่เลย (จริงๆแล้วป่าวเลย)



พวกเพื่อนฉัน ต้องไปกับรถ VIP รอบ 9.00 โมง ส่วนฉันขอเที่ยวที่วังเวียงก่อน เพราะเมื่อวานนี้ กว่าจะมาถึงก็เย็นแล้ว วันนี้เลยต้องอยู่เที่ยวก่อน ส่วนจะต้องไปหลวงพระบางกี่โมงนั้น ก็คงเป็นตอนช่วงบ่าย แต่จะไปด้วยวิธีอะไรนั้น ก็คงต้องเป็นพวกรถประจำทาง ซึ่งไม่รู้ว่ามีรอบไหนด้วย ต้องลองเสี่ยงดวงดู

โปรแกรมที่ฉันเลือกทำเช้านี้คือขี่จักรยาน ฉันตรงไปที่ร้านจักรยานที่ได้เล็งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน จักรยานที่ร้านนี้มีให้เลือกหลายแบบ และมีหลายราคา ถ้าดีหน่อยก็แพง พวกแบบคุณป้าก็ถูกหน่อย ฉันเลือกเอาแบบแพงที่สุดเป็น mountain bike ยี่ห้อ Giant 24 gears ถูกเช่าในราคา 100 บาทต่อวัน

ฉันเซ็ทโปรแกรมช่วงเช้าตั้งแต่ 8 โมงจนถึงเที่ยงเป็นการปั่นจักรยานเป็นวงกลมประมาณ 40 กิโลแม้ว ซึ่งก่อนเที่ยงนิดๆฉันน่าจะกลับมาถึงที่พักได้ เพื่อทีจะ check out

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย จักรยานพร้อม คนพร้อม ฉันเริ่มต้นปั่นไปที่ขนส่งก่อน เพื่อที่จะไปสอบถามเรื่องรถไปหลวงพระบาง ถามไปถามมาก็ไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ แถม งง ขึ้นไปเรื่อยๆ พวกที่ขนส่งพูดประมาณว่า ไม่มีรถช่วงบ่ายแล้ว มีแต่รถตอน 9 โมงและ 10 โมง ครายยยจะไปเชื่อ ฉานนไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหารนะ ถ้ามีแค่รอบนั้น คนพื้นที่เค้าไม่ลำบากแย่หรือ เมื่อไม่เชื่อฉันก็เลยไม่สนใจ เดียวตอนบ่ายจะมานั่งรอให้มันรู้แล้ว รู้รอดไปเลย

ที่ขนส่งนี้ฉันก็ได้เจอพวกเพื่อนๆที่เพิ่งจะอำลาไป ไหงเราเจอกันเร็วว่าที่คลาดไว้เนี่ย เป็นอันต้องอำลารอบที่ 2


บริเวณขนส่ง ซึ่งเป็นสนามบินเก่านั้นเอง


หลังจากที่ไม่ได้คำตอบอะไรเลยจากที่ขนส่ง เป้าหมายต่อไปก็คือการไปเที่ยวถ้ำปูคำ (ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า) อยู่ห่างจากตัวเมือง 6 กิโล

ในระหว่างทางที่ขี่จักรยานั้น ต้องผ่านพื้นที่ทำการเกษตรหลายแห่ง และยังต้องข้ามสะพานที่ต้องเสียค่าผ่านทางด้วย





สภาพเส้นทางก็มีฝุ่นบ้าง แต่ก็ไม่มากนั้น อากาศก็ยังดีอยู่ไม่ร้อนมาก ก่อนที่จะไปถึงถ้ำปูคำ ก็ต้องผ่านถ้ำที่น่าสนใจอีกหลายถ้ำ แต่กระนั้นฉันก็ไม่ได้แวะเลย จริงๆก็เพราะว่าไม่มีข้อมูลว่าที่ไหนดี ได้ข้อมุลมาแค่ที่เดียวก็เลยไปแค่ที่เดียว (ก็แบบนี้แหละไม่ทำการบ้านมาก่อน)





ถ้ำปูคำนี้อยู่ที่ กิโลเมตรที่ 6 พอดีเลย และต้องเสียค่าเข้าไปในพื้นที่ด้วย



ฉันเป็นนักท่องเที่ยวคนแรกของวันนี้เลย พวกคนที่นั้นก็เข้ามาถามว่ามาคนเดียวหรือเห็นปั่นมาคนเดียว ปกติเค้าจะมากันหลายๆคน ก่อนถึงทางเข้าถ้ำมี guide ท้องถิ่นอยู่ ตอนแรกฉันก็คิดว่าจะไม่จ้าง guide นะ แต่คิดไปคิดมาแล้วจ้างดีกว่า ให้เค้าแนะนำสถานที่ให้ ได้ความรู้ด้วย ดีกว่าเดินเองอีก



ก่อนการเดินทางไปสัมผัสภายในถ้ำนั้น สิ่งที่ต้องนำไปด้วยก็คือไฟฉาย อันฉันมีมาพอดี ก็เลยไม่ต้องขอยืมหรือต้องเช่านี่แหละ

เมื่อเดินเข้าถ้ำไปสักพัก ฉันก็รู้ได้เลยว่าคิดถูกแล้วที่จ้างไกด์ เนื่องจากภายในถ้ำนั้น ซับซ้อนมาก การเดินเข้ามาโดยที่ไม่รู้ทางนั้นไม่สามารถเลย ต้องมีคนที่รู้ทาง และต้องมีไฟฉายมาด้วย ถึงจะได้เข้าไปสัมผัส ความงามของถ้ำภายในได้



สำหรับฉันแล้ว "ความงามภายในถ้ำมิใช่การถูกประดับตกแต่งไปด้วยไฟหลายหลากสีสันหรือทำทางเดินให้สวยงามรองรับผู้คนเข้ามามากมาย เพียงแต่ความงามนั้นคือสิ่งที่ธรรมชาติได้สรรสร้างเอาไว้ให้เป็นอยู่อย่างนั้น ปราศจากการต่อเติมด้วยน้ำมือของมนุษย์เรา"





ถ้ำปูคำนี้เอามาจากชื่อ ปูชนิดหนึ่งที่อยู่ภายในถ้ำนี้ ไกด์พาฉันเดินเพื่อจะไปดูปูชนิดนี้ แต่โชคร้ายที่ฉันไม่มีโอกาสได้เห็นปูประหลาด

ที่บริเวณภายในถ้ำยังมี พระพุทธรูปประดิษฐานเอาไว้แต่นานกาลแล้ว ถามไกด์ว่าเมื่อไหร่ เค้าก็บอกไม่ได้เหมือนกัน

ฉันใช้เวลาอยู่ภายในถ้ำประมาณ 30 นาทีก็หมดเส้นทางแล้ว เป็นอันต้องลาจากไปเที่ยวที่อื่นต่อ การแผนที่การเดินทางที่วางเอาไว้ ดูๆแล้วก็จะเหลือระยะทางอีกประมาณ 30 กิโล มีเวลาอีก 2 ชั่วโมงก่อนจะถึงเที่ยง ดูๆแล้วก็น่าจะทันอยู่แต่จะปั่นแบบ ลอยหน้าลอยตาไม่ได้แล้วต้องใช้ฝีมือด้วยงานนี้ เหนื่อยแน่





เส้นทางครึ่งหลังนี้ ก็คล้ายๆกับครึ่งแรก แต่แดดร้อนกว่า ระหว่างทางฉันก็ต้องผ่านหมู่บ้านชาวม้งหลายแห่ง ข้ามแม่น้ำ 2 แห่ง แต่มีอยู่ที่แห่งหนึ่งต้องเสียค่าข้ามสะพาน ด้วยความงก ฉันก็เลยขี่จักรยานลุยน้ำไปซะแบบนี้เลย ปรากฏว่าขาฉันจมน้ำไปเกือบครึ่งแข้ง รองเท้าผ้าใบเปียกหมด หาเรื่องจริงๆเลยฉานน

เมื่อใกล้ๆจะถึงตัวเมืองนั้น ฉันก็เริ่มได้พบนักท่องเที่ยวบ้าง (ที่ผ่านมานั้นขี่เป็นอัยบ้าอยู่คนเดียวเลย) ในระหว่างทางนี้เอง ฉันก็ได้พบกับสาวน้อย 2 คน ขี่มอเตอร์ไซด์มาคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งถือกล้องนั่งซ้อนท้าย เข้ามาจอดถามทางไปถ้ำปูคำเหมือนกัน ถามเป็นภาษาไทย โดยที่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย (ไม่คิดบ้างหรือว่าฉานจะเป็นคนชาติอื่น) สาเหตุที่ต้องเอ่ยถึงนั้นสาวน้อย 2 คนนี้ เพราะพวกเธอจะปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากนี้ที่หลวงพระบาง

ถึงกระนั้นแม้ว่าจะได้เริ่มเจอผู้คน เป็นคนเริ่มช่วยแนะนำเส้นทางบ้าง ฉันก็ยังสามารถที่จะกลับมาทัน check out ก่อนเที่ยงได้ทันแถมมีเวลาได้อาบน้ำก่อนด้วย ไม่อาบไม่ไว้แล้วฝุ่นเยอะมาก ตัวฉันก็เลยดำตั้งแต่บัดนั้นเลย

เมื่อได้เติมพลังข้าวกลางวัน ซึ่งเป็นส้มตำแบบไม่เผ็ด ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ปลาร้า ไม่อะไรทั้งสิ้นกับข้าวเหนียว ฉันก็ไปขี่จักรยานแบบ chill chill ก่อนที่จะคืนจักรยานให้กับทางร้าน เพื่อที่จะไปรอรถที่จะหลวงพระบางตอนบ่ายนี้











ฉันมารอรถอยู่ขนส่งตั้งแต่ บ่ายโมง เครานี้ฉันไปถามเค้าว่าจะมีรถประจำทางอะไรที่ไปหลวงพระบางบ้าง พวกนั้นซึ่งก็เป็นพวกเดิมกับเมื่อเช้าคงจะเห็นว่าฉันจะไปรถประจำทางแน่ ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวก็จะมีรถผ่านไปหลวงพระบางนี่แหละ แต่เป็นรถอะไรก็ไม่รู้ มาแล้วจะบอกเอง ฉันนั่งเขียน Diary ไป ตากรองเท้าที่เปียกน้ำไปด้วย นั่งไปเรื่อยๆจนถึง บ่าย 2 โมงก็มีรถคันหนึ่งผ่านมา ซึ่งก็เป็นรถที่จะไปหลวงพระบางซะด้วย ฉันเสียค่ารถไป 85,000 กีบ อันนี้จำได้แม่นเลย ฉันรีบเก็บข้าวเก็บของ รีบขึ้นรถไป ในใจก็คิดว่า อีก 7 ชม กับการนั่งรถประจำทางแบบนี้จะเป็นแบบไหนเนี่

แต่แล้วสิ่งที่คิดก็ ไม่เป็นเช่นนั้น



รถนอน รถแบบให้นอนไป ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขึ้นไปถึงฉัน งง ไปเลยมีแบบบนนี้ในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ด้วยหรือ คนบนรถไม่นับคนขับกับเด็กรถมี 6 คนเอง โล่งมาก ไม่คิดว่าจะโล่งแบบนี้เลย ตอนแรกคิดว่าต้องนั่งตัวแข็งๆตลอดทาง นี่ที่ไหนได้ วางด้วยแถมนอนไปอีกต่างหาก สุดยอด

เมื่อตื่นเต้นแบบนี้ ฉันก็เลยต้องไปเก็บข้อมูลจากคนขับเอาไว้ก่อนว่าอัยนี้คือรถอะไร ทำไมถึงไม่มีข้อมูลนี้ในหัวเลย ปรากฏว่ามันคือรถที่วิ่งไปถึงคุนหมิง เรียกว่าเป็นรถวิ่งข้ามประเทศเลย ฉันนั่งคุยกับคนขับอยู่นานเลย ก่อนที่จะลาไปนอน แต่ใช่ว่าจะเป็นการนอนที่หลับสนิทนะ เพราะว่าเส้นทางที่โค้งมากมายนั้น ต้องอาศัยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้นถึงจะสามารถจัดสมดุลของร่างกายไม่ใช้เหวียงไปกับรถได้

ประมาณเวลาเดินทางจากวังเวียงมาถึงหลวงพระบางด้วยรถนอนนี้ 5 ชมก็มาถึงที่ขนส่งของหลวงพระบางแล้ว ไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อย แต่รู้ว่าไม่เมารถเลยได้หลับด้วย แต่หลังจากนี้แหละจะหาที่พักภายในหลวงพระบางอย่างไร มาก็ไม่เคยมาอะไรก็ไม่รู้ ที่พักก็ไม่ได้จองเอาไว้ ตอนนั้นก็ 1 ทุ่มมืดแล้วด้วย

จากที่ขนส่งฉันนั่งรถ 3 ล้อรับจ้าง ให้ไปส่งที่สี่แยกพูสี เพราะว่ารู้จักอยู่ที่เดียว หลังจากนี้ละ เดินอย่างเดียว ฉันเดินไปทางย่านบ้านเจ็ก (จริงๆน่าจะไปอีกทางมีที่พักเยอะกว่ามาก) เดินไปถามหา Guest house ไปจนไปที่พักถูกๆจนได้ในราคาคืนละ 200 บาท สบายกึ่งๆจะ ok แต่ฉันไม่มีทางเลือกแล้ว หิวข้าวด้วยก็เลยเอาไปก่อนพรุ่งนี้หาใหม่ได้

หลังจากจัดแจงสัมภาระแล้ว ฉันก็ออกไปหาข้าวเย็นกิน ปรากฏโลกมันกลมมาก ฉันได้เจอเพื่อนชาวฝรั่งเศส คนเดียวกับที่เจอที่เวียงจันทร์นั่งอยู่คนเดียวที่ร้านหนึ่ง เป็นอันว่ามื้อนี้ฉันก็เลยไปเพื่อนกันข้าวเย็นไป ชีวิตนี่สนุกดีก็ตรงนี้แหละมีอะไรที่คาดไม่ถึงเยอะดี

ก่อนที่จะเข้าที่พักวันนี้ฉันก็เลยมีโอกาสได้ถ่ายรูปตลาดม้ง กับตลาดมืด ตรงแถวนี้ฉันได้ตระหนักว่า คนไทยมาเที่ยวที่นี่เยอะมาก











คืนนี้ฉันก็นอนดึกเหมือนเคยเพราะต้องเขียน Diary ให้เสร็จเดี๋ยวจะลืม พรุ่งนี้ฉันมีโปรแกรมไปตักบาตรข้าวเหนียวแต่ไม่รู้เวลา เอาเป็นว่าจะออกไปตอน 6.30 นก็แล้วกัน




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2550    
Last Update : 15 ธันวาคม 2550 0:20:39 น.
Counter : 704 Pageviews.  

ทริปหลวงพระบาง 5ธค07 กทม-วังเวียง



เกือบทุกครั้งที่มีการหยุดยาว ฉันก็มักจะมีการเดินทางท่องเที่ยวอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามที คราวนี้ก็เช่นกันฉันเลือกเดินทางไปยังหลวงพระบาง เมืองที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลก แต่ครั้งนี้ฉันก็ยังมีอันต้องเดินทางคนเดียวเหมือนเดิม จริงแล้วฉันก็อยากจะใช้เวลาในการท่องเที่ยวมากกว่านี้ แต่มีภาระกิจในที่ทำงานต้องทำไม่สามารถที่จะหยุดงานได้

ฉันใช้เวลาในการเตรียมตัวเดินทางประมาณ 3 วันก่อนการเดินทางเนื่องด้วย ตัดสินใจในการเดินทางด้วยเครื่องบิน ไปลงที่อุดร และนั่งรถไปถึงเวียงจันทร์ และขากลับ ก็บินกลับมาจากหลวงพระบางเลย ทำให้ต้องมีการจองตั๋วล่วงหน้าเอาไว้ก่อน ส่วนกระเป๋า สัมภาระก็จัดก่อนเดินทางคืนนั้น

ยอมรับว่าตอนแรกฉันตัดสินใจ ไปนั่งๆนอน อ่านหนังสือ กินโกโก้ ไม่ทำอะไรที่หลวงพระบาง เพราะว่าไปคนเดียวแบบไม่พึ่งทัวร์ จะให้ไปเที่ยวไหนบ่อยๆนั้น ก็คงจะเสียค่าใช้จ่ายมากเป็นเงาตามตัวไป แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ฉันเลือกนกแอร์ รอบ 6โมงเช้าเพื่อบินไปลงที่อุดรตอน 7โมงเช้า และก็ต่อรถตู้จากที่สนามบินต่อไปที่ชายแดนที่หนองคายเลยในราคา 150 บาท ในรถตู้นี้จังหวะของชีวิตฉันก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ฉันได้เพื่อนร่วมทางในระยะสั้นๆเป็นเด็กนักเรียนชาวสิงค์โปรจำนวน 6 คนมาเที่ยวกันเอง แต่ในรถตู้พวกเราคุยกันนิดหน่อยเพราะว่านอนกันเสียมากอาจจะเป็นเพราะว่าตื่นเช้าเพื่อจะมาขึ้นเครื่องก็เป็นได้

เมื่อมาถึงที่ด่านไทยก่อนข้ามสะพานมิตรภาพ เป็นที่น่าแปลกใจมากๆ คนที่ถือ passport ต้องต่อคิวยืดยาวกว่าจะตรวจเอกสารเสร็จ เทียบกับพวกเพื่อนชาวสิงค์โปรแล้ว พวกเค้าได้ fast track ไม่ต้องต่อคิวมีเจ้าหน้าที่มาให้บริการถึงที่เลย



จากที่ด่านนี้พวกเราก็ต้องต่อรถบัสเพื่อข้ามสะพานไปที่ฝั่งลาวอีก เสียค่ารถคนละ 20 บาท แต่คราวนี้ที่ฝั่งลาวละ ต่อคิวเหมือนกันหมดทุกคน แถวยังถูกทั้งคนลาว และคนไทยแทรกคิวอีกต่างหาก ฉันละอายพวกเพื่อนชาวสิงค์โปรมากเลย



ตรงที่ด่านลาวนี้ ฉันได้แลกเงินไทยไป 1000 บาทในราคาประมาณ 280 กีบ = 1 บาท จากนี้ฉันต้องอำลาเพื่อนชาวสิงค์โปรไป เพราะว่าพวกเค้าจะมีเพื่อนมารับไปเที่ยวต่อ เมื่อพ้นจากด่านไป ฉันคิดว่าจะไปเที่ยวในเวียงจันทร์ก่อน และคิดว่าตอนบ่ายๆค่อยเดินทางไปวังเวียงต่อ ไหนๆก็มาลาวแล้วจะไม่ให้เที่ยวเวียงจันทร์ได้ยังไง

ฉันได้มองๆแถวคิวรถ taxi เพื่อที่จะหาข้อมูลเบื่องต้นว่าเค้าคิดราคาเท่าไหร่ ในใจฉันคิดว่าจะไปรถตุ๊กๆประมาณนั้น(ข้อมูลนี้ถามคนอื่นระหว่างตอนที่อยู่ที่ด่าน) แต่แล้วที่คิวรถ taxi ฉันก็ได้พบกับเพื่อนใหม่อีก 1 คน เค้าเป็นคนฝรั่งเศสมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่จังหวัดตาก

ฝรั่งคนนี้เข้ามาถามฉันว่าจะshare ค่ารถกับเค้าเข้าเมืองกับเค้าไหม ฉันพิจารณาดูแล้ว ok เสียคนละ 100 บาทแต่ได้เพื่อนร่วมเดินทางฟังดูแล้วคุ้มมาก พวกเรานั่งรถ taxi ไปลงที่ตลาดเช้า พวกเราเริ่มต้นเที่ยวด้วยกันโดยการไปหาอะไรกินเป็นอาหารเช้าก่อน



พวกเราถามทางไปที่ food court ก่อนเลย ที่ตลาดเช้านี้เป็นห้างๆหนึ่งของที่เวียงจันทร์นี่เอง ครั้งหน้ามาฉันกะว่าจะมาซื้อมือถือ copy ถูกๆไปใช้ด้วย มือนี้เพื่อนฉันสั่งอาหารตามฉัน เนื่องจากยังไม่ไว้ใจอาหารจากลาว ฉันก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันเพราะว่าก็ไม่เคยกินอาหารที่ลาวมาก่อน

หลังจากการเติมพลังแล้ว เพื่อนฉันก็ควัก lonely planet มาให้ดูและก็วางแผนกันไปเดินหาที่พักของเค้าก่อน เพราะว่าเค้าจะพักที่เวียงจันทร์ 1 คืน พวกเราจึงเริ่มต้นเดินทางจากที่ตลาดเช้า เดินทางไปที่บริเวณน้ำพุ เพราะว่าแถวนั้นมีที่พักเยอะ ในระหว่างทางก็มีรถตุ๊กๆมาคอยเรียกให้ขึ้นรถ แต่พวกเราต้องขอปฏิเสธไป



ในระหว่างที่เดินอยู่ในก็เหลือบตาไปเห็น ธนาคาร SCB ของไทยเราเอง ดูสวยดีทีเดียวเลย



เดินเลยไปสักหน่อยก็จะเข้าถนนเส้นหลัก ด้านหนึ่งเป็น president house อีกด้วยเป็นประตูชัย พวกเราไม่ได้เดินไปใกล้ๆ เพราะขี้เกียจจะเดินนั้นเอง





เดินต่อไปอีกสักนิด ถามทางไปเรื่อยๆก็ถึงน้ำพุแล้ว น้ำพุนี้ไม่ได้เปิดเอาไว้ ไม่รู้ทำไม แต่ดูๆแล้วก้ไม่ได้สวยอะไร แถวนี้มีร้านอาหารอยู่เยอะทีเดียว แถมยังมีพวกฝรั่งอยู่เยอะด้วย แต่แปลกดี ไม่เห็นนักท่องเที่ยวไทยแถวนี้เลย ยังแปลกใจอยู่เลยว่าไปไหนกันหมด ที่ฉานนน มาไม่เจอใครเลยหรือ

พวกเรามาพักกินน้ำกันแถวนี้ด้วย ฉันสั่งกาแฟเย็น ได้แบบไทยมาเลย และยังได้ลองกินขนมปังฝรั่งเศส ซึ่งรสชาติก็พอใช้ได้ เพียงแต่นานไปนิด(เค้าลืมทำต้องไปทวงถามด้วย)

เพื่อนฉัน อยู่ๆก็เปลี่ยนใจขี้เกียจหาที่พักแล้ว บอกอยากจะเที่ยวเลย พวกเราก็เลยพากันเดินไปเที่ยววัดแถวๆนั้น แต่ก็ต้องพบกับความผิดหว้งอย่างแรงเลย พวกเราไปถึงวัดตอนเที่ยงๆ ปรากฏที่วัดเค้าปิดไม่ให้เข้าไป วัดที่นี่เค้าปิดตั้งแต่ 12.00-13.00น แถมวัดที่จะเข้าไปต้องเสียค่าเข้าอีกด้วย ทำให้พวกเราต้องถ่ายรูปกันอยู่ด้านนอกเท่านั้นเอง เหมือนไม่ได้เที่ยวเลยไม่เห็นข้างใน









เมื่อไม่สมดั่งที่ใจหวัง คราวนี้ฉันก็เริ่มเปลี่ยนโปรแกรมทันทีเลย แทนที่จะรอเข้าวัดหลังบ่ายโมง ฉันตัดสินใจที่จะไปวังเวียงเลยดีกว่า ยิ่งไปช้าก็ยิ่งมึด ยิ่งหาที่พักยาก เป็นอันว่าฉันคงต้องลา เพื่อนฝรั่งเศสคนนี้ไปก่อนและคิดว่าคงจะเจอกันอีกที่หลวงพระบางถ้าโชคชะตานำพาอีกครั้ง

ฉันตั้งใจจะไปขึ้นรถบัสที่ขนส่ง แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีรถกี่โมง แต่จะกี่โมงก็ไม่เป็นไรไปทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว รถตุ๊กๆที่ฉันนั่งพาฉันไปส่งที่คิวรถ 2 แถวที่จะไปวังเวียง งานนี้ผิดคาดอย่างแรง เป็นการเดินทางที่ไม่อยู่ในตำราของฉัน แต่เมื่อมาถึงนี่แล้วจะบอกว่าไม่ไปได้อย่างไรเสียชื่อคนไทยหมดพอดี



งานนี้รถ 2 แถวคิดฉัน 30,000 กีบซึ่งแพงกว่าคนลาว 5000 กีบอันนี้ฉันมารู้ตอนหลังแล้ว รถที่ฉันนั่งไปมีแต่คนลาวทั้งนั้นและจอดรับคนตลอดทาง ไหนจะบรรทุก วัสดุก่อสร้าง เพื่อนำไปส่งที่วังเวียงอีก ตลอดการเดินทาง 4 ชม กว่าจนถึงวังเวียงฉันก็ได้มีโอกาสสนทนากับคนลาวบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะว่าส่วนใหญ่เค้าลงกันไปก่อน มีแต่ฉันนี่แหละนั่งตั้งแต่ต้นทาง จนปลายทาง

แต่ฉันกับรู้สึกดีที่ได้เดินทางแบบนี้ ฉันก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตไปอีกแล้วด้วย ถือว่าคนขับรถ 2 แถวนี้เค้าอยากจะจอดแวะ เค้าก็ทำเลย อยู่ๆอยากจะจอดซื้อหวยก็จอด ไปถามที่หนึ่งไม่มีเบอร์ที่ต้องการ ก็ไปจอดถามที่อีกหนึ่ง จอดแวะคุยกับเพื่อนบ้าง ขนข้าว ขนของ บ้าง ดี่นะที่ฉันไม่ได้รีบไม่งั้นละบ้าแน่ และก็เค้าก็ใช้สัญญาณแตรตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรียกคน หรือให้ระวัง หาความสงบไม่ได้ตลอดทาง

ฉ้นเป็นนักท่องเทียวเพียงคนเดียวของรถ 2 แถวคันนี้เลย พวกชาวลาวก็พยายามแนะนำให้ฉันไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ดีนะฉันชอบอัธยาศัยดีมากเลย คนลาวนี่

ฉันไปถึงวังเวียงเกือบจะ 5 โมงเย็นแล้ว สิ่งแรกที่ทำเลยคือหาที่พัก จากที่ฉันลงรถซึ่งเค้าไม่ได้ปล่อยฉันที่ขนส่งนะ เค้ามาปล่อยให้ในเมืองเลย ฉันเดินไปอีก 50 เมตรก็เจอ Guest house แรกชื่อดอกคูน1 ก็เลยไปถามที่นั้นก่อน ปรากฏว่าได้ราคา 180 บาทต่อคืน เมื่อไปดูห้องแล้วก็ ok อยู่ได้ และก็ราคารับได้ไม่ต้องถูกกว่านี้ก็ได้ เรื่องหาที่พักที่ถูกที่สุด หรือสวยๆไม่ใช่ประเด็น ฉันไม่ค่อยได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ แค่ราคา ok สภาพ ok สิ่งแวดล้อม ok ก็ใช่ได้แล้ว





เมื่อได้ที่พักแล้ว ก็เดินเล่นถ่ายรูปสักหน่อยก่อนที่จะมืดและถ่ายรูปไม่ได้



เมื่อฉันเดินผ่านแผงขายหวย ที่วังเวียงฉันก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์หน่อยว่าเค้าเล่นกันแบบไหนหรือเอาแบบคราวๆ ไม่ต้องทั้งหมด เค้าบอกว่าหวยออกทุกวันพฤหัสบดี และก็วันที่ 5 เป็นหวยแบบ 2 ตัว 3 ตัวเลย แต่ไม่ใช่แบบให้มาเขียนเองแบบสมัยก่อนของบ้านเรานะ ถ้าเบอร์ที่จะซื้อแผงนี้ไม่มีก็ต้องไปหาที่แผงอื่นๆ
อีกทั้งเค้ายังมีตำราทำนายฝันว่า ฝันเห็นอะไรจะเป็นเลขอะไรด้วย สุดๆไปเลย



เย็นนี้ฉันได้มีโอกาสลอง โรตีใส่กล้วยกับไข่ ซึ่งก็เหมือนๆกับบ้านเราแถวชายทะเลหรือถนนเข้าสาร รสชาติก็เหมือนกัน(ไม่รู้ว่าใส่ผงชูรสหรือเปล่าลืมบอกว่าไม่ใส่ด้วยสิ) และอาหารมื้อเย็นก็ไปกินเฝอแถวข้างๆวัดเป็นร้านค้าข้างทางเลย มีคนไปกินเยอะ ทั้งไทยและเทศ ฉันไปลองผัดไท ใส่ถั่วลิสงเยอะมากไม่รู้ว่าจะกลายเป็นผัดถั่วไปแล้วละสิ และ ณ ที่ร้านแห่งนี้ เบยลาว ที่เค้าพูดว่าอร่อยหนักหนาฉันก็ได้ลองชิมที่นี่ แต่ก็งั้นๆนะ 5% Alcohol เอง ฉันดื่มเอาพอรู้ไม่ได้คิดจะไปเมาที่ไหน

คืนนี้ขณะที่ฉันนั่งเขียนบันทึกการเดินทางที่ Guest house นั้นฉันก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่เป็นคนไทยสาวล้วนอีก 5 คนมาเที่ยวกันเองและพักที่เดียวกับฉัน พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการ์ณการเดินทางอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน แต่มีนัดกันใหม่พรุ่งนี้เช้าตอน 6โมง พวกเค้าจะพาฉันไปที่ตลาดเช้าของที่นี่ เมื่อชวนฉันแบบนี้มีหรือที่ฉันจะไม่ไป มาเที่ยวนิ ไม่ได้มานอน และยังมีเพื่อนใหม่อีกด้วย คืนนี้ฉันน่าจะเข้านอนตอนเที่ยงคืนได้ เพราะมัวแต่นั่งเขียนบันทึกการเดินทางของแต่ละวันให้เสร็จด้วย




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 ธันวาคม 2550 0:42:11 น.
Counter : 666 Pageviews.  


ลานสน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ตราบที่ยังมีความฝัน ตราบนั้นก็ยังเดินหน้าสู้ต่อไป
Custom Search
Friends' blogs
[Add ลานสน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.