พยศรัก ตอนที่ ๘
ตอนที่ ๘

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่พนัก” ประโยคนั้นหยุดชะงักไปเมื่อเพทายสะบัดหน้ากลับมาและได้พบว่าเจ้าของร่างสูงซึ่งกำลังยื่นแก้วน้ำส้มมาให้ตรงหน้าคือใคร

“คุณ!”

วิศรุตเลิกคิ้วขึ้นนิดๆเมื่อเพิ่งพบความจริงที่ค่อนข้างตลกทีเดียว ว่าตั้งแต่เจอหน้ากันมา หญิงสาวคนนี้เอาแต่ตะโกนคำว่า ‘คุณ!’ ใส่เขาลูกเดียว ชายหนุ่มถึงกับต้องกลั้นหัวเราะหน่อยๆ

“ผมก็ไม่เคยจะคิดว่าแขกที่แม่ผมเชิญมาจะเป็นพนักงานเสิร์ฟหรอกนะครับ” เขาบอกและไม่ลืมจุดมุ่งหมายเมื่อยื่นแก้วทรงสูงมาใกล้เพทายมากขึ้น “น้ำส้มมั้ยครับ”

“ไม่ ขอบคุณ” เพทายว่าก่อนจะดีดลุกจากเก้าอี้ขึ้นมายืนอย่างไว้ตัว อาจนับเป็นโชคดีก็ได้ที่เพทายไม่นิยมจะมองหน้าคนที่ตัวเองคิดว่าไม่ชอบขี้หน้า เพราะเหตุนั้นเลยไม่ทันได้เห็นว่าคนอีกฝ่ายคลี่ยิ้มให้กรุ่นกำจายเพิ่มอีกนิด

“แล้ว...” ชายหนุ่มพยายามชวนคุย “ทำไมคุณถึงออกมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะครับคุณพลอย หรือว่างานข้างในไม่” แต่ราวกับมีสิ่งใดผิดไป เพราะเขายังพูดได้ไม่ทันจบ คนถูกถามก็สวนขึ้นมา

“ขอโทษนะคะ” เพทายว่าเสียงดัง “คงจะดีกว่าถ้าคุณจะกรุณาเรียกดิฉันด้วยชื่อจริงคุณวิศรุต เพราะชื่อเล่น ดิฉันสงวนไว้สำหรับคนในครอบครัวเท่านั้นค่ะ”

และไอ้ประโยคสุดยอดถือตัวประมาณนั้นก็ทำเอาคนฟังต้องเลิกคิ้วสูงเป็นวาก่อนจะเพิ่มยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก

“อ่อ! อย่างนั้นหรือครับ” วิศรุตส่งเสียงรับทราบ “เอ...ถ้าเช่นนั้น ผมคงต้องขออนุญาต บอกเหตุผลข้อนี้กับคุณนายอุษาด้วยล่ะมั้ง เพราะรู้สึกว่าท่านจะเผลอเรียกคุณว่า ‘หนูพลอย’ ด้วยเหมือนกัน”

เท่านั้นเอง เพทายก็เบิกตากว้าง

“คุณ! คุณจงใจจะยั่วโมโหฉัน คุณวิศรุต!”

คนถูกกล่าวหาได้โอกาส เลิกคิ้วจนสูงเป็นวาอีกครั้ง แสร้งยักไหล่ย้อนถาม

“ผมน่ะรึ ตรงไหนกัน”

ก็ทุกตรงนั่นแหละ! ตั้งแต่ตอนคุยโทรศัพท์ จนกระทั่งเจอตัวเป็นๆเชียว! แต่จะให้พูดอย่างใจคิด มันก็คงเข้าข่ายพาลพาโลเกินไป เพทายเลยเลือกเอาสักจุด จุดที่คิดว่าเห็นได้ชัดเจนสุดแบบโต้งๆ

“คุณกล่าวหาว่าฉันโทร.มาด่าคุณ คุณวิศรุต มันเป็นการบิดเบือนอย่างร้ายกาจ!”

“หืม? บิดเบือนอย่างร้ายกาจ”

“ใช่! ทบทวนความจำของคุณดูให้ดีนะคะ ฉันไม่ได้เอ่ยวาจาด่าว่าอะไรคุณสักนิด คืนนั้นน่ะฉันก็แค่”

“แค่โทร.มา” วิศรุตชิงขัดขึ้น ก่อนเอ่ยต่อไปว่า “ตะโกนว้ากๆใส่ผมสามประโยค ก่อนจะกระแทกหูโทรศัพท์แถมท้ายอีกหนึ่งโครม ถูกไหมครับ”

เจอไอ้แบบนี้เข้าไป คนถูกย้อนถามก็ได้แต่อึ้งน่ะสิ! แต่วิศรุตก็ไม่ปล่อยให้หญิงสาวต้องอึ้งนาน

“จริงอยู่ คำพูดของคุณไม่มีคำไหนหยาบคายขนาดจะเรียกได้ว่าเป็นคำด่า แต่ว่าน้ำเสียงหรือการกระทำแบบวันนั้น มันไม่ใช่อะไรที่...” ชายหนุ่มหยุดพูดไปนิด เขาตั้งใจ เลือกใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังเป็นพิเศษ

“มันไม่ใช่อะไรที่คนที่เขาดีๆกันจะแสดงต่อกันนะครับ”

เออ ถูก!

ข้อเท็จจริงที่เขาโยนมานั้นเป็นอะไรที่เพทายเถียงไม่ได้สักนิด! หญิงสาวไม่ค่อยเข้าใจ มันเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อยที่อารมณ์เธอมักจะหลุดจากการควมคุมได้ง่ายๆยามที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนนี้

ก็เธอไม่ชอบขี้หน้าเขานี่ กับคนที่ถูกบงการจับคู่ให้ ใครจะไปปลื้ม! หญิงสาวให้เหตุผลกับตนเองแบบนั้น เพทายพยายามตั้งสติ ใช่! สุภาษิตบทหนึ่งบอกไว้ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า เพราะงั้นถ้าไม่อยากทั้งโง่และบ้าเป็นทูอินวันล่ะก็ เธอก็ต้อง...

“เอาล่ะค่ะ” หญิงสาวสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดลึกๆ พยายามควบคุมสติ

“ดิฉันยอมรับ ว่าตอนนั้นอาจฉุนเฉียวไปบ้าง แต่นั่นเพราะดิฉันร้อนใจมากกับเรื่องที่ได้บังเอิญทราบมา” เพทายพูด สรรพนามบุรุษที่หนึ่งซึ่งสุดแสนเป็นทางการถูกเอื้อนเอ่ยออกมาเพียงเพื่อจะบ่งชี้ให้เขาเห็นว่า เธอต้องการให้ช่องว่างระหว่างเขากับเธอห่างกันขนาดไหน และเธอก็ยังเลือกที่จะให้คำอธิบายทุกความฉุนเฉียวที่เคยแสดงออกด้วยวลีว่า ‘เรื่องที่บังเอิญได้ทราบมา’ แค่นั้น หญิงสาวไม่ได้คำนึงเลยว่าคนฟังจะเข้าใจมันหรือไม่

ก็แล้วจะกังวลทำไม เขาต้องเข้าใจอยู่แล้ว ในเมื่อคืนที่เธอโทร.มาด่า เอ๊ย! ไม่ใช่ คืนที่เธอโทร.มาหาเขาน่ะ เธอบอกเจตนารมณ์ตัวเองไปชัดเจนแล้ว แต่ทว่า...

“อะไรหรือครับ?” วิศรุตถาม “เรื่องที่คุณว่า บังเอิญได้ทราบมา”

เพทายเม้มปากจนบางเฉียบ ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ประเภทกินหญ้าแทนข้าว เขาก็ต้องกำลังบีบเพื่อให้เธอต้องพูดเรื่องทุกอย่างออกมา!

อืม! โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ท่องเอาไว้

“คุณ...ไม่ทราบเลยงั้นหรือคะ” เพทายกัดฟันถาม ส่วนคนถูกถามก็...แค่ยักไหล่นิดๆ!

เพทายสูดลมหายใจเข้าปอดอีกเฮือก เค้นเสียงพูด
“สักนิด คุณก็ไม่รู้?”

ไม่ต้องสังเกตให้มากมายวิศรุตก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ขนาดไหนแล้ว ชายหนุ่มยิ้มนิดๆอย่างขบขัน

“อืม ความจริงก็ไม่เชิงว่าไม่รู้เลยหรอกนะครับ เพียงแต่ว่า...”
นั่นยังไงล่ะ เพทายนึกอยู่ในใจ ว่าแล้วว่าอีตาวิศรุตนี่ต้องร้าย!

“เพียงแต่ผมไม่ค่อยแน่ใจ ว่าเราจะรู้มาตรงกัน”

“อ้อ! งั้นหรือคะ” เพทายเค้นเสียงย้อนถาม อดใส่ความประชดประชันผสมลงไปมิได้เลย

“ครับ” และอีกฝ่ายก็ยังคงตอบด้วยคำสั้นๆที่ทำเอาเพทายต้องกัดฟันเพิ่ม ตอนนี้เธอมั่นใจ คนตรงหน้านอกจากไม่ใช่ประเภทกินหญ้าแล้ว เขาคงกินปลาบ่อยๆเสียด้วย!

เฮอะ! แต่ใครจะไปยอมแพ้ ยี่สิบสี่ปีที่ผ่านมา เธอเองก็กินปลามาไม่น้อยเหมือนกันแหละ!

“ถ้าอย่างนั้น คุณรู้เรื่องนี้มาว่ายังไงล่ะคะ” เพทายถาม หนนี้มันจะต้องเป็นโอกาสของเธอบ้างล่ะ ในเมื่อเธอถามก่อน เขาก็ต้องตอบ แต่ทว่า...

“เรื่องที่ผมรู้หรือ” วิศรุตยิ้มๆ “บางทีมันอาจไม่ใช่สาระสำคัญและ...อาจไม่ร้อนใจเท่ากับเรื่องที่คุณบังเอิญรู้มั้งครับ”

“คุณ!” เพทายเผลอตัวส่งเสียงแหว วาจาเหน็บแนมเล็กๆอีกฝ่ายส่งผลให้สติกระจายกันได้อีกหน แต่ครั้นพอคนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้นนิดๆพร้อมคลี่ยิ้มละไมเข้าใส่ก็ทำให้สองคำ ‘โง่กับบ้า’ วกกลับเข้ามาในสติ เพทายตัดสินใจ สูดหายใจเข้าปอดกันยาวๆอีกที

ฮึย! เพทายนึกขุ่นใจนัก รู้ก็รู้มันเป็นอุบายยั่วโทสะ แต่ทำไมนะเธอถึงจะสติแตกได้ทุกครั้งอย่างนี้ เห็นทีไม่ได้การ ขืนยิ่งต่อปากต่อคำ เธอเสียเปรียบความสุขุมเขาแน่ๆ!

เอาเถอะ! ในเมื่ออีตาคุณวิศรุตนี่อยากบีบให้เธอพูดนัก โอเค เอาอย่างงั้นก็ได้!

“เอาล่ะค่ะ” หญิงสาวเริ่มใหม่ “การต่อปากต่อคำอย่างคนไร้เหตุผลไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันชอบทำนัก ในเมื่อคุณอยากรู้ ว่า‘เรื่อง’” คนพูดเน้นคำนั้นเต็มที่ “ที่ดิฉันบังเอิญทราบมา จะตรงกับที่คุณทราบไหม ก็ได้ค่ะ ดิฉันจะบอก”

“ดีครับ” วิศรุตสอดรับคำขึ้นมาราวกับว่าเขาอยากมีส่วนร่วมในประโยคยาวๆนั้นบ้าง ทำเอาหญิงสาวต้องข่มอารมณ์อย่างมากทีเดียว

“ค่ะ!” เพทายกัดฟัน “เรื่องที่ดิฉันได้บังเอิญทราบมาก็คือ...”

แล้วก็ต้องหยุดไปอีก เพราะแน่แหละว่ามันไม่ง่ายเลยที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายพูดว่า...

รู้สึกว่าแม่กับป้า อยากให้ฉันหมั้นกับคุณน่ะ! เพทายหน้าร้อนซู่ๆ แค่นึกจะพูดก็อายปาก อยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอดจริง!

“คือ...”
“คือ?” ชายหนุ่มแสร้งย้อนถาม มิหนำซ้ำมีการแกล้งเลิกคิ้วนิดๆแบบอยากรู้เต็มที่ด้วย
“คือดูเหมือนแม่กับป้าษาอยากจะให้คุณกับฉันหมั้นกันน่ะ!”

เพทายโพล่งเร็วปรื๋อ ทำเอาชายหนุ่มต้องกลั้นขำ นึกๆอยู่ว่านี่ถ้าเผลอหายใจพลาดไปสักวินาที สงสัยเขาต้องฟังไม่ทันแหงๆ แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเมื่อใบหน้าหญิงสาวคนพูดดันแดงปลั่งอย่างคุมไม่ได้

“อ่อ...” วิศรุตยิ้มๆ “รู้สึกข้อมูลส่วนนี้ของเราจะตรงกันนะครับ” ชายหนุ่มว่า ดวงตาที่ดูจะเป็นประกายกว่าเก่ายามเขาเอ่ยว่า ‘ข้อมูลส่วนนี้เราตรงกัน’ ทำให้เพทายรู้สึกร้อนวูบวาบทั้งเนื้อทั้งตัวบอกไม่ถูก

สงสัยเธอคงจะไปโดนลมที่ไหนมาจนไข้จะขึ้นแหงๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร คนซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองไปตากลมที่ไหนจนไข้ขึ้นได้ก็ยังคงเจรจาการฑูตต่อไป

“ถ้าอย่างนั้น เราคงคุยกันได้ไม่ยาก จริงมั้ยคะ”

วิศรุตพยักหน้า

“ครับ ก็ไม่น่าจะยาก”

เพทายค่อยยิ้มออกหน่อย ถ้ารู้ว่าพูดกันโดยไม่ใส่อารมณ์แล้วเรื่องทุกอย่างจะตกลงกันง่ายขนาดนี้ เธอคงไม่ว้ากๆ ให้ความดันในเส้นเลือดเพิ่มแบบไม่จำเป็นหรอก แต่ทว่า...

“ก็ไม่น่าจะยาก หากเราจะทำความรู้จักสนิทสนมกัน เริ่มต้นด้วยการอนุญาตให้ผมเรียกชื่อเล่นคุณดีไหมครับ”

“ไม่ใช่ค่ะ!” เพทายว่า ความดันในเส้นเลือดดูจะพุ่งปรี๊ดขึ้นมากะทันหัน

“ดิฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเลย ที่ว่าเราคงคุยกันได้ไม่ยากเนี่ยดิฉันหมายถึง เราคงจะเจรจายุติเรื่องหมั้นนี่กันได้ไม่ยากต่างหาก ดิฉันเดาว่าคุณเองก็คงไม่สุขใจนักที่จะถูกบังคับให้หมั้นกับคนที่ไม่เคยรู้จัก ถูกไหมคะ”

เห็นได้ชัดว่าคนถามพยายามจำกัดให้เขาตอบแค่ใช่หรือไม่ ด้วยคำถามปลายปิดอย่างนั้น วิศรุตยิ้มขำๆกับคนที่พยายามนักหนาจะพลิกตัวเองให้กลายไปเป็นผู้คุมสถานการณ์ให้จงได้

“ครับ ผมไม่ได้สุขใจนัก แต่ก็คงไม่เสียหายอะไรมากหรอกมั้งครับ ถ้าเราจะทำความรู้จักกันไว้บ้าง”

“อย่าหลงประเด็นสิคะคุณวิศรุต” หญิงสาวไม่ละมานะบากบั่นแม้แต่น้อย จนนาทีนี้ชายหนุ่มยังอยากย้อนถามสุดใจว่าใครแน่ที่ร้อนรนจนหลงประเด็นได้ขนาดนั้น ก็เขายังไม่ได้พูดอะไรเกินกว่าคำว่า ‘ทำความรู้จักกันบ้าง’ เลยนี่ ยิ่งเห็นยิ่งฟังวิศรุตเลยยิ่งขำระคนเอ็นดูมากกว่าที่จะคิดว่าเพทายรังเกียจเขาจริงๆจังๆ

“มันไม่มีอะไรดีแน่ๆค่ะถ้าเราทำตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ คนที่มีความสุขจะมีแค่แม่กับป้าษาเท่านั้น ส่วนคนที่ถูกบังคับอย่างเราล่ะคะ” เพทายย้อนถาม สีหน้าแววตาสุดแสนจริงจังราวกับจะชี้ให้เขาเห็นด้วยให้ได้ว่าเธอกับเขานั้นไม่เหมาะกันอย่างไม่มีข้อสงสัย ก่อนปิดท้ายเองอย่างมั่นใจด้วยว่า

“จะไม่มีความสุขเลย!”

“จะไม่มีความสุขเลย” วิศรุตทวนคำ เลิกคิ้วซ้ายขึ้นนิดๆอย่างติดจะสงสัย

“คุณ...ออกจะสรุปเอาเองง่ายเกินไปหรือเปล่าครับคุณเพทาย”

คนถูกเอ่ยชื่อสะบัดพรืดมองหน้าชายหนุ่มทันทีด้วยสีหน้าคล้ายเจ็บปวด ตอนนี้เพทายไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตัวเองอย่างไรดีเลย ก็นี่เธออุตส่าห์พูดพล่ามเสียน้ำลายไปเกือบปี๊บเพียงเพื่อจะพบว่าอีตาคุณวิศรุตบ้านี่ไม่ยอมเข้าใจอะไรเลยงั้นรึ!

ฮึ! ผู้ชาย! คงคิดจะหยอดเธอไว้เผื่อเลือกก่อนน่ะสิ อย่าคิดว่าไม่รู้ทัน!

“ง่ายไปงั้นหรือคะ” เพทายย้อนถามเสียงหยัน “ดิฉันว่าไม่หรอกค่ะ เพราะใครบ้างคะจะสุขใจกับการถูกข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า อย่างน้อย ดิฉันแน่ใจว่าคงไม่ใช่ตัวเอง รวมไปถึงคุณและแฟนของคุณด้วย จริงไหมคะ”

หนนี้ชายหนุ่มเลิกคิ้วสองข้างสูงเป็นวา ทวนคำออกมา

“แฟน?”

“คุณรุตคะ!” เสียงเรียกกังวานและฟังทรงอำนาจอยู่ในทีดังขึ้นจากเบื้องหลัง คนถูกเรียกจึงละสายตาจากคู่สนทนาตรงหน้าไปมองต้นเสียง

“คุณน้ำ” วิศรุตเอ่ยเรียกชื่อผู้มาใหม่ด้วยมารยาท นภชลชะงักไปนิดเมื่อพบว่าคนที่ตามหามิได้อยู่ลำพังก่อนดวงตาจะวาบวาวขึ้นมายามเห็นชัดว่าวิศรุตอยู่กับใคร ส่วนเพทายเองก็เชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ด้วยวิสัยที่ไม่ค่อยยอมให้ใคร โดยเฉพาะคนไม่ชอบขี้หน้า แต่ทว่าแค่ชั่ววินาทีไฮโซสาวนภชลก็กลบความแข็งกร้าวในแววตาลง คลี่ยิ้มละไมเดินตรงเข้ามาอย่างสง่างาม

“อยู่แถวนี้เองหรือคะ มิน่า น้ำมองหาคุณในงานไม่เห็นเลย”
“หาผมหรือครับ เอ...” วิศรุตยิ้มน้อยๆ เอ่ยทีเล่นทีจริง “คุณน้ำมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”
“แหม! รับใช้อะไรกันคะ” นภชลว่า นัยน์ตาวาวระยับเมื่อก้าวเข้ามาใกล้ชายหนุ่มอีกนิด “คุณรุตนี่ล่ะก็ ชอบหยอกน้ำเล่นเรื่อยเชียว” ไฮโซสาวปิดประโยคนั้นด้วยเสียงหัวเราะกังวานใส ขณะที่เพทายเผลอเหลือกตาขึ้นฟ้าอย่างไม่รู้ตัวสักนิด!

“ว่าแต่ว่า ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะคะ น้ำยังแปลกใจที่เห็นคุณป้าอุษารับแขกในงานอยู่คนเดียว”

วิศรุตหัวเราะหน่อยๆในลำคอกับคำถามนั้น

“คือพอดีว่าผมคุยธุระอยู่นิดหน่อยน่ะครับ” เขาตอบ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เพทายรู้สึกไม่ชอบใจเลยจริงๆ กับคำว่า ‘นิดหน่อย’ ที่เขาพูดออกมา ก็ปัญหาที่ทำให้เธอร้อนใจจนทนนิ่งเฉยไม่ได้นี่เป็นแค่เรื่องนิดหน่อยของเขาเอง!

ฮึย! บ้าจริง!

แต่ที่ดูจะร้ายกว่านั้น คือการที่ชายหนุ่มคนนี้มีรอยยิ้มและแววระยับในดวงตาติดแต้มใบหน้าตลอดเวลานั่นแหละ มันทำให้เขาดูเจ้าเล่ห์เกินกว่าที่เธอจะไว้ใจยังไงไม่รู้!

คิ้วโค้งซึ่งถูกเขียนอย่างดีของไฮโซสาวยกองศาขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเอ่ยทวนคำ

“ธุระ?” ก่อนจะเบนสายตาไปยังหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องขยายความไฮโซสาวก็รู้ได้ว่าธุระที่วิศรุตว่านั้นคุยกับใคร เพทายรู้สึกได้ว่าสายตาของไฮโซสาวอีกฝ่ายที่มองมานั้นพยายามกดเธอให้ต่ำลงเพียงใด แต่อึดใจเดียวนภชลก็หันกลับไปทางวิศรุต

“ใครหรือคะ” ไฮโซสาวเงยหน้าถาม เอื้อมมือไปแตะแขนวิศรุตค้างไว้ราวจะประกาศให้ใครอีกคนตรงนั้นรับรู้ไว้ว่าตัวเองมีสิทธิ์แตะเนื้อต้องตัวชายหนุ่มได้อย่างสะดวกโยธินเพียงใด

“แล้วคุณรุตจะไม่แนะนำให้น้ำรู้จักกับคุณ...” คนถามเว้นวรรคไปนิด หญิงสาวก็ให้คำตอบแน่ชัดไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะยายไฮโซสาวนี่ไม่รู้จักเพทายจริงๆ หรือคิดว่าสิ่งที่จะพูดออกมามันเสนียดปากเจ้าหล่อนมากๆกันแน่ แต่ในที่สุดนภชลก็…

“กับคุณคนนี้หน่อยหรือคะ”

พยายามเค้นออกมาครบใจความจนได้!

“เอ่อ...” วิศรุตไม่ได้ตอบคำถามนภชลในทันที ชายหนุ่มกรอกตาไปมาราวคนใช้ความคิดเต็มที่

ฮึ! แหงแหละ เพทายนึกอย่างสะใจ อดยิ้มนิดๆไม่ได้เมื่อมองคู่ชายหนุ่มหญิงสาวตรงหน้า อีตาคุณวิศรุตนี่ต้องคิดหนักอยู่แล้ว ก็คุณนภชลแฟนสาวเล่นเดินผ่าเข้ามากลางวงนี่ จะไม่ให้ร้อนๆหวานๆได้ไง!

“ว่ายังไงคะคุณรุต” ไฮโซสาวเร่งเร้านิดๆ จนชายหนุ่มต้องร้อง

“โธ่...แนะนำสิครับ” วิศรุตว่า นัยน์ตาสีดำวิบวับ “ก็ในเมื่อ...เป็นคนสำคัญ...แล้วผมจะไม่แนะนำได้อย่างไร”

เท่านั้นเองนภชลก็คลี่ยิ้มกว้าง พอใจกับประโยคนั้นนักหนา

“ถ้าอย่างนั้น คุณคนนี้คือใครงั้นหรือคะ” นภชลเน้นคำอย่างจงใจ เพราะเป็นอีกอย่างที่ต้องการให้ใครบางคนรู้ไว้อีกว่า เธอน่ะสามารถถามคำถามก้าวก่ายเช่นนี้กับวิศรุตได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ หารู้ไม่ นาทีนี้เพทายเองก็ลุ้นเหมือนกัน

เอาล่ะซี! หญิงสาวอยากรู้นัก ว่าอีตาคุณวิศรุตนี่จะแก้ตัวยังไงไม่ให้ถูกแฟนไฮโซสาวฉีกอก!

“ว่ายังไงล่ะคะ” คนถามก็อดไม่ได้สักทีที่จะเร่งเร้าด้วยความร้อนใจที่สุมซ่อนอยู่ข้างใน เพทายยิ่งกระหยิ่มยิ้มในหัวใจ

หึหึหึ...ทีนี้ล่ะคุณอ๋องเอ๋ย จะตอบยังไงดีคะ!

“เอ่อ...ครับ” และแล้วในที่สุด คนที่เพทายรอดูหายนะของเขานักหนาก็เอ่ยออกมา ชนิดเต็มปากเต็มคำเสียด้วยว่า

“คุณน้ำครับ ผมขออนุญาตแนะนำให้รู้จัก นี่คือคุณเพทาย ว่าที่คู่หมั้นผมครับ”

โอ๊ย! พระเจ้า!!!
……………………..



Create Date : 11 พฤษภาคม 2554
Last Update : 11 พฤษภาคม 2554 12:22:15 น.
Counter : 447 Pageviews.

5 comment
พยศรัก ตอนที่ ๗
กลับมาแล้วค่ะ

แฮะๆที่จริงก็ยังไม่หายเครียดหรอก แต่จากคำแนะนำที่น่ารักจากตอนที่แล้ว ก็ทำให้คนแต่งรู้สึกว่า กลับมาดีกว่า แม้จะยังตันๆ แต่ก็มีคนอ่านรออ่านอยู่เนอะ ต้องพยายามๆ คนอ่านอุตส่าห์ให้กำลังใจ

ปล. ช่วงที่หายไป ไม่ได้แต่งนิยายสักแอ่ะ แต่แอบไปทำนี่มาค่ะ

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=purine&group=9



ตอนที่ ๗


“สวัสดีครับ น้าป้อม” เสียงผู้มาใหม่เอ่ยคำทักทายเบาๆพร้อมยกมือไหว้คุณกมลา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาเหลือบมองร่างโปร่งระหงสมส่วนที่ยืนนิ่งอย่างกับแข็งเป็นหินไปแล้วด้วยความขบขันนิดๆ วิศรุตจงใจหยุดตัวเองไว้ให้เยื้องๆอยู่ด้านหลัง ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอะไรมากมายนอกจากแค่อยากรู้ ว่าคุณเพทายคนนี้จะยอมหันมามองเขาก่อนหรือเปล่าก็เท่านั้น!


และคำตอบก็คงไม่ยากเกินไปที่จะคิดทำนาย วิศรุตยิ้มเพิ่มขึ้นอีกนิดๆอย่างห้ามไม่ได้เมื่อนึกถึงว่า นี่ถ้าหากมีใครอยากพนันกับเขาในเรื่องนี้ล่ะก็ สงสัยคนท้าจะต้องแพ้หลุดลุ่ย


“จ้ะ สวัสดีจ้ะ” คุณกมลายกมือรับไหว้ชายหนุ่ม ยิ้มจนตาหยีเมื่อมองร่างสูงของพ่อหลานชายที่วันนี้อยู่ในสูทสีเทา สวมทับเชิ้ตขาวและเนคไทสีเทาวาวๆซึ่งเข้าโทนกันอย่างดี ในความคิดคุณกมลา ลูกชายของอุษาคนนี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่แล้ว นี่ยิ่งมาอยู่ในชุดออกงานที่เป็นแบบสากลอย่างนี้ก็ยิ่งดูดีจนอดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้


“ฮื้อ! วันนี้อ๋องของน้า หล่อมากๆเลยนะจ๊ะ”


“โธ่! ไม่หรอกครับ” คนถูกชมหัวเราะเก้อๆ รีบเอ่ยแก้เพราะความถ่อมตนตามวิสัย “น้าป้อมเล่นชมแบบนี้ ผมก็เขินแย่ เดี๋ยวผมลอยกันพอดีนะครับ”


            “แหม! ถ้าพูดความจริงแล้วทำให้อ๋องลอยได้ เห็นทีน้าคงต้องปล่อยให้ลอยไปนั่นแหละ จริงมั้ยอุษา”


            “วุ้ย! ป้อมก็คนนะ” เสียงคุณอุษาว่ามา ติดจะขำๆ “มาพูดเสียอย่างนี้ พอดีล่ะ เดี๋ยวเราก็ได้ลอยไปด้วยอีกคน หึๆ ข้อหาว่า...มีลูกชายหน้าตาดี!”


            “โธ่!” วิศรุตร้องเสียงหลง “นี่แม่ก็เล่นแกล้งผมกับน้าป้อมด้วยหรือครับเนี่ย!” ทันทีที่จบประโยคตัดพ้อ เสียงหัวเราะร่าก็ลอยออกมาจากคุณน้ายกกะคุณแม่ยกที่พร้อมใจกันชมโฉมอีตาคุณวิศรุตนั่นเสียยกใหญ่ ซึ่งบอกได้เลยอีกเหมือนกันว่าอาการแบบนั้นออกจะตรงข้ามกับคนอีกคนที่ยังคงเอาแต่ยืนหันหลังให้


แน่นอนล่ะ ก็เพทายไง! หญิงสาวเผลอตัวเบ้หน้าออกมาไม่ทันคิด ก็คนอย่างนั้นน่ะนะจะหน้าตาดี! เธอนึกว่าอยู่หมิ่นๆ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้จริงๆว่าตัวเองน่ะยังไม่เคยเห็นหน้า ‘อ๋องของน้า’ สักนิด


เออ! แต่ก็นั่นแหละ! ต่อให้ได้เห็น เพทายก็ยังมั่นใจอยู่ดี ว่าอีตานี่ไม่มีวันหน้าตาดีในความรู้สึกได้หรอก!


“หึๆ เอาเถอะจ้ะ อ๋องไม่ต้องตัดพ้อหรอก น้าเข้าใจว่าคนมีอายุแล้วอย่างน้ากับแม่อ๋องชมเนี่ย มันก็คงไม่คึกคักได้ใจเหมือนถูกสาวๆชมหรอกใช่มั้ยจ๊ะ”


“เฮ้อ!” คนถูกถามได้แต่แสร้งถอนหายใจยาว “สาบานด้วยความสัตย์จริงเลยนะครับ ไม่เคยมีสาวๆที่ไหนชมผมอย่างนั้นสักที นอกจากสาวสองคนที่รุมแกล้งผมอยู่ตอนนี้เท่านั้นแหละครับ”


คนที่เอาแต่ยืนหันหลังฟังประโยคนั้นแล้วก็ต้องแอบนิ่วหน้า เพทายรู้สึกได้เลยว่าผู้ชายคนนี้คารมคมคายดีหนักหนา ดูเอาเถอะ ขนาดสาวรุ่นน้า ก็ยังจะมาหยอดคำหวาน!


“แหม! ช่างพูดช่างเจรจาจริงนะจ๊ะ แล้วแบบนี้จะให้น้าเชื่อได้หรือว่าจะไม่มีสาวไหนมาหลงเสน่ห์อ๋องน่ะ”


“ใช่” เสียงคุณอุษาเอ่ยรับขึ้นมาทันใด “ห้ามเชื่อเด็ดๆเชียวนาป้อม เพราะพ่อคนนี้เสน่ห์แรงจริง เมื่อเร็วๆนี้ยังมีสาวโทร.หาเขากลางดึกกลางดื่นนะ”


เขาคนที่ว่าหัวเราะร่าออกมาขณะที่คนอีกคนกลับรู้สึกหน้าร้อนเห่อบอกไม่ถูก!


            “เอ๊ะ! จริงหรือจ๊ะ” คุณกมลาเอ่ยถามด้วยความสนใจจริงๆ นาทีนี้ไม่ได้คิดตะขิดตะขวงอะไรกับอาการเงียบไปของคนที่อุตส่าห์ลากเอามาด้วยหรอก เพราะเข้าใจดี การที่เพทายยืนขาตาย ไม่พูดไม่จาแถมไม่หันหน้ามองตาอ๋องลูกชายของอุษาด้วยเนี่ย ก็เพราะแม่ลูกสาวเขาไม่ชอบ และอาจต้องการบอกเป็นนัยให้รู้ว่าไม่อยากจะเสวนากับคนที่แม่อยากให้ตกล่องปล่องชิ้นด้วยนั่นเอง!


            แต่ปล่อยแม่ลูกสาวเขาพยศเงียบไปก่อนเถอะ ตอนนี้คุณกมลาสนใจใคร่รู้เรื่องสาวๆในสังกัดของพ่อหลานชายมากกว่า


“ก็...” ชายหนุ่มลากเสียงยาวขณะที่ก้าวพาร่างซึ่งหยุดเยื้องไว้เบื้องหลังนิดๆตอนต้นให้ขึ้นมายืนในระนาบเดียวกับเพทายแล้ว เพราะอย่างนั้นเอง คนที่ได้เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดสูทแค่หางตาก็ได้แต่คอแข็ง และรู้สึกว่าระดับความเครียดของตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกราวๆสามสิบห้าเปอร์เซ็นเห็นจะได้!


            “จริงครับ” วิศรุตตอบ “แต่เขาไม่ได้โทรมาชมผมหรืออะไรทำนองนั้นหรอกนะครับ”


น้ำเสียงคนพูดเจือหัวเราะอยู่นิดๆยามเมื่อเอ่ยต่อไปว่า “จริงๆแล้วเขาจะออกแนวโทร.มาด่าเสียมากกว่า”


“ฮ้า!” คุณกมลาร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พูดเป็นเล่นน่าตาอ๋อง”


คนสูงวัยกว่าบ่น หาได้รู้ไม่ ตอนนี้ระดับความเครียดของเพทายน่ะเพิ่มพรวดพราดขึ้นมาเป็นแปดสิบห้าเปอร์เซ็นแล้ว ด้านคุณอุษาครั้นสังเกตเห็นคิ้วมุ่นๆของหญิงสาวอายุน้อยคนเดียวในวงสนทนาก็ได้แต่อมยิ้มนิดๆขณะที่วิศรุตยังคงหัวเราะเสียงนุ่ม


            “หึๆ ไม่ได้ล้อเล่นสักนิดเลยครับน้าป้อม ผมยืนยันได้ และแน่นอนว่าคนที่โทรมา...เขาก็คงจะยืนยันให้ผมได้เช่นกัน” วิศรุตหยุดเว้นวรรคไป ราวกับจะรอให้ความเครียดของเพทายขึ้นร้อยเปอร์เซ็นเต็มสเกลเสียก่อน และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆทันทีที่ชายหนุ่มหันมาปิดท้ายว่า     “จริงไหมครับคุณเพทาย”


            “คุณ!” แล้วมันก็เกินที่จะอดทนอดกลั้นหรือทำเป็นไม่สนใจอีกต่อไป คนถูกเอ่ยชื่อสะบัดหน้ามาทางวิศรุตชนิดคอแทบเคล็ด ประกายในดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์และเต็มเพียบด้วยอารมณ์โกรธเคือง แต่นั่นคือภาวะการณ์ก่อนที่จะได้เห็นชัดๆว่าคนอีกฝ่ายหน้าตาเป็นเช่นไร!


            ไม่! ไม่ใช่สิ! ที่ถูกต้องเรียกว่า ก่อนที่จะได้เห็นว่า อีตานี่คือ ‘ใคร’ ต่างหาก!


            “คุณ!” เพทายร้องลั่นอีกครั้งเมื่อเบิกตากว้างมองร่างสูงสง่าที่มีนัยน์ตาคู่คมซึ่งประดับอยู่บนใบหน้าคมคายที่จำได้ดีนักหนา นั่นเพราะว่าตั้งแต่เกิดมา ก็มีดวงตาคู่นี้คู่เดียวเท่านั้นแหละที่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าพื้นที่ยืนอยู่ดูจะไม่ค่อยมั่นคงขึ้นมาได้กะทันหัน!


นี่มันอะไรกัน! หลังจากงงงันและตกใจอยู่นานชั่วนาที ทฤษฎีว่าโลกมันกลมก็ถูกใช้อธิบายความเป็นไปได้ทุกๆอย่าง รวมทั้งคำถามที่เพทายเคยนึกสงสัยด้วยว่า ทำไมถึงโคจรมาพบกับยายไฮโซสาวที่บ้านคุณอุษาได้


            ก็นี่มันบ้านแม่แฟนเขาไง! คำตอบง่ายๆ จริงไหมล่ะ!


วิศรุตจ้องมองหน้าเพทายตอบมา สีหน้าสีตาเขาออกจะตรงข้ามกับของหญิงสาวคนละขั้ว เขาไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไรสักนิดเมื่อได้พบตัวจริงๆของเพทาย ซ้ำร้ายไอ้รอยยิ้มนิดๆที่ติดแต้มบนใบหน้าอีตาคุณวิศรุตตลอดเวลาที่มองหน้าเธอนี่มันก็...


            ฮึย! เพทายนึกขัดเคืองใจ สำหรับนาทีนี้ แค่คำว่าโกรธเคืองอาจเบาเกินไปแล้วมั้งในความรู้สึก!


“นี่...นี่อ๋องกับพลอย...” คุณกมลาค่อยๆเอ่ยขึ้นมา ยามนี้ออกจะทั้งประหลาดใจและหวั่นใจ ประหลาด...ตรงที่ไม่เคยรู้เลยว่าหนุ่มสาวคู่นี้ไปรู้จักกันมาตอนไหน คุณกมลาแน่ใจมากๆว่าตัวเองไม่เคยเอ่ยอะไรกับพ่อหลานชายเกี่ยวกับเรื่องของลูกสาวเธอแน่นอน กับอุษาก็ด้วย คุณกมลามั่นใจว่าฝ่ายนั้นก็คงจะไม่เอ่ย เพราะคุณอุษาน่ะเป็นคนบอกเอง ว่าลูกชายก็เป็นประเภทที่บังคับไม่ได้ง่ายๆเช่นกัน เพราะงั้นจะไปเล่าอะไรให้ไก่ตื่นทำไม!


แต่เมื่อกี้ตาอ๋องเล่นหันมาถาม


‘จริงไหมครับคุณเพทาย’


นั่นแหละที่ทำให้คุณกมลาหวั่นใจ ก็ประโยคนั้นเหมือนจะสื่อเป็นนัยว่าไอ้สาวที่ออกแนวโทรมาด่าน่ะ


ลูกสาวเธอเองรึ! โอ๊ย! ตายๆ!


            “นี่...นี่อ๋องกับพลอย...เคย...เคยคุยกันแล้วหรือจ๊ะ”


วิศรุตคลี่ยิ้มเก๋ไก๋ อ้าปากเอ่ยไป


            “ก็แค่ทาง”


            “คุณ!” แล้วเสียงผู้ร้ายก็แหวแว้ดออกมาอย่างทนไม่ได้ ก่อนสะดุ้งโหยงเข้าให้เพราะถูกคุณกมลาแหนบเข้าที่ต้นแขน เพทายนิ่วหน้า ร้องโอ๊ยออกมาเบาๆ แต่คุณกมลาสิ ไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเลย!


แม่ลูกสาวนี่! พยศร้ายไม่เบา กล้าโทร.มาด่าเขาเชียวรึ!


และก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดไปกว่าที่พึงต้องการเสียงของคุณอุษาจึงเอ่ยขึ้นมา


            “อ้าว!” โทนเสียงที่คุณอุษาใช้นั้นติดจะกึ่งขำอยู่นิดๆ “นี่สาวที่โทร.มาวันนั้นคือหนูพลอยเองหรือจ๊ะ งั้น อย่างนี้ก็แสดงว่ารู้จักกันแล้วสินะ แหมดีจริงๆ ใช่มั้ยป้อม” ยังไม่ทันที่คุณกมลาซึ่งยืนทำหน้าพิพักพิพ่วนจะได้มีโอกาสตอบค้านไปเพราะไม่เข้าใจและไม่เห็นว่าการที่ลูกสาวเธอโทร.มาด่าลูกชายคุณอุษานั้นมันจะเป็นเรื่องดีตรงไหน คุณอุษาก็รีบชิงเอ่ย


            “งั้นแม่ฝากอ๋องดูแลหนูพลอยด้วยนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่จะพาน้าป้อมไปคุยกับเพื่อนเก่าๆที่ไม่เจอกันมาหลายปีเสียหน่อย” ว่าจบปุ๊บคุณอุษาก็เข้าคล้องแขนคุณกมลาปั๊บ “ไป เข้าไปในงานกันดีกว่า เพื่อนเก่าๆเรามาเยอะเชียวนะ เธอจำพริ้มเพราได้มั้ยล่ะ ที่เรียนกับเราตอน มศ.สาม” แล้วคุณอุษาก็ลากคุณกมลาที่ยังทำหน้าเหวอๆไปลิ่วขณะที่เพทายได้แต่อ้าปากค้าง


“แม่!” เพทายเอ่ยเรียกออกมาแบบติดจะตระหนกนิดๆเมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเองจะถูกทิ้งเสียแล้ว! และอาการแบบเด็กติดแม่อย่างนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มข้างๆอดหัวเราะเบาไม่ได้ แต่จะว่าไป นาทีนี้แค่วิศรุตหายใจดังเกินไป อารมณ์เพทายก็คงปรี๊ดได้เสียแล้ว เพราะอย่างนั้นเองเสียงหัวเราะเบาๆของเขาจึงได้รับสีหน้าและดวงตาเขียวปั้ดที่สะบัดมามองเป็นของตอบแทน รอยยิ้มขบขันเลยมีอันเจื่อนไปเลย


“ฮึย!” เพทายสบถเบาๆอย่างขัดใจ สะบัดหน้าหนีวิศรุตก่อนจะเดินดุ่มๆตามคุณกมลาที่ถูกคุณอุษาพาเข้าไปในงานแล้ว


ไม่! เป็นตายยังไง เธอจะไม่ยอมถูกจับแขวนไว้กับคนพรรค์นั้นหรอก! เพทายบอกตนเอง


แต่ทว่าเมื่อตามคุณอุษากับคุณกมลาเข้าไปยังสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งมีโต๊ะจัดเลี้ยงทรงกลมเรียงรายอยู่หลายตัว แม้จะเห็นแล้วว่าผู้ใหญ่ทั้งคู่อยู่ตรงไหนของงาน แต่เพทายกลับยังไม่กล้าเดินเข้าไปประชิดตัว ก็คุณกมลากับคุณอุษาอยู่ในวงสนทนาของเพื่อนฝูงนี่ แถมทุกคนก็ดูท่าว่าจะกำลังคุยกันสนุกสนานออกรสมากด้วย เพทายเลยได้แต่ยืนเก้ๆกังๆอยู่ด้านหลัง นึกข้องใจสุดสงสัยว่า คุณกมลาไม่มีอารมณ์นึกอยากจะแนะนำลูกสาวให้บรรดาคุณน้าคุณป้าเหล่านั้นรู้จักบ้างหรือยังไง ยืนลุ้นให้ผู้เป็นแม่หันกลับมาเห็นลูกสาวตาดำๆที่อยู่ข้างหลังตั้งเป็นนาที แต่ไม่มีล่ะที่จะหันมา จะมีก็แต่เสียงหัวเราะฮือฮาของบรรดาประสาเพื่อนที่ไม่เจอกันนานเป็นสิบๆปีแค่นั้นเอง


            โธ่! เป็นอันว่าเธอถูกลืมสนิท แม่นะแม่ คนคิดหน้ามุ่ยนิดๆด้วยความงอนก่อนจะเบนสายตาไปสำรวจส่วนอื่นๆของงาน หญิงสาวมองเลยไปยังเวทีใหญ่ที่อยู่เยื้องออกไปด้านข้างของสนาม ที่ตรงนั้นมีวงดนตรีซึ่งทำหน้าที่บรรเลงเพลงอมตะประเภทสุนทราภรณ์เพื่อขับกล่อมคนทั้งงานตามหน้าที่อย่างตั้งอกตั้งใจ เพทายละสายตาจากบรรดานักดนตรีในสูทสากลแล้วกวาดตามองไปรอบๆงานอีกครั้ง ที่จริงแล้ว งานนี้ใช่ว่าจะมีแต่แขกเหรื่อวัยเดียวกับคุณอุษาไปเสียหมด คนหนุ่มสาวที่อายุอานามไม่มากนักก็พอมันก็พอมีอยู่หรอก แต่ว่าเพทายไม่รู้จักใครสักคนเลยนี่ แถมที่ร้ายกว่านั้น...


“นี่…เธอจ๊ะ” เสียงเล็กแหลมเอ่ยเรียกจากด้านหลัง พร้อมกันนั้นยังมีการยื่นมือมาสะกิดที่ไหล่ด้วย เพทายหันกลับไป แล้วก็ได้เห็นหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นในชุดราตรียาวซึ่งเป็นสายเดียวรัดรูปสีชมพูแปร๊ดปักเลื่อมระยิบระยับ


“ช่วยเอาพันช์ไปให้ฉันกับเพื่อนๆที่อยู่ทางโน้นหน่อยสิจ๊ะ” แม่สาวราตรีสีชมพูแปร๊ดจีบปากจีบคอพูด แม้จะรู้สึกว่าผิวหน้าร้อนขึ้นมานิดๆ แต่เพทายก็ตอบสุภาพ


“ขอโทษนะคะ คือดิฉันไม่ใช่พนักงานเสิร์ฟน่ะค่ะ”


“อุ๊ยตาย!” แม่ราตรีสีชมพูร้องเสียงสูง แสร้งเบิกตาที่น่าจะติดขนตาและป้ายไอ้มาสคาร่าประเภทเพิ่มความดก งอน ยาวมาสักสามร้อยเท่ามาจนกว้าง


...แสร้ง...


ใช่! เพทายรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเช่นนั้นจริงๆ!


            “แหม! ต้องขอโทษจริงๆนะคะ ที่...” แม่คนพูดหรี่ตามองเพทายตั้งแต่หัวลงไปจรดปลายเท้า “เข้าใจผิดไปนิดหนึ่ง!” ว่าจบยายราตรีสีชมพูก็ส่งยิ้มเก๋ไก๋ให้ก่อนบิดกายเดินกลับไปยังกลุ่มเพื่อนที่ส่งเสียงคิกคักอยู่เบื้องหลัง เมื่อมองตามเพทายก็ร้อนวูบไปทั้งหน้าเมื่อเห็นชัดว่า ในกลุ่มที่ยายราตรีสีชมพูเข้าไปสมทบนั่น มีร่างบางสะโอดสะองที่ยืนวางท่าราวนางพญาหงส์อยู่ในนั้นด้วย!


นภชลยิ้มเหยียดๆพร้อมส่งสายตากลับมาอย่างท้าทายและทันทีที่ยายราตรีสีชมพูเข้าไปประชิดกาย ไฮโซสาวก็มองผ่านเพทายราวเธอกลายเป็นขี้ผงที่ลอยในอากาศเช่นทุกที และ...ก็เหมือนกับทุกๆครั้งที่เพทายทำได้แต่นิ่ง! นิ่งและขบกรามตัวเองแน่น!


จะมีใครรู้บ้างมั้ย ว่าเธอต้องเจออะไรแบบนี้! เพทายหมุนตัวกลับมา ตั้งใจว่าพอกันที เธอจะเดินเข้าไปหาคุณกมลา แล้วชวนแม่กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย! แต่ทว่า...


            “โฮ้ย! กี่ปีแล้วนะที่พวกเราไม่เคยได้มาเจอกันอย่างนี้เลย ยี่สิบกว่าปีใช่มั้ยเนี่ย” ประโยคที่ดังลอยมาจากวงสนทนาของแม่กับบรรดาป้าๆน้าๆทำให้คนที่เดินดุ่มๆเข้ามาด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเกิดอาการชะงักปั๊บกะทันหัน


            “ก็ใช่ซี เรียนจบแล้ว เราต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ไม่เคยมีโอกาสได้มาเจอกันอย่างนี้เลยนา”


            “เฮ้อ! ต้องขอบใจอุษานะเนี่ย จัดงานวันเกิดแบบนี้ ก็ทำให้เพื่อนๆได้มาเจอกันด้วย”


            “โธ่! วันก่งวันเกิดน่ะมันไม่ใช่สาระสำคัญอะไรเลย บังเอิญตรงพอดี ก็จัดงานขึ้นมา ใจจริงน่ะอยากจะถือโอกาสพบพวกเพื่อนเก่าๆนี่ล่ะมากกว่า คืนนี้น่ะ พวกเธอทุกคนห้ามหนีกลับก่อนนะ ต้องอยู่รำลึกความหลังให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันนานเสียหน่อย” แล้วเสียงหัวเราะครึกครื้นก็ดังขึ้น ทุกคนในวงสนทนานั้นล้วนมีความสุขกับการรำลึกความหลัง เห็นอย่างนั้นแล้วเพทายก็...


             ...เอ้อ! ให้มันได้อย่างนี้สิ ชีวิตฉัน!...


ท้ายสุดแล้วเพทายก็ได้แต่ปลีกตัวมาอยู่แถวลานริมสระว่ายน้ำ แม้จะไม่ได้อยู่ห่างไกลจากสนามหญ้าหน้าบ้านซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมากนัก แต่บริเวณนี้ก็ไม่ค่อยมีใครเข้ามา นั่นเพราะว่าที่ริมสระน้ำค่อนข้างแคบ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆสำหรับเพทายตอนนี้ เพราะการอยู่เงียบๆไม่ต้องไปยุ่งกับใคร และรอจนกว่าแม่จะมาชวนกลับบ้าน นั่นเป็นสิ่งที่เธอปรารถนาจะให้เป็นที่สุดเลย หญิงสาวหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ยาวสีขาวซึ่งเจ้าของบ้านคงจะไว้สำหรับเป็นมุมพักผ่อน สายลมอ่อนๆยามค่ำที่พัดเข้ากระทบใบหน้าพร้อมกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆซึ่งสายลมหอบหิ้วมาด้วยทำให้อารมณ์ของเพทายค่อยดีขึ้นจนกระทั่ง


“น้ำส้มสักแก้วมั้ยครับ”


………………






Free TextEditor



Create Date : 08 มีนาคม 2554
Last Update : 8 มีนาคม 2554 10:57:41 น.
Counter : 315 Pageviews.

2 comment
พยศรัก ตอนที่ ๖ (หน่วงๆ หนักๆ ทำไงดี)
สวัสดีจ้า

มาแล้วจ้า...แล้วเก๊าะ...มีเรื่องกลุ้มๆมาปรึกษาด้วยจ้า

เหอๆ

เคยเป็นไหม เหนื่อยใจที่จะเขียน

๕๕ จั่วหัวมาแปลกๆ แต่ช่วงนี้คนแต่งเป็นอย่างนี้จริงๆค่ะ

ทั้งๆที่กำลังมีเวลา แต่กลับรู้สึกเหนื่อยๆที่จะเขียน หัวมันตันๆ ตีบๆซะงั้น

ทำไงถึงจะหายน้อ นักอ่าน/นักเขียนแถวนี้ มีวิธีเจ๋งๆแนะนำกันบ้างมั้ยคะ แงๆๆๆ




ตอนที่ ๖

“อ้าว! ทำไมพลอยยังไม่ไปแต่งตัวอีกล่ะจ๊ะ” เสียงนุ่มๆที่เอ่ยขึ้นมาทำให้เพทายต้องละสายตาจากละครซิทคอมบนจอทีวีไปที่ตัวคนถาม แล้วก็ได้เห็นคุณกมลากำลังเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านในชุดออกงานผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวสวยพริ้ง


“นี่จวนหกโมงแล้วนะ เดี๋ยวก็ไปงานป้าษาสายกันพอดี” คุณกมลาเอ่ยมาอีกขณะที่ก้าวเข้ามาหย่อนกายลงนั่งที่โซฟาตัวเดียวกับเพทาย ใบหน้าใสแอบออกอาการปุเลี่ยนนิดๆก่อนหันกลับมาหาจอทีวีอีกครั้ง


“เดี๋ยวสิคะ พลอยยังดูละครไม่จบเลยนะเนี่ย” เพทายบอกไปแล้วก็ทำท่าสนใจซิทคอมในทีวีเสียเต็มประดา ทำเอาคุณกมลาต้องลอบถอนใจ ก็ร้อยวันพันปีคนเป็นแม่ไม่เคยเห็นลูกจะนั่งดูทีวีเอาเป็นเอาตายอย่างนี้เลย แบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ นี่มันคือกลวิธีดื้อเงียบๆของแม่ลูกสาวเขาล่ะ! ด้วยเหตุนั้นคุณกมลาเลยฉกรีโมตจากเพทายแล้วกดปิดเสีย


“อ๊า!”


“ไม่ต้องมาอ๊า” คุณกมลาส่งเสียงเข้ม “ไปแต่งตัวสวยๆลงมาเลยนะ ไอ้ชุดราตรีที่แม่ให้ไปตัดที่ร้านคุณไก่นั่นน่ะไปใส่มาเชียว วันนั้นที่ป้าษามาก็เนียนนัก แกล้งลืม ไม่เอามาให้แม่ดูเสียอย่างงั้น” คุณกมลาเดากันได้เป็นฉากๆ ซึ่งมันก็...ถูกต้องเป๊ะๆเหมือนกัน


“เพราะฉะนั้น วันนี้ไม่ต้องมาลีลา ไปแต่งลงมาเชียว” จบประโยคนั้น คนถูกสั่งก็ทำหน้าระอา แม้จะสำนึกดีว่าการทำหน้าแบบนั้นใส่บุพการีน่ะมันบาป แต่ในเมื่อเพทายนึกรู้แล้วว่าวาระแอบแฝงของการที่แม่ต้องการให้เธอสวยเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดคุณอุษาน่ะคืออะไร เพราะงั้นเลยตัดสินใจว่าอาจต้องยอมบาปกันนิดๆละ!


หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่


“แม่คะ พลอยน่ะนะ” เพทายพูด ก่อนจะชะงักไปเพราะเกิดลังเลขึ้นมาด้วยความชั่งใจ และอาการนั้นก็ส่งผลให้คนฟังเลิกคิ้วขึ้นนิดๆเป็นเชิงถาม เพทายระบายลมหายใจออกมาอีกหนึ่งเฮือกใหญ่เมื่อในที่สุดก็ตัดสินใจ มันคงได้เวลาที่จะต้องพูดจากันให้รู้เรื่องรู้ราวเสียที!


“แม่คะ พลอยน่ะรู้เรื่องหมดแล้วนะ” คนเป็นลูกโพล่งออกมา แต่ว่าคนเป็นมารดาก็แค่เลิกคิ้วขึ้นสูงกว่าเดิมนิดเดียวเอง!


“รู้เรื่อง เรื่องอะไรหรือจ๊ะ” คุณกมลาแสร้งถาม ทำเอาเพทายต้องเม้มปาก จ้องมองมารดาด้วยสีหน้าคล้ายเจ็บปวด


“ก็เรื่องที่แม่คิดจะให้พลอยหมั้นกับอีตา...” หญิงสาวชะงักไปอีก แค่นึกว่าจะเอ่ยชื่อคนพรรค์นั้นออกมา มันก็จี๊ดซะแล้ว เพราะงั้นก็...


“กับลูกชายป้าษาน่ะค่ะ!” เลี่ยงไปใช้อีกคำแทน! “พลอยได้ยินหมดแล้วนะคะ ที่แม่กับป้าษาพูดกันวันนั้น แล้วก็บอกได้คำเดียวเลยว่า พลอยไม่เอาด้วยแน่นอนค่ะ!” คนพูดประกาศมั่น


คุณกมลาทวนคำ


“ไม่เอาด้วย”


“ใช่ค่ะ!”


“แล้วยังไงล่ะ หืม? ไม่เอาด้วยนี่หมายความว่า วันนี้พลอยก็จะไม่ไปงานวันเกิดป้าษากับแม่ด้วยอย่างงั้นใช่มั้ย”


            “ก็แล้วงานนี้ มันมีวาระแอบแฝงคือการจะให้พลอยไปดูตัวหรือเปล่าล่ะคะ” ลูกสาวย้อนกลับมาด้วยประโยคคำถามที่คิดว่าคนมีแผนไม่มีทางจะปฏิเสธได้แน่ๆ และมันก็ใช่ หนนี้คุณกมลาเลยเม้มปากอย่างเคืองใจเข้าให้บ้าง


            “ถ้าอยากจะคิดแบบนั้นก็ตามใจ!” คนเป็นแม่ว่า หน้าเริ่มตึงๆขึ้นมาแล้ว “แม่เคยบังคับพลอยได้ที่เสียไหนเล่า จริงไหม เอาเถอะ! ในเมื่อไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป เดี๋ยวแม่ไปแท็กซี่ของแม่คนเดียวก็ได้” ว่าแล้วคุณกมลาก็ลุกพรึบจากโซฟา ท่าทีปั้นปึ่งนิดๆ ก็เป็นอันว่าคนเป็นแม่โกรธเธอไปเสียแล้ว เห็นแบบนั้นเพทายก็ได้แต่ทำใจแข็ง มองตามร่างของมารดาที่เดินไปหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ออกมาจากอีกห้อง แต่ทว่าพอเห็นกล่องของขวัญที่คุณกลมาเอาออกมาเท่านั้น เพทายล่ะนึกอยากเป็นลมตายให้รู้แล้วรู้รอด


            ก็แม่เขาซื้อตุ๊กตาหมีขนาดเท่าตัวจริงให้ป้าษารึไง ทำไมกล่องมันถึงเบ้อเร่อเบ้อร่าขนาดนั้น!


คนคิดได้แต่ถอนใจอีกเฮือก!           


“เดี๋ยวพลอยโทร.เรียกแท็กซี่ให้แม่แล้วกันนะคะ” หญิงสาวเสนอในสิ่งที่คิดว่าเข้าท่าที่สุด แต่ว่า...


“ไม่ต้องล่ะ เกรงใจ! ในเมื่อไม่อยากจะไปด้วย ก็ไม่อยากจะรบกวนหรอก เดี๋ยวแม่ออกไปเรียกแท็กซี่หน้าปากซอยเองได้!” คุณกมลาว่ามาอย่างตั้งแง่ ก่อนจัดการลากกล่องของขวัญอันมหึมาด้วยท่าทางขลุกขลักสุดแสนจะทุลักทุเล แต่กระนั้นก็ยังไม่วาย หันมาพูดกับเพทายอีก


“อ้อ! แล้วอยู่บ้านคนเดียวก็ล็อกประตูหน้าต่างอะไรให้ดีด้วยนะ เดี๋ยวนี้น่ะอันตรายมันเยอะ!”


สั่งเสร็จก็ทำท่าจะไป แต่แล้วก็...


“โอ้!” คุณกมลาอุทานออกมาราวกับว่าเพิ่งนึกอะไรได้ “ตายๆมัวแต่ห่วงคนอื่นเขา เกือบลืมห่วงตัวเองเสียแล้วเรา!” คนพูดคล้ายๆจะบ่นว่ากับตัวเองเมื่อวางกล่องของขวัญลงอีกครั้ง เดินงุ่นง่านผ่านหน้าเพทายเข้ามาในห้อง


“ต้องถอดไอ้ทองหยองบนคอนี่ออกด้วย เพราะใส่ไป คงล่อตาล่อใจไอ้พวกโจรผู้ร้ายชะงัดนัก!”


หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ หายใจเข้าปอดลึกๆ บอกตัวเองว่า นี่น่ะ กุศโลบายของคุณนายกมลาเขา และอุบายประเภทนี้น่ะ…


จัดอยู่ในขั้นเทพเชียวล่ะ!


            “เอ๊ะ!” เสียงคนเป็นมารดายังดังต่อไป “พกมีดเล็กๆเอาไว้เป็นอาวุธป้องกันตัวหน่อยดีมั้ยนะ” ว่าแล้วก็เดินไปคว้ามีดปอกผลไม้จากจานผลไม้ที่เพทายใช้ปอกไว้ทานเล่นระหว่างดูทีวีขึ้นมา


            “โอ๊ย! ไม่ได้ๆ เกิดคนร้ายมันแย่งไป จะกลายเป็นอาวุธปาดคอเราตายเท่านั้นนะ”


            “ก็ได้ค่ะ! ก็ได้!” หญิงสาวโพล่งออกมา หน้ามุ่ยเมื่อท้ายที่สุดแล้วต้องจำใจเอ่ยว่า “วันนี้พลอยไปกับแม่ก็ได้!”


เท่านั้นเองผู้ใช้กุศโลบายชั้นเทพก็ยิ้มกว้างอย่างไม่ปิดบัง ส่วนคนที่ถูกใช้กุศโลบายด้วยนั้นได้แต่หน้างออย่างขัดเคืองใจ แต่ยังไงๆก็ไม่วาย ทิ้งท้ายตามนิสัยที่ไม่ยอมจำนนง่ายๆว่า


            “แต่พลอยไม่แต่งตัวสวยให้หรอกนะคะ บอกไว้เลย!”              


บ้านคุณอุษาเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีที่บ้านแบบนี้แอบซ่อนอยู่ได้ในใจกลางกรุงที่แสนแออัด พื้นที่ของบ้านนั้นกว้างขวางเสียขนาดว่าสามารถจะจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับเป็นที่จอดรถของบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ซึ่งที่เพทายเห็นตอนนี้ก็อาจมีอย่างน้อยๆสักสิบห้าคันได้ หญิงสาวยังคิดว่ามันน่าทึ่งจริงกับความร่ำรวยของคุณป้าที่หน้าตาอบอุ่นใจดีและไม่ถือตัวแบบนั้น


ทันทีที่เพทายขับรถพ้นประตูรั้วอัลลอยบานใหญ่มา รปภ.หนุ่มหน้าตาซื่อก็รี่เข้ามาโบกมือหยอยๆเพื่อช่วยส่งสัญญาณและอำนวยความสะดวกให้เพทายเอารถเข้าจอดในช่องที่จัดไว้ตามหน้าที่ทันที หญิงสาวขยับอยู่ทีสองทีก็สามารถเอารถเข้าจอดได้อย่างสะดวดโยธี แต่ว่า...จอดแบบเอาหน้าเข้าอย่างนี้เพทายก็คิดว่ามันคงไม่เข้าท่าเท่าไหร่


“แม่เข้างานไปก่อนก็ได้นะคะ” เพทายหันไปบอกมารดาขณะที่คุณกมลากำลังปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากกาย “เดี๋ยวพลอยขอขยับรถหน่อย เพราะจอดเอาหน้าเข้าอย่างนี้ ถ้ารถเยอะๆเดี๋ยวเราจะออกลำบาก”


            “ก็ได้จ้ะ งั้นแม่เข้าไปรอในงานนะ” กล่าวจบ คุณกมลาก็เปิดประตูรถลงไปด้วยความว่องไว เดินตัวปลิวเข้างานไปเฉย


อืม! ดูเหมือนแม่จะลืมไอ้ของขวัญกล่องมหึมาที่อยู่เบาะหลังไปสนิทใจทีเดียวเชียว


หญิงสาวได้แต่เหลือกตาขึ้นฟ้าและถอนหายใจออกมาเป็นเฮือกที่นับไม่ถ้วน เธอคงทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจปลง เพราะยังไงๆก็ตกหลุมอุบายจนต้องยอมมาด้วยแล้ว แต่คิดอีกทีเพทายก็ว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่เธอควรหนักใจสักหน่อย ใช่! ที่จริงมันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเพทายแน่ใจว่าตัวเองจัดการปิดฉากเรื่องทุกอย่างไปแล้วตั้งแต่ตอนคุยโทรศัพท์กับอีตาคุณวิศรุตนั่นแหละ!


            หลังจากจัดการถอยรถจอดใหม่แล้วเพทายก็เปิดประตูรถลงมา แล้วพอจัดแจงล็อกอะไรเสร็จสรรพเรียบร้อยหญิงสาวก็หมุนตัวเพื่อจะได้เดินเข้างานตามคุณกมลาไป แต่เพราะการจะยัดกุญแจรถที่ติดอยู่กับกุญแจบ้านพวงเบ้อเร่อลงไปในกระเป๋าถือที่เป็นถุงผ้าปักเลื่อมใบจิ๋วนั้นมันค่อนข้างจะยาก เพทายเลยก้มหน้าก้มตาและไม่ได้เงยหน้ามองทางเลยจนกระทั่งไหล่เธอไปกระแทกกับไหล่ใครบางคนเข้า


            “โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ” เพทายตกใจ เอ่ยขอโทษไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาในจังหวะเดียวกับที่ฝ่ายถูกชนส่งเสียงเอ๊ะเบาๆด้วยความไม่พอใจ แล้วทันใดนั้น ใบหน้าใสที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงน้อยนิดก็ต้องเบิกตากว้าง และอาจจะกว้างพอๆกับเจ้าของใบหน้าสวยซึ่งปัดแต่งด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศที่มองสวนกลับมาเหมือนกัน


            “คุณ!” เพทายร้องออกมาเมื่อพบว่าตัวเองกำลังประจันหน้ากับร่างบางสะโอดสะองในชุดราตรีสีเปลือกไข่ที่...ที่จำได้ดีนักหนา!


นภชลเองก็จ้องเพทายกลับมา แม้จะเบิกตากว้างเพราะความตกใจในตอนแรก แต่หลังจากตั้งสติได้ ไฮโซสาวก็มิได้แสดงกิริยาใดให้ นอกจากเชิดหน้าและหรี่ตามองเพทายตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ้มเยาะปรากฏชัดให้กับชุดแซกผ้าฝ้ายสีน้ำตาลไหม้ที่สุดแสนธรรมดา ไม่สิ! อาจต้องเรียกว่าออกจะไม่เข้าท่าสำหรับงานกลางคืนระดับนี้เลยด้วยซ้ำ นภชลคลี่ยิ้มเหยียด ก่อนจะหยิบเอากระดาษทิชชูเนื้อดีจากกระเป๋าถือใบหรูออกมา พับเสียหนึ่งทบก่อนจะจัดการเช็ดถูที่ต้นแขน ก็ไอ้ตรงที่ชนถูกกับแขนเพทายเมื่อกี้นั่นแหละ!


            เฮ้ย! เพทายแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก็เธอไม่ใช่ตัวเชื้อโรคนะ! แต่เห็นได้ชัดว่าต่อให้เพทายลงไปนอนน้ำลายฟูมปาก ชักดิ้นชักงอตายอยู่ตรงหน้า แม่ไฮโซสาวนี่ก็ไม่ได้สนสักนิด นภชลก้าวผ่านเพทายไปราวกับเธอเป็นก้อนอะไรสักก้อน!


หญิงสาวได้แต่มองตามร่างบางระหงที่มีแต่ความ เริด เชิด หยิ่ง ให้ชาวบ้านด้วยอารมณ์หัวเสีย นึกสงสัยว่าทำไมเธอถึงซวยมาเจอยายนี่ที่บ้านป้าษาได้เนี่ย!


             


            “พลอยๆ แม่อยู่ทางนี้จ้ะ” เสียงคุณกมลาเอ่ยเรียกและโบกมือให้เพทายที่เพิ่งจะตามเข้ามาสมทบ หญิงสาวเดินเข้าไปหาคนเป็นมารดา ใบหน้าใสอยู่ในภาวะบู้บี้นิดๆจนคุณกมลาต้องถาม


            “เป็นอะไรฮึ หน้ามุ่ยมาเชียว”


คนถูกถามพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งเฮือกอย่างคนต้องการระบาย


            “ก็พลอยเจอคนนิสัยไม่ดีมาสิคะแม่”


            “ฮ้า! อะไร เพิ่งมาแป๊บเดียว เจอคนนิสัยไม่ดีเสียแล้ว” คุณกมลาว่า ติดออกจะแซวขำๆ นาทีนั้นหญิงสาวนึกอยากจะบอกแม่ไปเหมือนกันว่าแป๊บเดียวที่ไหน จริงๆเธอเจอยายนั่นมาตั้งนานแล้วต่างหาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ในเมื่อเรื่องนี้เธอไม่ได้เล่าให้แม่ฟังตั้งแต่ต้น เพราะอย่างนั้นเลยได้แต่พยักหน้าหงึกหงักไปตามเรื่อง


            “แล้วใครล่ะ ไอ้คนนิสัยไม่ดีที่พลอยว่าน่ะ หืม” คุณกมลาถามอีก ตั้งใจให้ลูกสาวได้ระบาย หน้าหงิกๆง้ำๆจะได้คลายลงบ้าง


            “สงสัยจะเป็นพวกแขกไฮโซของป้าษานั่นแหละค่ะ” เพทายว่า “พลอยบังเอิญซุ่มซ่ามไปชนเขาหน่อย ก็ขอโทษแล้วนะ แต่เขาไม่พูดอะไรสักคำ ร้ายกว่านั้นคืออะไรรู้มั้ยคะ แม่คนนั้นน่ะมองพลอยตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมทำหน้าอย่างกับพลอยเป็นคนจรจัดที่หลุดเข้ามายังไงยังงั้นเลย”


คุณกมลาหัวเราะเบาๆกับอารมณ์ฉุนๆของลูกสาว


            “ก็นี่แหละน้า บอกให้แต่งตัวสวยๆดีๆมาก็ไม่เชื่อ ดั๊นมาหาว่ามีวาระแอบแฝง!”


            เอ้า! เพทายได้แต่หน้าเหวอ ไหงจู่ๆเธอโดนทั้งขึ้นทั้งล่องอย่างนี้ล่ะ!


            “อ้าว! ป้อม หนูพลอย” เสียงทักสดใสดังมาจากด้านในของงาน เพทายหันไปมองแล้วก็ได้เห็นใบหน้าอบอุ่นใจดีที่คุ้นตากำลังก้าวถี่ๆตรงมาหา วันนี้คุณอุษาอยู่ในชุดออกงานผ้าลินินสีเขียวมรกต ดูผ่องใสสวยสง่าสมฐานะเจ้าภาพยิ่งนัก เพทายยิ้มรับจริงใจเมื่อยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าอย่างน้อบน้อม


            “สวัสดีค่ะป้าษา”


            “สวัสดีจ้ะ” คุณอุษาเอ่ยรับ เดินมาหาสองสาวต่างวัยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “แหม! มาแอบหลบกันอยู่ตรงนี้เองนะแม่ลูก ป้าล่ะก็ได้แต่ชะเง้อมองหาว่ามากันรึยัง”


            “โฮ้ย! แอบหล่ง แอบหลบอะไร้ ก็เพิ่งจะมาถึงกันนี่แหละ” คุณกมลาบอก “คิดว่าเธอน่าจะยุ่งๆรับแขกอยู่ด้วย เลยยังไม่ได้เข้าไป”


ฟังประโยคนั้นแล้วคุณอุษาก็ได้แต่ค้อนคนพูดอย่างพองาม


            “ยุ่งเยิ่งเสียที่ไหน วันนี้แขกไม่ได้มาก ก็เชิญเฉพาะคนที่สนิทๆกันเท่านั้น ไปๆ เข้าไปข้างในกันดีกว่านะ” กล่าวเสร็จก็จัดแจงจะรุนหลังคุณกมลากับเพทายเข้างานไป แต่ว่า...


            “เอ่อ เดี๋ยวค่ะ” เพทายขืนตัวไว้ในนาทีนั้น เพราะคิดว่ามันอาจจะไร้มารยาทไปหน่อยหากจะตามคุณอุษาเข้าไปโดยที่ยังไม่ได้ให้ของขวัญหรืออวยพรอะไรเลย ก็วันนี้วันคล้ายวันเกิดคุณอุษานี่นา เพทายหยิบถุงผ้าใยบัวใบจิ๋วออกมา รอยยิ้มกลาดเกลี่ยทั่วใบหน้าเมื่อวางถุงผ้านั้นลงบนมือคุณอุษา


“นี่ค่ะ”


“อะไรจ๊ะ” คนสูงวัยกว่าเอ่ยถาม


“ของขวัญเล็กๆน้อยๆน่ะค่ะ” เพทายบอก คุณอุษาอมยิ้มเพิ่มขึ้นอีกนิดๆเมื่อถามว่า


            “ป้าแกะดูตรงนี้เลยได้มั้ยจ๊ะ”


            “ค่ะ”


เมื่อได้ยินอย่างนั้น คุณอุษาก็เปิดถุงแล้วเทสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาดู มันเป็นที่ห้อยโทรศัพท์มือถือที่ถักจากไหมญี่ปุ่นสีดำ มีลูกปัดสีเงินเล็กๆห้อยเป็นตุ้งติ้งอยู่ตรงปลาย


“มันอาจจะเป็นของขวัญเล็กน้อยที่ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร แถมอาจจะ...” คนพูดก้มหน้าลงนิดๆด้วยความเขิน “อาจจะไม่ค่อยสวยด้วย เพราะ...พลอยเพิ่งหัดทำน่ะค่ะ”


คนสูงวัยกว่าต้องอมยิ้มมากกว่าเก่าเมื่อก้มมองลายถักเบี้ยวๆที่ถืออยู่ในมือ


“แต่ยังไงๆก็อยากให้ป้าษาช่วยรับไว้หน่อยน่ะค่ะ แล้วก็พลอยขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ช่วยดลบันดาลให้ป้าษามีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงนะคะ สุขสันต์วันเกิดค่ะ”


คุณอุษาเงยหน้าขึ้นมามองเพทายด้วยสายตารักใคร่ แล้วในที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องดึงหญิงสาวเข้าไปกอดแรงๆเสียหนึ่งที


            “ฮื้อ! น่ารักจริงๆเลยหนูพลอย!”


เพทายหัวเราะเบาๆขณะที่กอดตอบคุณอุษาอย่างเต็มใจที่สุด เป็นอึดใจทีเดียวกว่าคนสูงวัยกว่าจะคลายวงแขนออก


            “เฮ่อ!” คุณอุษาถอนหายใจ เอียงคอมองเพทายด้วยสายตาสุดปลื้ม “นี่ถ้าลูกชายป้า จะทำตัวได้น่ารักสักครึ่งของหนูน้า”


            โอ๊ย! เอาแล้วไหมล่ะ เพทายชักจะเกร็งๆ ก็มุขคล้ายจะเปรยๆกับตัวเองอย่างนี้ ประกายตาวิบวับๆแบบนี้ ทำเอาหญิงสาวเครียดขึ้นมาอีกขั้น!


            “เออ!” และนั่น! นั่นเสียงคุณกมลาก็ดังขึ้นมาบ้าง “พูดถึงลูกชาย แล้วนี่ตาอ๋องไปไหนเสียล่ะ มานี่ยังไม่เห็นเลยนะอุษา”


            “เอ...นั่นสิ เมื่อกี้ก็เห็นเดินอยู่แถวๆนี้น้า อ้อ! นั่นๆ อยู่ตรงนั้นเอง” พูดจบคุณอุษาก็ชะโงกหน้าข้ามไหล่เพทายไป ก่อนส่งเสียงเรียกคนบางคนที่คงจะอยู่ทางด้านหลังของเธอนั่นแหละ


            “อ๋องๆ มาทางนี้หน่อยสิจ๊ะ”


            “ครับ” แค่เสียงห้าวที่ขานรับจากระยะไกลก็ทำให้เพทายนิ่งขึงเสียแล้ว เพราะงั้นก็ไม่ต้องอาจหาญนึกถึงเสียงฝีเท้าหนักๆที่ดังเข้ามาใกล้ทุกขณะเลย เพทายตัวแข็งและไม่หันไปมองข้างหลังสักนิด ไม่มองเลยจริงๆ จนกระทั่งเสียงห้าวๆนั่นมาดังอยู่ข้างตัวนั่นแหละ


            “สวัสดีครับ น้าป้อม”


.........................






Free TextEditor



Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2554 13:41:55 น.
Counter : 422 Pageviews.

4 comment
พยศรัก ตอนที่ ๕
มาแล้วค่ะ เหอๆ ช่วงนี้คนแต่งอาจมึนๆหน่อยค่ะ แต่งสองเรื่อง แล้วก็
งานประจำ เลยออกแนวมึนๆลืมๆ ช้าๆ ไปบ้าง ไม่ว่ากันนะคะ



ตอนที่ ๕


            ถ้ามีความสามารถพอจะกรีดร้องให้โลกแตกเป็นเสี่ยงๆได้เพทายก็คงทำไปแล้ว แต่...แต่นี่!


โอ๊ย!


            “ว่ายังไงล่ะครับ” คนปลายสายส่งเสียงเร่งเร้า ไม่รู้เหมือนกันว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่น้ำเสียงราวกับจะหัวเราะได้นั้นมันทำให้เพทายยิ่งรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเขาหนักกว่าเก่า ทั้งๆที่หน้าจริงๆก็ยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ!


แต่จะสำคัญอะไร ก็แค่เสียงหัวเราะยังกวนประสาทได้ถึงเพียงนี้ เพราะงั้นไม่ต้องไปพูดถึงรูปลักษณ์หน้าตาหรอก เพทายมั่นใจ เธอเกลียดเขาแน่!


            “เฮ้! คุณ” วิศรุตเรียกเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปเป็นนาน “ยังอยู่มั้ยเนี่ย”


            “อยู่!” เสียงที่ตอบกลับมาสุดแสนจะห้วน ทว่าน่าแปลกเพราะถึงแม้จะห้วนแต่จุดยิ้มกว้างให้ริมฝีปากชายหนุ่มชะงัดเชียว


            “อ้อ! เห็นเงียบไปนาน ผมก็นึกว่า...” วิศรุตหยุดตัวเองไว้ทัน นึกได้ถึงมารยาทก่อนจะเผลอปากเอ่ยแซวอะไรออกไปกว่านั้น แต่ดูเหมือนคนอีกฝ่ายเกิดจะไม่ยอมง่ายๆเสียอย่างงั้น


            “นึกว่าอะไร” เพทายถามขุ่นๆ


เมื่อกี้ก็ตอบห้วน ตอนนี้ถามกลับก็ยังจะห้วนอีกแน่ะ! วิศรุตเลยนึกขำ อารมณ์ครึ้ม นึกสนุกอยากจะยั่วเย้าแม่สาวเสียงใส!


            “ก็...นึกว่าจะแข็งเป็นหินไปแล้วจากการจุดไต้ตำตอหรือยังไง ไม่รู้สิครับ!”


            “คุณ!” เพทายร้อง เสียงแข็งๆของเธอทำให้อีกฝ่ายเผลอหัวเราะเบาๆ แต่คนถูกหัวเราะหน้าร้อนเห่อ แน่นอน เธอรู้สึกอายและโกรธ!


            “ว่ายังไงล่ะครับ” วิศรุตเอ่ยต่อไป “เห็นคุณว่ามีธุระสำคัญมากจนถึงขนาดต้องมาเสวนากับผมเลย”


และหญิงสาวแน่ใจว่าไม่ใช่การคิดไปเองแม้แต่น้อยเมื่อเพทายจับได้ชัดว่าอีกฝ่ายเน้นในบางคำอย่างจงใจ เพราะอย่างงั้น...


อารมณ์ก็ยิ่งโกรธ แถมขุ่นเคืองใหญ่!


            “รู้เอาไว้ด้วยนะ” หญิงสาวกำหูโทรศัพท์ไว้แน่น ใบหน้าสวยใสยังคงร้อนเห่อ พร้อมถ้อยคำที่เอ่ยต่อไปก็แรงด้วยอารมณ์และขุ่นเคืองยิ่งนัก “รู้เอาไว้ด้วย ว่าฉันจะไม่มีวันหมั้นหรือแต่งงานกับคุณแน่!”


ทว่าประโยคที่โพล่งออกมาทำให้วิศรุตได้แต่กะพริบตาปริบๆ


            “คุณ...ว่าอะไรนะ” เขาทวนถาม คิ้วเข้มเริ่มขมวดมุ่นหากัน


หมั้นเรอะ แต่งงาน อะไรกัน


“ฉันบอกว่าฉันไม่มีวันจะแต่งกับคุณแน่ รึแม้แต่แค่หมั้นก็เถอะ ต่อให้แม่และป้าษาจะบังคับ ก็ไม่มีวัน รับทราบไว้ด้วยนะคะ!” ว่าจบก็วางหูเสียงดังโครมจนวิศรุตต้องสะดุ้งแล้วดึงหูโทรศัพท์ออกห่าง ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองหูโทรศัพท์ในมือด้วยอาการงุนงง


            “เฮอะ!” เขาส่งเสียงแค่นหัวเราะอยู่ในคอ แม้จะไม่เข้าใจอะไรสักนิด แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ต้องสงสัยก็คือแม่สาวเสียงใสน่าจะต้องซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ในวันพรุ่งนี้ ก็เล่นกระแทกเสียแทบจะทำให้ขี้หูเขาออกมาเต้นระบำได้ เพราะงั้นมันคงจะพังไปแล้วแน่นอน!


อึดใจถัดมาลูกชายคุณอุษาก็เดินกลับมาทรุดกายลงนั่งบนโซฟาอีกครั้ง


            “ใครโทร.มาหรือจ๊ะ” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามขึ้นมาตามวิสัยคนใคร่รู้


            “ก็ผู้หญิงน่ะครับ” ชายหนุ่มเองก็ตอบแบบกว้างๆชนิดที่เรียกว่ากว้างเสียจนคุณอุษาอดจะส่งค้อนให้ไม่ได้


            “แหม! ดึกดื่นแล้วยังมีสาวๆโทร.หา เสน่ห์แรงจริ๊งลูกชายบ้านนี้!”


คนถูกประชดหัวเราะขบขัน เสน่ห์แรงอย่างงั้นหรือ จากการสนทนาเมื่อครู่ วิศรุตไม่คิดอย่างนั้น ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดที่เคล้าด้วยอารมณ์ร้อนๆของแม่สาวเสียงใส แม้ในนาทีแรกมันจะพิลึกพิลั่นพอดู แต่นั่นเพราะเขาไม่ทันตั้งตัว พอเริ่มได้มีเวลาจะคิดไตร่ตรอง เรื่องมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนักหรอก สำคัญอยู่ที่ว่าคนตรงหน้าเขาตอนนี้ จะยอมปริปากคายออกมาหรือเปล่าก็เท่านั้น วิศรุตเงยหน้าขึ้นมา สบตาคุณอุษายิ้มๆ


            “เอ...” คนเป็นแม่ลากเสียงยาว “ใครกันเล่า ใช่แม่หนูนภชลที่อ๋องไปทานข้าวด้วยเมื่อเย็นหรือเปล่าล่ะจ๊ะ”


ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา ตอบชัดถ้อยว่า “ไม่ใช่ครับ”


            “แน่ะ! ยังมีสาวอื่นอีก”


หนนี้คนถูกเหน็บเลยหัวเราะร่วน คุณอุษาก็ได้แต่ยิ้มๆเพราะเข้าใจดีว่าผู้ชายคงต้องมีเจ้าชู้บ้าง แต่ก็แน่ใจว่านิสัยเจ้าชู้สำหรับลูกชายไม่ได้มากมายจนน่ากลัว เพราะตลอดมาทั้งเธอและสามีต่างสั่งสอนให้ลูกคนนี้เป็น สุภาพบุรุษเสมอ คุณอุษาหันกลับไปให้ความสนใจกับสิ่งที่ถืออยู่ในมือตั้งแต่ต้นอีกครั้ง อาการนั้นทำเอาวิศรุตเลิกคิ้วนิดๆ อดไม่ได้ที่จะถาม


            “แม่ไม่อยากรู้หรือครับว่าคนโทร.มาเป็นใคร”


คุณอุษาได้ที ย้อนทางคำตอบให้เสียจั๋งหนับ


            “ก็ผู้หญิงไง! อ๋องบอกแม่แล้ว จำไม่ได้รึ”


ชายหนุ่มได้แต่ทำหน้าคล้ายเจ็บปวดเสียเต็มประดา


            “ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงว่า แม่ไม่อยากรู้หรือว่าคนโทร.มาเขาชื่ออะไร”


คนเป็นแม่ยิ้มนิดๆ สายตายังคงให้ความสนใจโทรศัพท์มือถือสุดหรูที่อยู่ในมือมากกว่าใบหน้าบุตรชาย


            “คนแก่ ซ่อกแซ่กมากไป ลูกชายจะรำคาญเอาเท่านั้น”


            “โธ่! ไม่เคยคิดแบบนั้นสักครั้งนะครับ” แต่คุณอุษาก็ยังแค่หัวเราะเบาๆและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา วิศรุตนึกสงสัย มันมีอะไรในมือถือเครื่องนั้น ทั้งๆที่...


ทั้งๆที่เขาคิดว่าตัวเองก็ถามแบบยั่วเพื่อจะให้คนฟังเกิดความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ แต่นี่คนเป็นแม่ไม่ได้ยี่หระสักนิด!


“แม่ไม่อยากรู้เลยหรือครับ” ชายหนุ่มลองถามหยั่งเชิงอีกสักที แต่ก็นั่นแหละ! แม่ลูก กระดูกมันคนละเบอร์! ท้ายที่สุดวิศรุตเลยต้องยอม


            “เพทายครับ” เขาเอ่ยไป และดูเหมือนมันจะได้ผลดีทีเดียวเพราะงานนี้คุณอุษาเงยหน้าขึ้นมาจนได้


            “คุณคนที่โทร.มาเมื่อตะกี้เธอบอกว่าเธอชื่อ...เพทาย”


วิศรุตหยุดนิ่งไปราวกับจะรอให้มารดาเอ่ยอะไรๆออกมาสักที แต่ทว่า...


            “แล้วยังไงล่ะจ๊ะ”


ชัดเจนว่าคุณอุษายังต้องการจะเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้เล่า วิศรุตถอนใจยาว


            “แล้วก็เกิดเรื่องแปลกๆน่ะสิครับ เพราะรู้สึกว่าผมจะถูกถอนหมั้นตั้งแต่ยังไม่ทันจะรู้ตัวว่าหมั้นเลย”


คุณอุษาหัวเราะเสียงใส ทำเอาชายหนุ่มย่นคิ้วหากัน


            “หัวเราะร่วน เกิดเรื่องแบบนี้กับผม แม่ตลกหรือครับ” วิศรุตแกล้งถาม รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเพราะฝีมือใคร


            “ทำไมล่ะ ไม่เคยถูกสาวคนไหนปฏิเสธชนิดไม่แยแสเรอะ”


            “นั่นเพราะผมไม่เคยไปหมั้นใครต่างหาก”


คุณอุษาเพียงทำเสียงอ่อในลำคอ


            “กล้าหาญชาญชัยจริงเชียวเด็กคนนี้” ผู้สูงวัยกว่าพึมพำออกมาด้วยสีหน้าที่ดูพึงพอใจและเต็มไปด้วยความขบขัน ผิดกับคนอ่อนวัยที่ตอนนี้ชักจะเกิดอาการขำไม่ออก


            “แม่ไม่มีอะไรจะอธิบายให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือครับ”


            “แล้วอ๋องคิดยังไงล่ะ”


            “คุณนายอุษากำลังจะหาคู่ให้ผมเสียกระมัง!”


            “ถูก”


นั่นยังไง ที่เชื่อขนมไว้ ไม่มีผิด! วิศรุตพ่นลมออกจากปากพรืดใหญ่


            “แต่เห็นจะไม่สำเร็จเสียแล้วนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ เพราะเขาไม่ต้องรู้สึกผิดอันใดเลยกับการจะดับฝันมารดาในครั้งนี้ “เพราะเธอคนนั้นน่ะประกาศชัดว่าจะไม่มีวันหมั้นหรือแต่งกับผมแน่นอน”


คุณอุษาทำเสียงอ่อในลำคออีกหน แต่นั่นไม่ทำให้วิศรุตแปลกใจเท่ากับสีหน้าที่อ่านได้ประมาณว่า


‘ก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้’


            “อีกอย่างนะครับ” วิศรุตคงเอ่ยต่อไป ประกายในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นดูจริงจังขึ้นมานิดยามที่สบตาคุณอุษา “ผมก็ไม่คิดจะแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักไม่ได้ชอบเหมือนกัน”


“พูดอย่างนี้แสดงว่าอ๋องมีคนที่มองไว้จริงๆจังๆแล้วหรือจ๊ะ”


คนถูกถามหรี่ตาลง รอยยิ้มแต่งแต้มที่มุมปากอีกครั้งยามนึกถึงคนที่เขามีโอกาสมองไว้แค่เพียงไม่นาน


            “ก็ไม่เชิงนะครับ ถ้าคำว่าพรหมลิขิตมันมีจริง” พูดจบคนอ้างพรหมลิขิตก็ลุกขึ้น “ดึกมากแล้วนะครับ ผมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อแล้วเข้านอนดีกว่า แม่ก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่นอนน่ะจะเสียสุขภาพเอา”


            “อ้อ! นี่จะชิ่งกันง่ายๆแบบนี้เลยนะ” ประโยคเหน็บเล็กๆนั้นทำเอาชายหนุ่มคนที่กำลังจะชิ่งไปจริงๆต้องหันกลับมา


            “กล่าวหากันเรื่อย” วิศรุตบ่นด้วยใบหน้าติดจะกึ่งขำ


            “แล้วอ๋องไม่คิดอยากเห็นหน้าตาหนูเพทายคนนี้หน่อยรึไงล่ะ”


ในที่สุดก็ดูเหมือนเขาจะรู้แล้วว่าอะไรในมือถือที่คุณอุษาก้มหน้าก้มตาดูมาตลอด วิศรุตหัวเราะพรืด


            “คิดจะให้มันฟลุ๊กหรือครับแม่ โธ่! ไม่สำเร็จหรอกน่า คุณเพทายคนนั้นน่ะเขาไม่เอาผมแล้วนะ”


            “เพราะเขายังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาอ๋องต่างหาก”


ชายหนุ่มเป่าลมออกจากปากพรืดใหญ่ “ถ้าเห็นแล้วเอา ก็ยิ่งแล้วใหญ่สิครับ!”


            “ไฮ้! อย่าเล่นตัวนักเลยน่า” คุณอุษาค้อนเข้าให้ “ลองมาดูหน้าตาเขาก่อนเหอะ ไม่ได้จัดว่าสวยพริ้งจนบาดใจ แต่ดูไปๆเขาก็น่ารักนะ”


วิศรุตไหวไหล่ขึ้นมา หน้าตาตอนนี้เกือบจะเป็นระอานิดๆเชียว ทว่าท้ายสุดแล้วชายหนุ่มก็ยอมเดินกลับเข้ามา มือใหญ่หนายื่นมารับมือถือจากมือคุณอุษา และคำว่าน่ารักก็ทำให้เขาคิดว่าคงจะได้เห็นใบหน้าที่ศัพท์วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกว่าแอ๊บแบ๊ว


            บรื๋อ! หวังว่าคืนนี้เขาคงไม่เก็บเอาไปนอนฝันร้ายหรอกนะ!


คนคิดแอบทำหน้าสยองขวัญ แต่นั่นมันก็ก่อนที่วิศรุตจะยกรูปในโทรศัพท์ขึ้นดูต่างหาก


........................






Free TextEditor



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2554 8:28:27 น.
Counter : 295 Pageviews.

7 comment
พยศรัก ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๔ มาแล้วจ้า

ขอบคุณสองกำลังใจที่น่ารักจากต่อที่แล้วนะคะ แล้วก็ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ค่อยได้คุยเลย (แฮะๆ แอบใช้เน็ตที่ทำงานค่ะ เร่งรีบๆ -_-!)


ตอนที่ ๔


            เป็นเวลาที่จวนเจียนจะเที่ยงคืนแล้วเมื่อวิศรุตนั้นแหย่เท้าเข้ามาในห้องนั่งเล่นบ้านตัวเอง ชายหนุ่มชะงักไปนิดเมื่อพบว่าในห้องโถงอันโอ่อ่าซึ่งตกแต่งไว้เป็นสถานที่นั่งเล่นและรับแขกแห่งนั้น ผู้มีศักดิ์เป็นมารดาของเขายังนั่งอยู่บนโซฟาตัวนุ่ม แต่ดูเหมือนท่านจะกำลังให้ความสนใจกับอะไรสักอย่างที่ถืออยู่ในมือจนไม่ได้สังเกตเลยว่าลูกชายคนเดียวเข้ามาในห้องนั้นแล้ว วิศรุตมองภาพนั้นอย่างขำๆ ก่อนจะนึกอะไรสนุกๆขึ้นมาได้


นานแค่ไหนแล้ว ที่เขาไม่ได้แกล้งคุณอุษามารดาของตัวเอง ราวๆสองวันเห็นจะได้มั้ง!


ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ก่อนตัดสินใจค่อยๆย่องเข้าทางด้านหลัง กะว่าจะขโมยหอมแก้มคนเป็นแม่เสียให้เต็มรัก แต่ในจังหวะที่กำลังจะโถมตัวเข้ากอดนั่นเอง เสียงนุ่มๆก็ทัก


            “กลับมาแล้วเรอะ”


คนถาม ถามไปทั้งที่ไม่ได้หันมองด้วยซ้ำ เลยทำเอาคนตั้งใจแกล้งถึงกับเหวอ


            “อ้าว!” วิศรุตร้อง ยิ้มขำ “นี่แม่รู้หรอกหรือครับ ว่าผมเข้ามาแล้วน่ะ”


คุณอุษาตวัดสายตามองหน้าบุตรชายยิ้มๆ


            “รู้ซี ถ้าไม่รู้จะเป็นแม่อ๋องได้ไงล่ะ จริงมั้ย”


“อืม จริง!” ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงหัวเราะลงลูกคอขณะที่เดินอ้อมกลับมาหย่อนกายลงนั่งบนโซฟาข้างๆคุณอุษา “ว่าแต่ นี่มันดึกมากแล้วนะ ทำไมแม่ยังไม่เข้านอนอีกละครับ”


            “ที่ไม่นอนก็เพราะจะรอถามพ่อลูกชายตัวดีน่ะสิ ว่ามัวไปทานข้าวเย็นกับสาวคนไหนมาถึงกลับบ้านเอาจนป่านนี้”


            “เฮ้อ!” วิศรุตแกล้งถอนหายใจเสียงดัง “ก็ต้องโทษสาวบ้านนี้ละครับ ที่ดันหนีผมไปทานข้าวเย็นกับเพื่อน ผมเลยต้องออกไปหาสาวอื่นนอกบ้านไง”


            “แหม!” คุณอุษาร้อง มองค้อนลูกชายขวับๆ “ช่างพูดจริงนะยะพ่อตัวดี”


วิศรุตหัวเราะ มันเป็นเรื่องธรรมดาระหว่างเขากับคุณอุษาที่จะเหน็บๆแหย่ๆกันบ้างตามประสาคนอารมณ์ดี


            “เอ้า! แล้วนี่สรุปว่าอ๋องไปทานข้าวกับใครมาล่ะ ยังไม่บอกแม่เลยนะ”


ชายหนุ่มยิ้มละไม ตอบคุณอุษาไปโดยไม่ปิดบังว่า


            “คุณน้ำครับ”


            “น้ำ...” คุณอุษาทวนคำทำหน้างง “น้ำไหนล่ะ แม่รู้จักมั้ย”


            “รู้จักสิครับ” วิศรุตบอก “ก็คุณนภชล ลูกสาวเจ้าของโรงแรมแกรนด์โฮเทล”


            “อ้อ! ใช่แม่หนูคนสวยๆที่เคยมาบ้านเราหนหนึ่งนั่นมั้ย”


            “ครับ”


“อ่อ” คนเป็นแม่ส่งเสียงรับรู้พร้อมพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเอ่ยถามอีก “แล้วไปกับเขาน่ะ สนุกมั้ยล่ะ”


วิศรุตย่นหัวคิ้วมองคุณอุษา รู้สึกได้เลยว่าวันนี้แม่เขาชักจะมาแปลก ก็ร้อยวันพันปีแม่ไม่เคยถามซ่อกแซ่กเรื่องเพื่อนผู้หญิงของเขาแบบนี้สักหน่อย ชักยังไงๆแล้ว


“ครับ ก็สนุกดี” ชายหนุ่มตอบ


“อื้ม” คุณอุษาพยักหน้าอีกรอบ แต่มองปราดเดียววิศรุตก็รู้ว่าแม่กำลังเก็บข้อมูลเขาลงสมองอยู่ เขายังนึกอย่างขำๆอยู่ว่า เอาแล้วไหมล่ะนายอ๋อง เชื่อขนมกินได้เลยว่าเขากำลังจะถูกผลักดันเข้าสู่กระบวนการสรรหาคู่เสียแล้วมั้ง!


“เออ แล้วอ๋องกำลังชอบพอกับแม่หนูนภชลนี่อยู่หรือเปล่าจ๊ะ”


“อะไรนะครับ ชอบพอ?”


“ใช่ ก็ที่ไปกินข้าวกับเขา ออกไปเที่ยวกับเขาน่ะ เพราะชอบๆเขาอยู่ใช่ไหมเล่า”


ชายหนุ่มอมยิ้มนิดก่อนระบายลมหายใจออกมาหนึ่งพรืดใหญ่ “ที่จริงแล้วผมก็”


แต่ทว่ายังไม่ทันที่วิศรุตจะได้ตอบจนจบเลย เสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังกริ๊งกร๊างขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน คุณอุษานึกขัดใจ หันมองซ้ายขวาหาเด็กรับใช้ แต่ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย


            “เฮ้อ! ไปไหนกันหมดนะ คนบ้านนี้” เสียงคุณอุษาบ่นก่อนจะส่งเสียงเรียกชื่อเด็กรับใช้ในบ้าน “น้อย น้อย อยู่ไหนน่ะ มารับโทรศัพท์หน่อยเร็ว”


            “แม่ครับ” วิศรุตเอ่ยเรียก “นี่ดึกแล้ว ผมว่าเจ้าน้อยมันคงไปนอนแล้วล่ะ เดี๋ยวผมรับให้เองดีกว่านะครับ”


กล่าวจบชายหนุ่มก็ลุกไปรับโทรศัพท์ที่อยู่ห่างออกไปแถวเคาน์เตอร์เครื่องดื่มด้านข้าง เขาค่อนข้างจะแปลกใจว่าใครจะโทร.มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันดึกดื่นปานนี้แล้วด้วย เขามั่นใจว่าต้องไม่ใช่คนที่บริษัทหรือเลขาณุการิณีของเขาแน่ เพราะปกติพวกนั้นหากมีเรื่องสำคัญจะโทร.เข้ามือถือเขา ไม่ก็โทร.เข้ามือถือคุณอุษามากกว่า


เออ แต่นี่ใครล่ะ โทร.เข้าโทรศัพท์บ้านตอนจวนเจียนจะเที่ยงคืน ช่างไม่รู้เวล่ำเวลาเลยจริงๆ!


            “สวัสดีครับ”


            “สวัสดีค่ะ” แล้วเสียงใสๆที่ตอบกลับมาก็ทำให้วิศรุตได้รู้ว่าอาคันตุกะไม่รู้เวล่ำเวลาที่ค่อนว่าเมื่อกี้เป็นผู้หญิง ก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเป็นเพราะเขาเป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้วหรือเพราะน้ำเสียงใสหวานปานระฆังแก้วของอีกฝ่ายกันแน่ที่ทำให้ชายหนุ่มเผลออมยิ้มนิดๆอย่างไม่รู้ตัว


            “เอ่อ...ไม่ทราบว่าที่นั่นใช่บ้านป้าอุษาหรือเปล่าคะ”


เอ้า! ก็เป็นคนโทร.มาเอง แล้วยังจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหนอีกหรือเนี่ย วิศรุตนึกอย่างขบขันแต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะคำเรียกที่อีกฝ่ายพูดออกมาสะดุดใจเขาเข้าเต็มๆ ก็คุณผู้หญิงเสียงใสคนนี้เรียกแม่เขาว่าป้าอุษา


            “ใช่ครับ” ชายหนุ่มตอบ นาทีนั้นวิศรุตมั่นใจว่าเขาได้ยินเสียงเป่าลมออกจากปากแสดงความโล่งใจราวกับคนอีกฝ่ายเพิ่งปลดเปลื้องปัญหาใหญ่หลวงออกไปจากอกได้สำเร็จ


            “ค่ะ” คนปลายสายส่งเสียงตอบมาอีกที คราวนี้ฟังดูฉะฉานมั่นใจเหลือเกิน “ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอเรียนสายกับ...” แต่แล้วจู่ๆความฉะฉานก็มีอันสะดุดเมื่อคนอีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยต่อไปทันทีว่าต้องการเรียนสายกับใคร วิศรุตได้แต่เลิกคิ้วสูงเป็นวา ส่งเสียงถามกลับไปว่า


“กับ?”


แล้วก็ราวกับแม่สาวเสียงใสจะทำกล่องเสียงหายไปดื้อๆ เจ้าหล่อนพูดได้เพียง


“เอ่อ...กับ...กับ”


ชายหนุ่มนั้นไม่มีโอกาสรู้เลยว่าตอนนี้แม่สาวปลายสายกำลังงุ่นง่านและนึกโมโหตัวเองจับใจที่ดันพลาดอย่างร้ายเข้าให้เสียแล้ว!


            “กับใครหรือครับ?”


            “เอ่อ...กับ...กับ...กับคุณอ๋องน่ะค่ะ!”


ประโยคนั้นทำเอาคนฟังเกิดอาการเลิกคิ้วสูงเป็นวาขึ้นมาอีกหน


            “อะไรนะครับ คุณอ๋องหรือ” เขาถามย้ำ


            “ค่ะ ใช่ค่ะ คุณอ๋อง”


            “ไม่ทราบว่าคุณคือ...”


            “ดิฉัน เพทายค่ะ”


            “เพทาย?”


            “ค่ะ”


            “อ้อ!”


หญิงสาวได้ยินอีกฝ่ายส่งเสียงรับรู้ออกมาเช่นนั้น และเมื่อเขาเงียบไปเพทายก็คิดว่าเขาคงกำลังจะไปตามอีตาคุณอ๋องนั่นมาพูดสายด้วย หญิงสาวตัดสินใจทันที เธอต้องเรียกเขาไว้ก่อน


            “เอ่อคุณคะ เดี๋ยวค่ะ!”


            “ครับ?”


            “คือ...” เพทายเกิดอาการอึกอักอีกรอบ เพราะความร้อนใจว่าจะต้องรีบคุยรีบเคลียร์กับอีตาคุณอ๋องนั่นหรอกถึงทำให้ตัดสินใจโทร.มากลางดึกกลางดื่น อันที่จริงหญิงสาวเองก็ไม่อยากจะถามอะไรจากคุณคนนี้ที่เป็นเด็กในบ้านหรอก แต่เพทายคิดว่าเธอไม่มีทางเลือกนี่นา เมื่อกี้ก็พลาดอย่างร้ายไปแล้ว เพราะฉะนั้นก่อนที่อีตาคุณอ๋องนั่นจะมารับสายเธอจะไม่ยอมให้ตัวเองพลาดอีกหรอก


            “ขอโทษนะคะ ดิฉันรบกวนถามอะไรคุณสักอย่างเถอะนะคะ”


            “ครับ”


            “เอ่อ...คือ อีตา เอ๊ย! คุ...คุณอ๋องเนี่ยค่ะ ไม่ทราบว่าเขาชื่อจริงอะไรหรือคะ”


            “หืม” เมื่อคนอีกฝ่ายหัวเราะร่วนมาตามสาย ก็ทำเอาเพทายชักเกิดอาการไม่สบอารมณ์


“อะไรกัน จะคุยกับเขาแล้ว ยังไม่รู้จักชื่อเขาอีกหรือครับ”


            “จริงๆก็ไม่ได้อยากจะรู้จักนักหรอกค่ะ!” เพทายบอกเสียงห้วน “ถ้าไม่ติดว่ามีธุระสำคัญมากล่ะก็ ดิฉันไม่อยากจะเสวนากับเขาด้วยซ้ำ!”


“โฮ้! ขนาดนั้นเชียวหรือครับ” ชายหนุ่มถามขำๆ น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรกับวาจาร้ายๆของแม่สาวเสียงใสคนนี้เลย แถมประหลาดกว่านั้นคือไอ้ลักษณะการพูดที่ฟังแล้วบ่งบอกถึงนิสัยดื้อรั้นถือตัวอย่างนี้มันทำให้เขาไพล่นึกไปถึงใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งบังเอิญได้พบในร้านตัดเสื้อเมื่อเย็นด้วย วิศรุตยังจำได้กับแววตาเชิดๆหยิ่งๆคู่นั้น มันบ่งชัดว่าเธอก็ดูจะเป็นคนดื้อรั้นไม่ยอมคนเช่นเดียวกัน


            “แล้วสรุปว่าคุณจะกรุณาบอกให้ดิฉันทราบมั้ยละคะ ว่าคุณอ๋องคนนั้นน่ะชื่ออะไร” สาวเสียงใสนามเพทายถามห้วนๆ ทำเอาวิศรุตรีบตอบ


            “ครับ บอกสิครับ”


            “เขาชื่ออะไรคะ”


“วิศรุตครับ เขาชื่อวิศรุต”


            “อ้อค่ะ! ขอบคุณมากนะคะ ถ้ายังไงตอนนี้ดิฉันขอเรียนสายกับคุณวิศรุตค่ะ!”


            “ครับ”


รับคำแล้วคนปลายสายก็นิ่งไป ส่วนเพทายไม่รู้อะไรก็คิดว่าเขาคงกำลังไปตามอีตาคุณวิศรุตมาพูดสายด้วย เธอเลยนิ่ง รอฟัง แต่แล้ว...


            “มีอะไรก็พูดมาสิครับ”


            “หา”


            “ผมบอกว่า มีอะไรก็พูดมาสิครับ ผมนี่แหละวิศรุต!”


.....................






Free TextEditor



Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2554 10:53:45 น.
Counter : 301 Pageviews.

5 comment
1  2  

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments