บันไดมนุษย์ images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

ทริปภูหินร่องกล้า 22ตค2007

เมื่อคืนหลังจากที่ต้องนอนคนเดียว เปล่าเปลี่ยวใจไปแล้ว เช้าวันนี้ฉันมีโปรแกรมที่จะไปล่องแก่งน้ำเข็กตอนเช้า 9.00 โมง ร้านล่องแก่งมารับได้ตรงเวลามากเลย ตอนแรกฉันนึกว่าจะต้องไปร่วมกับแขกคนอื่น ปรากฏว่ามีฉันเพียงคนเดียวเอง แต่เนื่องจากว่า ถ้านั่งเรือแค่คนเดียว(ไม่รวมคนคัดหัว-ท้ายแล้ว) เรือจะเบาไปทำให้ล่องแก่งไม่ได้ ทางร้านก็เลยไปตามคนรู้จักอื่นๆมาด้วย ตกลงแล้วในเรือมีแค่ 7 คน มีฉันเป็นลูกค้าคนเดียว คิดเงินก็แค่ 550 บาท โอ้โห้สุดคุ้มเลยนะเนี่ย

ระดับน้ำในวันที่ฉันไปล่องแก่งมีไม่ค่อยจะมากแล้ว(ในขณะที่จังหวัดอื่นน้ำกำลังท่วม) คงเป็นเพราะว่าใกล้จะหมดฤดูการล่องแก่งน้ำเข็กแล้ว ฉันแอบถามว่าถ้าหมดฤดูท่องเที่ยวที่นี่แล้ว เค้าจะไปทำอะไรกันหรือ เค้าตอบว่า ก็จะเอาเรือไปที่อุ้มพาง ทีลอซู ... อืมรู้จักจัดการบริหารทรัพยากรดีแฮะ

ฉันรู้สึกสนุกับการแล่งแก่งครั้งนี้มากเลย ถึงแม้จะไม่มีเพื่อนไป แต่ก็ได้ความประทับใจจากเพื่อนร่วมแพยางครั้งนี้ เลยทำให้คิดว่าปีหน้าจะกลับมาใหม่ เครานี้ต้องมาตอนที่น้ำเยอะกว่านี้ มาร้านเดิมนี่แหละมันดี เทค์แคร์ก็ดี เสียดายอย่างเดียว ไม่สามารถมีรูปมาโชว์ได้

ฉันสิ้นสุดการล่องแก่งนี้ประมาณ 11.00 โมงกว่าๆนิดหน่อย ใช้เวลาล่องประมาณ 2 ชม....จุดที่ขึ้นจากแพก็ไม่ไกลจากที่พักเลย นั่งรถ 1 นาทีไม่รู้จะถึงหรือเปล่าด้วย เอาเป็นว่าสิ้นสุดกับการล่องแก่งน้ำเข็กเพียงเท่านี้สำหรับวันนี้ โปรแกรมต่อไปหลังจากคิดทบทวนแล้วก็คือ ไปกางเต็นท์นอนเล่นที่ ภูหินร่องกล้า

เมื่อได้อาบน้ำ กินข้าวกลางวัน แถมกาแฟแล้ว(ปกติไม่กินนะ) ก็ขับรถขึ้นภูหินร่องกล้าทางนครไทย ทางนี้ไม่ค่อยจะชันเท่าไหร่ รถก็ไม่เยอะ จากจุดที่ฉันพักขึ้นไปถึง อุทยาน ใช้เวลาประมาณ 1 ชมกว่าๆเอง เร็วกว่าที่คิดอีก รู้แบบนี้ไม่น่ากินกาแฟเลย คืนนี้อาจจะนอนไม่หลับได้เศร้าแน่ๆ



ที่แรกที่ฉันไปเที่ยวก็คือลานหินแตก ภูมิประเทศบริเวณนี้เกิดจากการโกงตัวของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน และยังได้รับอิทธิพลจากฝนและลม ทำให้พื้นผิวบริเวณนี้มีลักษณะที่แปลกประหลาดจากที่อื่นๆใด









ตรงนี้เป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อีกที่หนึ่งของที่นี่ แต่ฉันคงไม่สามารถ เพราะตอนที่ไปนั้น ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว เหมือนไปเที่ยวคนเดียวในลานหินแตกยังงัยก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าไปเที่ยวที่อื่นต่อดีกว่า เวลาก็ยังมีอีกเยอะ ที่กางเต็นท์ก็ยังไม่ได้หาเลย

เมื่อเที่ยวที่ลานหินแตกแล้ว ฉันก็แวะเข้าไปที่ทำการเพื่อจ่ายค่าทำเนียมในการกางเต็นท์ จริงๆแล้วจะไม่จ่ายก็ได้ แต่ว่าไม่อยากจะทำตัวเป็นพวกคนขี้โกง อะไรนิดอะไรหน่อยก็จะโกงให้ได้เลย

บริเวณที่กางเต็นท์มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก คนน้อยอีกแล้ว แต่ก็ไม่น้อยมากจนเกินไป มีคนให้คุยด้วย ฉันเลือกที่กางเต็นท์แถวๆห้องน้ำเพื่อประโยชน์บางประการ
ในขณะกางเต็นท์ฉันก็สังเกตุว่า มีคนจากเต็นท์อื่นๆมองๆอยู่ด้วย คงคิดสงสัยว่า อัยบ้าที่ไหนมานอนคนเดียว ไม่พวกไม่จา..หึหึ..ไม่เป็นไร





ต่อไปจากนี้ ฉันก็ยังคิดว่าน่าจะไปเที่ยวที่ใกล้ๆต่อได้ เมื่อได้ศึกษาเส้นทางแล้วก็พบว่า น่าจะไปเที่ยวบริเวณลานหินปุ่ม ซึ่งจะอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กม คิดได้ดังนั้นฉันก็เอาจักรยานมาประกอบใหม่ แล้วก็ตั้งหาตั้งตาขี่จักรยาน Uphill ไปที่นั้น งานนี้เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่มาก ชันแต่ไปเรื่อยๆ ถนนก็ค่อนข้างดีเลย


รูปสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณนี้





ลานหินแตก






การเที่ยวชมสถานที่แถวนี้สามารถเดินเป็นวงกลมได้ ไม่ต้องย้อนไปย้อนมาให้เสียเวลา ที่ลานหินปุ่มในสมัยที่มีการสู้รบกัน พวกคอมมิวนิสต์ใช้ที่แถวนี้เป็นที่พักรักษาพยาบาลผู้ป่วย เนื่องจากมีอาการระบายดี มีลมเย็นๆพัดผ่าน






ผาชูธง


ที่ผาชูธงนี้ถูกใช้เพื่อชูธงแสดงความยินดีเมื่อรบชนะ จากผาชูธงต่อไปก็เป็นลานอเนกประสงค์ ซึ่งชื่อก็บอกว่าเอาไว้ใช้ทำกิจกรรมต่างๆของพรรคคอมมิวนิสต์ ตรงนี้มีที่ให้ดูหลายๆอย่าง


รอยหลุมระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล



ปืนต่อสู้อากาศยาน



สำนักงานอำนาจรัฐ








ฉันใช้เวลาในการดูทั้งหมดนี่ประมาณ 1 ชมเอง จริงๆแล้วควรจะใช้เวลามากกว่านี้ แต่นี่รีบๆดูยังไงก็ไม่รู้ จริงๆก็กลัวว่าจะมืดด้วย ขี่จักรยานมืดๆน่ากลัวไปหน่อย

เอาเข้าจริงแล้ว ขากลับตอนขี่จักรยานกลับใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเองเพราะเป็น downhill ตลอดทางเลย

ข้าวเย็นวันนี้ ฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารภายในอุทยาน ไม่ทำแล้วมาม่าเบื่อแล้ว คืนนี้ฉันอุตสาห์เข้านอนเร็วเพื่อที่จะพักผ่อน แต่เอาเข้าจริงกลับนอนไม่หลับ เพราะว่าดันไปกางเต็นท์ในที่เอียงๆ ก็เลยนอนแล้วไหล กว่าจะหาวิธีนอนได้เล่นเอาดึกเลย
แถมยังมีเสียงคุยกันของเต็นท์ที่อยู่รอบๆอีก ตกลงฉันก็เลยนอนน้อยอีกคืน แล้วพรุ่งนี้ฉานจะขับรถกลับไหวไหมเนี่





 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2550 23:37:08 น.
Counter : 680 Pageviews.  

ทริปทุ่งแสลงหลวง 21 ตค2007

เมื่อคืนหลังจากที่ฉันนอนอยู่กับความหนาวเย็นอยู่ภายในเต็นท์ ในใจฉันนั้นขอให้ถึงตอนเช้าไวๆ เพราะว่าฉันรู้สึกนอนไม่ค่อยจะหลับเลย อาจจะเพราะว่าผิดที่ผิดทางหรือว่าอากาศหนาว หรืออะไรก็ตามทีเถอะ ฉันลุกออกจากเต็นท์ตอนเกือบ 6 โมง ซึ่งแน่นอนตอนเช้านี้ฉันไม่อาบน้ำแน่นอนอากาศแบบนี้


สภาพยามเช้า


มีสิ่งหนึ่งที่เมื่อวานนี้ฉันไม่ได้ทำก็คือแปรงฟัน เพราะว่าลืมเอายาสีฟันมา ฉะนั้นแล้วเช้านี้ฉันก็เลยไปหาซื้อที่ร้านค้าสวัสดิการของทางอุทยาน ปกติแล้วฉันก็ไม่เคยลืมเอายาสีฟันไปไหนเลยนะเนี่ย

เช้านี้หลังจากที่ทำมาม่าเป็นอาหารเช้าแล้ว ฉันมีโปรแกรมไปขี่จักรยานเข้าไปที่ทุ่งนางพญา ฉันได้สอบถามจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าระยะทางไปกลับ 24 กมเส้นทางไม่โหดมากไปได้ไม่หลง ก่อนที่จะไปนั้นฉันก็ได้เอาพวกอาหารและน้ำดื่มไปด้วย เพราะว่าถ้าหิวละก็จบกันแน่





เส้นทางจักรยาน อุทยาน-ทุ่งนางพญานั้น ช่วงแรกเลยจะต้อง downhill มาก่อนแล้วก็ขี่ Up hill แบบโหดๆ จนขึ้นไปถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่จุดนี้เช้าๆจะมีคนขับรถขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตอนเช้า


จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น


หลังจากนั้นก็ต้องผ่าน Uphill มหาโหดอีกครั้งก่อนที่จะเจอทางราบๆ มีเนินน้อยๆ สบายๆ



ฉันโชคดีที่มาขี่ช่วงนี้เพราะว่ายังไม่มีฝุ่นและต้นไม้ก็ยังเขียวมาก ถ้าหนาวก็นี่จะก็ต้นไม้คงจะขาดสีสันไปมากเลย แถมผุ่นจะเยอะอีกต่างหาก

เมื่อขี่มาเรื่อยๆสภาพแวดล้อมเริ่มมีต้นไม้ใหญ่มากขึ้น สภาพป่ารกมากขึ้น






จากป่าก็เริ่มเจอทุ่งโล่งๆอีกครั้ง


อีกไม่นานนักฉันก็ได้มาถึงทุ่งนางพญา ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถจะมากางเต็นท์ได้อีกจุดหนึ่ง แต่ว่าที่นี่ไม่มีห้องน้ำหรือร้านค้า แถมต้องใช้รถที่มีประสิทธิภาพดีๆเข้ามาด้วย


ลานสน ณ ทุ่งนางพญา



ลานสน ณ ทุ่งนางพญา



จักรยานกับต้นสน




ตรงทุ่งนางพญานี้ ฉันไปพอกับนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 4 ครอบครัวมากางเต็นท์กัน โดยที่มีบางคนมีน้ำใจ ให้ฉันเอาจักรยานใส่หลังรถกระบะเค้าก็ได้จะได้ออกไปด้วยกัน แต่ว่าฉันก็ต้องขอบคุณในน้ำใจเค้า หลังจากนั่งพักผ่อนกินขนมที่ซื้อไปสักพักที่ถึงเวลาปั่นกลับ ขาเข้ามานี่ฉันใช้เวลาไป 1 ชมกับ 12 กม ฉันก็คิดว่าน่าจะใช้เวลาเท่ากันในการปั่นออกไปถึงอุทยาน

ขากลับจากการปั่นออกไปนี่ ฉันคิดว่าฉันใช้ความเร็วได้ดีขึ้นอาจจะเป็นเพราะว่าเริ่มรู้แล้วว่าจะไปเจออะไรข้างหน้า เมื่อปั่นออกมาได้เรื่อยๆจนถึงทางแยก ที่สามารถไปแก่งวังน้ำเย็นได้ แต่คงต้องปั่นไปอีก 9 กม ไป-กลับก็ 18 กม

คิดใช้เวลาคิดอยู่สักพักหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นก็ 10 โมงเช้าเองถ้ากล้บไปเลยก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่ดี ฉันก็เลยตัดสินใจปั่นไปที่แก่งวังน้ำเย็นอีก



ถึงระยะทางจะใกล้กว่าเส้นทางแรก แต่ว่าโหดกว่าเยอะเนื่องจากบริเวณค่อนข้างเฉอะแฉะ มีเนินก็เยอะ เรียกได้ว่าเอาให้ฉันเหนื่อยมากเลย อยากจะให้หลังกลับไปหลายต่อหลายครั้งมาก เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็เริ่มหิวแล้ว อารมณ์หยิบกล้องมาถ่ายรูปละก็จบกันได้เลย


แก่งวังน้ำเย็น


แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ได้รอดกลับออกไปได้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตามที ฉันกลับไปถึงอุทยานประมาณเที่ยง ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดตั้งแต่เช้าก็ 4 ชม เหนื่อยมากจริงๆ

สิ่งแรกที่ฉันทำตอนมาถึงที่ทำการก็คือ เดินเข้าไปซื้อน้ำอัดลมมากินให้สะใจ น้ำที่เอาติดตัวไปด้วยนั้นหมดพอดี เมื่อพักผ่อนได้สักครู่แล้ว ฉันก็ต้องเอาจักรยานไปล้างก่อนที่จะเก็บไว้ในรถ แล้วก็อาบน้ำเก็บของเพื่อที่จะลาจาก จากที่ทุ่งแสลงหลวงนี่สักที

กลางวันนี้ฉันไปฝากท้องไว้ที่ ร้านค้าของชาวบ้านตรงทางเข้าอุทยาน อร่อยดีครับกระเพราหมูไข่ดาว กับสปอนเซอร์ดับกระหาย(ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่)

สถานที่เที่ยวต่อไปในช่วงบ่ายนี้ ฉันเลือกที่จะไปน้ำตกศรีดิษฐ์


น้ำตกศรีดิษฐ์


น้ำตกแห่งนี้ยังอยู่บริเวณส่วนที่เป็นเขาค้อ ในบริเวณน้ำตกแต่ก่อนเคยเป็นที่สู้รบกันของผู้ก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่รัฐ




บ้านพักผู้ก่อการร้าย



กังหันน้ำเอาไว้ใช้ตำข้าว



ต้นไม้ประหลาดแต่ดูดี


บริเวณน้ำตกศรีดิษฐ์นี้นอกจากจะมีน้ำตกให้ทัศนาแล้ว ยังมีร้านอาหารและร้านขายของฝากอีกด้วย ฉันคิดว่าช่วงฤดูท่องเที่ยว ที่น้ำตกแห่งนี้จะต้องเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมเข้ามาพักผ่อนแห่งหนึ่งเป็นแน่แท้


คุณย่ากำลังนั่งเย็บสินค้าที่ระลึก


ที่เที่ยวต่อไปนั้น ฉันมีแผนที่จะเที่ยวที่ไร่ BN ซึ่งจริงๆแล้วฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าไปเที่ยวที่นี่ทำไมกัน เคยแต่ได้ยินชื่อเพียงเท่านั้น แต่ไหนๆก็มาเขาค้อแล้ว และเป็นทางผ่านด้วย จะไม่แวะก็กระไรอยู่

เมื่อขับรถไปถึงไร่ BN นั้นฉันก็พบว่า เป็นไร่ที่เค้าขายพันธ์ไม้ และสินค้าที่ระลึกต่างๆ ดีเลยฉันก็เลยได้ของฝากจากที่นี่ แถมยังได้เขียน postcard จากที่นี่อีกด้วย ตอนที่เที่ยวฉันก็ยังนึกอยู่เลยว่าจะไปหาซื้อของฝากจากที่ไหน


ร้านค้าภายในไร่ BN


เมื่อออกจากไร่ BN ได้สัก 50 เมตรจะมีจุดที่มีป้ายโปรโมทว่าสวยที่สุดของเขาค้อ เป็นพื้นที่ของเอกชน ทำบ้านพักให้คนมาซื้อ นักท่องเที่ยวหลายๆคนก็จอดรถถ่ายรูปกันที่นี่ รวมทั้งฉันเป็นหนึ่งในนั้น





พรุ่งนี้ฉันมีแผนที่จะไปล่องแก่งน้ำเข็กซักหน่อยทำให้คืนนี้ต้องไปหาที่พัก แถวๆบริเวณที่เค้าล่องแก่งกัน แต่ว่าฉันก็ไม่ได้หาที่พักไปก่อน คิดว่าขับรถไปหาไปน่าจะเจอไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าหาไม่เจอก็ยังมีเต็นท์ไม่เป็นไรหาที่ปักเต็นท์ให้ได้ก็พอแล้ว

ฉ้นพยายามหาที่พักราคาถูกซักหน่อย พวกรีสอร์ทหรูๆแพงๆนั้นคงไม่ได้อยู่ในความคิดช่วงนี้ สุดท้ายฉันก็ได้ที่พักริมทางราคาถูกจริงๆด้วย อยู่ติดถนนอีกต่างหากซึ่งไม่น่าเชื่อเลย ฉันไปสอบถามราคา มีตั้งแต่ คืนละ 600,500,400 และ 300 บาท ฉ้นเลือกราคา 400 บาทเพราะว่าราคา 300 นั้นดูแล้วไม่ไหว ถ้าไหนจะนอนแบบที่พักแล้วก็อย่างให้มันดูหดหู่เลย


บ้านพักริมทาง


รู้สึกว่าคืนนี้จะมีฉันเพียงคนเดียวที่เป็นแขกสำหรับที่นี่ เป็นแขกคนอื่นๆมาแล้วก้ไปสงสัยอยากจะพักที่ที่หรูหร่ากว่านี้

ฉันสอบถามราคาล่องแก่ง จากทางที่พัก เค้าคิดฉันแค่ 550 บาทเอง สุดถูก นี่ถ้ามาหลายๆคนยิ่งถูกเข้าไปใหญ่ ฉันคิดว่าถ้าจะมาล่องแก่งน้ำเข็กนี่ไม่ต้องจองทัวร์มาจากกรุงเทพก็ได้ มาหาเอาที่นี่เพราะว่าที่พักแต่ละที่เค้าก็จะส่งลูกค้าไปให้ผู้ประกอบการล่องแก่งอยู่แล้ว

พรุ่งนี้ทางร้านล่องแก่งจะมารับฉันตอนประมาณ 9 โมง ถ้าเช้ากว่านี้เค้าบอกว่าน้ำจะเย็นเกินเดียวจะหนาวซึ่งก็น่าจะจริง



อาหารเย็นที่ร้านค้าชุมชนแถวๆที่พัก เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกวิธีหนึ่ง




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2550 21:08:10 น.
Counter : 1042 Pageviews.  

ทริปเขาค้อ 20 ตค 2007

หยุดยาวช่วงวันปิยะ 4 วันนี้ฉันจะไปไหนดี เป็นความคิดที่ก่อตัวขึ้นประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนวันหยุดจะมาถึง ฉันไปพยายามโทรไปชักชวนเพื่อนที่สนิทและเที่ยวมาด้วยกันเมื่อสมัยเก่าก่อน แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อเพื่อนๆไม่มีใครว่างกันเลย เป็นอันว่าฉันถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องไปคนเดียว ในเมื่อไม่สามารถหาใครได้แล้ว ฉันก็ตัดใจ ไปคนเดียว ก็คนเดียว มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องไปเที่ยวคนเดียวซักหน่อย

ก่อนเดินทางสัก 2 วันฉันก็เพิ่งจะวางแผนลงตัวว่าจะไปไหนดีสรุปว่าก็จะไป
เขาค้อ-ทุ่งแสลงหลวง-ล่องแก่งน้ำเข็ก-ทุ่งแสลงหลวง

เมื่อเช้าของวันที่ 20 ตคฉันก็ชัดแจงเก็บของใส่รถเพื่อจะเตรียมออกเดินทาง งานนี้ที่แรกที่จะไปให้ถึงก็คือเขาค้อ ซึ่งจะเป็นการเยือนครั้งแรกและกลางคืนว่าจะไปกางเต็นท์นอนที่ทุ่งแสลงหลวง

ฉันใช้เวลา 5 ชมในการขับรถจากกรุงเทพถึงเพชรบูรณ์ และก็อีกนิดหน่อยในการขึ้นเขาค้อ โดยที่แรกที่ฉันไปเยือนนั้นก็คือ ฐานที่มั่นของฝ่ายรัฐบาล

ฐานยิงสนับสนุน



โดยที่ภายในฐานนี้เป็นที่แสดงอาวุธในสมัยที่ใช้สู้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์


ศาลสมเด็จพระนเรศวร










ฉันใช้เวลาตรงที่นี้ไม่นาน จากนั้นก็ขับต่อไปอีกหน่อยก็ถึงอนุเสาวรีย์ผู้สละชีพบนเขาค้อ



จากนั้นสถานที่ต่อไปใกล้เคียงกันก็คือพระธาตุ(จำชื่อเต็มๆไม่ได้แล้ว) โดยที่ข้างในพระธาตุนี้รวบรวมพระพุทธรูปมากมายเอาไว้ให้กราบไหว้บูชา เรียกได้ว่ามาที่นี่แห่งเดียวไหว้ได้หมดครบทุกองค์







ในพระธาตุถ้าจะจุดเทียนบูชานั้น เค้าจะมีจานรองเทียนอีกที ดูแล้วก็เท่ห์ดี แปลกตาไปอีกแบบ

ต่อจากนี้ ฉันก็ขับรถต่อไปซึ่งไม่ไกลมาก ในการที่จะไปเยี่ยมชมพระตำหนักเขาค้อ


ด้านนอกของพระตำหนัก



เหล่าต้นสนยามเย็นที่เขาค้อ


อากาศบนเขาค้อนั้น ค่อนข้างที่จะเย็นสบายทีเดียวเลย นี่ขนาดประมาณเดือนตุลาคมเอง ถ้าเป็นปลายปีละก็ คงจะดีสุดๆเลย ไม่แปลกเลยที่คนนิยมมาเที่ยวเขาค้อ แต่ฉันซึ่งเดินทางคนเดียวคงจะไม่สามารถมาทำตัวโรแมนติกกับใครได้ที่นี่ เพราะฉะนั้นแล้วสถานที่ที่ฉันควรจะไปนอนคืนนี้ก็คือ "ทุ่งแสลงหลวง"

ฉันขับรถตรงไปที่ทุ่งแสลงหลวงตรงบริเวณหนองบ้านนา จริงๆแล้วทุ่งแสลงหลวงสามารถเข้าได้อีกทางจากพิษณุโลก แต่ว่าถ้าจะไปทางนั้นน่าจะไปเดินป่าเข้าทุ่งโนนสนจะดีกว่า

เมื่อไปถึงแล้วฉันก็ไปดูรายชื่อคนที่มาพักที่นี่จากเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่ามีไม่เยอะเลย น้อยกว่าที่ฉันคิดไว้มากเลยสำหรับการหยุดยาวแบบนี้


ทุ่งแสลงหลวงในยามที่คนน้อยนิด




ฉันขับรถเข้าไปยอดในสถานที่กางเต็นท์ที่ทางอุทยานจัดไว้ สำรวจดูแล้วมีคนมากางเต็นท์ ณ บริเวณนั้นแค่ 4 หลังรวมฉันแล้ว บางคณะก็พักบ้าน บางคณะก็กางเต็นท์กันที่บริเวณอื่น ฉันเลือกที่จะกางเต็นท์ภายในศาลาที่พัก เสร็จแล้วก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่าก่อนที่จะหนาวจนอาบไม่ไว้ ส่วนอาหารเย็นฉันก็ต้มมาม่ากินจริงๆแล้วฉันไม่ค่อยชอบกินมาม่าหรอกนะ แต่ขี้เกียจขับรถไปซื้อกินข้างนอก กินแค่นี้ก็อิ่มแล้ว

หน้าหนาวนี้มืดเร็วมาก 6 โมงก็เรียกว่าต้องเริ่มใช้ไฟฉาย จุดตะเกียงได้แล้ว ฉันเข้านอนเร็วมากประมาณ 2 ทุ่มก็เข้านอนแล้ว แต่ใช่ว่าจะหลับนะ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร อ่านหนังสือก็แล้ว เขียน Diary บันทึกการเดินทางก็แล้ว เหลือแต่นอนอย่างเดียว มือถือก็ไม่มีสัญญาณ ถ้าจะโทรก็ต้องเดินหาสัญญาณ



เป็นครั้งแรกที่ฉันขอบคุณ พวกที่กินเหล้าแล้วร้องเพลงเสียงดัง โดยปกติฉันก็ไม่ค่อยจะชอบ แต่ว่าคราวนี้เสียงของพวกเค้าทำให้ฉันรู้สึกว่ายังมีผู้คนอยู่นะ อย่างน้อยความเหงาของคนเดินทางคนเดียวก็ถูกเยียวยาไปได้บ้าง

แต่เมื่อความสงบมาเยือน ฉันก็ไปสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติของป่าแห่งนี้ สรรพเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นน่าสนใจยิ่งนัก เมื่อมนุษย์เงียบลง เราก็สามารถได้ยินเสียงของธรรมชาติได้งดงามมากขึ้น




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2550    
Last Update : 29 ตุลาคม 2550 23:29:52 น.
Counter : 567 Pageviews.  


ลานสน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ตราบที่ยังมีความฝัน ตราบนั้นก็ยังเดินหน้าสู้ต่อไป
Custom Search
Friends' blogs
[Add ลานสน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.