Group Blog
 
All blogs
 

บ้านนี้มีแต่"แมว"










เริ่มจาก เราและแฟนเป็นคนรักสัตว์ มหากาฟเรื่องแมวของเรานั้นมันเริ่มมาตั้งแต่เราเหงาและเครียดอยู่บ้านไม่ทำอะไร พอจะทำแล้วขี้เกียจ เลยหาเรื่องชวนแฟนทะเลาะอยู่บ่อยๆ เราเลยคิดว่าเราควรจะหาเพื่อน แน่นอนเพื่อนที่ดีที่สุดก็คือสัตว์ ที่จริงอยากเลี้ยงหมาพันธุ์เล็ก แต่แฟนไม่ให้เลี้ยง ให้เลี้ยงแมวได้ วิธีการเลี้ยงแมวแบบบ้านๆ กับแบบคอนโดมันต่างกันโคดๆ เป็นประสบการณ์ดีทีเดียวแหล่ะ บ้านเราที่ลพบุรีนั้นเลี้ยงแมวมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น พอมันโตมันก็จากไป น้อยนักที่จะอยู่ให้เห็นจนแก่ คงไปติดสาวแล้วไปเลย ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง วิธีเลี้ยงที่บ้านสมัยก่อนไม่มีหรอกพวกอาหารเม็ดไรนี่ ก็คลุกข้าวเมนูเด่น คือปลาทู กับปลากระป๋อง แค่นี้ก็หรูแล้ว เรียกว่าแมวมีบุญเลยหล่ะ การคลุกข้าวให้แมวเป็นสิ่งเดียวที่แม่ไม่ต้องเรียกใช้ มาทำเอง นอกนั้นต้องได้กระทืบ ตบ ตีลังกาฟาดหาง ถึงจะมาทำให้ (ล้อเล่งนะแม่) แมวตอนมันเด็กๆมันก็ชอบอึในบ้านแหล่ะ เหม็นมาก เราไม่ค่อยเก็บหรอก เรียกให้พ่อมาเก็บรับบ่ได้กับกลิ่นมัน แต่พอมาเลี้ยงแมวบนคอนโด กรรมก็ตามสนอง หน้าที่ตักอึแมวเรารับไว้เอง แบบไม่มีทางเลือก มาดูรูปหมู อิอิ รูปหมู่กันดีกว่า ค่อยๆพร่ำไปเรื่อยๆ










 

Create Date : 14 กันยายน 2555    
Last Update : 14 กันยายน 2555 0:37:11 น.
Counter : 1348 Pageviews.  

บอกเล่าถึง "แท็บบี้"










"แท็บบี้" เป็นแมวข้างถนน แมวใต้ตึก ตัวจริงเสียจริง เนื่องมาจากเราไปนั่งกินบะหมี่เกี๊ยวแถวอโศกบ่อย แล้วตรงนั้นใต้ตึกเหมือนมันมีเป็นโพรงอยู่ เราก็นั่งกินสักพัก เจ้านี่ก็เดินออกมา ที่จริงแล้วไม่ได้มาหาเราเลย แต่ไปเล่นกับผู้ชายโต๊ะต่อจากเรา (ชิส์ มันเป็นตัวเมียเลยไม่สนใจผู้หญิง) แต่ด้วยความที่ตัวมันเล็ก แล้วมันน่าสงสารอยู่ข้างนอกตัวเดียวมันจะนอนยังไง กินยังไง นั่งคิดไปคิดมาดูมันเล่นกับผู้ชายคนนั้น จนเรากินเสร็จแล้วก็เดินไปซื้อของที่เซเว่น ตัดสินใจเดินกลับมาอุ้มเจ้าแท็บบี้ไปเลี้ยงที่บ้าน โทรหาแฟนด้วยเสียงอ่อนเสียหวาน "เธอๆฉันมีอะไรจะเซอร์ไพร์" แฟนถามว่าอะไรรีบบอกมา ด้วยความร้อนตัวเลยบอกทุกสิ่งทุกอย่าง แฟนกลับมาบ่นนิดหน่อยว่า "ห้ามไปเก็บมาเลี้ยงอีก มิฉะนั้นคนที่ต้องกระเด็นออกไปคือเธอ" เอ่ะเธอนี่ใครก็เราเองนี่แหล่ะ แต่ก็ได้เลี้ยงสมใจ พอวันรุ่งขึ้นเดินผ่านตรงที่เดิม ป๊าดมีอีก 4 ตัวพร้อมแม่มัน แต่ไม่น่าจะเป็นคอกเดียวกับเจ้าแท็บบี้เพราะขนยาวและสีต่างกันมาก เราไม่รู้ทำไงแต่ก็เห็นมีคนมาให้อาหารอยู่นะ เราไม่กล้าไปแถวนั้นเลยกลัวเจออีก แต่ตอนนี้ไม่มีแล่ะสงสัยมีคนเอาไปเลี้ยง พอเอาแท็บบี้มาเลี้ยง ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง กร่างดีมากไม่กลัวเจ้าตัวใหญ่เลยสมกับเป็นแมวที่ท่องโลกกว้างมาก่อน 555มาดูหน้าเจ้าแท็บบี้กันหน่อย









 

Create Date : 13 กันยายน 2555    
Last Update : 19 กันยายน 2555 3:44:58 น.
Counter : 992 Pageviews.  

ปาล์มมี่ และ เด๊กเตอร์..แมวน้อยผู้น่าสงสาร






เราซื้อปาล์มี่กับเด็กซ์เตอร์มาจากตลาดนัดจตุจักร ที่จริงไม่ตั้งใจซื้อ แต่ซื้อเพราะมันดูน่าสงสาร และอารมณ์อยากได้มาก ที่จริงแล้วไม่ควรซื้อเด็ดขาด สำนึกผิดแล้วจ้า ปาล์มมี่เป็นแมววิเชียรมาศ ส่วนเด็กซ์เตอร์เป็นแมวแท็บบี้(อิอิ มั่วมาก) พอเราได้สองตัวนี้มา สิ่งที่ต้องเตรียมคือ อาหาร ที่ขับถ่าย ทำไงหล่ะ ไม่เคยเลี้ยงแมวระบบปิด เลยพากันไปร้านขายอาหารสัตว์ ซื้อกะบะทราย ทราย อาหารแมวเด็ก กรง แล้วพากันนั่งแท็กซี่กลับ วันแรกปาล์มมี่ค่อนข้างซึมๆ แต่เด็กซ์เตอร์บ้ามาก กระโดดเกาะนั่นนี่วุ่นวายไปหมด วันต่อมาเราก็พาไปตรวจสุขภาพที่คลีนิคสัตว์แห่งหนึ่ง ค่อนข้างแพงแถวสุขุมวิท ซึ่งขณะนั้นแมวทั้งสองอายุไม่ถึง 3 เดือนเค้าว่ายังทำวัคซีนไม่ได้ แต่ก็ได้ให้ยาถ่ายพยาธิมา ปรากฏว่าปาล์มี่มีพยาธิยาวมากติดอยู่ที่ก้นในวันถัดมา แน่นอนเราต้องไปดึงพยาธิตัวนั้นออกมาให้พ้นก้นปาล์มมี่ อี๋ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมากแทบช็อค แฟนเราก็ดีมากเป็นคนอุ้ม เราเป็นคนดึงตัวพยาธิ ยังกับเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก พูดแล้วจะอ๊วก ใครกินอยู่ก็กลืนซ่ะ พอดึงเจ้าพยาธิออกปาล์มมี่กลายเป็นลิงในบัดดล โดยเฉพาะกระโดดมาอยู่บนไหล่เรานี่ชอบมาก ซนจนเราเครียด เพราะถ้าใส่กางเกงยีนส์มันก็จะไต่กางเกงยีนส์ขึ้นมา กางเกงพังไปหลายตัว แต่วันไหนใส่ขาสั้น ต้องคอยระวังเวลาปาล์มมี่จะกระโดดขึ้นมาเพราะเล็บมันเจ็บมาก แต่ในทางกลับกันเด็กเตอร์กลับเงียบ ซึม ไม่เล่น เราก็แปลกใจไม่สบายหรือป่าวพาไปหาหมอ เพราะตัวมันร้อน ก็เทียวไปเทียวมาระหว่างคลีนิกเป็นอาทิตย์ จนวันนึงที่ท้องของเด็กซ์เตอร์มีอะไรก็ไม่รู้ปูดออกมา เราก็ตกใจพาไปหาหมอ หมอให้ยาไปซื้อยาขับลมของเด็กมาหยดให้กิน ก็ทำตามก็ไม่ดีขึ้น ไปหาหมอบ่อยมากในอาทิตย์ต่อมา จนแฟนเราอยากให้หมอเอ็กซเรย์ว่ามันคืออะไร ที่คลีนิคนั้นไม่มีที่เอ็กซ์เรย์จึงต้องไปโรงพยาบาลสัตว์ เราก็นั่งแท็กซี่ไปกัน ปรากฏว่าพอผลออกมาหมอที่นั่นบอกมันเป็นน้ำ อาจจะเป็นมะเร็งแมวหรือโรคที่เรียกว่า FIP ซึ่งไม่มีทางรักษาหายแล้วแมวก็จะตายในไม่ช้า พอหมอพูดแบบนั้น น้ำตาไหลพรากเลย เอาผลกลับมาปรึกษาที่คลีนิคเดิม หมอคลีนิคนี้แย่มาก ไม่หือไม่อือ ไม่บอกอะไรเลย ยังเคืองจนถึงวันนี้ จากนั้นเอาแมวกลับและเปลี่ยนคลีนิกเลย เปิดดูในเวปหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการของ FIP อ่านไปภาวนาอย่าให้เป็นเลย แต่ทุกอย่างที่เกิดกับเด็กซ์เตอร์มันบ่งบอกว่าใช่ แต่เราก็ไม่ย่อท้อ พาไปตามคลีนิคหลายๆแห่ง ซึ่งระหว่างนี้ต้องแยกเด็กซ์เตอร์กับปาล์มมี่ออกจากกัน เพราะมันเป็นโรคติดต่อ ในใจก็คิดว่าคงติดกันแล้วหล่ะ แต่ไม่อยากคิดมากแยกกันเผื่อมันจะสามารถอยู่ได้นานขึ้น เราพาเด็กเตอร์ไปทุกคลีนิกที่อยู่แถวสุขุมวิท จนสุดท้ายพานั่งแท็กซี่ไป โรงพยาบาลสัตว์เกษตร เพราะมีหลายคนบอกว่ารักษาดี แต่ไกลเหลือเกิน เราตื่นแต่เช้าพาไปรอตรวจนานมาก ยิ่งถ้าต้องเอ็กซ์เรย์และรอผลนี่นานสุดๆ แต่ก็ยังมีอะไรเล็กน้อยที่ทำให้ยิ้มได้ ที่นี่มีคนเอาสัตว์มารักษาหลากหลายมาก เช่น เต่าเอย นกเอย หลายคนตั้งชื่อตามดารา เช่น ดาวพระศุกร์บ้าง ศรรามบ้าง 555 นั่งขำอยุ่คนเดียว เวลาเค้าเรียกชื่อ แล้วก็มานั่งทายคนเดียวว่ามันชื่อของอะไรน่ะ พอถึงเวลาหมอก็บอกรักษาได้แค่ตามอาการที่เกิด แล้วก็พูดประมาณว่ามันยังเด็กอยุ่เลยเนอะ ไม่น่าเป็นเลย เราแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หมอก็นัดทุกอาทิตย์มาฉีดยา แต่ยังไม่ถึงกำหนดเด็กซ์เตอร์มีอาการแย่ลงคือ เดินไม่ได้ เดินไปล้มไป จนเราแทบนอนไม่หลับต้องรอให้เช้าเพื่อที่จะพาไปโรงพยาบาลเกษตร เผื่อว่ามันจะอาการดีขึ้น คราวนี้ไปที่ห้องฉุกเฉินเลย รอคิวสักพัก ยังไม่ทันได้ตรวจเด็กซ์เตอร์ฉี่แตกบนตักเราเลย และชักด้วย เราต้องรีบไปบอกพยาบาล เค้าก็เอาไปอบไปให้น้ำเกลือ และบอกให้เรารอดูอาการหลายชั่วโมง ระหว่างนั้นเราก็ได้ยินเสียงร้องตลอด จนเย็นหมอบอกเราว่าจะแอดมิทไว้ที่โรงพยาบาลมั้ย มันแย่มากแล้วรักษาไม่ได้ เราเลยบอกหมอว่าเราจะพามันกลับบ้าน ซึ่งหมอก็อนุญาติโดยมีสายน้ำเกลืออยู่ หมอก็สอนว่าให้ดูน้ำเกลือยังไง มาดูรูปหน่อยดีกว่า ตัวลายคือเด็กซ์เตอร์ ตัวขาวคือปาล์มมี่



เราก็นั่งแท็กซี่กลับมา จัดแจงปูผ้าอ้อมลองเผื่อมันฉี่ จนเวลาประมาณ 4 ทุ่มมันดิ้นทุรนทุราย เราทนดูไม่ได้ เลยเดินออกมาข้างนอก และโทรหาแฟนซึ่งช่วงนั้นแฟนอยู่อเมริกา คุยไปสักพักเราบอกให้แฟนรอสายเราจะเข้าไปดูเด็กซ์เตอร์ สิ่งที่เห็นคือความเงียบสงบ เราจับตัวมันดู เรียกมัน ร่างของเด็กเตอร์ค่อยๆแข็งขึ้น เด็กเตอร์ตายแล้ว เรานั่งร้องไห้สักพักลืมโทรศัพท์ไปเลย จับร่างเด็กเตอร์ให้นอนในกะบะก่อน แล้วโทรไปบอกแฟนว่ามันตายแล้ว แฟนก็เสียใจ พอคุยกับแฟนเสร็จเราตัดสินใจรีบเอาร่างที่ไร้วิญญาณของแมวน้อยเด็กเตอร์ใส่ในกล่อง ปูด้วยกระดาษทิชชูและเอาแช่ช่องฟิชไว้ เรากลัวมันเน่า เพราะเราจะเอากลับไปฝังที่หลังบ้านที่ลพบุรี ยามที่คอนโดบอกให้โยนใส่รถขยะ เราโครตโกรธเลย จะบ้าหรอตอนมันอยู่รักมันจะตาย พอตายให้โยนใส่รถขยะ ใจร้ายจริง สงสารมัน พอวันรุ่งขึ้นเราก็รีบพาเด็กซ์เตอร์กลับบ้านที่ลพบุรี ไปฝังหลังบ้าน อ้อมีเรื่องนึงขอแทรก คนบางคนก็คิดชั่วๆกับคนอื่น ไปนินทาว่าเราท้องแล้วเอาเด็กออกเลยเอามาฝังที่หลังบ้าน นินทากันถึงขั้นจะไปขุดมาพิสูจน์ คิดได้ถึงขนาดนั้น คือเราใส่กล่องอย่างดีมากๆ ก่อนฝัง คนพวกนี้น่าเบื่อมาก คิดอกุศลจริงๆ
หลังจากเสร็จเรื่องเด็กซ์เตอร์ ทีนี้ก็ได้เวลาดูแลปาล์มมี่อย่างใกล้ชิด เรารักปาล์มมี่มาก กลัวมันจะเหงาก็เล่นกับมันบ่อยๆ มันยิ่งโตยิ่งน่ารัก ดูแข็งแรงไม่เจ็บป่วยอะไร ผ่านไปเกือบ 6 เดือน เราก็ได้เวลารับแมวมาเลี้ยงเพิ่มจากงานแคทโชว์ในบูทของโครงการรักษ์แมวนั่นแหล่ะ ตอนแรกว่าจะเอามาตัวเดียว แต่กลัวมันไม่มีเพื่อนวัยเดียวกัน เลยเอาตัวดำมาอีกตัว ปล่อยไว้อาจไม่ค่อยมีใครสนใจเอาไปเลี้ยง น่าสงสารจะตาย ให้คนอื่นเอาแมวสวยๆไปเลี้ยง ส่วนแมวน่ารักแต่ไม่มีใครสน เรารับเลี้ยงเอง ได้มา 2 ตัว แต่ใจก็หวั่นๆว่ามันจะติดโรคจากปาล์มมี่หรือป่าว เพราะก็ไม่แน่ใจว่าปาล์มมี่เป็นใอ้โรคบ้านั่นหรือป่าว จนเอาไปตรวจเลือดพร้อมกันทั้ง 3 ตัว ใจก็ภาวนาอย่าให้ปาล์มมี่เป็นเลย แต่ผลก็ออกมาว่าน่าจะเป็น เราเศร้ามาก และสำนึกผิดไม่น่ารับแมวตัวใหม่มาเลี้ยงเลย บาปกรรมแท้ๆ แต่หลังจากนั้นก็พยายามแยกกันเลี้ยง แต่สงสารปาล์มมี่มากมันอยากเล่นกับแมวน้อยทั้ง 2 ตัว บางทีเราก้ปล่อยให้มันเล่นด้วยกัน บาปกรรมฉันรับไว้เอง ขอให้มันไม่เป็นโรคติดต่อกัน




ปาล์มมี่ดูมีความสุขมากๆตอนได้เล่นกับแมวตัวอื่น จนมาวันนึงปาล์มมี่เริ่มไม่กินข้าว ผอมโซ และตัวร้อนเป็นไข้ เราเริ่มรู้แล้วว่าอาการมันออกแล้ว ครั้งนี้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำไงมันก็ไม่หาย ได้แต่รักษาตามอาการ พาไปโรงพยาบาลสัตว์แถวทองหล่อ ที่นี่ค่อนข้างดี พอตัวร้อนเป็นไขก็เอาไปฉีดยา ค่อยๆรักษา ป้อนข้าวป้อนน้ำเท่าที่จะทำได้ อาการเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนเดินไม่ได้ เดินไปเซไป ต้องเอาอาหารเหลวใส่กระบอกฉีดยาอันเล็ก และค่อยๆป้อนอาหารและน้ำให้ เราทั้งเครียดและสงสาร ใจนึงอยากให้มันไปไวๆไม่อยากให้มันทรมาน แต่ใจนึงก็รักไม่อยากให้ไป ช่วงนี้ก็จับแยกแบบถาวรไม่ให้เล่นกัน จนวันนึงวันสุดท้ายของปาล์มมี่ มันชักเราเลยพาไปหาหมอ ก็ฉีดยาตามปกติ หมอบอกทำใจได้แล้วมันคงอยู่ได้ไม่กี่วัน วันนั้นเราก็ซื้ออาหารเหลวมาด้วย แต่ดันลืมไว้ที่เคาร์เตอร์ จนต้องกลับไปเอา พอกลับมาแฟนวางปาล์มมี่ไว้บนโต๊ะ และบอกว่ามันใกล้ไปแล้ว เราเอามือช้อนที่ศรีษะของมัน ปาล์มี่มองหน้าเราเหมือนจะบอกว่ามันไม่อยากตาย แต่มันเจ็บปวดอยากให้เราช่วย และก็พูดในใจว่าปาล์มี่ไม่ต้องทนเพื่อเราหรอก ไปเถอะอย่าทนเจ็บปวดอีกเลย ปาล์มมี่หายใจแรงๆ 2 ครั้งแล้วก็จากไป เราเสียใจมากๆ น้ำตาไหลกอดมันไว้ หลายชั่วโมง (นั่งเล่านี่น้ำตาก็ไหลตลอดนะ) คือรู้ว่ามันรอให้เรากลับมาจากคลีนิคก่อนแล้วมันถึงไป เรารู้สึกได้เลย และมันก็รักเราจนไม่อยากตาย แต่เราทำอะไรไม่ได้เลย ปาล์มมี่ไม่เคยจากไปไหนมันอยู่ในใจเราเสมอ แต่เราไม่ค่อยอยากดูรูปเท่าไร ดูทีไรร้องไห้ทุกที แต่ก็อยากเล่าความประทับใจที่มีให้หลายๆคนรู้ว่า ถ้าคนเราเราและดูแลไม่ว่าจะสัตว์หรือคน เราก็จะได้ความรักนั้นกลับมาเสมอ เราเอาปาล์มมี่ไปฝังข้างๆเด็กซ์เตอร์นั่นแหล่ะให้มันอยู่ด้วยกัน ....ปาล์มมี่และเด็กซ์เตอร์เป็นแมวที่น่ารักมากๆ....









 

Create Date : 04 กันยายน 2554    
Last Update : 14 กันยายน 2555 0:50:42 น.
Counter : 181 Pageviews.  

แมวลัคกี้ กับ มิดไนท์






แมวน้อยลัคกี้และมิดไนท์ เราไปรับมาจากแคทโชว์ที่เดอะมอลบางกะปิ ของห้อเงรักษ์แมวแห่งพันทิป ตอนแรกจะเอาแค่ลักกี้ให้มาเป็นเพื่อนปาล์มมี่ แต่ก็อดสงสารเจ้าแมวดำตัวนึงไม่ได้ ปล่อยไว้คงไม่มีใครเอาไปเลี้ยง เพราะช่างผอมและหางยาวไม่ค่อยใช่สเป๊คเด็กไทยเท่าไร เราแก่แล้วเลยไม่สน แมวก็คือแมวจะสวยหรือไม่มันก็มีชีวิตจิตใจ แล้วมิดไนท์ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง น่ารักและเรียบร้อยมาก เป็นแมวตัวโปรดของแฟนเราเลย ส่วนเรารักเท่ากัน 555 หลังจากที่ปาล์มมี่ตายแล้วเราเอาทั้งสองไปตรวจเลือดหาโรคอีกรอบ ทั้งมะเร็ง เอดส์แมว และ FIP ปรากฏว่าไม่มี เย้ๆๆๆๆถ้าเป็นอีกคงไม่เลี้ยงแล้วหล่ะ แต่โชคดีที่ไม่ติดเชื้อ แต่เจ้าลัคกี้ลายสีเทามันซนมากเลย ทำหมันทำอะไรก็แล้วมันก็ยังชอบวิ่งเล่น บ้านแทบพัง สิ่งที่พังแบบเห็นๆคือ วอลเปเปอร์ ผ้าคลุมโต๊ะ ดอกไม้ประดับ ผ้าปูที่นอน และฟูกเตียง เพราะกงเล็บของพวกแมวๆนี่แหล่ะ ไปดูรูปกันดีกว่า ถ่ายไว้เรื่อยๆ ตั้งแต่รับมาเลี้ยงวันแรก










 

Create Date : 15 ธันวาคม 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2555 22:24:53 น.
Counter : 244 Pageviews.  

บอกเล่าถึง "ลัคกี้"





 





"ลัคกี้" เป็นแมวพันธ์อะไรไม่รู้หรอก ไม่เคยต้องการรู้ แต่เป็นแมวสีเทาลายดำ แฟนเป็นคนตั้งชื่อ ที่จริงไม่ได้กระแด่ะจะตั้งชื่อฝรั่งนะ แต่เผอิญว่าง่ายต่อแฟนเวลาเรียกนั่นเอง แมวที่บ้านลพบุรี พ่อเป็นคนตั้งชื่อทั้งตุ๊กแก จิ้งจก (นี่ชื่อแมวนะ) เข้าเรื่อง เจ้าลัคกี้มีอุปนิสัยที่เกเรนิดหน่อย ชอบเล่น กระโดด และบ้าบอ พฤติกรรมที่ชอบทำคือ ดูดเสื้อยืดแฟนเรา เคยหาข้อมูลเหมือนกันว่าทำไมแมวมันถึงทำแบบนั้น เค้าบอกว่าแมวเด็กที่ยังไม่หย่านมแม่ แต่ต้องจากแม่มามันเลยมีนิสัยแบบนั้น รู้สึกเสียใจนิดหน่อย นี่ฉันไปพรากแม่พรากลูกหรือป่าวเนี๊ยะ ลัคกี้ยังคงดูดเสื้อต่อไป เหมือนมันเป็นอะไรที่อร่อยสุดๆ จะมีเสื้อยืดสีดำที่แฟนชอบใส่ ลัคกี้ชอบดูดผ้่าคอตตอนนะ(เลือกด้วยหว่ะ) ตอนนี้แฟนไม่ใส่เสื้อแล่ะ 555 เพราะมันดูดทีนึงเสื้อเปียกเลย เราไม่ค่อยให้มันดูดหรอก ไม่ชอบ แต่ลัคกี้ก็มีมุมน่ารักๆตลอด เช่นตอนกลางคืนจะมานอนข้างๆเราและเอาขาข้างนึงวางบนหน้าอกคล้ายอาการกอด และก็ยอมให้เรากอดไม่หนีไปไหน นอนกอดกันทุกวัน อิอิ มาดูรูปลัคกี้กันว่ามันน่าตีนัก...




Create Date : 27 เมษายน 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2555 22:28:16 น.
Counter : 154 Pageviews.  

1  2  

NingNingNing
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add NingNingNing's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.