All Blog
วันว่างในกวางเจา



และแล้วสิ่งที่รอคอยมานานก็เริ่มเป็นจริง
วันหยุดที่แสนจะปราถนา
แต่คราวนี้มันมาแบบดระหน่ำเทกระจาดเลยสิ

บินครั้งนึงหยุดที 6-8 วัน ให้ไปนั่งอยู่บ้านทำด๋อยไรเนี่ย
ไม่เคยมีตารางสแตนบายซะด้วยขอบอก ถ้ามีใครไปบินไม่ได้

ที่นั่งตบยุงอยู่บ้านก็คงต้องนั่งมันต่อไปโดยอาจจะใช้
ไม้แบดไฟฟ้าเป็นผู้ช่วยได้

แต่ที่ลูกเรือบนไฟล์ขาด....อันนี้ก็ทำงานกันตับแลบต่อไป
ไม่มีไผช่วยนิ

แถมโดนเพอร์เซอร์ด่าเพราะเพื่อนป่วยไม่มาทำงาน
กรูไม่ใช่หมอนะเฟ้ยพวกเวร รู้แต่จะด่าแต่ไม่มีใครแก้ปัญหา






เหน็ดเหนื่อยจากการตีรันฟันแทงกันบนไฟล์ เดี๊ยนก็ขอไปพักหัวสมองน้อยๆ (แต่มากด้วยรอยหยัก) ณ เมืองกวางเจากันดีกว่า


แต่ถ้าเหลือบดูปฏิทินจีนสักนิดก่อน เดี๊ยนคงไม่เลือกไปช่วงนี้เด็ดขาด เพราะมันเป็นวันชาติจีนสิเจ้าค๊า
ผู้คนล้นหลามบ้านเราเปรียบได้กับช่วงปลดปล่อยแรงงานกลับสู่บ้านเกิด
ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ทะเลมนุษย์ อะไรกันเนี่ย





บริเวณถนนคนเดิน 上下九 ซ่างเซี่ยจิ่วที่มีชื่อเสียง
แต่สินค้าปลีกที่นี่เทียบกับเมืองไทยแล้วถูกกว่ามันไม่กี่สิบบาท
ยิ่งเดินเข้าไปคนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ











สาวน้อยที่เห็นในภาพมีชื่อว่า 于翠翠 เดี๊ยนเรียกว่า"ชุ่ยชุ่ย" หรือ "เสี่ยวชุ่ย"
เป็นอภินันทนาการจากหนุ่มยุ่น
นายดั๊มส์มัตซึโมโตะคนเมื่อวันวานยังหวานอยู่
แฟนเก่าสมัยครั้งเรียนอยู่เมืองจีนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว
ส่งมาดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆให้ รวมถึงจองโรงแรมและพาช๊อปปิ้งเป็นเพื่อนเดี๊ยนไปตลอด 3 วันของทริปนี้เลย


เมื่อเดินทางจากกรุงเทพฯด้วยไฟล์ MS 958 จากกรุงเทพถึงเมืองกวางเจา ใช้เวลา 2.30 นาทีโดยประมาณ เดี๊ยนก็ได้แปลงร่างเป็นผู้โดยสาร เต็มขั้น

ขอเปลี่ยนที่ไปนั่งด้านหน้าเองทันทีที่ใกล้เวลาปิดประตูเครื่อง
หลังจากที่ทราบจำนวนผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว
เหตุผลหลักคือโดนประกบด้วยผู้โดยสารผิวดำและชาวจีน


ซึ่งกลิ่นที่ลอยไปมาสะสมในเคบิน 10 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ก็ทำให้รู้สึกวิงเวียนขึ้นมาทันที

ประกอบกับคืนหน้านั้นก่อนบินไฟล์นี้เดี๊ยนไม่ได้นอนเพราะมัวแต่กังวลเรื่อง
แผนที่เที่ยว รวมถึงแผนต่างๆที่วางไว้ถูกเปลี่ยนกระทันหันเนื่องจากเพื่อนฝูงทั้งหลายกระจายหายไปสิ้น ณ ต่างเมือง

อีแอร์หัวเดียวกระเทียมลีบว่า "คืนพรุ่งนี้จะไปซุกหัวนอนที่ไหนวะกรู"




หลังจากที่เครื่องบินแตะพื้นพร้อมหัวใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆของเดี๊ยน
พอออกจากประตูเครื่องสู่อาคารภายในสนามบิน BaiYun International Airport เดี๊ยนก็ลงมือกดโทรศัพท์ต่อไปยังเบอร์ที่อดีตหวานใจให้เอาไว้

ก็ได้เริ่มเจรจาล้งเล้งได้ความว่าต้องไปขึ้นรถเข้าเมืองด้านหน้าสนามบินไปยังโรงแรม Boli ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที


เพื่อนฝูงทั้งหลายช่วยเดินทางส่งหน้าป้ายรถสายที่ 3 รอรถอยู่เกือบ 30 นาที เดี๊ยนก็ขึ้นรถไปจ่ายสตางค์ข้างบน ด้านในรถนั่งสบายพอสมควร
ค่ารถประมาณ 19 หยวน หรือประมาณ 95 บาท
ด้านในรถมีโฆษณาเตือนผู้โดยสารเรื่องเทคนิคของมิจฉาชีพที่ใช้ในการขโมยกระเป๋าบนรถด้วย
เพราะฉะนั้นควรจะวางเอกสารสำคัญและกระเป๋าไว้ด้านข้างลำตัวแทนที่จะวางไว้บนที่วางเหนือศรีษะ


ส่วนกระเป๋าเดินทางก็วางไว้ด้านล่างของตัวรถ โดยคนขับจะส่งกระดาษยาวสีเหลืองที่ติดมากับสติกเกอร์ส่งมาให้เก็บไว้เป็นหลักฐานเวลาลงจากรถ
กระเป๋าก็จะมีสติกเกอร์ติดไว้ 2 ใบก็ 2 แผ่น เป็นต้น

ระบบของเขาดีกว่าบ้านเราเยอะเลย อาจเป็นเพราะคนใช้บริการเยอะถ้าไม่มีความเป็นระบบก็ยากที่จะควบคุม คงเละเทะน่าดู
เทียบกับรถทัวร์บ้านเราแล้ว....มั่วกันซะ หยิบผิดหยิบถูก







รถจอดป้ายหมดระยะบริเวณหน้าโรงแรมใหญ่ที่เห็น เดี๊ยนก็เดินลากกระเป๋า
กระเตงเข้าไป ก็ชะงักเล็กน้อยเนื่องจากดูท่าแล้วจะเกินงบที่ตั้งไว้
เมื่อดูข้อความที่เพิ่งได้รับปรากฏว่าโรงแรมที่เสี่ยวชุ่ยจองให้เป็นโรงแรมเล็กกว่าที่อยู่ตรงข้ามกัน


เดี๊ยนก็เสร่อแป๊ะต่อหน้ายามหน้าโรงแรม ถามทางไปโรงแรมอื่น
สุดท้ายเราก็ได้พักที่โรงแรม United Star อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยจงซาน
และบริเวณเดียวกับสำนักงานของแม่ตายุ่นนี่ด้วย


ราคาที่พักที่เห็นติดป้ายไว้คือ 358 หยวนต่อคืนสำหรับห้องเดี่ยว
แต่เดี๊ยนได้ในราคา 218 หยวนต่อคืน พักไป 2 วัน
แต่ค่าห้องก็ต้องจ่ายไป 800 หยวนเป็นค่ามัดจำด้วย
คืนห้องเมื่อไรถึงจะได้เงินคืน







ที่เห็นนี่อย่านึกว่าทีวีจอแบนนะ ด้านหลังนี่นูนสุดๆ หลอกกันว่าหรูนี่หว่า เอิ๊กๆ
แอบดีใจไปหลายนาทีอยู่




ห้องน้ำก็ใช้ได้ มีซองโลชั่น ถุงยาง เสื้ออัดก้อน เพียบพร้อมทั้งติดราคาเสร็จสรรพ

แอ๊บดูถุงยางไซส์จีนที่มีนางแบบนายแบบฝรั่งเป็นพรีเซ็นเตอร์
กล่องละ 25 หยวน โอ้ๆๆ

น้ำเปล่าก็ขวดละ 5 หยวน ไม่มีฟรีเหมือนที่อื่นๆ อาหารเช้าก็ไม่มี อืม แต่แอร์เย็นฉ่ำสะใจจริงๆ


เดี๊ยนได้เดินเที่ยวจริงๆ 2 วัน เพราะกว่าจะไปถึงก็ค่ำซะแล้ว
มัวแต่เสียเวลาหาสถานที่ๆต้องการจะไปจริงๆอยู่มากโข
กว่าจะได้ของที่ต้องการก็เกือบไม่มีเวลาซะแล้ว
ถามทางกับคนจีนที่นี่ก็ใช่ว่าจะได้คำตอบมากนักเพราะส่วนใหญ่ก็เดินทางมาทำงานจากเมืองอื่นๆทั้งนั้น

ถ้าจะให้ดีจริงต้องถามพวกคนแอฟริกันที่เดินกันเต็มถนนนั่นต่างหาก
เพราะพวกเขาต่างก็มาติดต่อค้าขายกันที่นี่บ่อย
บางคนพูดจีนได้อีกต่างหากเอ้า


เดี๊ยนหมดเงินส่วนใหญ่ไปกับห้างบริเวณกุ้ยฮัวกั่ง ซึ่งเป็นแหล่งขายส่งกระเป๋าและเครื่องหนังต่างๆ ซึ่งก็ต้องเดินเลือกที่ถูกใจอยู่พอสมควรเพราะพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายไม่ขายปลีกกันซะด้วย
ต้อง 3-5 ชิ้นขึ้นไปและห้ามคละกัน แบบเดียวสีเดียวเท่านั้น
ไม่เหมือนของเมืองไทยเลือกปนๆกันได้เนอะ


แต่ที่สวยๆลายใหม่ๆมักจะขายที่ 10 - 50 ชิ้นขึ้นไป
ก็ต้องเลือกร้านที่มีของให้เราซื้อเยอะที่สุดแหละค่ะถ้ากรณีจะซื้อของไปใช้เอง
เหลือจากที่ชอบหรือเหมือนกันก็เอาไปขายต่อ
ราคาก็ไม่ต้องต่อมากจนเซ็งอารมณ์เหมือนที่ปักกิ่งหรือเมืองอื่นๆเลย


ที่สนามบินมีบริการกล่องและแพ็คเรียบร้อยในราคา 10 - 20 หยวนตามขนาด
ค่ากล่องต่างหาก เดี๊ยนเดินลากถุงพลาสติกใส่กระเป๋าใบเขื่องไปใช้บริการ เพราะไม่มีเวลาไปหาซื้อกระเป๋าชั่วคราวมาใส่
เพราะได้ของในนาทีสุดท้ายก่อนจับรถเข้าสนามบิน


ก็จ่ายไปในราคา 25 หยวน กับกล่องขนาด 60 คูณ 60 นิ้วแพ็คอย่างแน่นหนา
ซึ่งก่อนหน้านี้สนามบินดอนเมืองเคยให้บริการฟรี


ขากลับก็ได้เรื่องอีกจนได้
ถึงจะกันพลาดด้วยการขอกราวด์ที่เคาเตอร์เช็คอินติดป้ายผู้โดยสารเฟริสคลาสไว้ที่กระเป๋าแม้จะไม่ได้นั่งชั้นนั้น เนื่องจากรูทนี้เป็นไฟล์ไป-กลับของลูกเรือทุกคนประกอบกับเพิ่งเปิดเส้นทางบินได้ไม่นาน
จึงไม่มีใครโหลดกระเป๋า ทำให้สัญลักษณ์ติดกระเป๋าลูกเรือไม่มีแจก
และตั๋วที่เดี๊ยนใช้ก็เป็นกระดาษสีขาวยาวๆเล็กๆแผ่นเดียวขาด 3 คูณ 6 นิ้วที่เขียนด้วยภาษาอารบิคทั้งหมด
ยกเว้นวันที่และสถานที่ปลายทางที่เป็นภาษาอังกฤษ
ทำให้ใช้เวลาเช็คอินนานเป็นพิเศษเพราะต้องรอสเตชั่นเมเนเจอร์มาดูตั๋วเอง

แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมาสักทีจนเดี๊ยนได้บัตรที่นั่ง


พอเครื่องถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ของเดี๊ยนแทนที่จะออกมาด้วยดันถูกส่งต่อไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ปลายทางของไฟล์นั้น
และตูก็ถูกทีมลูกเรือทิ้งไว้ที่สนามบินเพราะไม่อยากรอ แล้วก็ไม่เคยรอ

กว่าจะรู้ว่ารายชื่อเดี๊ยนก็อยู่ในกลุ่มผู้โดยสารที่จะต่อเครื่องไปไคโรด้วยก็เหลือเวลาอีก 50 นาทีที่เครื่องจะออกแล้ว
สินค้าที่วางใต้ท้องเครื่องก็ถูกเก็บเรียบร้อยไม่สามารถเอาออกมาได้
อยากตะโกน 18 รอบว่า ".........!!!" มันติดเรทเขียนไม่ได้ นี่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือนที่กระเป๋าหายระหว่างเดินทาง ครั้งนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันกว่าจะได้คืน แต่ครั้งแรกนี่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ป่านนี้ยังรอเงินชดเชยจากบริษัทอยู่เลย



ขอตัวไปนอนแบดูดีวีดีแผ่นละ 5 หยวนที่ซื้อมาเป็นปึกก่อนแก้เซ็ง
คนมันว่างงานเป็นแอร์พาร์ตไทม์อ่ะ เข้าใจ๋?





ปล.

ตานี่อ้วนขึ้น 10 กิโลในรูป ถ่านไฟเก่ามันมอดไปตั้งนานแล้ว
เหลือไว้แต่ความเป็น Tomodachi เป็นเพื่อนซี้กันเท่านั้น
นั่งกินเหล้า คุยเรื่องเก่าเล่าความหลัง ก็ได้ความรู้สึกดีๆเหมือนกันนะ



Create Date : 08 ตุลาคม 2550
Last Update : 8 ตุลาคม 2550 20:49:02 น.
Counter : 1413 Pageviews.

2 comments
  
โรงแรมน่านอนจังเลยค่ะ
โดย: กระพรวนน้อยเสียงใส วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:21:34:15 น.
  
แวะมาชวนไปดู / ถ่ายรูป ฟรี คอนเสิร์ต Sax and Jazz Festival by P.Mauriat ค่ะ
รายละเอียดแวะเข้าไปที่ blog ของ picmee นะคะ
โดย: picmee วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:0:50:11 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Uki no Kimono
Location :
Duesseldorf  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อดีตสาวแอร์แดนทะเลทรายที่ผันตัวเองไปเป็น office lady และกลับไปเป็นนักเรียนไทยในต่างแดนเช่นเคย ขอแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินชีวิตแบบชีพจรรองเท้าจากที่เคยผ่านมาทั้ง ๔ ทวีปให้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจนะคะ
Myspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter Graphics Myspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter Graphics