Qua'Os 's Archives
Group Blog
 
All Blogs
 

Borderline - ตอนที่ 2

Borderline

by Qua'Os

ตอนที่ 2 - ทัณฑ์พิพากษา (Punishable by the LAW)


เป็นเช้าอีกวันหนึ่งที่มาริชญางัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยเสียงปลุกจากนาฬิการูปคันชั่งตรงหัวนอน สภาพอากาศของวันนี้ไม่ค่อยสดชื่นนัก เธอจึงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะลุกจากที่นอนได้เมื่อทนเสียงแขนคันชั่งแกว่งขึ้นลงส่งก้านกลไกกระแทกระฆังลูกเล็กๆ เป็นจังหวะถี่ระรัวแสบแก้วหูไม่ไหว

รอบกายเธอเต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกๆ วางระเกะระกะทั่วบ้าน ที่บางครั้งเหลียวมองไปแล้วก็ชวนให้สะท้อนใจอยู่ลึกๆ
ตัวเธอ...ก็คงเป็นเหมือนเครื่องจักรกลพวกนี้ มีอยู่เพื่อเป็นช่องทางให้ปัญญาไหลผ่าน ให้เจตจำนงไหลผ่าน ให้พลังอำนาจไหลผ่าน จากแหล่งอันสูงกว่า เป็นอุปกรณ์ที่ "กฎ" ใช้ทำงานสำคัญบางอย่าง และจึงจะได้รับสิ่งต่างๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อหล่อเลี้ยงให้คงอยู่ได้อย่างเป็นปกติเสมอ
...หากแต่ไม่มีอะไรแม้แต่ชีวิต ที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง

เด็กสาวเดินไปเตรียมอาหารเช้าอย่างง่ายๆ วันนี้เธอมีนัดไปเดินเที่ยวตลาดกับทิฟ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลยสำหรับเธอ แต่สำหรับอีกฝ่ายนี่สิ...นึกแล้วก็น่ากลุ้มอยู่ไม่น้อย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะประกายวิบวับในสายตาของเพื่อนสาวที่จะปะทุอยู่เกือบตลอดเวลาของการช็อปปิ้งในแต่ละครั้งแล้วล่ะก็ เธอคงปิดนาฬิกาปลุกแล้วขอสมัครอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวานต่อไปดีกว่า

ภายในเวลาไม่นานเธอก็เดินออกไปถึงหน้าปากซอย ซึ่งทิฟมารออยู่แล้ว ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งถึงจุดหมาย
เป็นอีกวันที่ยุ่งเหยิงน่าดูชม ตลาดยามเริ่มสายที่แออัดไปด้วยผู้คนและสารพัดแผงขายสินค้าส่งเสียงจอแจอยู่รอบทิศ ลิปเดินหิ้วถุงของพะรุงพะรังทั้งสองมือ ขาก็จ้ำตามทิฟที่ดูเหมือนจะเคลื่อนตัวตัดผ่านกระแสฝูงชนพุ่งไปยังแต่ละร้านที่ติดป้ายลดราคา หรือมีของที่เปล่งประกายสะดุดสายตาเป็นพิเศษได้อย่างคล่องแคล่วและแม่นยำเหมือนอินทรีโฉบเหยื่อก็ไม่ปาน

"ลิป มานี่เร็วๆ หน่อยสิ อืดอาดจังเลย" ทิฟตะโกนฝ่าเสียงอื้ออึงมายังลิปที่ถูกบีบอัดให้เดินด้วยความมึนอยู่
"นี่ ชั้นไม่ใช่เบ๊เธอนะยะ!" ลิปโวยกลับไปบ้างหลังจากที่ทนเงียบมาตลอด แต่ก็อุตส่าห์แหวกไปถึงตรงที่ทิฟยืนอยู่จนได้
"เหรอจ๊ะ หนูน้อย?" ทิฟยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จ้องตาเพื่อนสาวตรงๆ ยั่วเย้าด้วยการเอามือข้างหนึ่งช้อนคางลิปขึ้นพลางใช้นิ้วเขี่ยเบาๆ ที่แก้มซึ่งกำลังออกสีแดงเรื่อ แต่ลิปก็มือไม่ว่างพอที่จะปัดป้อง ได้แต่ทำแก้มพองแสดงอาการไม่พอใจอยู่
"เชอะ"
ลิปยังคงบ่นอุบ
"จะรีบเดินไปไหนก็ไม่รู้ แถมหยิบของเป็นว่าเล่น แล้วก็โยนมาๆ ให้ฉันหอบเป็นบ้าหอบฟาง แล้วยังจะบอกให้รีบตามไปอีก จะให้ฉันผลักพวกที่เดินอยู่แถวนี้ล้มระเนระนาดให้หมดแล้วรีบกระโดดข้ามหัวไปหาเธอเลยใช่มะ?"
"อ๋อ! คิดว่าตัวเองเจ๋งมากเหรอ?" ดูเหมือนแดดแผดเปรี้ยงกับความแออัดกลางตลาด จะเป็นตัวจุดไฟให้เกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างทั้งคู่ขึ้นมาเสียแล้ว
"แค่นี้ทำเป็นโวยวาย พอได้ชื่อว่าผู้คุ้มกฎ เลยนึกว่าตัวเองเป็นกฎไปซะเองแล้วสินะ"
"ยังไงก็ไม่ใช่แบบเธอละกัน ยัยคุณหนูเอาแต่ใจ! เธอนั่นแหละ ที่คิดว่าใครๆ ทั้งโลกต้องคอยมาไล่ตามรับใช้ความพอใจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเธออยู่ไม่หยุดหย่อน"
ชาวบ้านพากันส่งเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ ขณะที่มาตั้งวงล้อมมุงดูอยู่รอบๆ ทั้งสองที่กำลังเถียงกันแบบเลือดขึ้นหน้า
"ทำไม? ฉันกับเธอไม่เหมือนกันนี่ เธอน่ะ ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองซักอย่าง แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่มี..."

เธอทำพลาดไปแล้ว
เธอได้ล้ำเส้นไปแล้ว

ในขณะที่มาริชญายืนก้มหน้านิ่ง มือปล่อยทิ้งสัมภาระทั้งหมดลงกับพื้น ก็เป็นจังหวะที่ทิพเรศเพิ่งจะได้สติรู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรออกไป...
"ตายแล้ว!" เธอยกมือขึ้นมาปิดปาก น้ำเสียงแสดงความตระหนกทั้งเสียใจระคนกัน "ลิป ฉัน...ฉันขอโทษ"
"..."
"แย่หน่อยนะ"
จากบรรยากาศน่าอึดอัดอยู่แล้ว กลับทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น ด้วยท่าทีที่ผิดแปลกไปจากปกติอย่างมากของมาริชญา

"ฉันไม่ลงมือ...ก็ไม่ได้ซะด้วยสิ!"
ประโยคนั้นทำให้ทิพเรศยิ่งหน้าซีดลงกว่าเก่า ในขณะที่มาริชญาดึงเอาแถบผ้าผืนหนึ่งออกมาอย่างเงียบๆ แล้วเริ่มใช้มันผูกปิดตาตนเอง
เมื่อขยับผ้าให้กระชับดีแล้ว มาริชญาก็เอื้อมมือไปเกาะกุมด้ามดาบสองเล่มที่พกติดตัวไว้อยู่ตลอดเวลาเพื่อชักมันออกจากฝัก เสียงเสียดสีระหว่างใบดาบกับฝักด้านในเหมือนกับดังสะท้านกรีดแทงเข้าไปถึงกระดูก ในขณะที่ใบหน้าผู้ถือดาบยังคงเรียบเฉย
ดาบทั้งสองมีรูปร่างเหมือนกันทุกกระเบียด ขนาดก็ไม่ใหญ่เล็กไปกว่ากัน ที่แตกต่างมีเพียงแค่ดาบในมือขวาเป็นโลหะสีเทาดำมันเนื้อเดียวกันตลอดทั้งเล่ม ในขณะที่ดาบในมือซ้ายเป็นโลหะเนื้อสีขาวเงินวาวตลอดทั้งเล่ม
มาริชญาเปิดปากขึ้นอีกครั้ง เพื่อจะเรียกขานนาม อันเป็นดุจประกาศิต:
"เธลมิร่า ตื่น! ธาลมัส ตื่น!!!"
บัดนั้นเปลวไฟสีฟ้าพลันลุกโชนขึ้นอาบทั่วทั้งใบดาบในมือซ้าย ตามด้วยเปลวไฟสีส้มแดงลุกโชนขึ้นอาบใบดาบในมือขวา มาริชญาไม่รอช้าอีกต่อไป เธอถือดาบทั้งสองย่างสามขุมเข้าไปหาทิพเรศที่กำลังก้าวถอยหลังกรูดๆ ด้วยความหวั่นกลัว ท่ามกลางเขตตลาดที่สับสนอลหม่านนั้นเกิดการแตกฮือออกเป็นพื้นที่ว่าง เป็นเวที เป็นลานตัดสินโทษเฉพาะกิจรูปวงกลมให้ทั้งสองแล้วเรียบร้อย

"อย่าพยายามขัดขืนเลย-"
ในชั่วพริบตานั้น ผู้คุ้มกฎสาวก็พุ่งปราดเข้าไปถึงตัวทิพเรศ ดาบทั้งสองเงื้อง่าเตรียมพร้อมด้วยเปลวไฟลุกสุกสว่างเต็มที่
ฉัวะ!!!
"-มันเปล่าประโยชน์"

ทุกสำเนียงพูดคุยรอบข้างเงียบกริบลงชั่วอึดใจใหญ่ เหมือนไม่มีใครกล้าแม้จะขยับตัวด้วยซ้ำ หลังจากการพิพากษาจบสิ้นลง และมาริชญายืนตระหง่านถือดาบไขว้กันข้างหน้าเป็นกากบาทอยู่ ส่วนร่างของทิพเรศที่ถูกผ่าแบ่งออกเป็นสี่ซีกเสี้ยวนั้น ถูกแรงโจมตีซัดกระเด็นไปกองแน่นิ่งอยู่บนพื้นหน้าแผงขายของแผงหนึ่ง
"เสียเลือดเสียเนื้อได้ ชีวิตก็ยังยอมสูญเสียกันได้" เด็กสาวกล่าวขึ้นเบาๆ แต่ก็พอที่จะได้ยินกันทั่วในที่เงียบงันเช่นนี้ "แต่...ห้ามมาทำร้ายหัวใจกันเด็ดขาดนะ!"

เมื่อเปิดผ้าผูกตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็ก้มมองลงไปยังร่างเนื้อที่กองอยู่ตรงหน้า ซึ่งกำลังสลายหายไปดุจหมอกน้ำค้างต้องแสงตะวันยามสาย แล้วมีต้นกล้าไม้สีทองแตกยอดขึ้นมาจากพื้นดินแทนที่
คุณป้านางหนึ่งกระวีกระวาดออกมา ลิปจำได้ว่าเป็นหญิงรับใช้ที่บ้านทิพเรศ
"ไปค่ะ คุณหนู กลับบ้านเราก่อน" ว่าแล้วคุณป้าก็ก้มลงบรรจงใช้ส้อมที่หล่นอยู่แถวๆ นั้นขุดดินรอบต้นกล้าต้นน้อย เพื่อจะหิ้วใส่ถุงพกไปด้วย
ข้างฝ่ายมาริชญาค่อยๆ เก็บดาบกลับเข้าฝัก ทอดถอนหายใจทีหนึ่ง แล้วหันหลังเดินห่างออกไปอีกทาง จนไกลลับสายตา...

เย็นวันนั้น หลังจากเดินตรวจเหมือนที่ทำประจำเป็นกิจวัตรแล้ว เด็กสาวไม่แวะบ้านพี่แพรไหมแต่ตรงดิ่งกลับมาบ้านพัก ก่อนจะทอดกายลงนอนหมอบนิ่งๆ บนเตียงด้วยอาการเหม่อลอยไร้จุดหมายอยู่นาน จนกระทั่งรู้สึกดีขึ้นแล้ว เธอก็ลุกขึ้นเดินมาที่ครัว โดยหยิบดาบทั้งสองเล่มออกจากฝักมาด้วย
เมื่อมาถึงโต๊ะอาหาร ลิปตั้งดาบแต่ละเล่มให้ปลายจิกลงไปบนเก้าอี้เล่มละตัว ให้ด้ามดาบเอนพิงพนักเก้าอี้ไว้อย่างสวยงาม แล้วเธอก็ลากเก้าอี้อีกตัวหนึ่งมาจรดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเริ่มจัดเตรียมอาหารเย็นวางไว้ตรงหน้า
"พ่อคะ แม่คะ ... ทานมื้อเย็นกันได้แล้วค่ะ"

อีกไม่กี่วันต่อมา ทิพเรศกลับมาอีกครั้ง ทั้งสองสวนกันบนบาทวิถีของถนนหลักสายหนึ่งในหมู่บ้านโดยบังเอิญ
"อะ-"
ลิปไม่ปริปากอะไรเลยสักคำ ได้แต่หันหลังกลับแล้วทำท่าจะออกวิ่ง
"เดี๋ยวก่อน ลิป!"
ไม่รู้จะเรียกโชคดีหรือโชคร้าย ลิปพลาดพลั้งก้าวไปเหยียบใบไม้ใบหนึ่งที่เปื่อยอยู่บนพื้นเปียกปอนหลังฝนตกใหม่ๆ จนลื่นพรืด
"ว้าย!?"
แน่นอนว่าทิฟรับร่างของเธอไว้ทันก่อนจะหัวฟาดพื้น ชั่วขณะหนึ่งลิปหงายหลังทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงในอ้อมแขนของทิฟที่ถลาเข้ามา แต่อยู่ในท่วงท่าที่กำลังจะเสียหลักเช่นกัน

โครม!!!
ผลก็คือล้มระเนระนาดกันทั้งคู่ จากนั้นแต่ละฝ่ายต่างก็ลุกขึ้นมาโวยวายกันอีกพอสมควร ก่อนที่จะนิ่งเงียบ จากเรื่องของเมื่อวันก่อนที่ยังค้างคาอยู่ในใจ กำลังผุดกลับขึ้นมาสู่พื้นผิวอีกครั้ง...
ทั้งคู่ต่างรู้กันดี ที่ว่ามาริชญาไม่มีพ่อแม่นั้น ไม่จริง ถึงจะอยู่ในรูปแบบไม่เหมือนใครอื่นก็เถอะ แต่เรื่องที่เธอไม่มีอะไรเป็นของตนเอง กับที่เธอต้องอยู่กับความโดดเดี่ยวมานานแสนนานนั้นจริง และเป็นสิ่งที่แทงใจเธอได้อย่างร้ายกาจ

"พอเถอะ" ลิปเบือนหน้าหนี ทำท่าจะหันหลังเดินจากไปอีกรอบ "ฉันตัดสินโทษเธอไปแล้วครั้งนึง ฉันไม่อยากทำอีกหรอกนะ"
"ฮึ! คราวนี้ก็อย่านึกว่าฉันจะยอมง่ายๆ เหมือนกันนะ" ทิฟเสียงแข็งขึ้น แต่ก็กลับสลดลงอีกครั้ง
"แต่เธอทำแบบนี้ มันก็เหมือนกำลังลงโทษฉันซ้ำซากนั่นแหละรู้มั๊ย!" เธอพยายามง้อเพื่อนสาวต่อไป "เอางี้ เธออยากได้อะไรบอกฉัน ฉันจะหามาให้เป็นค่าชดใช้เอง นะ..."
ยังไม่ทันที่ลิปจะตอบอะไร ก็มีเสียงเรียกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"ทิฟ ทิฟ?"
ทั้งสองหยุดชะงัก หันไปมองต้นเสียงนั้นพร้อมกันชั่วขณะ
"อ้าว มาอยู่นี่เอง"

ที่ก้าวออกมาพ้นหัวมุมตึกเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา น่าจะรุ่นเดียวกับทิฟ
"เดี๋ยวก่อนสิ ต๊อต! ฉันมีธุระคุยกับเพื่อนอยู่" ทิฟรีบตะโกนตอบกลับไป
ลิปหันไปมองดูระหว่างทั้งสองเพียงชั่วแวบ แล้วก็เผยยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
เร็วเกินกว่าจะตั้งตัวติด เหมือนสายลมเบาบางวูบเดียวที่พัดแทรกผ่าน ลิปพุ่งเข้าไปประชิดตัวเด็กหนุ่มทันที มือข้างหนึ่งของเธอค้ำยันไปที่กำแพงมุมตึก โดยที่ทั้งเขาและทิฟยังไม่ทันขยับไปไหนได้
สายตาซุกซนของเธอมองเข้าไปในแววตาตื่นประหม่าของเด็กหนุ่ม ผู้เอนตัวถอยหนีไปติดกำแพงนิ่งแข็งอยู่ตรงนั้น
...แล้วเธอก็ลงมือตามที่คิดไว้ทันที




 

Create Date : 31 มีนาคม 2550    
Last Update : 31 มีนาคม 2550 11:17:11 น.
Counter : 116 Pageviews.  

Borderline - ตอนที่ 1

Borderline

by Qua'Os

มิตรภาพของเด็กสาว ... พวกพ้อง ... การต่อสู้ ... การแสวงหา ... ความยุติธรรม ... ความรัก และ ความลึกลับอันยิ่งใหญ่ของโลกใบน้อยๆ

นิยายเบาสมอง (เหรอ?) สไตล์มั่วซั่วที่ผู้เขียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนต่อไปมันจะออกมาท่าไหน ใครใคร่อ่าน ก็เชิญอ่านตามสะดวก

* คำเตือน: อาจมีความรุนแรงและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กเป็นส่วนเล็กน้อยถึงปานกลางในบางพื้นที่ ผู้ปกครองควรพิจารณา *


ตอนที่ 1 - ทวารบาล (The Portal Keepers)


พร้อมแล้วหรือ?

เราจะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน ได้เดินทางไปเพื่อค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้จัก ในโลกใบเล็กๆ ของเธอผู้นี้...

"เพื่อลอง เพื่อดู ให้เห็น ให้รู้
เพื่อทะยาน เพื่อสู้ แกร่งกล้า ท้าฝัน
เพื่อสำแดง เจตจำนง สัตย์จริง มุ่งตรงพลัน
เพื่อรักษา วาจามั่น เงียบงัน เพียงผองพี่น้องเรา ฯ"

ลมพัดกรรโชกมาเกือบแผ่วเบา พาเอาใบไม้ใบหญ้าหินทรายปลิวว่อน เด็กสาวหุ่นปราดเปรียวนางหนึ่งกอดอกห่อไหล่ฝืนทนเดินย่ำฝ่าไป เนื้อกายสั่นสู้ความหนาวอย่างต่อเนื่อง

"ชะ...ชะ...ชั้นจะไม่ไหวแล้ววว..." เธอครางไปฟันกระทบกันกึกๆ ไปอย่างน่าเวทนา แต่นัยน์ตาที่หรี่ปรือจนแทบจะปิดอยู่แล้วก็ยังคงมีความหวัง
ความหวังที่ว่านั้นอยู่ห่างไปอีกไม่ไกลตามทางเบื้องหน้า บ้านหลังใหญ่ดูโอ่อ่าขยับเข้ามาในทัศนวิสัย ขยายขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย
"ทิฟ! ได้ยินมั๊ย! เปิดประตูที!" เมื่อเข้าไปถึงระยะพอเหมาะ เด็กสาวก็รีบรวบรวมกำลังโซซัดโซเซโผไปเกาะประตูแล้วเคาะอย่างดุเดือดเกือบๆ จะเป็นการบุกพังเข้าไปอยู่แล้ว

ข้างในมีเสียงฝีเท้าตึกๆ และแล้วเด็กสาวรุ่นเดียวกันอีกคนหนึ่งก็มาดึงประตูเปิดอย่างรวดเร็ว ทำเอาเธอที่ทิ้งน้ำหนักพิงกับประตูอยู่ล้มถลาลงไปนั่งหอบอยู่กับพื้นบนพรมเช็ดเท้า
"อ้อ! เธอเองเรอะ ยัยมารริษยา"
ชื่อนั้นทำให้เธอฉุนกึกจนลืมความหนาวเย็นไปได้ชะงัด ถึงกับต้องแหวย้อนกลับไป
"ชั้นชื่อ มา-ริ-ชญา เฟ้ย! ยัยทิฟฟานี่!"
อีกฝ่ายขมวดคิ้วแล้วตอบกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้กัน
"ชั้นก็ชื่อ ทิพเรศ ย่ะ ไม่ใช่ทิฟฟานี่!"
ทั้งสองจ้องหน้ากันเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ต่างฝ่ายจะเริ่มหลุดหัวเราะคิกๆ กันออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"หายกันแล้วสิ"
"เออ"
เจ้าบ้านงับประตูปิดให้แน่นหนา พลางหันมาพยักหน้าบอกเพื่อนสาวเป็นสัญญาณ
"ไปๆ ยัยลิป เข้าบ้านก่อน หนาวโหดนะเนี่ยตอนนี้"
"จ้า อูย~"

อีกครู่ต่อมา สองสาวก็มานั่งกินร่วมโต๊ะกันอย่างแสนสุขในครัว
"ฮ้า~ น้ำซุปของเธอนี่วิเศษสุดๆ ไปเลย~" ลิปครางออกมาพลางหลับตาพริ้ม ในจังหวะสลับกับที่มือถือช้อนจ้วงตักซุปข้นร้อนๆ เข้าปากอย่างต่อเนื่อง จนเกลี้ยงชามอย่างรวดเร็ว

"แล้วเธอนึกยังไงออกมาเดินตอนนี้หา นี่ถ้าฉันไม่อยู่มีหวังนอนแข็งอยู่แถวนี้แหงๆ" ทิฟเริ่มตั้งประเด็นถามบ้าง
"ออกตรวจตราประจำวันน่ะ ก็รู้ๆ อยู่" ผู้มาเยือนยักไหล่ก่อนจะตอบแบบวางท่าเล็กน้อย "แต่แย่จัง ดันเจอพายุเข้ากะทันหัน อย่างว่าแหละช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยยังไงบอกไม่ถูก..."
"อ๋อเหรอคะ~" ทิฟแกล้งดัดเสียงให้กวนประสาทเล่นๆ ด้วยความหมั่นไส้ "ตรวจตราหรือหาที่ตลกบริโภคกันแน่ยะ คุณผู้คุ้มกฎ?" ลิปที่กำลังก้มๆ เงยๆ มุดตู้หาขนมอยู่อย่างใจจดใจจ่อ เมื่อได้ยินก็แทบจะสำลักน้ำชาออกมาเดี๋ยวนั้น "ดูสิ ขนมบ้านชั้นขนมาเท่าไหร่ๆ ก็หมดอย่างเร็วทุกรอบเลย"

"หวังว่าพายุจะสงบก่อนอาทิตย์ตกดินนะ" ลิปเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน "ไม่งั้นล่ะแย่เลย ฉันต้องไปดูประตูเป็นแห่งสุดท้ายซะด้วย"
ทิฟนิ่งงันไปชั่วแวบ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
"ใช่ ไปแถวนั้นตอนฟ้ามืดไม่ดีแน่"

หลังจากดื่มกินของร้อนๆ เติมเข้าไปเต็มท้องแล้ว พวกเธอก็นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงกันต่อไปอีกพักใหญ่ จนพายุเริ่มซาลงเมื่อโพล้เพล้แล้วนั่นแหละ ลิปจึงลาจากเพื่อนสาวแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก แล้วออกเดินต่อไปตามเส้นทางประจำ พายุครั้งนี้ทิ้งร่องรอยความวินาศสันตะโรไว้ตามที่ต่างๆ ในหมู่บ้านอยู่พอสมควร แต่ไม่ถึงขั้นที่พวกเขาต้องโวยวายอะไร
ระหว่างทางลิปยังอุตส่าห์เหลือบไปเห็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันดี นั่งซ้อนท้ายจักรยานคันหนึ่งมาจอดหน้าบ้าน โดยมีเด็กหนุ่มหน้าตาดีนายหนึ่งขี่มาส่ง

หลังจากโบกมือร่ำลากัน และหนุ่มน้อยปั่นจักรยานลับสายตาไปแล้ว พี่สาวคนนั้นก็หันมาเจอกับมาริชญาที่กำลังยืนยิ้มเผล่แบบเจ้าเล่ห์สุดๆ พลางจ้องเธอตาแป๋ว
"แหม หลอกเด็กอีกแล้วนะพี่นุ้ย"
"นี่ๆ ไม่ต้องเลย" หญิงสาวที่ชื่อนุ้ยยืนเท้าสะเอวทำเสียงเข้มตอบ "อดิษฐ์เขาอายุน้อยกว่าพี่ไม่เท่าไหร่หรอกน่า"
"ไม่เท่าไหร่นี่...ซักกี่อสงไขยกันล่ะพี่"
พูดจบลิปก็รีบออกวิ่งพลางหัวเราะพลาง จนหนีพ้นจากการโดนไล่เตะไปได้อย่างหวุดหวิด

จุดสุดท้ายของการเดินตรวจตราความเรียบร้อยประจำวัน เป็นที่ที่บรรยากาศไม่เป็นมิตรนัก เธอต้องเดินแหวกพงหญ้ารกสูงท่วมหัวเข้าไปในทุ่งซึ่งถัดจากนั้นก็เป็นแนวเขตป่าเชิงเขา ลิปต้องเดินด้วยความเร่งรีบผ่านป่าดงรกชัฏจนใกล้จะถึงที่หมาย เธอเพ่งฝ่าความสลัวยามอัสดงที่คลุมทับซ้ำด้วยเงาไม้เข้าไป ก็เห็นธงผ้าสีแดงปลิวไสวปักเป็นแนวขวางอยู่
เธอสูดลมหายใจเข้าปอดหนึ่งเฮือก ก่อนจะรวบรวมพลังเสียงตะโกนผ่านข้ามแนวธงเหล่านั้น
"ลุงเอ้ย!"
มีเสียงห้าวตะโกนตอบกลับมา
"เอ้ย!"
เธอก้าวเดินอย่างระมัดระวังผ่านแนวธงรอบๆ เข้าไปถึงลานดินโล่งตรงกลาง ที่ปรากฎต่อสายตาเธอตอนนี้คือสถานีรถไฟร้างเต็มไปด้วยเห็ด รา ตะไคร่ เถาวัลย์ และอื่นๆ ขึ้นเต็มพื้นชานชาลาขึ้นเต็มหลังคาเกาะพันรอบเสาค้ำทั่วไป ถัดจากนั้นก็ทางรถไฟผุเก่าที่ดูจะถูกเลิกใช้มานานแล้ว มันทอดยาวหายลับเข้าไปในอุโมงค์มืดที่เจาะตัดผ่านแนวภูเขาสูงระฟ้า ปากอุโมงค์ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนาด้วยประตูตาข่ายลวดขนาดใหญ่หลายชั้น มีสารพัดกลไกหนักปิดล้อมทับอยู่รอบๆ อีกที

ก่อนถึงประตูมีป้อมยามที่ประกอบสร้างขึ้นจากเหล็กทั้งองคาพยพ หน้าต่างหันออกไปหารางรถไฟ ทางซ้ายเป็นประตู ทางขวาเป็นลานดินหน้าสถานี ป้ายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในป้อมยาม มีชื่อเขียนไว้ตัวโตๆ อ่านได้ว่า "นายอรรค ขันตุ"

"วันนี้เป็นไงมั่งคะลุง"
ลิปเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนมีหนวดพุงพลุ้ยท่าทางใจดีที่นั่งอยู่ในนั้นพลางเริ่มสนทนาปราศรัย
"ก็เงียบสงบดีเหมือนปกติล่ะหนูลิปเอ๊ย" ลุงคนนั้นตอบกลับมาอย่างเป็นมิตร แต่น้ำเสียงและสีหน้าแฝงความกังวลไว้อยู่ "แต่ไม่รู้เป็นไงนะ ช่วงนี้ลุงรู้สึกแปลกๆ กับมันยังไงไม่รู้ ... เหมือนกับถูกจ้องมองมาจากอีกฟากนึงข้างในนั้น ... บางทีอยู่ๆ ก็ขนลุกขึ้นมาบ่อยๆ เลยล่ะ"

มาริชญาเลิกคิ้ว หันไปมองประตูตาข่ายเหล็กที่ดูเก่าจนเหลาเหย่นั้นด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นกว่าปกติที่เคย
...หรือจะถึงเวลา "พวกมัน" เคลื่อนไหวอีกแล้ว?

ในฐานะผู้คุ้มกฎ เธอได้รับมอบหมายและตอกย้ำซ้ำๆ จากท่านผู้อาวุโสทั้งหลายมาตั้งแต่แรกเริ่มว่า ทั่วทั้งดินแดนแถบนี้มีอาณาเขตสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างดีที่สุดอยู่สองแห่งเท่านั้น

ที่แรก คือประตูนี้ ประตูที่เธอและเกือบทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านไม่เคยล่วงล้ำเข้าไปเลย มีเพียงตำนานเล่าขานกันมาเท่านั้น
มันมีชื่อเรียกขานเป็นที่รู้จักกันดีว่า "ประตูสนธยา"

อีกที่หนึ่ง คือบึงใหญ่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งรกร้างและน่ากลัวจนไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน
ส่วนสาเหตุนั้น...ว่ากันว่าถึงบึงนี้จะแยกห่างจากประตูไปคนละฟากของหมู่บ้าน แต่ก็มีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่
ถ้าวันใดมีปัญหาที่จุดใดจุดหนึ่ง ภัยคุกคามจะออกมาจากทั้งสองด้าน - และเป็นภัยชนิดที่หนักหนาสาหัส จนจะทำให้ชีวิตของพวกเขาทั้งหมดไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก นั่นเป็นคำเตือนจากเหล่าผู้อาวุโสตั้งแต่เมื่อกาลเนิ่นนานมาแล้ว
ฟังดูเหมือนขู่...แต่เธอก็รู้สึกได้ด้วยใจในถ้อยคำเหล่านั้น ว่ามันจริงจนน่าพรั่นพรึง

"เอาน่าลุง ถ้ามีอะไรน่าสงสัยล่ะก็..." ลิปหันไปมองหน้าลุงอรรคพลางพยักเพยิดกล่าวอย่างหนักแน่น "เชื่อในความรู้สึกตัวเองนะ เปิดสัญญาณเตือนภัยเต็มที่เลย แล้วต่อให้หนูไปเที่ยวเล่นหรือหลับหัวทิ่มอยู่ที่ไหน ก็จะรีบวิ่งมาแบบพร้อมรบเต็มพิกัดแน่นอน ไม่ปล่อยให้ลุงสู้อยู่คนเดียวหรอก"
"อืม...ดีๆ งานถนัดของหนูลิปอยู่แล้วนี่นะ"
"ฮะๆๆ ช่าย! เรื่องใช้กำลังน่ะหนูถนัดอยู่... เอ๊ย!?! นี่ลุง หลอกให้หนูพูดอะไรไปเนี่ย!"

ถึงตอนนี้ลิปมองไปรอบๆ ก็พบว่าแสงที่ยังส่องสว่างให้พอมองเห็นลายมือตัวเองได้อยู่แถวนั้น ก็มีแต่ตะเกียงบนโต๊ะในป้อมยาม ส่วนท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนเป็นสีม่วงไล่สลับสู่เฉดน้ำเงินและส้มดูสวยงามแต่ก็น่าหวาดหวั่น
"หนูว่าหนูกลับก่อนดีกว่า แล้วเจอกันใหม่นะลุง รักษาตัวดีๆ ล่ะ" ว่าแล้วเธอก็จ้ำออกไปจากที่นั่นโดยไม่ต้องอยู่รอคำตอบ
"เฮ้อ..." ลุงอรรคส่ายหัวเบาๆ พลางอมยิ้มด้วยความเอ็นดู
"เป็นผู้คุ้มกฎมาได้ไงนะเนี่ยยัยคนนี้ ติงต๊องสุดๆ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงตะโกนสวนกลับมาอย่างทันใจจากในดงไม้เบื้องหน้า
"นี่ลุง หนูยังไปไม่ทันถึงไหนเลยนะ!"

ลิปเดินแกว่งแขนฮัมเพลงไปตามทางกลับมาผ่านหมู่บ้านอย่างสุขใจ วันนี้เดินตรวจครบทุกจุดตอนหัวค่ำพอดี แต่ยังเหลือที่หมายให้แวะไปอีกแห่งหนึ่งที่เธอพลาดไม่ได้...

"พี่แพรไหมขา~"
เมื่อหญิงสาวรุ่นพี่อีกคนหนึ่งเดินออกมาเปิดประตูรั้ว ลิปก็วิ่งเข้าไปทักทายด้วยเสียงใส
"บ้านช่องมีไม่กลับนะเราน่ะ ร่อนได้ร่อนดีทั้งวัน" เป็นคำแรกที่อีกฝ่ายทักทายเธอตอบ
"ใจร้ายจัง มาถึงก็จะไล่เค้าเลยเหรอ"
"ไม่หรอกน่า อย่างอนสิ มาๆ เข้ามาก่อน"

ในเวลานั้นดวงจันทร์เริ่มปรากฎขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าแล้ว ด้วยรูปโฉมเกือบเต็มดวง เปล่งสีเงินยวงเจือด้วยส้มอ่อนๆ
"พระจันทร์ซ้วยสวยเนอะพี่" ลิปนอนหนุนตักแพรไหม สายตาจ้องมองดวงจันทร์แน่วนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ พระจันทร์ก็ขึ้นสูงไปเรื่อยๆ อยู่ๆ ลิปก็เริ่มฮัมทำนองเหมือนเพลงของเด็กเล็กออกมา จนกระทั่งร้องขึ้นเป็นเนื้อเพลง
"หัวผักกาด! หัวผักกาด! หัวมัน! หัวมัน! ฟักทอง! แตงฉ่ำ! ฉันจะงอกปีกคู่สวยสวย บินไปในฟ้ากว้างไกล ขับขานเหมือนหมู่นกไพร กล่อมผู้เดินไปมาให้หลับไหล ปลุกผู้วายชนม์ให้ฟื้นตื่น ให้ลุกขึ้นกลืนกินผองชนเป็น โอ้ช่างอึกทึกครึกโครมเหลือทนเข็น ขึ้นขึ้นลงลงสว่างจ้าแล้วมืดดับลับลา ฮ่าฮ่าฮ่า โลกนี้กระไรช่างน่าขำจริง น่าขำแต่ก็จริงแสนจริง เอย~"
แพรไหมทำจมูกย่น มองเด็กสาวแบบแปลกๆ
"เพลงอะไรเนี่ย พิลึกจริง?"

"เค้าแต่งเองเชียวนะ เพิ่งคิดได้สดๆ เมื่อกี๊ เก่งมะล่ะ?"
"จ้าๆ งั้นต้องให้รางวัลซักหน่อยแล้ว"
ประโยคนั้นดึงดูดความสนใจของลิปได้ชะงัด เธอเงยหน้าขึ้นจ้องมองพี่แพรไหม ด้วยความยินดีในแววตาที่ปิดไว้ไม่มิด
"จริงอ่ะ?"
"ฝันไปเหอะ"
พี่แพรไหมต้องรีบพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าของลิปเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
"โอ๋ๆ ไม่ใช่ยังงั้นน่าหนูน้อย" เธอปลอบไปก็ขำไป "ลิปฝัน แล้วพี่จะช่วยทำให้เป็นจริงขึ้นมาไง"
สายลมพัดมาอีกระลอก พอดีกับจังหวะแห่งความเงียบที่ผ่อนคลาย...
"พี่คะ..." เสียงของสาวน้อยแผ่วเบาลง "ลิปน่ะ ไม่ได้ฝันอยากได้อะไรที่มันเลิศหรูมากมายหรอก ก็แค่..."
เธอถอนหายใจ แล้วซุกหน้าเข้าที่ตักของพี่แพรไหม ก่อนจะเริ่มเคลิ้มหลับ
"เอ้า! เด็กคนนี้นี่ นึกจะหลับก็หลับเอาง่ายๆ ซะยังงั้น"




 

Create Date : 31 มีนาคม 2550    
Last Update : 31 มีนาคม 2550 11:15:53 น.
Counter : 83 Pageviews.  


QuaOs
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add QuaOs's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.