LIFE GOES ON~
Group Blog
 
All blogs
 

~...เรื่องเล่า พยาบาลเวรดึก...~

first - เพื่อนสนิทของดิฉันเป็นพยาบาลประจำห้องICUของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผู้ป่วยในความดูแลของมันส่วนใหญ่ก็จะอาการหนักหนาสาหัส ต้องเฝ้าสังเกตอาการใกล้ชิดตลอด มีสายอุปกรณ์ต่างๆระโยงระยาง บางคนที่ไม่รู้สึกตัวก็ต้องมัดมือเพื่อไม่ให้เอามือไปปัดหรือดึงสาย ดึงท่อต่างๆออกตามสัญชาตญาณ

firstมักจะมีเรื่องอะไรใน"หอผู้ป่วยวิกฤต"มาเล่าให้ฟังเสมอ จนดิฉันจับทางได้ว่า...

ถ้าขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า "เมื่อวานนะ...." หรือ "วันนี้นะแก...." ก็มักจะเป็นเรื่องอะไรที่ไม่เป็นเรื่องอาจจะเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงาน ญาติผู้ป่วยหรือ..."วันนี้นะแก ฉันปั๊มคนไข้ ซี่โครงหักไป 3 ซี่แน่ะ! ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า..."

แต่ถ้าวันไหนมันขึ้นต้นด้วย "ฉันจะเล่าให้แกฟังดีมั้ย?..." นั่นแหล่ะ ...เป็นเรื่อง

ดิฉันจำเรื่องที่มันเล่าได้แม่นๆอยู่ 2-3 เรื่อง แต่...

"ดิฉันจะเล่าให้คุณฟังดีมั้ย?..."

firstเคยเล่าให้ฟังว่า คืนนึงที่มันอยู่เวรดึกคือตั้งแต่เที่ยงคืนถึงแปดโมงเช้า เวลาประมาณตีสองมีญาติผู้ป่วยคนนึงโทร.มาที่ตึก แล้วบอกน้องพยาบาลเวรว่า...ช่วยห่มผ้าให้แม่หน่อยได้มั้ย เนี่ย!แม่มาที่บ้านมาบอกว่าแม่ไม่ได้ห่มผ้า หนาวมากเลย...พอพยาบาลเดินไปดูก็ปรากฏว่าผู้ป่วยคนนั้นไม่ได้ห่มผ้าจริงๆ...o_O!

อีกเรื่องเป็นผู้ป่วยหญิงอุบัติเหตุรถยนต์ นอนไม่รู้สึกตัว ใช้เครื่องช่วยหายใจเตียงของเธออยู่ด้านในสุด เป็นมุมที่ออกจะลับตาซักหน่อย ถัดออกมาเป็นเตียงของยายคนนึง อาการดีขึ้นบ้างแล้ว พอพูดคุยได้ กลางดึกคืนนึงยายก็ส่งเสียงเรียกพยาบาลว่า...หมอ มาดูหนูนี่หน่อย นั่งร้องไห้อยู่เนี่ย เป็นอะไรไม่รู้...พอเดินไปดูผู้ป่วยหญิงคนนั้นก็นอนไม่รู้สึกตัวอยู่เหมือนเดิม...เอ~แล้วยายแกเห็นใครมานั่งร้องไห้หว่า...o_O!

ส่วนเรื่องแบบที่ญาติผู้ป่วยมาเล่าว่า...เมื่อคืนนะ กลับไปหาที่บ้าน...หรือคนโน้นเห็น คนนี้เห็น...อันนี้ฟังจนชินแล้ว

ความจริงดิฉันก็ว่าตัวเองไม่(ค่อย)กลัวผีนะ อย่างน้อยดิฉันก็อยู่คนเดียวได้ ใช้ลิฟท์โรงพยาบาลกลางคืนคนเดียวได้...ถึงจะเข้าไปในลิฟท์แล้วต้องยืนหลังแนบสนิทผนังอย่างกับปลาsuckerดูดติดกับกระจกตู้ปลาก็เถอะ...แต่เชื่อเถอะว่าในสถานการณ์นี้ อยู่ในลิฟท์คนเดียวก็ยังดีกว่าอยู่ 2 คนนะ...มันระแวงอ่ะ!

วันนี้ดิฉันไปเยี่ยมแม่กับfirst เสร็จแล้วก็ไปทานข้าวกัน ระหว่างทานดิฉันก็บอกมันว่า

"แกอ่ะ ชอบมาเล่าเรื่องคนไข้กลับไปหาญาติให้ฉันฟัง แกรู้ป่ะตอนที่แม่ฉันไม่รู้สึกตัวอ่ะ ฉันเปิดไฟนอนสว่างโร่ทั้ง 2 คืนเลย พอคืนที่ 3 ที่แม่รู้สึกตัว ฉันถึงได้ปิดไฟ"

นางพยาบาลไอซียูหัวเราะดังมาก...แล้วก็บอกว่า

"นั่นแม่แกนะ"

"เอ้า! แม่ก็แม่เถอะ ไว้ใจได้ที่ไหน ยิ่งบ่นๆว่าอยากกลับบ้านอยู่ด้วย"

มันหัวเราะดังกว่าเก่าอีก...

"เออ...งั้นฉันเล่าให้แกฟังดีมั้ย?..."

"ไม่ดี! หยุดเลย ไม่ต้องเล่า"

"เฮ้ย...เมื่อคืนนี้นะ...."

"อ๊า.....ฉันไม่อยากรู้ ไม่ต้องเล่า".....





เจ้าประคู๊น...เวรดึกคืนนี้ขอให้มันเจอจะๆซักทีเถอะ...ซ๊าธุ~

***สงสัยว่าคืนนี้ดิฉันคงต้องเปิดไฟนอนอีกคืนแล้วล่ะมั้ง เล่าเอง กลัวเอง***




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2550 16:27:16 น.
Counter : 1967 Pageviews.  

~...นี่แหล่ะ...แม่ฉัน!...~

หลังจากมาขอให้ช่วยตบไหล่เบาๆไปเมื่อหลายวันก่อนโดยไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรให้ฟัง วันนี้ก็เลยจะมาบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น...

.....เมื่อเช้าวันอังคารที่ 19 ประมาณซัก 6 โมงกว่าๆ พ่อโทร.มาบอกว่าแม่เป็นลมในห้องน้ำตั้งแต่เมื่อตอนตี 3 ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเกิดจากเส้นเลือดในสมองแตกและก้อนเนื้อร้ายที่ตัดออกไปเมื่อ 2 ปีก่อนมันโตขึ้นมาอีกแล้ว.....

แม่เข้าผ่าตัดตอนเที่ยงของวันนั้น ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็เรียบร้อย หลังออกจากห้องผ่าตัดแล้วก็มาอยู่ ICU...จนถึงวันนี้

ตอนที่รับโทรศัพท์จากพ่อ ดิฉันก็ไม่ได้ตกใจแล้วรีบเผ่นไปโรงพยาบาลทันทีที่วางสาย เพราะดิฉันก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน ดิฉันโทร.หาfirst (เพื่อนที่ดิฉันเขียนถึงบ่อยๆ คนที่เอาไก่ทอดกับช๊อกโกแลตมาส่งให้หน้าบ้านและแวะมาสำรวจตู้เย็นบ้านดิฉันเมื่ออาทิตย์ก่อนโน้นน่ะค่ะ เธอมีอาชีพเป็นพยาบาลประจำห้อง ICUที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง) firstถามว่าจะให้ขับรถให้มั้ย ดิฉันรู้ว่าเธอเพิ่งจะลงเวรดึกมาเมื่อตอน 9 โมงก็เลยบอกว่าไม่ต้องหรอก ไปนอนเถอะ...

ดิฉันไปถึงโรงพยาบาลพร้อมกับพวกน้าๆตอนเที่ยง หลังแม่เข้าห้องผ่าตัดไปไม่กี่นาที เจอญาติประมาณ 10 คนที่นั่น รอจนบ่าย 3 แม่ก็ออกมาจากห้องผ่าตัด แม่ยังหลับอยู่ แต่ขยับแขนขาได้ เหมือนคนนอนหลับแล้วดิ้นน่ะค่ะ

หลังผ่าตัด 2 คืนแรกแม่ยังไม่ตื่นขึ้นมา ใช้เครื่องช่วยหายใจตลอด...

มีเรื่องราวเยอะแยะมากมายที่เราคุยกันในระหว่างที่แม่หลับ สิ่งที่เราคิดกันก็คือ เอาความเป็นไปได้ทั้งหมดทีอาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ยกขึ้นมาทีละทาง แล้วก็วางแผนกันว่าถ้าผลออกมาอย่างนี้ เราจะทำยังไงต่อไป ถ้าผลออกมาอย่างนั้น เราจะจัดการแบบไหน...สิ่งที่สำคัญคือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว...


คืนที่ 3 ดิฉันไปเยี่ยมแม่พร้อมfirstระหว่างที่นั่งในรถเราก็คุยกัน firstรู้ว่าอาการแม่แย่แค่ไหน เธอถามว่าดิฉันไม่รู้สึกใจหายเหรอที่รู้อยู่ว่าแม่อาจจะต้องตาย ดิฉันนิ่งไปซักพัก ไม่ได้ตกใจหรืออึ้งกับคำถาม แต่กำลังทบทวนอยู่ว่าตัวเองรู้สึกยังไงมากกว่า ดิฉันตอบช้าๆว่า...ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไร เพราะมันยังไม่เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง... firstบอกต่อว่ารู้สึกแปลกใจที่เห็นดิฉันนิ่งๆเป็นปกติอยู่ ญาติผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เธอพบมักจะฟูมฟาย ไม่ยอมรับเมื่อรู้ว่าคนที่รักอาจจะต้องจากไป...

ดิฉันเล่าว่า...บ้านเรามองความตายว่า ตายก็คือจบ คือทุกอย่างสิ้นสุด ไม่มีอะไรต่อจากนี้ บ้านเราไม่เชื่อเรื่องชาตินี้-ชาติหน้า ไม่เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ ความดี...ทำเดี๋ยวนี้ก็รู้สึกดีเดี๋ยวนี้ ความชั่ว...ทำเดี๋ยวนี้ก็ทุกข์เดี๋ยวนี้ และที่ไม่รู้สึกใจหายคงเพราะว่าบ้านเราสอนให้รู้จักอยู่ด้วยตัวเองได้ พอเริ่มโตแม่ก็จะบอกว่าต้องรับผิดชอบตัวเองนะ วันนึงถ้าไม่มีแม่ต้องอยู่ได้นะ...พอถึงวันนั้นจริงๆเราก็เลยรู้สึกว่าเราอยู่ได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีแม่แล้ว...

พอไปถึงโรงพยาบาลดิฉันเข้าไปหาแม่กับfirst ปรากฏว่าแม่เริ่มรู้สึกตัวแล้ว พยายามจะลืมตา ดิฉันจับมือแม่แล้วบอกให้แม่กำมือซิ แม่ก็กำ บอกให้แม่ยกขาซิ แม่ก็ชันเข่าซ้ายขึ้นมา firstมองที่เครื่องช่วยหายใจแล้วก็บอกว่า...แม่แกเริ่มหายใจเองได้แล้วนี่ เครื่องนี้แค่ใส่ประคองไว้เฉยๆเผื่อฉุกเฉิน... ก่อนออกมาfirstบอกกับแม่ว่า...แม่หายใจเองได้เร็วๆนะ จะได้เอาเครื่องออกแล้วกลับบ้านกัน...

ขากลับจากโรงพยาบาลความรู้สึกต่างจากเดิมมาก firstชวนว่าไปขับรถดูไฟchristmasกันมั้ย ดิฉันก็บอกว่า...ไปซิ! แล้วfirstก็หัวเราะหึๆพูดกับตัวเองว่า...ดูมัน ยังมีอารมณ์ชวนไปดูไฟ...ดิฉันก็เลยบอกว่า...ถึงคนนึงจะตายไป คนที่เหลือก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป...เมื่อทวดตาย ยายก็อยู่ต่อมาได้ ตอนยายตาย แม่ก็อยู่มาได้ แล้วถ้าวันนึงแม่ต้องตายไป ฉันก็จะอยู่ต่อไปได้เหมือนกัน...





...ระหว่างขับรถไปเรื่อยๆ เราต่างก็นั่งกันเงียบๆคิดอะไรเรื่อยเปื่อย มองดูรถรา ตึกรามบ้านช่อง ไฟประดับตามตึกสูง ต้นไม้สองข้างทางที่มีไฟดวงเล็กๆติดอยู่รอบๆ ดิฉันเชื่อว่าใจเราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ผ่านตาไปหรอก เราเงียบกันไปนานพอสมควร อยู่ๆดิฉันก็ยิ้มกับตัวเองแล้วพูดขึ้นมาว่า...

"แม่ฉันอึดเป็นบ้าเลยว่ะ"

"ฮื่อ นั่นซิ"

"หึ...หึ...นี่แหล่ะ...แม่ฉัน!"


~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~


***ฟังเพลงเดิมนะคะ ดิฉันยังอยากได้ยินประโยคนั้นอยู่ 'anything you want you can count on me' ***

~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2550 16:27:46 น.
Counter : 189 Pageviews.  

~...ช่วยตบไหล่เบาๆซัก 2 ทีได้มั้ยคะ?...~

.....ดิฉันเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล ถึงบ้านเมื่อตอนสามทุ่มกว่าๆ เปิดคอม แล้วก็ใช้เมาส์ปากกาวาดรูปง่ายๆรูปนี้.....



ไม่รู้จะเขียนอะไรตอนนี้ แค่รู้สึกอยากให้มีใครซักคนเดินเข้ามาตบไหล่เบาๆซัก 2 ที...

...ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้...

~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~


เพลงนี้ชื่อ ' anything you want ' มาจากส่วนหนึ่งของคำร้องในเพลง แต่ดิฉันชอบวลีถัดมามากกว่า...you can count on me...

~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~*+..+*~




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2550 16:28:14 น.
Counter : 376 Pageviews.  

~...โถ!...ตู้เย็นที่น่าสงสาร...~

.....เมื่อตอนค่ำๆซักทุ่มกว่าๆ เพื่อนดิฉันแวะมาหา หิ้วสุกี้แห้งมา 2 ห่อ พร้อมน้ำแครอท+ส้ม+มะนาวปั่น(แหว่ะ!)ของมัน และน้ำสับปะรดปั่น(อร่อย!)ของดิฉัน

อ๊ะ...อ๊ะ...!อย่าเพิ่งคิดว่าดิฉันช่างมีเพื่อนแสนดี สุดยอดกัลยาณมิตรอะไรอย่างนี้ เพราะอันที่จริงแล้วมีเหตุผล 3 ข้อที่มันแวะมาคือ 1. บ้านดิฉันเป็นทางผ่านอยู่แล้ว 2. มันกลัวกลับไปดูเทนนิสชิงเหรียญทองระหว่างดนัย อุดมโชค กับ ลีฮุนเต็ก ไม่ทัน และ3. มันขี้เกียจล้างจาน เลยแวะกินที่บ้านดิฉันแล้วทิ้งจานไว้ให้ดิฉันล้าง...

ระหว่างเชียร์เทนนิสไป กินสุกี้ไปเพื่อนดิฉันก็ลุกไปเปิดตู้เย็น แล้วมันก็ส่งเสียงมาว่า...

"แกกินอะไรเป็นอาหารเนี่ย ทำไมตู้เย็นอนาถาอย่างนี้อ่ะ มีแต่น้ำ"

"มีน้ำส้มไง"

"กล่องเดียว"

"มีช๊อกโกแลต"

"ช๊อกโกแลตไม่ใช่อาหาร"

"มีcold packด้วย"

"cold packก็ไม่ใช่อาหาร!"...

แล้วมันก็สำรวจตู้เย็นไปเรื่อย เปิดดูช่องโน้น ชั้นนี้...สุดท้ายก็หยิบขวดน้ำมานั่งดูเทนนิสต่อ แต่ก็ยังไม่วายบ่นว่า...

"ตู้เย็นแกไม่เห็นมีอะไรเลย"

"เออ...โล่งๆอ่ะดีแล้ว ของเยอะเกะกะ ...ฉันนอนดิ้น!"

"...............(o_O)!?!................"





จริงๆตู้เย็นบ้านดิฉันมันก็ไม่มีอะไรอย่างที่เพื่อนบอกน่ะแหล่ะ...

น้ำเปล่า 2 ขวด , น้ำส้ม 1 กล่อง , แอ๊ปเปิล 3 ลูก , ไข่ไก่ 3 ฟอง(อยู่มาเป็นเดือนแล้ว) , พัฟไก่ 1 ชิ้น , ซอสสปาเก็ตตี้ปรุงสำเร็จ(ใกล้หมดอายุ) 1/2 ขวด , dark chocolate 'swiss delice' Noir 72% Cacao 1 ห่อ , ซี่โครงหมู 1 แพ็ค , หมูบด 1 แพ็ค . คึ่นช่าย 1 กำ...เอาไว้ทำข้าวต้มกระดูกหมูของโปรด~ แล้วก็ cold pack 1 ชิ้น...แค่นี้แหล่ะ

ปกติแล้วตอนแม่อยู่ตู้เย็นก็จะอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์ , ผักสด , ผลไม้...ฯลฯ...เพราะแม่เค้าไม่ชอบกับข้าวสำเร็จพวกแกงถุงหรืออาหารไมโครเวฟ แม่จะทำกับข้าวเองทุกมื้อ...ทุกชนิด...

อ้อ~...ครัวบ้านดิฉันไม่มีไมโครเวฟนะ เพราะแม่ไม่ชอบ เวลาจะอุ่นอาหารก็ใช้ตั้งไฟอุ่นเอาเลย แม่บอกว่าให้มันร้อนจนเดือดแล้วให้ไอมันระเหยออกไป...อืม~แล้วผลที่ได้มันต่างจากอุ่นในไมโครเวฟยังไงก็ไม่รู้แฮะ! แต่ก็...โอเคตามนั้นแม่...

จะว่าไปตอนนี้ดิฉันก็เริ่มเบื่อๆข้าวแกงกับพวกอาหารตามสั่งแล้ว เห็นพ่อบอกว่าไปอยู่บ้านพี่ชายแม่ก็ยังทำกับข้าวอยู่นะ แต่มีลูกมือคอยลงมือทำให้ ส่วนแม่ก็เป็นผู้กำกับและคอยชิมรส...

หรือว่าดิฉันจะหอบผ้าย้ายตามแม่ไปอยู่บ้านพี่ชายด้วยดีหว่า?



***วันนี้ฟังเพลงสนุกๆกันดีกว่า ฉลอง "ดนัย อุดมโชค" ได้เหรียญทอง...เย้!***




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2550 16:29:02 น.
Counter : 1341 Pageviews.  

~...บ้านหลังดงไม้...~

.....เมื่อวันจันทร์ตื่นเช้าขึ้นมารู้สึกว่าห้องนอนสว่างไสว ท้องฟ้าใสกระจ่าง ดูโล่งๆผิดปกติ มองออกไปนอกหน้าต่างถึงเห็นว่าที่ "บ้านหลังดงไม้" มีต้นไม้บางส่วนถูกตัดออกไป ...ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย? คงจะเป็นวันอาทิตย์ที่ดิฉันไปหาแม่ที่บ้านพี่ชายละมั้ง ก็เลยไม่เห็น

บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านลึกลับ เป็นจินตนาการสนุกๆของดิฉันมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม เวลาทำการบ้านดึกๆชอบนั่งมองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้าไปข้างใน ไม่เคยเห็นความเคลื่อนไหวอะไร มีแต่แสงไฟสลัวๆ ...บางทีมันอาจจะมีเรื่องฆาตกรรมปริศนาเกิดขึ้น อาจจะเป็นบ้านผีสิง...หรืออาจจะมีนิยายรักหวานๆโรแมนติกซักเรื่องนึง หลังหน้าต่างบานนั้น...





...เมื่อไม่มีดงไม้หนาทึบที่เคยบดบังตัวบ้านแล้ว ดิฉันก็ได้เห็นบ้านหลังนี้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก...

บ้านหลังดงไม้ในเวลาสายๆ กลางแดดจ้า สภาพบ้านยังดูแข็งแรงมั่นคงดี สีเหลืองไข่บางส่วนดูหม่นไปบ้างจากฝุ่นสีเทาๆ รางน้ำฝนสังกะสีรอบชายคาและท่อน้ำมีสนิมสีน้ำตาลแดงเกาะอยู่ทั่วไป หน้าต่างทุกบานปิดสนิทและดูเหมือนจะไม่เคยเปิดมานานแล้ว





ความรู้สึกแรกเมื่อเห็นภาพบ้านหลังนี้ก็คือ...เสียดาย

เสียดายความรู้สึกลึกลับ ยั่วยวน น่าค้นหาเวลาที่มองบ้านหลังนั้นผ่านดงไม้ เพราะดิฉันคิดว่าเมื่อเราเห็นทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้น จินตนาการของเราก็คงจะหมดไป

แต่เมื่อค่อยๆคิดพิจารณาแล้ว...บ้านหลังนั้นก็ไม่ได้หายไปไหนนี่นา กิ่งก้านต้นไม้ที่ถูกตัดไป ซักวันมันก็จะผลิดอกออกใบ เจริญเติบโตกลายเป็นต้นไม้ใบหนาได้เหมือนเดิม แล้วภาพ"บ้านหลังดงไม้"ก็จะกลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกเสียดายในตอนแรกก็เลยเปลี่ยนไป

ดิฉันนั่งมองและวาดรูปบ้านหลังนั้นตลอดเช้า คิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองอย่างช้าๆ แล้วก็พบว่า...ความจริงแล้วจินตนาการของดิฉันไม่ได้หายไปไหน ไม่ว่าหน้าต่างบานนั้นจะเปิดหรือปิด ไม่ว่าดงไม้จะยังคงหนาทึบหรือถูกตัดจนไม่เหลือต้นไม้ซักต้น หรือแม้แต่จะมีบ้านสีเหลืองตั้งอยู่ที่ตรงนั้นหรือไม่ ...ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยน...

...จินตนาการคือสิ่งที่สร้างขึ้นภายในใจเราต่างหาก...




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2550 16:29:28 น.
Counter : 359 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

Q.NUH
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




.
.
. .
Friends' blogs
[Add Q.NUH's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.