WiNKKK
อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ - อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
Group Blog
 
All blogs
 

วันหนึ่งวันนั้น



วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่ง

ดิฉันจึงมาเล่าความประทับใจกึ่งเหนื่อยหน่อย
ให้เพื่อนพ้องฟัง


การเขียนคำโปรยปก
คืองานสุดท้ายของการเขียนนิยาย
ที่ดิฉันไร้ความสามารถเข้าขั้นติดลบ


ผลงานทุกเล่มที่ได้รับการตีพิมพ์
ไม่เคยมีคำโปรยปกของตัวเอง
กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์แต่ละแห่ง
เมตตาอนุเคราะห์ให้ทั้งนั้น


ดิฉันกังขาใจนักว่าทำไมคำโปรยปกของตัวเอง
จึงไม่เข้าตากรรมการ


วันหนึ่ง ลูกสาวก็ชี้ทางสว่างมาให้
เธอบอกอย่างนี้
..โปรยเพราะ แต่ไม่รู้เรื่อง..


ดิฉันกังขาใจอีกแล้ว จึงถามไปว่า
..หมายความว่ายังไง..


ลูกสาวก็ชี้แจงแถลงไขละเอียดขึ้นอีกนิดว่า
..ใช้คำสวยไปหมด สวยทุกคำ แต่ไม่เห็นภาพเนื้อหาของนิยาย..


ดิฉันถามกลับว่า
..แล้วคำสวยๆ ไม่ดีตรงไหนหรือ..


ลูกสาวตอบรวดเร็วเลยว่า
..ก็ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ว่านิยายสนุก และควรซื้อหรือไม่..


ดิฉันจึงเงียบไปในบัดดล
นับจากวันหนึ่งวันนั้นเป็นต้นมา
ดิฉันหมั่นพยายามอย่างทุ่มเทให้กับการเขียนคำโปรยปก


จะดีขึ้นหรือไม่ ดิฉันไม่แจ้งใจนัก
แต่จากเสียงเปรยสะท้อนมาจากเพื่อนนักอ่าน
คล้ายจะเป็นนิมิตหมายไปในทางที่ดีขึ้น


ด้วยประโยคเหล่านี้..
โปรยโดนใจ โปรยเสียอยากซื้อ
โปรยน่าสน โปรยจนอยากอ่าน ฯลฯ


ซึ่ง.. ดิฉันยังพยายามอยู่


จบเรื่องเล่าด้วยรอยยิ้ม


และขอบคุณลูกสาวค่ะ
เธอคือจุดเริ่มต้นก้าวแรกบนเส้นทางสายนี้


เธอคะยั้นคะยอให้ดิฉันนำงานเขียนเรื่อง 'จำเลยชั้นหนึ่ง'
ลงทางอินเทอร์เน็ต


และไม่นานหลังจากนั้น
งานเขียนเรื่องนี้ก็ได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์
อย่างเหนือความคาดหมาย


'จำเลยชั้นหนึ่ง'
จึงกลายเป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องแรก


ซึ่งถัดจากนั้นไป
งานเขียนของดิฉันก็ทยอยเป็นรูปเล่มไปเรื่อย


และวันหนึ่งวันนั้น
ยังคงเป็นลูกสาวคนนี้ที่ชี้ทางสว่างมาให้


ไม่เช่นนั้น ป่านนี้ คำโปรยปกของดิฉัน
คงไม่แคล้วท่วมท้นไปด้วยคำสวยๆ เพราะๆ
แต่.. ไม่รู้เรื่อง


ขอบคุณเพื่อนพ้องที่อ่านบทประทับใจอย่างยาว
ของดิฉันจนจบ.. ✍️
✍️ 🙏🌾


บรรทัดนี้.. ขอบคุณนะคะลูก รักลูกค่ะ.. ❤️💋🌻




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2560    
Last Update : 22 มิถุนายน 2560 13:46:51 น.
Counter : 460 Pageviews.  

คุณฟิลิปดาชวนคุยอีกครั้ง

สวัสดีค่ะ นามปากกา 'งามชบา' ตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ เพื่อใช้ในงานเขียนแนวรัก โรแมนติก ที่ผสมผสานเรื่องเหนือธรรมชาติ ปาฏิหาริย์ แทรกแฟนตาซีไม่หวือหวาแบบไทยๆ 


มีงานเขียนเพียงสองเรื่องค่ะ เรื่องแรก คือ 'กลิ่นบุพเพ' รัก โรแมนติก ระลึกชาติ ฆาตกรรม แต่เขียนยังไม่จบ เพราะเขียนเป็นรายวัน แค่วันละหนึ่งหน้า จนถึงวันนี้ ก็ล่วงเลยครึ่งปีไปแล้ว ลงไว้ในเว็บเด็กดี 

ตอนแรกลงทุกวันค่ะ ตอนหลังหยุดวันเสาร์อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ คนอ่านก็อ่านทุกวันเหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ กลายเป็นความเคยชิน ไม่ต้องรอ ไม่ต้องถาม ว่าจะลงวันไหน เมื่อไหร่ เพราะลงทุกวันอยู่แล้ว

เรื่องที่สอง คือ 'สาปรัก ณ โฮยา' รัก โรแมนติก ที่เชื่อมโยงคำทำนายโบราณจากอดีตมาบรรจบกับปัจจุบัน ตั้งใจนำมาลงแรลลี่ จึงกลายเป็นว่า เป็นเรื่องที่สอง แต่เขียนจบก่อนเรื่องแรก

1. อยากรู้ว่าชอบอ่านหนังสืออะไรคะ และมีหนังสือเล่มไหนเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียนเองบ้าง
   อ่านได้ทุกประเภทค่ะ จึงไม่มีเล่มไหนเป็นแรงบันดาลใจเป็นพิเศษ

2. ครอบครัวของคุณมีอิทธิพลต่อการเขียนของคุณไหม อย่างไร
ไม่มีเลยค่ะ

3. อะไรที่คุณเขียนเป็นครั้งแรก เคยให้เพื่อนๆ หรือครอบครัวอ่านไหม พวกเขาคิดว่าอย่างไร
นิยายรายวันค่ะ เขียนด้วยลายมือลงสมุด เขียนตั้งไว้เฉยๆ แต่บังเอิญว่าเพื่อนมาเปิดอ่านเข้า แล้วสนใจ ทำนองว่า 'อยากติดตามตอนต่อไป' จึงมารบเร้าให้เขียนต่อ แต่ก็ไม่ค่อยได้ดั่งใจพวกเขาหรอกค่ะ เพราะเขียนด้วยลายมือ 

ต้องบอกก่อนว่า เขียนลายมือนี่ คัดนะคะ ไม่ได้เขียนหวัด เรียกว่าเขียนหัวอาลักษณ์กันเลย ตัวบรรจบและเต็มบรรทัดด้วย เปลืองสมุดมาก แต่ผลพลอยได้ก็คือ ลายมือสวยขึ้น

4. ทางบ้านของคุณได้อ่านหนังสือที่คุณเขียนบ้างไหม และเคยมีส่วนร่วมในการออกความเห็นเกี่ยวกับโครงเรื่องไหม
ไม่เคยเลยค่ะ

5. คุณมีวิธีเขียนนวนิยายเรื่อง สาปรัก ณ โฮยา อย่างไร ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น การคิดโครงเรื่อง ตัวละคร เหตุการณ์ ฯลฯ คุยให้ฟังด้วยค่ะ
เป็นความบังเอิญว่า คืนหนึ่ง อ่านเรื่องราวสัพเพเหระในอินเทอร์เน็ต แล้วไปเจอกับหัวข้อ 'ดอกผกาแก้ว' 

ก็มีเจ้าของกระทู้กับคนอ่านคุยกัน จนได้ไปเจอกับกระทู้ท้ายๆ ทำนองว่า ดอกผกาแก้วมีชื่อพื้นเมืองว่า 'โฮยา' รู้สึกชอบชื่อนี้ อยากเขียนเรื่องราวที่มีชื่อนี้เข้าไปเกี่ยวข้อง 

แต่ก็ไม่ได้เริ่มต้นทำอะไร เพราะยังเขียนเรื่องแรกอยู่ ค่อยมาเริ่มต้นเขียน ตอนลงสมัครแข่งเขียนในแรลลี่แล้วค่ะ

ถ้าถามถึงวิธีเขียนเรื่องนี้ ก็บอกตามตรงว่า ไม่มีวิธีเขียนเป็นระเบียบแบบแผนเลยค่ะ นึกไว้แค่ว่า ให้เป็นเรื่องมีชาติก่อนเกี่ยวกับทะเล แล้วก็นึกว่าจะให้พระเอกหรือนางเอก เป็นคนเจอเหตุการณ์พิสดาร เมื่อเลือกว่าเป็นพระเอก ก็เขียนเลย

บทแรกจะให้สมองพาไป เพราะยังไม่มีตัวละครสักตัว ตอนเขียนบรรยายช่วงแรก ก็ยังนึกชื่อพระเอกไม่ออกเลยค่ะ แต่พอจบบทบรรยาย ก็อยากให้พระเอกมีชื่ออะไรที่มันคมๆ แข็งๆ นึกถึงชุมชนใหญ่ที่รวมๆ หลายอย่างเป็นกลุ่มๆ แน่นๆ  นึกถึงมีด ดาบ กริช หอก จำพวกอาวุธทั้งหลาย

แล้วก็ลองนำคำสองจำพวกนี้ มาผสมๆ ปนๆ กัน ดูว่าชื่อไหนสวย ถูกใจตัวเอง ก็เลือกชื่อนั้น สุดท้ายก็ได้มาเป็น 'ชุมกริช' ส่วนชื่อนางเอก ไม่ต้องคิดแล้ว เพราะตั้งใจให้ชื่อ 'ผกาแก้ว' กับ 'โฮยา' มาตั้งแต่เจอกระทู้ดอกผกาแก้วแล้วค่ะ

พอบทแรกจบไป บทต่อๆ มาก็ไม่ต้องใช้สมองมากนัก เดินตามตัวละครไปเรื่อยๆ แค่ระวังว่าอย่าให้พวกเขาพาลงทะเลเป็นใช้ได้ และทั้งที่เลือกว่าให้พระเอกเป็นคนเจอเหตุการณ์พิสดาร แต่พอดำเนินเรื่อง กลับเดินตามนางเอกเสียมากกว่า เพราะเธอเป็นเจ้าของเหตุการณ์ชาติก่อน มีเรื่องให้เดินตามได้เยอะกว่า

6. ตัวละครในเรื่อง ได้รับอิทธิพลมาจากใครในชีวิตจริงหรือเปล่า คิดว่าจุดเด่นของตัวละครของคุณคือตรงไหน
ชอบดูเวลาคนควบม้าสวยๆ ค่ะ จึงดึงความชอบตรงนี้ ไปใส่ให้นักรบกริช ในเรื่องเขาเป็นนักรบโบราณรูปหล่อ บุคลิกห้าวหาญ ตัวสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้ม จัดเจนการต่อสู้และทำสงคราม ด้วยรูปลักษณ์อัศวินเช่นนี้ ต้องให้ควบม้าสวยๆ ถึงจะถูกใจค่ะ

7. คุณชอบตอนไหนที่สุดในเรื่อง
นักรบกริชขี่ม้าหนีการไล่ล่า จากหมู่บ้านมายตีข้ามลำธารมาสู่ดินแดนโฮยาค่ะ ก็อย่างที่บอกว่า ชอบคนควบม้าสวยๆ จึงต้องมีฉากนี้สนองความชอบของตัวเอง แล้วในเรื่องนี้ ก็มีนักรบกริชนี่ล่ะ ที่ขี่ม้าได้สวย และควบได้เท่กว่าใคร แม้จะควบหนีก็เถอะ

8. อะไรคือแรงบันดาลใจทำให้คุณอยากเขียนเรื่องนี้ และมีประเด็นอะไรที่คุณอยากนำเสนอกับคนอ่าน
ถ้าให้ความหมายของการอ่านเจอกระทู้ดอกผกาแก้ว แล้วทำให้อยากเขียนเรื่องที่มีคำว่าผกาแก้วกับโฮยาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ว่าหมายถึงแรงบันดาลใจ ก็คิดว่าน่าจะใช่สาเหตุนี้ค่ะ

ประเด็นที่นำเสนอ ก็เป็นเรื่องราวของความรักค่ะ เพราะความรัก มันเป็นความรู้สึกที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า 'อิสรภาพ' มันจึงมีรูปแบบมากมายให้เขียนได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีคำว่า 'หมด' ไม่ว่าจะเป็น รักต้องห้าม รักข้ามภพ รักพลัดพราก รักอาฆาต รักสามเส้า รักข้ามรุ่น รักข้ามฐานันดร ฯลฯ ดูว่าน่าเขียนไปเสียหมด

ส่วนความรักในเรื่อง 'สาปรัก ณ โฮยา' คิดว่าอยู่ในรูปแบบของรักพลัดพราก เพราะความรักของนักรบกริชกับโฮยา ไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องชนชั้น แม้ว่าจะถูกกีดกันจากพ่อของโฮยาในตอนแรก แต่ก็เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อย เมื่อนักรบกริชพิสูจน์ตัวเองได้ เขากับโฮยาก็ได้แต่งงานกัน

อุปสรรคของความรักในเรื่องนี้ จึงน่าจะอยู่ที่ศัตรูของนักรบกริช ที่ตามไล่ล่าจิกวิญญาณไม่เลิก จนทำให้เขากับโฮยาต้องตาย ทั้งที่แต่งงานกันแล้ว แต่ยังไม่ได้ครองรักครองเรือนกันอย่างมีความสุข

แต่ถ้าใช้ประเด็นนี้มาเขียน ก็ดูว่าความน่าสนใจมันน้อยไป ไม่มีอะไรมาให้เขียน เพราะพลัดพรากแล้วก็ได้เจอกันอีกในชาติหน้า มันก็จบเพียงเท่านั้น จึงต้องใส่อุปสรรคเงื่อนไข จำพวกคำทำนายอะไรพวกนั้นลงไป

อย่างเช่นในเรื่องนี้ ก็ตั้งเงื่อนไขว่า นักรบกริชคือคนมีวาสนาในคำทำนายของชาวโฮยาโบราณ ว่ามาจากแดนไกล ปรากฏตัวเพื่อยุติความรุ่งเรืองของดินแดนโฮยา ทีนี้ก็ ชาติก่อนเขาทำได้ครึ่งเดียว ดินแดนโฮยาล่มสลายก็จริง แต่เหลือซากไว้ให้ทำลายอีกครึ่ง ซึ่งก็ต้องอาศัยชุมกริชในอีกชาติหนึ่ง

แล้วก็มีเงื่อนไขบังคับอีกว่า ต้องให้คนจากแดนไกล เข้าถึงถ้ำชั้นในได้ เจอรูปสลักท่านเทพ ขอพรได้อย่างน้อยก็หนึ่งประการ ไม่ขอไม่ได้นะ ถ้าไม่ขอ ดินแดนโฮยาก็ล่มแบบไม่แหลกตามคำทำนายอีก

แล้วก็ทำให้มันยากๆ กว่านั้นอีกนิดหน่อย ก็เพิ่มเงื่อนไขต่อท้ายเข้าไปอีกว่า ต้องไปเป็นคู่ด้วยนะ เพราะตามคำทำนายก็เป็นคู่แรก คู่เดียว และคู่สุดท้ายที่ได้เจอถ้ำชั้นใน ขอพร แล้วถ้ำก็ถล่ม

เงื่อนไขพวกนี้ มันก็เลยทำให้มีเรื่องมาเขียนว่า เขียนยังไงให้ชุมกริชไปเจอถ้ำชั้นในให้ได้ ต้องพาผกาแก้วไปด้วยนะ ต้องบีบคั้นให้ชุมกริชขอพรให้ได้ เพราะเขาไม่อยากขอนี่ ส่วนผกาแก้วก็ไม่เชื่อถือเรื่องพวกนี้อีก จะให้ชุมกริชทำยังไงถึงจะพาเธอไปด้วยได้

แต่เมื่อถึงบทสุดท้าย ก็ต้องให้จบลงที่ความรัก เพราะชุมกริชกับผกาแก้ว ต้องร่วมผจญเหตุการณ์ระทึกขวัญด้วยกัน เจ็บเนื้อเจ็บตัวด้วยกัน และช่วยเหลือกันและกันอย่างสุดฤทธิ์ตลอดเส้นทางการไล่ล่าของเหมหาว 

ก็ทำให้มีการทิ้งท้ายไว้ได้ในตอนจบว่า เอาล่ะ ในชาติใหม่นี้ ชุมกริชกับผกาแก้วอาจจะยังไม่รักกัน แต่ยังไงก็ต้องรักกันแน่ๆ เพราะมีใจให้กันแบบซ่อนๆ ในทีอยู่แล้ว

9. อะไรคือปัญหาหนักที่สุด ที่ท้าทายคุณ ตอนที่คุณเขียน คืออะไร
ยังไม่มีค่ะ จะว่าไปแล้ว ที่เราคิดว่าเรามีปัญหาหนักที่สุด ก็น่าจะเกิดมาจากการกดดันตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ตัวเองคิดเองเสียมากกว่า 

เช่น เขียนแบบนี้ คนอ่านเข้าใจไหม ชอบไหม หลุดโลกไปไหม ไร้เหตุผลหรือเปล่า กระชับไปไหม ฉับไวไปสักนิดไหม ยืดเยื้อ เยิ่นเย้อ คลุมเครือ สับสน วกวน จะเขียนจบหรือเปล่า หรือว่า ฯลฯ

ในขณะที่เขียน ไม่มีความคิดเหล่านี้หรอกค่ะ เพราะเขียนตามใจอยากของตัวเอง เขียนให้ตัวเองถูกใจ ส่วนความชอบหรือไม่ชอบของคนอ่าน ก็เป็นส่วนเสริมที่จะตามมาเองในภายหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำหนดและคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้

คนอ่านชอบ ก็อาจเป็นได้ว่า ชอบเรื่อง ชอบเหตุผล ชอบวิธีนำเสนอ ชอบสำนวน ชอบที่เราพูดคุยกับคนอ่านสม่ำเสมอ ชอบฯลฯ คนอ่านไม่ชอบ ก็อาจเป็นได้อีกว่า คิดต่างจากเรา ไม่ชอบเรื่องแนวนี้ ไม่ชอบการพลัดพราก ไม่ชอบรักหดหู่ ไม่ชอบสำนวน ไม่ชอบฯลฯ

ในเมื่อกำหนดและคาดเดาความชอบหรือไม่ชอบของคนอ่านล่วงหน้าไม่ได้ จึงยังไม่เคยเจอปัญหาหนักๆ ให้เขียนลำบาก ไม่เคยใช้ความชอบหรือไม่ชอบของคนอ่าน มาเป็นตัวท้าทายหรือกดดันความอยากเขียนของตัวเองเลยค่ะ แค่ว่าอยากเขียนยังไงก็เขียนออกมา เขียนแล้วต้องถูกใจตัวเองก็พอแล้ว

10. คุณคิดว่าเขียนฉากไหนยาก มีอะไรที่คุณหลีกเลี่ยงไม่อยากเขียนบ้างไหม
เขียนทุกฉากได้เท่าที่ความสามารถมีค่ะ ส่วนที่หลีกเลี่ยง ก็จะเป็นคำหยาบ เต็มที่ที่สุดที่ใช้อยู่ ก็มี นัง แก เอ็ง ข้า วะ เว้ย โว้ย ส่วน มึง กู จะไม่ใช้เลยค่ะ ไม่ว่าตัวละครตัวนั้น จะเป็นโจรโสโครกชั่วช้าหยาบคายสักแค่ไหน หรือจะเป็นเพื่อนสนิทแบบตีแขนตบหัวกันได้ยังไงก็ตาม บทสนทนาจะงดเว้น มึง กับ กู ไปเลยค่ะ

นอกจากนี้ ก็ยังมีคำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศที่ไม่ชอบใช้เลยค่ะ เช่น ฮัลโหล เยส โน โอเค แฟร์ เทคแคร์ โอเวอร์ ฯลฯ คือถ้าคำไหน มีคำไทยที่ใช้แทนกันได้ ก็เลือกใช้คำไทยค่ะ

ชื่อตัวละครที่ใช้ตัวอักษรที่พิมพ์ยากก็หลีกเลี่ยงเหมือนกัน แม้ว่ามันจะฟังไพเราะแค่ไหนก็ตาม เช่น ณ ฐ ญ ฏ ฎ ฌ ฑ เป็นต้นค่ะ

พระเอก นางเอก ที่เป็นชาวต่างชาติ เป็นลูกครึ่งต่างชาติ เช่น พระเอกต่างชาติ นางเอกไทย หรือพระเอกไทย นางเอกต่างชาติ ก็หลีกเลี่ยงค่ะ

อยากอ่านนิยายไทย ที่เป็นเรื่องราวของคนไทย ซึ่งก็อาจจะมีคนต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนประกอบหรือเกี่ยวข้องได้ตามเนื้อเรื่อง แต่ไม่ใช่อ่านนิยายไทย ที่เป็นเรื่องราวของพระเอกนางเอกลูกครึ่งต่างชาติ

อันนี้นี่ เป็นความไม่ชอบส่วนตัวค่ะ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ จะหลีกเลี่ยงเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเขียนไม่ได้นะคะ บางที ถ้ามีเงื่อนไขที่เป็นเหตุเป็นผลกันได้ และไม่ขัดแย้งกับความไม่ชอบส่วนตัวจนเกินไปนัก ก็พอเขียนได้ค่ะ

11. คุณเคยเกิดปัญหาการเขียนไม่ออกบ้างไหม ถ้ามี คุณจัดการกับมันอย่างไร
ยังไม่เคยเกิดปัญหานี้เลยค่ะ

12. แล้วอย่างที่เขียนไปๆ ความคิดเกี่ยวกับเรืองอื่น เข้ามาแทรกแซงในเรืองที่เขียนอยู่ละคะ
ยังไม่เคยเจอปัญหานี้เลยค่ะ

13. ช่วยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเขียนของคุณในแต่ละวัน ตอนเขียนคุณใช้อะไรเพื่อสร้างอารมณ์ไหม อย่างฟังเพลง หรืออื่นๆ ไปด้วย?
ไม่มีค่ะ เขียนงานได้ทุกที่และตลอดเวลาที่อยากเขียน สิ่งเร้าภายนอกไม่มีผลอะไรค่ะ ถ้าไม่ได้เขียน ก็แสดงว่า ในจังหวะนั้น ไม่มีช่วงเวลาให้เขียน เช่น กำลังประชุม กำลังขับรถ 

แต่ถ้ามีช่อง มีเวลาให้เขียน ก็เขียนได้เลยค่ะ ไม่ต้องเตรียมอะไรให้ยุ่งยากค่ะ เขียนไปเรื่อยๆ ไม่มีระเบียบแบบแผนอะไร อารมณ์ก็ไม่ต้องสร้างค่ะ เพราะมีความอยากต่อการเขียนเยอะแยะอยู่แล้ว

14. ตอนเขียนหนังสือ คุณมีคนอ่านที่อยู่ในใจคุณไหม คุณอยากเขียนให้คนแบบไหนอ่าน
ไม่มีค่ะ อยากให้อ่านทุกเพศทุกวัยค่ะ

15. คุณมีวิธีการหาข้อมูลในการเขียนอย่างไร ใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลบ่อยไหม มันมีประโยชน์ต่อคุณหรือเปล่า และมีวิธีการจัดการกับข้อมูลนั้นอย่างไร
ที่เปิดบ่อยที่สุดก็พจนานุกรมราชบัณฑิตค่ะ นอกเหนือจากนี้ ก็ค้นหาตามความจำเป็น ทำนองว่า 'กันพลาด' เสียมากกว่าค่ะ 

เช่นว่า คนเราอดน้ำได้เต็มที่กี่วัน แล้วถึงจะตาย หรือไม่ก็เดินทางโดยรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน จากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง ต้องใช้เวลานานกี่วัน กี่ชั่วโมง อะไรทำนองนี้ค่ะ ข้อมูลแบบนี้ ไม่กล้าเขียนมั่วค่ะ ต้องหาให้ชัดเจน

16. คุณมีเวลาอ่านงานเขียนของคนอื่นไหม คุณมีนักเขียนที่ชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า
ชอบคุณทมยันตี คุณวลัย นวาระ คุณนราวดี สามท่านนี้ พิเศษที่สุดแล้วค่ะ นอกเหนือจากนี้ ชื่นชอบไปตามปกติ เช่น คุณพนมเทียน คุณตรี อภิรุม คุณจินตวีร์ วิวัฒน์ คุณอิงอร คุณเสนีย์ บุษปะเกศ คุณ ก. สุรางคนางค์ ฯลฯ

17. คุณมีหนังสือสักเล่มที่คุณอ่านแล้วอยากจะพูดถึง หรือติดอยู่ในความทรงจำของคุณบ้างไหม เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ฉากไหน
นิทานพื้นบ้านเล่มหนึ่งค่ะ สูญหายไปนานมากแล้ว ในนั้นจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของชื่อสถานที่ อาจจะเป็นตำนาน เรื่องเล่า จริงไม่จริงก็ไม่ทราบค่ะ แต่น่าสนใจ ที่จำได้รางๆ ก็เช่น ที่มาของพระปฐมเจดีย์ วังแม่ลูกอ่อน เก้าเส้ง น้ำท่วมโลก ฯลฯ

อีกเรื่องก็ 'ศรีธนญชัย' ค่ะ ชอบหลายฉาก เช่น มาก่อนไก่ สร้างเจดีย์ กินผักบุ้ง เขาเป็นคนเจ้าปัญญาที่ทำให้คนอ่านรักได้ เกลียดได้ เพราะไม่ใช่ฉลาดมากเฉยๆ มีความเจ้าเล่ห์แกมร้ายแอบแฝงอยู่ด้วย

18. ในช่วงหลังๆ จะเห็นว่ามีการจัดทีมนักเขียนมาเขียนด้วยกัน ถ้าสมมติว่าคุณมีโอกาส คุณอยากร่วมทำงานเขียนกับนักเขียนท่านใด และเพราะอะไร (เลือกได้ทั้งในและต่างประเทศเลยค่ะ)
ไม่สามารถเลยค่ะ ไม่เคยใฝ่ฝันแบบนั้นเลย เพราะนึกอยู่เสมอว่า คนอื่นเก่ง อย่าให้เราเข้าไปเป็นตัวถ่วงเลย ขอเป็นฝ่ายอ่านดีกว่าค่ะ 

แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ก็บอกได้ว่า วิธีการเขียนแบบรวมนักเขียนเข้าไว้ด้วยกันแบบนี้ ไม่ชอบเลยค่ะ รู้สึกเหมือนเรื่องราวจะถูกขังอยู่ในกรอบ แล้วเราเองก็ถูกบังคับให้อ่าน

แต่เขาแต่งมาให้อ่าน ก็อ่านนะคะ ไม่ได้มีอคติใดๆ กับกระแสความนิยม พยายามคิดให้เป็น 'ภาค' ค่ะ เหมือนเวลาอ่าน รักประกาศิต ภาคแรก แล้วก็ต้องมีภาคสองอย่าง ภูชิชย์ นริศรา หรือไม่ก็ภาคแรก บ้านทรายทอง แล้วก็ตามด้วยภาคสอง พจมาน สว่างวงศ์


19. อะไรที่คุณอยากจะให้คำแนะนำคนที่อยากจะเป็นนักเขียนที่เขียนได้จบเรื่องบ้าง
'วินัย' ค่ะ คุณสมบัติเดียวพอ ถ้าคุณมี เหตุผลเหตุอ้างใดๆ ก็จะจบจะหายไปหมด 

ไม่ว่าจะเป็น งานเยอะ เที่ยวเพลิน ไร้อารมณ์ ท้อแท้ อกหัก ลูกกวน คนอ่านน้อย ไม่มีความเห็นจากคนอ่านสะท้อนกลับ ง่วง เหนื่อย เพลีย ป่วย เซ็ง เบื่อ เขียนไม่เก่งเหมือนคนอื่น เขียนช้า เขียนติด เขียนอืด ฯลฯ ที่หนักสุดก็จะเป็น 'ขี้เกียจเขียนแล้วนะ'  

สิ่งเหล่านี้ จะไม่มารบกวน และทำให้การเขียนของคุณหยุดชะงักลงได้ ถ้าคุณมีวินัย แค่อย่างเดียวเองค่ะ

อีกเรื่อง ก็ขอถือโอกาส ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ เชิญชวนให้ร่วมส่งเสริมการใช้คำไทยให้ถูกต้อง โดยเริ่มจากตัวเองก่อน คำทุกคำที่นำมาเขียน ต้องระมัดระวังอย่าใช้ผิด 

มันก็ต้องมีผิดได้ละค่ะ เป็นเรื่องปกติ ยิ่งเราใช้มาก โอกาสผิดก็ยิ่งมีมาก แต่ถ้าเพิ่มความระมัดระวัง เอาใจใส่ ให้เข้มข้นหน่อย ก็จะช่วยลดข้อผิดพลาดเหล่านี้ลงไปได้เอง

โดยเฉพาะคนอยากเขียนนิยาย ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้คำเป็นจำนวนมากไม่ได้ ไหนจะต้องนำมาผูกมาเรียงเป็นประโยคอีก โอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาด จึงมีค่อนข้างสูงค่ะ 

แต่ก็อยากให้ร่วมด้วยช่วยกัน สื่อคำที่ถูกต้องออกไป ยังไงก็ขอให้เราได้เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ที่พอจะช่วยจรรโลงคำไทยที่ถูกต้อง ให้อยู่อย่างยั่งยืนเข้มแข็งต่อไปถึงคนไทยรุ่นหลังจากเราอีกหลายต่อหลายรุ่นค่ะ

20. ช่วยเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนต่อไปด้วยค่ะ
เรื่องเหนือธรรมชาติที่เริ่มต้นจาก ผู้หญิง หรือผู้ชาย เดินทางไปที่ไหนสักแห่ง อาจจะไปพักผ่อนกับครอบครัว หรือไปทำงานกันเป็นหมู่คณะ แล้วก็ไปเจอกับเหตุพิสดาร 

เช่น วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในวัตถุสักชิ้น หรือคราบสักหยด จะบนบกก็ได้ บนฟ้า ในน้ำ ก็ได้ค่ะ 

จากนั้น ก็น่าจะมีเรื่องราวประหลาด ตื่นเต้น ให้ร่วมผจญกันไปอย่างระทึก ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เจอกับสิ่งนั้น ไปจนกระทั่งจบเรื่องค่ะ




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2556 22:48:23 น.
Counter : 466 Pageviews.  

นกฮูกพาไปคุย

* สวัสดีค่ะ แนะนำตัวเองกับเพื่อนๆ ชาวนกฮูก คลับหน่อยค่ะ

ดิฉันชื่ออ้อมค่ะ สามารถเรียกดิฉันด้วยคำนำหน้าอะไรก็ได้ ตั้งแต่น้อง พี่ ป้า น้า อา และเท่าที่ทราบมา เวลานี้ดิฉันสามารถเป็นย่าและเป็นยายได้อีกด้วย

*นามปากกานี้ท่านได้แต่ใดมา

ดิฉันเกิดวันจันทร์ค่ะ จึงมองหาคำที่มีความหมายพ้องกับวันเกิด รัชนีกานต์เกิดจากการนำคำสองคำมารวมกันแล้วมีความหมายว่า "ที่รักของกลางคืน" ซึ่งในที่นี้ก็คือ "พระจันทร์" ค่ะ นอกจากนี้ รัชนีกานต์คือชื่อของนางเอกในงานเขียนที่พิมพ์ไว้ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด และได้หายสาบสูญไปแล้วตั้งแต่โยกย้ายถิ่นฐาน ดิฉันชอบชื่อนี้ค่ะ จึงหยิบยืมมาเป็นชื่อนามปากกา

* ตอนนี้ทำอะไรอยู่เอ่ย

เป็นครูสอนบัญชีค่ะ เพราะจบบริหารธุรกิจบัญชี มีความตั้งใจในอาชีพนี้ตั้งแต่เรียนยังไม่จบระดับชั้นปวท. ดิฉันเป็นนักเรียนหลักสูตรปวท. รุ่นสุดท้ายเสียด้วยสิคะพอเรียนจบก็ทำงานเลย แล้วค่อยปีนป่ายไปจนถึงระดับปริญญาตรีในภายหลัง จาก .สุโขทัยธรรมาธิราชค่ะ มีความตั้งใจปีนป่ายไปจนถึงระดับปริญญาโทค่ะ จนเพื่อนที่ตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง ปีนข้ามกำแพงกันไปหลายคนแล้ว ดิฉันก็ยังคงมีความตั้งใจเหมือนเดิม ไม่ได้ปีนสักที

แรงบันดาลใจที่ทำให้มาเขียนหนังสือ

ไม่มีหรอกค่ะ อยากเขียนก็เขียนค่ะ ความจริงแล้ว ก่อนเขียนนิยาย ดิฉันเขียนตำราสอนก่อน ไม่ได้พิมพ์จำหน่ายที่ไหนนะคะ เป็นเอกสารการสอนเฉพาะรายวิชาบัญชี เขียนไว้หลายวิชา เพราะก้มหน้าก้มตาสอนไปเสียหลายวิชาเชียวค่ะทางโรงเรียนก็จัดจำหน่ายเป็นเอกสารประจำสถาบันแทนการซื้อตำราในบางรายวิชา

เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือเอกสารการสอนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของผู้เรียนในแต่ละปี ใช้ประกอบร่วมกับตำราได้ หรือจะมองว่าเป็นใบงานก็ได้ด้วย 

พอว่างจากเขียนตำราสอน ก็เขียนเรื่องสั้นด้วยลายมือ จบในกระดาษยาวประมาณสามถึงสี่แผ่น พอเมื่อยมือก็เปลี่ยนมาเป็นพิมพ์ดีด ซึ่งสามารถพิมพ์ได้ยาวหลายหน้าขึ้น ก็ว่ากันไปเรื่อยเปื่อยค่ะ เพราะเขียนทุกวัน ไม่ทราบเหมือนกันว่าความคิดไหลมาจากไหน บางทีก็น่าจะเรียกว่าโรคประสาทเฉพาะตัว มองอะไรก็ดึงมาเขียน และเขียนตามที่ใจอยากเขียนในแต่ละวัน

ดิฉันเขียนเยอะแยะค่ะ แผนการสอนก็เขียน ตำราก็เขียน ใบงานก็เขียน นิยายก็เขียน ดิฉันเขียนทั้งหมดที่กล่าวมาทุกวัน มองเหมือนว่างานไม่น่าจะเสร็จ แต่มันก็เสร็จทุกวัน ทำให้เรายิ้มได้ทุกวัน มีความสุขทุกวันกับคอมพิวเตอร์ตัวโปรด

*มีนักเขียนต้นแบบหรือหนังสือเล่มโปรดที่เป็นแนวทางในการเขียนไหมคะ

ชื่นชอบคุณทมยันตี คุณวลัย นวาระ คุณนราวดี คณอรชร คุณน. นพรัตน์ คุณบุษยมาส คุณเสนีย์ บุษปะเกศ คุณตรี อภิรุม คุณจินตวีร์ วิวัฒน์ คุณพนมเทียน คุณยาขอบ

หนังสือเล่มโปรดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อ่านกันจริงจังสมัยยังเรียนหนังสือ ก็จะมี รักประกาศิต คู่กรรม บ้านทรายทอง ทัดดาวบุษยา เพชรพระอุมา โดมและดอกฟ้าผู้จองหอง สี่แผ่นดิน นิยายรักนักศึกษา

ที่เอ่ยชื่อมานี้ ได้รวมทุกแนวของงานเขียนไว้หมดแล้วนะคะ ทั้งรักโรแมนติก ดราม่า บู๊ระห่ำ สยองขวัญ กำลังภายใน บุกป่าฝ่าดง แต่ไม่ได้ถูกดึงมาเป็นแนวในการเขียนเลยค่ะ ดิฉันไม่มีระเบียบในการเขียนหรอกค่ะ ตามที่ได้บอกไว้ในตอนต้นว่าอยากเขียนก็เขียน


*ผลงานที่เป็นรูปเล่มแล้ว

พิษร้ายเพลิงรัก กับรักรอแปร ค่ะ


*อยากให้แนะนำหนังสือแต่ละเล่มที่ออกมาแล้ว

พิษร้ายเพลิงรัก เน้นให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างความกตัญญูกับความทะเยอทะยาน โดยนำไปเชื่อมโยงกับความรักที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกตัวละครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ค่อนข้างฉายให้เห็นตัวละครฝ่ายดีกับฝ่ายร้ายได้ชัดเจนค่ะ คนอ่านไม่ต้องลังเลว่าควรชอบใครหรือเกลียดใคร

รักรอแปร เน้นความรักที่ผูกพันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนานเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ทั้งจากผู้ใหญ่ จากความอ่อนแอในจิตใจของตัวเองจากความอิจฉาริษยาของผู้ไม่หวังดี แต่นิยายรักก็ต้องเป็นนิยายรักค่ะ แม้จะสวนทางหันหลัง หรือพลัดพราก กันยังไง สุดท้ายก็ต้องมาเจอ และลงเอยด้วยความสุขคนอ่านก็พลอยได้รับความสุขตามตัวละครที่ตัวเองชื่นชอบไปด้วย


* ยากไหมคะ กว่าที่จะเขียนนิยายเสร็จมาเป็นเล่มๆ

ไม่ยากสำหรับงานเขียนที่ดิฉันเขียนอย่างสม่ำเสมอในทุกวันนี้นะคะ ดิฉันไม่ได้เขียนเรื่องราวที่ไกลเกินตัว ไม่ต้องค้นหาข้อมูลเพื่อให้สมจริงและยอมรับได้มากจนเกินไป เพราะในบางครั้งนะคะ เรื่องราวที่เกิดและดำเนินไปโดยสืบเนื่องมาจากความรู้สึก ก็ไม่ทราบจะหาเหตุผลหรือข้อมูลอะไรมารองรับได้ จริงไหมคะ

ยกตัวอย่างเช่นตัวละครมีความทะเยอทะยานสูง จึงดิ้นรนกระทำทุกวิถีทางเพื่อพาตัวเองไปให้ถึงจุดที่ตนต้องการดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะไปหาข้อมูลอะไรมาประกอบให้เห็นสมจริงว่าคนเรามีความทะเยอทะยานได้ และทำทุกอย่างให้เห็นผลได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีดีหรือร้ายถูกหรือไม่ควร

แต่ในที่สุดแล้วผู้เขียนก็คงต้องทำหน้าที่สรุปในบทอวสานเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในความรู้สึกและการกระทำของตัวละครและบรรทัดนั้นก็อาจจะกลายเป็นสาระหรือข้อคิดแก่ผู้อ่านได้นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป 


*เคยท้อบ้างไหมและมีวิธีให้กำลังใจตัวเองอย่างไร

ไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนั้นเลยค่ะ มีเรื่องราวในโลกของนิยายไหลมาเรื่อยๆ ทำให้ดิฉันเขียนได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุดเลย ยกเว้นวันที่ยกคอมพิวเตอร์ไปตั้งในร้านซ่อม

กำลังใจมันก็มีอยู่แล้วจากปลายนิ้วของเราเอง แล้วมันก็คือตัวอักษรทุกตัวที่ตัวเองพิมพ์ค่ะ พิมพ์แล้วอ่านไปยิ้มไป พอนำไปลงในเว็บ มีคนเข้ามาอ่าน ฝากคำวิจารณ์ไว้ท้ายกระทู้ ก็อ่านไปยิ้มไป และกลายเป็นกำลังใจได้อีก


* เป็นนักเขียนที่มีผลงานออกมาต่อเนืองมากไม่ทราบว่าเคล็ดลับหรือวิธีจัดการเวลาในการเขียนหนังสืออย่างไรคะ

ดิฉันเขียนทุกวัน โดยไม่ต้องจัดเวลาค่ะ สามารถเขียนได้เร็วและหลายหน้าในแต่ละวัน งานเขียนแต่ละเรื่องจบเร็วตามมาตรฐานของตัวเองนะคะ ดิฉันพอใจความสามารถของตัวเองในระดับนี้ และตระหนักเสมอว่ายังไม่ใช่ระดับที่จะบอกว่าเป็นนักเขียนได้

และแม้ว่าดิฉันจะมีผลงานออกมาต่อเนื่องก็จริงแต่ดิฉันก็ขอยืนยันว่าขณะนี้ดิฉันเป็นเพียงนักอยากเขียนคนหนึ่งที่บังเอิญโชคดีกว่าคนอื่นเพียงเล็กน้อย ตรงที่ได้เวลาในการเขียนมาเขียนทุกวันและเขียนได้เร็ว ในขณะที่คนอื่นอยากเขียน แต่มีภารกิจรัดตัวจนแทบจะไม่มีเวลาว่างพอจะเจียดไปเขียนในสิ่งที่ตนอยากเขียนได้ ก็เท่านั้นเองค่ะ


*ฝากอะไรถึงเพื่อนๆนกฮูก คลับ หน่อยค่ะ

ยินดีที่ได้รับเกียรติจากสำนักพิมพ์นกฮูกให้มาร่วมแบ่งปันความคิดและบอกเล่าเรื่องราวเรียบง่ายหลายบรรทัดค่ะ ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้นักอยากเขียน นักเขียน ได้ก้าวเดินไปบนเส้นทางสายนี้อย่างราบรื่น มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากผู้อ่าน มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ มีความมั่นคงและยั่งยืนทั้งในอาชีพประจำและงานอดิเรก

หากมีนักอ่านคนใดอยากทดลองหรือผันตัวเองจากอ่านมาเป็นเขียนเองบ้างดิฉันก็ยินดีเป็นกำลังใจให้เริ่มต้นเขียนตามที่อยากเขียน อย่าได้ไปคิดกังวลว่าเรื่องที่เขียนจะง่ายเกินไป ธรรมดาเกินไป แล้วจะไม่มีใครอ่าน

นานมาแล้วดิฉันได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าคนหนึ่งเพียงไม่กี่ประโยค การพูดคุยในวันนั้นทำให้ดิฉันพบว่าการเขียนเรื่องง่ายให้น่าอ่านก็คืองานเขียนที่สมบูรณ์ แต่ทำไม่ได้ง่ายๆ เลย และทุกวันนี้ดิฉันก็ยังคงพยายามอยู่


ด้วยความขอบคุณ และไมตรีจิตอันไม่รู้จบ

รัชนีกานต์




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 28 ธันวาคม 2557 23:38:50 น.
Counter : 239 Pageviews.  

คุณบ.ก.จิ๊บ อยากให้คุย




สวัสดีค่ะ.. รัชนีกานต์ เป็นนามปากกา ที่มีความหมายถึง "ที่รักของกลางคืน" โดยนัยหมายถึง "พระจันทร์" ซึ่งตรงกับวันเกิดนะคะ

ส่วนภาพประกอบที่ใช้ คือ เทพีจันทรา ของชาวจีน ด้วยว่าคุณพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ดั้นด้นจากจังหวัดราชบุรี มาพบเจอคุณแม่ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช

ดิฉันเกิดที่จังหวัดยะลาค่ะ เกือบจะปลายเดือนมิถุนายน .. เป็นทารกตัวยักษ์ค่ะ น้ำหนักประมาณเจ็ดกิโลกรัม แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะน้ำหนักขนาดนี้ คลอดธรรมชาติไม่ได้เป็นแน่ จึงต้องอาศัยการผ่าตัดเข้าช่วย

ตอนเป็นเด็ก ตัวอ้วนกลมมากค่ะ ผมหยิกมาก มักจะโดนล้อว่าลูกยักษ์ เพราะแก้มยุ้ยจนย้วยลงมาถึงมุมปาก มองเผินๆ เขาบอกว่าเหมือนมีเขี้ยว สรุปว่า ดิฉันอัปลักษณ์นักหนา..

พอย่างเข้าสู่วัยรุ่น.. ได้ทำบัตรประจำตัวประชาขนครั้งแรก อายุสิบเจ็ดปี ตัวผอมลง แต่ผิวคล้ำขึ้น เพราะเล่นกีฬา และสุดท้าย.. ก็เป็นหนึ่งในจำนวนสามถึงสี่คนของนักกีฬาที่โดนคัดออกจากทีมโรงเรียน เพราะฝีมือไม่ถึง..

เป็นการบอกภาพลักษณ์ของตัวเองได้ชัดเจนเหลือเกินค่ะ เรียนไม่เก่ง กีฬาไม่เด่น ตัวไม่สูง หุ่นไม่ดี ผิวไม่ใส หน้าไม่ผ่อง..

แต่ชอบเขียนเรียงความ ชอบวิชาภาษาไทย เพราะครูสอนภาษาไทยสวย.. ชอบวิชาเขียนแบบ เพราะครูสอนเขียนแบบหล่อ..

คะแนนการเรียนพอไปวัดได้ตอนสายๆ สมัยนั้นยังวัดเป็นเปอร์เซ็นต์ค่ะ สำหรับเปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันชื่นชอบ มักจะอยู่แถวหกสิบถึงหกสิบห้า..

โดนคุณพ่อดุเป็นประจำ ท่านหวังสูงไปอีกสามสิบ แต่ดิฉันไปไม่เคยถึงสักที

เมื่อเรียนจบและมีงานทำ ก็เป็นครูนี่แหละค่ะ เป็นอยู่อย่างเดียว..

เริ่มเขียนนิยายลงกระดาษเหลือใช้ ด้วยลายมือ เขียนดีค่ะ เพราะลายมือบรรจง เพื่อนอ่านออก อ่านง่าย เพื่อนบางคนชอบ บางคนไม่ชอบ

บางคนแนะนำให้เขียนเป็นการ์ตูนเถอะ เพราะชอบอ่านแบบมีภาพประกอบ แหม.. ดิฉันฟังตอนนั้น ก็ให้รู้สึกจนใจมาก แต่ก็ยังไปรับปากสัญญาว่า สักวัน.. ฝันนั้นจะเป็นจริง

ต้องขอบคุณลูกศิษย์สาวสวยผู้หนึ่ง เธอเห็นนิยายในกระดาษเหลือใช้ของดิฉันวางอยู่บนโต๊ะ ตอนเธอเข้าไปส่งการบ้าน เธอจึงขอยืมไปอ่าน

เมื่อดิฉันอนุญาต สิ่งที่ดิฉันได้รับกลับมาภายหลัง คือ นิยายของดิฉันอยู่ในรูปเล่มที่สวยงามกว่ากระดาษเหลือใช้แล้ว

นั่นคือจุดเริ่มต้น.. ดิฉันดัดแปลงกระดาษเหลือใช้เป็นรูปเล่มเหมือนนิยายที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด

สมัยนั้น ที่ดังและเด่นมาก ก็คุณวลัย นวาระ คุณนราวดี และคุณทมยันตี ค่ะ สามผู้เขียนในดวงใจของดิฉันและเพื่อนที่รักการอ่านนิยายอีกหลายต่อหลายคน

นิยายของดิฉันเริ่มมีสีสันตั้งแต่หน้าปก ซึ่งก็เขียนด้วยลายมือนี่แหละ แต่อาจใช้ปากกาเส้นหนาใหญ่ขึ้น แล้วกระเถิบจากลายมือเขียน เป็นพิมพ์ดีด

สมัยนั้น ดิฉันก็อาศัยเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้ว เขียนนิยายไว้หลายเรื่อง เข้าเล่มสวยงามเก็บไว้ รอจังหวะช่วงสอบกลางภาคบ้าง ปลายภาคบ้าง แจกจ่ายให้เพื่อนๆ อ่านแก้ง่วง

ล่วงเข้ายุคสมัยคอมพิวเตอร์ขยายอำนาจ.. อินเทอร์เน็ตครองเมือง.. สำนักพิมพ์หลายแห่งแข่งขันกันเปิดเว็บไซต์..

ดิฉันก็ทำตัวให้กลมกลืนกับยุคสมัยบ้าง เขียนนิยายไปลงไว้ในสำนักพิมพ์แจ่มใสบ้าง คัมออนบ้าง การบูรบ้าง พันทิปบ้าง ยาหยียาใจบ้าง เด็กดี วิชาการ. ฯลฯ

ช่วงนั้น ก็ใช้ชื่อจริงเป็นนามปากกาไปก่อน มีสองชื่อค่ะ คือ "นุชนีย์" กับ "ครูอ้อม"

การเขียนนิยายลงเว็บไซต์ นับเป็นการเรียนรู้ครั้งใหม่ ที่ไม่เคยมีใครบอกได้เลยว่า.. วันหนึ่ง.. เจ้าวิธีการที่ว่านี้ จะส่งดิฉันเข้ามาโลดแล่นบนเส้นทางสายนักเขียนได้.. จริงๆ

มาถึงบรรทัดนี้.. ดิฉันมีผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ต่างๆ จำนวนหกเรื่องแล้วค่ะ

จำเลยชั้นหนึ่ง.. บัญชาการรักจากข่าวลือ.. บ่วงพรหม.. เงาพิศวาส.. คู่หมั้นร้ายคู่หมายร้อน.. และเรื่องล่าสุดนี้ ก็คือ.. รอยรักในแรงชัง..

โดยทุกเรื่องที่กล่าวมา ล้วนผ่านการเป็นนิยายออนไลน์มาแล้วทั้งสิ้น

เป็นที่น่าเสียดายว่า คุณแม่ของดิฉันจากไปเสียก่อน ท่านมักจะตำหนิดิฉันเสมอว่า.. "เพ้อเจ้อ" กับอีกหนึ่งคำที่ได้ยินเสมอว่า "ฝันลมๆ แล้งๆ "

ดิฉันเคยยืนกรานความตั้งใจของตัวเองกับท่านว่า ดิฉันจะทำให้นิยายของดิฉันวางอยู่บนชั้นหนังสือให้ได้ ชื่อเสียงไม่ต้อง ขอแค่ความสำเร็จให้คุณแม่ท่านได้เห็น

ดิฉันเชื่อว่า เมื่อท่านได้เห็นแล้ว ท่านจะชื่นใจนัก.. และดิฉันก็เชื่ออีกว่าท่านได้เห็นแล้ว เพียงแต่เห็นจากภพที่ไกลออกไป..

จนกลายเป็นพฤติกรรมไปแล้ว.. ทุกครั้งที่ดิฉันได้รับค่าหนังสือ ดิฉันจะซื้อหนังสือไปทำบุญที่วัดครั้งละสองเล่มบ้าง สามเล่มบ้าง บริจาคไปบ้าง

ความตั้งใจอีกส่วนหนึ่งก็คือ อยากบอกคุณแม่กรายๆ ว่า "หนังสือทุกเล่มที่ลูกได้ทำบุญไป คือ ทุกครั้งคราที่หนังสือของลูกได้วางบนชั้นหนังสือ.. "

ขอบคุณ.. สายตาทุกคู่ที่หยิบยื่นไมตรีส่งต่อจากผลงานเล่มแรก จวบจนลุมาถึงผลงานเล่มล่าสุด

ขอบคุณ.. คุณบ.ก. จิ๊บ ที่มอบพื้นที่อันน้อยนิดแต่ยิ่งใหญ่นัก สำหรับพูดคุยและแบ่งปันเรื่องราว..


แด่มิตรภาพอันไม่รู้จบ..
รัชนีกานต์..

//www.sipprapa.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538668407&Ntype=1




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 10 มิถุนายน 2555 18:08:26 น.
Counter : 302 Pageviews.  

มธุรดาให้คุยด้วย




มธุรดา : อยากให้แนะนำตัวตามธรรมเนียมสักนิดค่ะ?

รัชนีกานต์ : เรียกขานเป็นกันเองว่า อ้อม นะคะ เป็นสาวชาวใต้หน้าตาออกแนวเชย ๆ ค่ะ

แม้จะไม่ได้พูดใต้มานานเต็มที แต่ยังพูดได้ ฟังออก หนังตะลุงก็ยังดูเป็น อาหารภาคใต้รสชาติค่อนข้างจัด แต่โดยส่วนตัวชอบอาหารจืดค่ะ

อุปนิสัยเรียบร้อย พูดน้อย ชอบเป็นฝ่ายฟังคนอื่นพูด โดยไม่คิดจะขัดคอ เพราะทราบดีว่าคนถูกขัดคอ มักจะไม่มีความสุข

มธุรดา : นามปากกา รัชนีกานต์ ฟังดูไพเราะจังได้มายังไงคะ?

รัชนีกานต์ : 1. รัชนีกานต์ แปลว่า เป็นที่รักของกลางคืน อุปมาว่าพระจันทร์ค่ะ นับตามเวลาเกิดเลยเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ หมอนับวันจันทร์ค่ะ

2. รัชนีกานต์ เป็นชื่อที่ตั้งให้ตัวละครนางเอกเรื่อง สะใภ้คุณแม่ ภาค 2 ค่ะ เพราะภาคแรก นางเอกรุ่นแม่ชื่อเลอแข มีพระรองแอบหลงรักชื่อกานต์

ตอนหลังพอนางเอกแต่งงานกับพระเอก มีลูกด้วยกัน นางเอกให้พระรองตั้งชื่อให้ พระรองเลยตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ว่า รัชนีกานต์

เพราะเลอแขก็แปลว่าพระจันทร์ เหมือนกัน สรุปว่า ภาค 2 พระรองจะเลื่อนชั้นขึ้นไปเป็นพระเอก ส่วนลูกสาวนางเอกภาคแรก ก็จะเป็นนางเอกในภาค 2 ค่ะ

แต่.. เพราะชีวิตในช่วงนั้น มัวแต่วุ่นวายค่ะ จนป่านนี้ก็ยังไม่เริ่มลงมือเขียนภาค 2 เลยค่ะ จึงขอหยิบยืมชื่อรัชนีกานต์มาเป็นนามปากกาไปพลาง ๆ


มธุรดา : ทราบว่า ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำที่โรงเรียนพาณิชย์การฯแห่งหนึ่ง อยากให้เล่าถึงความประทับใจในชีวิตเรือจ้าง บ้างได้มั้ยคะ?

รัชนีกานต์ : ตอนเข้าสอนคาบแรก ห้องแรก และวิชาพิมพ์ดีดค่ะ เป็นวิชาแรก ประทับใจคำแรกที่ได้ยินนักเรียนเรียกว่า.. ครูขา

บอกตัวเองว่า ชีวิตนี้คงเป็นอะไรไม่ได้อีกแล้วนอกจาก.. ครู

แม้จะตระหนักดีว่าปั้นคนนั้นปั้นยาก ลำบากกว่าปั้นดินเหนียว

และตลอดชีวิตของการเป็นครู ก็ใช่ว่าจะปั้นได้สำเร็จทุกคนไป แต่ที่สำเร็จและสวยงามก็มี..


มธุรดา : อยากให้เล่าถึงลูกศิษย์ที่ ครูรัชนีกานต์ ประทับใจมากที่สุด และเพราะอะไรคะ?

รัชนีกานต์ : เป็นเด็กหนุ่มมุสลิมค่ะ รัชนีกานต์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาค่ะ

เกิดปัญหาภายในห้องเกี่ยวกับเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาค่ะ รัชนีกานต์ท้อใจที่ตนเองช่วยเหลือลูกศิษย์ไม่ได้

ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้น ตนเองก็มีปัญหาส่วนตัววุ่นวายพอสมควร จึงเกิดความอ่อนแอ..

เดินออกจากห้องเรียนไปเสียเฉย ๆ แล้วไปหยุดยืนร้องไห้เงียบ ๆ ตรงขั้นบันได

เด็กหนุ่มคนนี้ก็ตามมาค่ะ เขาแตะหลังมือเบา ๆ แล้วพูดเบา ๆ .. " เข้มแข็งไว้นะครับ "

เท่านี้เองค่ะ สั้น ๆ แต่พลังหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศมากองรวมกันตรงบันไดขั้นนั้น น้ำตาพลันหาย รอยยิ้มพลันมา..

อาจบอกได้ว่า เด็กหนุ่มผู้นั้น เตือนสติให้รัชนีกานต์ระลึกได้ว่า กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ.. อย่าได้มองข้ามมันไปโดยเด็ดขาด

และไม่จำเป็นว่า เราต้องรอรับจากผู้ใหญ่กว่าเสมอไป ผู้น้อยอย่างลูกศิษย์ของเราเอง หากเพียงมีใจจริงแบ่งปัน ก็ย่อมกระทำได้ พลังของกำลังใจ ย่อมไม่ผิดแผกแตกต่าง..


มธุรดา : วันหยุด รัชนีกานต์ ชอบทำอะไรบ้างคะ ?

รัชนีกานต์ : นอนค่ะ.. ท่องไว้ในใจเสมอว่า ต้องนอนให้ครบแปดชั่วโมง แต่ในเวลาทำงาน ไม่เคยครบสักที หากมีโอกาสได้หยุดงาน สิ่งแรกที่คิดคือนอนให้อิ่ม..


มธุรดา : อยากให้เล่าถึงผลงานเรื่อง บัญชาการรักจากข่าวลือ ของตัวเองหน่อยค่ะ?

รัชนีกานต์ : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนต่อจากไฟรักโชนแสงค่ะ ก่อนจะเขียนจบ ไปเจอเว็บฟอร์ไรเตอร์ของคุณฟิลิปดาโดยบังเอิญค่ะ จึงนำเรื่องไฟรักโชนแสงไปลงไว้ที่เว็บนั้น

คุณฟิลิปดาและเพื่อนสมาชิก ได้แบ่งปันความรู้ คอยแนะนำ ขัดเกลาจุดบกพร่องหลายจุดในเรื่องนี้ จนกระทั่งเขียนจบ

รัชนีกานต์จึงนำความรู้ที่ได้รับมา เริ่มเขียนเรื่องบัญชาการรักจากข่าวลือต่อทันที

ความคาดหวังก็คือ งานเขียนเรื่องนี้จะมีความถูกต้อง สมเหตุสมผลทั้งในด้านโครงเรื่อง บทสนทนา และการใช้สำนวนต่าง ๆ

ต้องขอสารภาพว่า เขียนอย่างระมัดระวังมาก ทุกครั้งที่เขียนจบไปแล้วหนึ่งบท ต้องเปิดคำแนะนำจากไฟรักโชนแสงมาทวนซ้ำว่าผ่านไหม

ใช้เวลาในการเขียนกว่าจะจบนานมากค่ะ เกือบสามสัปดาห์ทีเดียว แล้วก็นำเรื่องนี้โพสต์ลงในเว็บนั่นแหละค่ะ

คุณฟิลิปดากับเพื่อนสมาชิกก็ยังคงให้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ แม้แต่เขียนจบแล้ว ก็ยังสละเวลาวิจารณ์ในภาพรวมให้อีก..

ถ้าจะให้เล่าสรุปอีกนิด ก็จะบอกว่า งานเขียนหลายเรื่องก่อนหน้านี้ รัชนีกานต์จะเขียนโดยใช้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ ความสมเหตุสมผล เขียนเอาสนุกและให้ตัวเองพอใจ

แต่สำหรับบัญชาการรักจากข่าวลือ เขียนขึ้นจากความรู้ที่ได้รับมา แล้วเรียบเรียงโดยยึดหลักความเป็นไปได้ ความสมเหตุสมผล ให้ได้มากที่สุด แต่ยังคงไว้ซึ่งโครงเรื่องที่ตัวเองต้องการ

งานเขียนเรื่องนี้อาจไม่มีความสมบูรณ์ทั้งหมด

แต่สำหรับรัชนีกานต์ ความสมบูรณ์ทั้งหมด ได้ไปรวมกันไว้ที่.. ความตั้งใจที่จะเขียนเพื่อให้คุณฟิลิปดาและเพื่อนสมาชิกในเว็บได้ชื่นใจ..

เพราะอะไรน่ะหรือคะ.. เพราะรัชนีกานต์ไม่ทราบว่าจะทดแทนน้ำใจของบุคคลเหล่านี้ได้ยังไง นอกจากตั้งใจเขียนงานให้ดีที่สุด และใช้ความรู้ที่ได้รับการแบ่งปันมาให้คุ้มกับ.. ค่าที่ล้ำเหลือ..


มธุรดา : ได้แรงบันดาลใจมาจากไหนคะ?

รัชนีกานต์ : จากเรื่องราวที่ประสบมาจากหญิงหม้ายกับลูกสาววัยสามขวบค่ะ เธอเป็นคนต่างถิ่น และได้รับการดูถูกรังเกียจจากแม่คนหนึ่ง ซึ่งหวงลูกชายคนเดียวแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

โดยที่ความจริงแล้ว หญิงหม้ายกับลูกชายของท่าน ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยมากไปกว่าการพูดคุยกันตามประสาเพื่อนบ้าน..

ในชีวิตจริง หญิงหม้ายยังคงใช้ชีวิตหม้ายอยู่กับลูกค่ะ ส่วนลูกชายรูปหล่อของแม่ผู้นั้น ก็แต่งงานไปแล้ว

ในเนื้อเรื่องนั้น สุมาลย์จะโดนคุณนายพะยอมรังเกียจ เพราะบังเอิญไปได้ฟังข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ จากผู้ไม่หวังดี ท่านก็ปักใจเชื่อโดยขาดการกลั่นกรอง

แต่ในชีวิตจริง แม่ผู้นั้นรังเกียจหญิงหม้าย เพราะเธอเป็นหม้ายจริง ๆ ค่ะ และกลัวเหลือเกินว่าหญิงหม้ายจะไปจับไปเกาะลูกชายของท่าน

รัชนีกานต์สงสารหญิงหม้ายคนนั้นค่ะ.. สุมาลย์คือตัวแทนหญิงหม้ายที่ไร้ความผิดคนนั้น..


มธุรดา : รัชนีกานต์ ชอบงานเขียนของใครเป็นพิเศษบ้างมั้ยคะ?

รัชนีกานต์ : คุณทมยันตี คุณพนมเทียน คุณอรชร คุณเสนีย์ บุษปะเกศ คุณน. นพรัตน์ คุณนราวดี คุณวลัย นวาระ ทุกท่านที่เอ่ยนาม เป็นนักเขียนในดวงใจ และถือเป็นต้นแบบงานเขียนค่ะ


มธุรดา : สุมาลย์ คือตัวแทนของคำว่า "ความรักคือการเสียสละ " อยากทราบว่า “ การเสียสละ ” ในความหมายของ รัชนีกานต์ คืออะไร?

รัชนีกานต์ : ความสุขค่ะ.. อย่าคิดอะไรให้ซับซ้อนเลยค่ะ มนุษย์เราทุกคนไม่ว่าจะสมัยก่อน สมัยนี้ หรือสมัยหน้า ล้วนแล้วแต่ดิ้นรนไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข เหมือนกันทุกคน..

การเสียสละ ก็เป็นทางอีกสายที่จะนำความสุขเหล่านั้นมา..

สุมาลย์คิดง่าย ๆ ค่ะ เธอมีความสุขกับการจากไป เพราะเธอมั่นใจว่าการจากไปของเธอ จะช่วยให้ราชาไม่ต้องกลายเป็นลูกอกตัญญู แล้วรัชนีกานต์ก็คิดว่าเธอทำได้ถูกต้องแล้ว

รัชนีกานต์เชื่อว่า หากสุมาลย์มีชีวิตอยู่จริง ทุกครั้งที่เธอระลึกว่าเธอจากมาเพราะอะไร เธอจะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แทนการก้มหน้าอดสู หากดันทุรังใช้ชีวิตกับราชา ท่ามกลางความขัดแย้งและไม่เห็นชอบของคุณนายพะยอม..


มธุรดา : ปรัชญาชีวิตของ รัชนีกานต์ คืออะไรคะ?

รัชนีกานต์ : ความสุขค่ะ.. ทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ แต่ปลายทางของผลที่ทำ ขอให้ตัวเองมีความสุขและไม่เบียดเบียนความสุขของคนอื่น ก็ประเสริฐแล้วค่ะ


มธุรดา : สุดท้าย อยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่าน ในผลงานเรื่อง “ บัญชาการรักจากข่าวลือ ” ที่กำลังวางแผงบ้างคะ?

รัชนีกานต์ : ขอบคุณผู้อ่านทุก ๆ ท่านที่เป็นเจ้าของงานเขียนเรื่องนี้ ขอให้ทุก ๆ ท่านมีความสุขในทุก ๆ ตัวอักษรตั้งแต่หน้าแรก จรดบรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า.. จนสุดสาย..

//www.mathurada.com/author/index.php?page=view_tail&author_id=19




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 10 มิถุนายน 2555 18:07:06 น.
Counter : 336 Pageviews.  

1  2  

รัชนีกานต์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add รัชนีกานต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.