ความฝันสูงสุดคือสุขคติ
Group Blog
 
All blogs
 

หลวงพี่เอี้ยงวัดมะนาวหวาน

อ้างอิงจาก //www.budpage.com








ความเห็นสำหรับเรื่องสุดท้ายซักหน่อยนึงจ๊า

ยุงกับศีลข้อหนึ่ง หลายๆคนอดไม่ได้เลยค่ะที่จะตบยุง

เพราะว่าไอ้เจ้า ย.ยุง เนี่ยแหม มันช่างกัดเจ็บกัดจิกได้แสบ

สัน คันคะเยอ ...เลยทีเดียว ที่มากัดจูบลูบคลำเนื้อตัว

เนียนๆของเรา ก็เพราะเรา มีเลือดแสนอร่อยอันเป็นอาหาร

แสนโอชะของมันไงคะ มันก็กัดเราไม่ถึงตายไม่ใช่เหรอ

คะแค่เพียงดูดดื่มแค่พออิ่มหนำสำราญเท่านั้น

(ยุงบางตัวกินเลือดเราซะบินไม่ไหวเลย)
เราแค่เพียงคันๆ ทำไมต้องไปตบเค้าเสียให้ตายด้วยล่ะคะ

ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ เขาแค่เลี้ยงชีวิตเขาโดยไม่มีทาง

เลือกเท่านั้นเอง

แต่มนุษย์เราเนี่ยสิคะเลือกได้แต่ก็ยังเลือกที่จะเข่นฆ่าชีวิต

ผู้อื่นเขามาเป็นอาหาร (ตัวเองก็กินเนื้อสัตว์ ง่าส์)

ถ้าเราไม่มองข้ามเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

เรื่องใหญ่ก็จะไม่ยากเกินไปสำหรับเราเลยนะคะ

ให้ชีวิตก็ได้บุญนะคะ ถึงจะเป็นชีวิตยุงก็เถอะ

(เลี่ยงยากหน่อยแต่ก็ทำกันได้ใช่มั้ยคะ)




 

Create Date : 05 เมษายน 2550    
Last Update : 5 เมษายน 2550 18:16:06 น.
Counter : 326 Pageviews.  

รู้จักตัวเองหรือยัง

ไผ-เป็น-ไผ คำนี้คำสัญนัก

นักปราชญ์ใหญ่คนหนึ่งเดินทางด้วยรถม้าไปตามหมู่บ้าน

ต่าง ๆ เพื่อสอดส่องดูความเป็นไปของบ้านเมือง เมื่อรถม้า

มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งรถก็หยุดกึกลง

มหาปราชญ์จึงตะโกน ถามสารถีออกมา

จากในรถว่า "ทำไมรีบหยุดรถ"

นายสารถีตอบว่า"มีเด็กคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่"

มหาปราชญ์ชะโงกหน้าออกมา ก็เห็นเด็กคนหนึ่งท่วงท่าดู

หลักแหลม ยืนเท้าสะเอวมองสวนขึ้นมาอย่างไม่ประหวั่น

พรั่นพรึงต่อผู้ที่อยู่ตรงหน้า

หนู หลีกทางให้ลุงหน่อย" มหาปราชญ์ร้องขอ

"ทำไมต้องหลีก ลุงไม่เห็นหรือ หนูกำลังก่อกำแพงอยู่

ในโลกนี้หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีกำลังแพงที่ไหนต้อง

หลีกให้รถ มีแต่รถต้องหลีกให้กำแพง"เจ้าหนูตอบ

"บ๊ะ เจ้านี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว" มหาปราชญ์คิดในใจ

รีบกุลีกุจอลงจากรถพลางถามเจ้าหนูว่า

"หนูไม่รู้จักลุงหรือ ลุงน่ะใครๆในแผ่นดินนี้เขาก็รู้จักกัน

ทั้งนั้นแหล่ะ"

"ลุงเป็นใครล่ะ" เจ้าหนูยิงคำถาม

"ใครต่อใครเรียกลุงว่าเป็นมหาปราชญ์" มหาปราชญ์

เอามือลูบเคราขาวโพลนตอบอย่างภาคภูมิ

"อ้อ! เป็นนักปราชญ์นี่เอง ถ้างั้นลุงคงมีความรู้เยอะล่ะสิ"

"โอ๊ย! ลุงเขียนตำราไว้มากมายเป็นร้อยเล่มแน่ะ"

"ถ้างั้นขอถามหน่อย ลุงรู้มั้ย บนฟ้ามีดาวกี่ดวง"

"แหม! ถามอะไรที่มันใกล้ตัวกว่านี้หน่อยสิ พ่อทูนหัว"

มหาปราชญ์ตะล่อม

"ก็ได้ ถ้างั้นขนคิ้วและผมบนหัวของลุงมีกี่เส้นล่ะ"

เจ้าหนูถามเรื่องใกล้ตัวสุดๆ

มหาปราชญ์ไม่ยอมตอบคำถามนี้ รีบเดินกลับขึ้นรถบอก

สารถีให้หลีกรถออกห่างจากกำแพงทรายที่เจ้าหนูกำลังก่อ

ทิ้งไว้ แล้วปลีกตัวออกไปอย่างสงบ

นิทานปรัชญาจีนเรื่องนี้ไม่มีบทสรุป เรื่องนี้สอนให้รู้อะไร

เพราะส่วนใหญ่ย่อมจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าแก่นของเรื่องอยู่

ตรงไหน ท่าน ว.วชิระเมธีสรุปไว้ว่า ที่มหาปราชญ์ต้องพ่าย

เด็กคราวเหลนนั้นก็เพราะท่านรู้สารพัดอย่างในโลกนี้แต่

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านไม่เคยรู้จักอย่างถ่องแท้เลยก็คือ

"การรู้จักตัวเอง"


การรู้จักตัวเองเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งใน

คุณสมบัติทั้งเจ็ดประการของ " คนดี " ตามที่พระพุทธเจ้า

ทรงนิยามเอาไว้ นั่นคือ

1.รู้จักเหตุ

2.รู้จักผล

3.รู้จักตน

4.รู้จักประมาณ

5.รู้จักกาล

6.รู้จักการเข้าสังคม

7.รู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคล

บทความนี้อ้างอิงจากหนังสือของ

ท่านมหาวุฒิชัย วชิรเมธี


ในหนังสือชื่อเรื่องธรรมะติดปีก






 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2550 23:41:45 น.
Counter : 189 Pageviews.  

ถือ (ก็) หนัก วาง (ก็) เบา...พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปุจฉา

อยากขอคำอธิบายเรื่อง
“สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ”
ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า
เป็นคำสอนระดับหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา

น้ำเพชร/กาญจนบุรี


วิสัชนา

ลองอ่านนิทานปรัชญาต่อไปนี้
บางทีอาจมีคำตอบที่ตรงกับใจของคุณก็เป็นได้
แม้จะเขียนไว้นานแล้ว
แต่เมื่อว่าโดยเนื้อหาสาระ
คิดว่าคงพอจะทำให้มองเห็นแก่นสาระสำคัญ
ของข้อความข้างต้นนั้นได้บ้าง


ถือ (ก็) หนัก วาง (ก็) เบา

เคยมีคนไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าพระองค์ให้เหลือเพียงสั้นๆ
ทว่า ครอบคลุมใจความทั้งหมดแห่งพระพุทธศาสนา

พระองค์ตรัสว่า หากจะให้สรุปเช่นนั้น
ก็ขอสรุปเช่นนั้นก็ขอสรุปว่า
ใจความแห่งคำสอนของพระองค์ขึ้นอยู่กับประโยคที่ว่า

“สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ
ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น”
ทำไมจึงไม่ควรยึดติดถือมั่น

เพราะที่ใดมีความถือมั่น ที่นั่นก็มีความทุกข์

ความทุกข์ขยายตัวตามระดับความเข้มข้นของความยึดติด

ยึดมาก ติดมาก จึงทุกข์น้อย

ไม่ยึด ไม่ติด จึงไม่ทุกข์

ความไม่ยึดติดถือมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ความปล่อยวาง”

ทำไมจึงต้องปล่อยวาง

เพราะทุกอย่าง “มีความว่าง” มาแต่เดิม

คนที่หลงกอด “ความว่าง”
โดยคิดว่าเป็น “ความมี” ทำไมจะไม่ทุกข์ ?

พระบวชใหม่รูปหนึ่ง
เดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ

ขณะเดินสำรวมก้มหน้าแต่พอประมาณ
เพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ นั้นเอง
จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งใส่สูท
ผูกเนคไท สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาหาท่าน
พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย

พระรูปตกตะลึง รีบเดินหนี

แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว
แต่เสียงด่าของเขายังคงก้อง
อยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เมื่อกลับถึงวัด พลันที่คิดถึงเหตุการณ์
ที่ตนถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน
พระหนุ่มก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ
ยิ่งคิดต่อไปว่าชายคนนั้นมาชี้หน้าด่าตน
ซึ่งเป็นพระและตนเองก็จำได้ว่า
ตั้งแต่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย ก็ยังไม่เคยทำอะไรผิด

คิดมาถึงขั้นว่า ตนไม่ผิด
แต่ทำไมตนต้องถูกด่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น
วันที่ท่านถูกด่ากลางชุมชนนั้นเป็นวันศุกร์
แต่ตกถึงเช้าวันจันทร์ท่านก็ยังไม่หายโกรธ

เช้าวันจันทร์นั้น พระบวชใหม่ประคองบาตร
เดินผ่านชุมชนนั้นเหมือนเดิม
ท่านพยายามสอดส่ายสายตามองหาชายคนเดิม
ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องถามให้รู้เรื่อง
ว่าเหตุจึงมาชี้หน้าด่าตนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว

ยิ่งพยายามค้นหา กลับยิ่งไม่พอ
ท่านจึงเดินสำรวจรับอาหารบิณฑบาตต่อไป
จนได้อาหารเต็มบาตรแล้วจึงเดินกลับวัด

ระหว่างทางกลับวัด โดยไม่คาดฝัน
พระหนุ่มทอดสายตาไปพบกับชายคนหนึ่งสวมสูท ผูกเทคไท
ใส่แว่นตาดำ ท่านอุทานในใจว่า
“อ๋อ เจ้าคนนี้เองที่ด่าฉันเมื่อวันศุกร์”

ภาพที่เห็นก็คือ ชายแต่งตัวดีคนนั้น
นอนหลับหมดสติอยู่ข้างศาลเจ้าแห่งหนึ่ง
ข้างๆ ตัวเขามีขวดเหล้าล้มกลิ้งอยู่
พอท่านพยายามเดินเข้าไปมองใกล้ๆ
เขาจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
พอเห็นท่านเท่านั้นชายคนนั้นก็ร้องขึ้นมาว่า

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นกล้าฯ บัดนี้
พระองค์ทรงกลับมาครองอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ...”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกำเฉิบๆ

พลันที่ท่านประเมินว่าชายแต่งตัวดี
คนที่ชี้หน้าด่าท่านเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
เป็นคนบ้าที่มาในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง

ความโกรธที่ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึน
อยู่ในใจของท่านมานานถึงสามวัน
ก็พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดายชนิดไร้ร่องรอย

ทำไม
เราจึงปล่อยวางต่อคนบ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน ?
แต่กับคนปกติ
ทำไม เราจึงมีความรู้สึกว่าต้องเอาเรื่องราวให้ถึงที่สุด ?


........................
ข้อมูลจาก //www.dhammajak.net




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2550 5:19:04 น.
Counter : 173 Pageviews.  

พระพุทธภาษิต

ธรรมดาไฟย่อมเกิดขึ้นที่ไม้สีไฟ อันบุคคลสีอยู่
ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด ย่อมเผาไม้นั้นเองให้ไหม้
ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนโง่เขลาเบาปัญญา
ไม่รู้จริง เพราะความแข่งดี แม้เขาก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาลน
42/408-409 จุลลโพธิชาดก

สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นสงบ
คนพาลเปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีน้ำครึ่งหนึ่ง
บัณฑิตเปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม
39/631 นาลกสูตร


สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นย่อมชื่อว่าเป็น ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี
31/477 สุปุพพัณหสูตร

ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลา ผู้คอยฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้
42/20-21 นักขิตตชาดก


ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่รีบด่วนผู้นั้นเป็นพาล ย่อมประสบทุกข์
เพราะไม่จัดแจงโดยอุบายอันชอบประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป
41/447-448 สัมภูตเถรคาถา


ความดี คนดีทำได้ง่าย
ความดี คนชั่วทำยาก
ความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย
ความชั่ว พระอริยเจ้าทั้งหลายทำได้ยาก
38/213 อานันทสูตร


ภูเขาหินล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะลมฉันใด
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญฉันนั้น
บัณฑิตทั้งหลายผู้อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่แสดงอาการสูง ๆ ต่ำ ๆ
38/33-44 คาถาธรรมบท


ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมก่อทุกข์
ละความชนะและความแพ้เสียแล้ว
จึงสงบระงับ นอนเป็นสุข
23/165 ปฐมสังคามวัตถุสูตร


เธอทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด จงนั่งเถิด เธอทั้งหลายจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความหลับ เพราะความหลับจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เธอทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะโรค คือ กิเลส มีประการต่าง ๆ ถูกลูกศร คือ ราคะ เป็นต้น แทงแล้วย่อยยับอยู่
39/527-528 อุฏฐานสูตร




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2550 4:38:51 น.
Counter : 270 Pageviews.  

คนกับไก่

ไก่ชอบแต่ข้าวสาร ไม่ชอบเพชรพลอย มันมองเห็นเพชรพลอยเป็นแค่หินไร้ค่า

แต่คนเรากลับเอาหินเหล่านั้น มาประดับประดาตกแต่งร่างกาย แล้วพากันชื่นชม

ว่างามเลิศวิไล แสดงว่าร่างกายคนเราแท้จริงไม่มีความงามอะไรเลย

จึงต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก ไก่ไม่อาบน้ำเดือนหนึ่งก็ยังอยู่ได้ปกติ

ส่วนคนเราสิ ลองเอานางงามที่ได้มงกุฎโลกคนปัจจุบัน

ลองไม่อาบน้ำสัก 7 วัน ก็ไม่รู้ว่ากลิ่นตัวนางงามนั้นจะเหม็นหึ่งขนาดไหน




ความจริงแล้วองค์ประกอบทั้งห้าคือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง และ อารมณ์ทั้งห้า

คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มันก็อยู่ของมันตามธรรมชาติ

แต่อุปาทานของคนเราไปยึด ปรุงแต่ง กลายเป็นอันนี้ ดี อันนี้ เลว

คือเราไปสมมุติกันทั้งนั้น แล้วสมมุตินี้แหละก็เข้ามาบีบคั้นจิตใจให้เกิดแรงปรารถนา

ความดิ้นรน กระเสือกกระสนจึงตามมาอย่างไม่สิ้นสุด นี่คือบ่อแห่งทุกข์ขนาดใหญ่

ที่หลอกให้คนตกลงไปแล้ว หลง วนเวียน อยู่จนเราเคยชิน

เปรียบเหมือนปลาที่ไม่เห็นน้ำ นกไม่เห็นฟ้า จึงยากที่จะรู้สึกตัว

และถอนตนขึ้นจากบ่อแห่งทุกข์นี้ได้




จากหลักคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส และ หลวงพ่อชา




 

Create Date : 28 มกราคม 2550    
Last Update : 28 มกราคม 2550 3:01:11 น.
Counter : 153 Pageviews.  

1  2  3  4  

nokira
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




nokiraโง่หลอกง่าย ชอบปลูกต้นไม้และรักเด็ก

Friends' blogs
[Add nokira's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.