All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๒๙

ตอนที่ ๒๙


            นี่ถือเป็นนรกเล็กๆสำหรับวริณสิตา สาวน้อยได้แต่นั่งนิ่วหน้าแข่งกับสาวสวยที่ขันอาสาเป็นคนสอนเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเอพีกรุ๊ปแก่เธอ มันเป็นความเครียดอย่างยิ่งยวดที่เด็กสาวอายุสิบเจ็ดอย่างวริณสิตาไม่เคยรู้จักสักนิดว่า ‘การทำธุรกิจอสังริมทรัพย์’ จริงๆคืออะไรหรือธุรกิจนี้มันทำยังไง เพราะงั้นเมื่อหทัยรักเริ่มจะใส่คำว่าการเงิน กฎหมาย บริหารสินทรัพย์ไปจนถึงกระทั่งการจัดการความเสี่ยง วริณสิตาก็ยิ่งดูโง่ลงไปอีกนับเท่าพันทวี!


แต่ที่สุดแสนเลวร้ายเหนือสิ่งใด คือการที่คนสอนดันเหมือนจะกรีดร้อง ว่าที่วริณสิตาไม่รู้จักศัพท์แสงพวกนี้นั้นมันเป็นความผิด!


            “อ๊าย! นี่!” หทัยรักร้องออกมาเมื่อทำหน้าคล้ายอยากจะหลุดผรุสวาทสาดใส่วริณสิตาสักสามยก สาวสวยเม้มปากจนบางเฉียบก่อนสะบัดหน้าไปหาพีรพัฒน์


            “ดูไม่ค่อยมีหัวนะคะเด็กพี! อย่างนี้จะสอนได้ยังไง?!” หทัยรักหันกลับไปพ่นใส่ “แค่ความหมายเรียลเอสเตทง่ายๆยังทำหน้าไม่เข้าใจ สมองมีบ้างมั้ยวริณสิตา!”


ชายหนุ่มอ้าปากนิดๆเหมือนจะพูดอะไรบ้าง แต่หทัยรักกลับไม่เปิดโอกาส สาวสวยยังคงใช้อำนาจเสียง สุมไฟใส่ต่อ


            “นี่แบบนี้รักไม่ไหวหรอกนะคะพี พีก็เห็นนะคะว่าเขาไม่มีสมาธิ ไม่พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่รักอธิบายด้วย ไม่รู้มัวแต่คิดเรื่องจะไปเที่ยวกับนายนนท์รึเปล่า ถึงดูไม่กระตือรืนร้นจะเรียนรู้กับรักเลย!”


เมื่อชื่อเด็กหนุ่มอีกคนถูกหยิบยกขึ้นอ้าง ข้อแก้ต่างให้เด็กในปกครองที่คิดไว้ในใจก็ดูจะตกไปด้วยเหตุผลกลใดไม่รู้


พีรพัฒน์นิ่วหน้าและนิ่งลง ในความเงียบนั้น ราวกับเขาจะรอ ให้คนที่ถูกกล่าวหา แก้ต่างอะไรออกมาสักนิด แต่...


วริณสิตาก็ไม่คิดจะพูด!


            “ถ้ามันไม่มีสมาธิ ไม่คิดอยากเรียน ก็เลิกกันเท่านี้!”


            “อ๊ะ! พี! พีรอรักด้วยสิคะพี!”


แล้วพีรพัฒน์ก็ผลุนผลันออกจากห้องไปโดยมีหทัยรักตามไปติดๆ ไม่เกินอึดใจเสียงรถสองคันก็แล่นออกจากบ้านสุริยะธาดา ส่วนวริณสิตา...


ก็ทำได้แค่...นั่งอยู่ตรงนั้น...เท่านั้นเอง   




            “เฮ้ย! จิ๊บ! นั่นมือไปโดนอะไรมา?!” พยุดาทักลั่นทันทีที่ได้พบหน้ากันเมื่อวริณสิตาไปมหาวิทยาลัย เด็กสาวยกมือที่พันแผลไว้ขึ้นดูนิดๆก่อนบอก


“ก็...แก้วบาดนิดหน่อยน่ะ”


“ฮ้า! แก้วบาดเนี่ยนะ” พยุดาร้อง คว้ามือวริณสิตาไปจ้องบ้าง “โห! พันซะขนาดนี้นี่ ไม่นิดแล้วมั้ง”


“เอาน่า” วริณสิตาดึงมือกลับ สาวแว่นก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะไม่ถูกใจ แถมรัวคำถามใส่เป็นชุด


“แล้วจิ๊บไปโดนบาดได้ยังไง ที่ไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ อะไร ยังไง ไหนเล่ามาซิ”  


“โหย! เล่นซักซะถี่ยิบอย่างงี้ แล้วเราจะตอบข้อไหนดีล่ะเนี่ย” วริณสิตาล้อขำๆ แต่พยุดานั้นทำหน้าแสนจริงจัง


            “ก็ทุกคำถามนั่นแหละ จิ๊บไปได้แผลมาได้ไง ใช่จากที่ไปช่วยงานที่บ้านญาติของสมองปลาทองรึเปล่า”


            “อือ แต่มันเป็นอุบัติเหตุน่ะน้อยหน่า”


“อ๊าย! นึกแล้วเชียว” พยุดาว่า ทำหน้าไม่พอใจ เพราะความจริงตอนนั้น สาวแว่นผมเปียก็เป็นอีกคนที่เสนอตัวจะไปช่วยวริณสิตาทำงานด้วย แต่การนนท์ก็ปฏิเสธนักหนา อ้างต่างๆนานาว่างานจะเลิกดึกมั่งล่ะ กลัวเธอจะกลับเข้าหอในก่อนประตูปิดไม่ทันมั่นล่ะ จะโดนพี่ห้องเล่นงานมั่งล่ะ แต่จริงๆพยุดาแน่ใจ ว่าการนนท์คงอยากใช้เวลาใกล้ชิดกับจิ๊บโดยที่ไม่มีเพื่อนสุดซี้อย่างเธออยู่เป็น ก้าง ขวาง คอ ต่างหากเล่า!


หน็อย! ทั้งๆที่นางฟ้าใจดีอุตส่าห์เข้าใจและช่วยเปิดทางให้ แต่ดั๊นดูแลจิ๊บไม่ได้ซะงั้น! ไม่ได้ความเลยสมองปลาทอง! ขณะที่พยุดาแอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในความไม่ได้เรื่องของคู่ปรับนั้น วริณสิตาเองก็กำลังเฝ้าคอยการนนท์อย่างกังวลเหมือนกัน เพราะเมื่อวานหลังจากถูกไล่ การนนท์ก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย เธอจึงไม่มีโอกาสได้รู้ความคืบหน้าอะไรสักนิด และวันนี้ก็ดูเหมือนการนนท์จะมาสายผิดปกติด้วย วริณสิตาได้แต่บอกเล่าเรื่องราวและความไม่สบายใจหลายแหล่ให้พยุดาฟังระหว่างที่ต้องเฝ้ารอเพื่อนหนุ่มอีกคน


“โหย...ไล่กลับเลยเหรอ ทำไมผู้ปกครองจิ๊บดุอย่างงี้อ่ะ” พยุดาบ่น นึกถึงผู้ปกครองเพื่อนคนที่เคยเจอตัวเป็นๆเมื่อครั้งนั้นก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ก็ดูเขาใจดีออก ขนาดทักไปเสียเป็นรุ่นพ่อ ยังดูเขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรเลย แต่ว่า...ไอ้ท่าทั้งหงอยทั้งจ๋อยของวริณสิตานี่ก็ไม่ใช่ของปลอมเหมือนกัน! พยุดามุ่ยหน้าเป็นเพื่อนสาวน้อยทันที โอบไหลเพื่อนซี้เบาๆ


            “น่า! ไม่ต้องกลัว สมองปลาทองไม่มีวันโกรธจิ๊บหรอก เชื่อเราสิ!” สาวแว่นการันตีหนักๆเลย วริณสิตาได้แต่ยิ้มเจื่อนออกรับ แม้จะเชื่อแต่ก็อดกังวลตามอุปนิสัยไม่ได้อยู่ดี ส่วนพยุดา ครั้นเห็นสีหน้าเพื่อนไม่ดีขึ้นสักนิดก็ตัดสินใจงัดมือถือตัวเองออกมาทันที นาทีนี้ได้แต่นึกฮึ่มๆในใจอีก


            ทุกทีล่ะมาแต่ไก่ยังไม่โห่ วันนี้ละดันจะสาย อย่างงี้มันต้องเฉ่งให้แบบยกกำลังสอง สมองปลาทองเอ๊ย!


แต่ไม่ทันที่สาวแว่นผมเปียจะได้กดไปโทร.จิกเป้าหมาย การนนท์ก็มาพอดี


            “การนนท์!” ทั้งวริณสิตาและพยุดาต่างก็กระโจนพรวดเข้าไปหาเพื่อนหนุ่มทันทีด้วยความร้อนใจ


“เป็นยังไงบ้าง เจอสร้อยของเราไหม?”


“ใช่! เจอสร้อยจิ๊บมั้ยสมองปลาทอง”


ยิ้มกว้างๆที่ฉีกต้อนรับวริณสิตาลดดีกรีฉับลงทันทีที่ได้ยินเสียงใสๆของพยุดาผสมโรงถามด้วย หนุ่มน้อยหรี่มองคู่ปรับด้วยหางตา


            “เกี่ยวไรด้วยเนี่ยยายแว่น”


            “นี่!”


            “น้อยหน่า การนนท์” วริณสิตาได้แต่โอดครวญออกมาเมื่อสองคนตั้งท่าฮึ่มๆใส่กันเสียงั้น คู่มวยรู้สึกตัว แต่ก็ไม่วาย ขึงตาใส่กันก่อนจะหันมาสนใจสาวน้อย การนนท์ยิ้มหวานอีกครั้ง


            “เจอสิ นี่ใช่มั้ย” แล้วหนุ่มน้อยก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบของบางอย่างออกมา และไม่มากไปกว่าเสี้ยวของอึดใจ สร้อยเงินพร้อมล็อกเก็ตอันคุ้นตาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอ


มันคือความรู้สึกอุ่นวาบไปทั่วทั้งหัวใจเมื่อมือน้อยๆได้สัมผัสล็อกเก็ตเล็กๆนั้นอีกครั้ง


            “ขอบคุณนะการนนท์ ขอบคุณมาก” วริณสิตาละล่ำละลัก เปิดล็อกเก็ตออกมามองภาพคนที่อยู่ข้างในก่อนปิดกลับลงไปแล้วเอาแนบไว้กับดวงหน้า ภาพนั้นทำให้แม้แต่คู่ปรับกันยังต้องเผลอยิ้มให้กันด้วยความยินดีและโล่งใจกับเพื่อน


            “ขอบคุณนะ ขอบคุณมากๆ” วริณสิตายังพร่ำบอก การนนท์ได้แต่ยิ้มเขิน


            “แฮะๆ ไม่เป็นไรหรอก แต่...จิ๊บคงต้องไปขอบคุณคนอีกคนด้วยนะ” ว่าแล้วการนนท์หันไปข้างหลังเพื่อมองใครบางคน สาวน้อยได้แต่มองตามก่อนจะได้เห็นว่าคุณผู้หญิงของบ้านวรโชติก็ยืนอยู่ตรงนั้น วริณสิตาเบิกตากว้างก่อนกระพุ่มมือไหว้อีกฝ่ายทันควัน


            “สวัสดีค่ะ” สาวน้อยรีบเอ่ย พอๆกับพยุดาที่แม้จะงงแต่ยกมือไหว้สายสุนีย์ด้วย คุณผู้หญิงแห่งบ้านวรโชติยิ้มให้บางๆก่อนเดินเข้ามาหา


            “คุณสายสุนีย์เขาเป็นคนเจอสร้อยของจิ๊บแล้วเก็บไว้ให้น่ะ” การนนท์บอก วริณสิตาได้แต่เบิกตาน้อยๆอีกหน หันกลับไปมองสายสุนีย์


            “เอ่อ...” แล้วก็ไม่รู้จะพูดหรือทำอะไรได้มากไปกว่าการยกมือไหว้แล้วขอบคุณเขาอีกครั้ง วริณสิตาเอ่ย “หนู...ขอบพระคุณคุณสายสุนีย์มากค่ะ”


คุณผู้หญิงแห่งบ้านวรโชติพยักหน้าน้อยๆให้เธอก่อนถาม


            “ฉันขอคุยกับหนูตามลำพังสักครู่ได้ไหมจ๊ะ?”


            “คะ?”


ไม่ทันที่วริณสิตาจะได้ตอบ เสียงการนนท์ก็เอ่ย


            “ยายแว่น มานี่มา” แล้วหนุ่มน้อยก็ลากสาวแว่นคู่ปรับออกไปทิ้งให้วริณสิตากับป้าสะใภ้ของตัวเองได้อยู่กันตามลำพัง สายสุนีย์เดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนใกล้ๆ


            “มือหนูเป็นยังไงบ้าง เจ็บมากหรือเปล่า” คุณผู้หญิงแห่งบ้านวรโชติเริ่มถาม  


            “เอ่อ...” สาวน้อยได้แต่กะพริบตา นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งล่ะมั้งที่เขาอุตส่าห์มาถึงมหาวิทยาลัยเธอ ความรู้สึกปลื้มๆเกิดขึ้นในใจสาวน้อยเมื่อคิดถึงว่า ผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ช่างดีจัง เขาทั้งสวย ทั้งสง่า วาจาดีแถมยังใจดีอีกด้วย! วริณสิตายิ้มกว้างสดใส


            “ไม่หรอกค่ะ หายเจ็บไปตั้งเยอะแล้ว”


            “อืม ได้ยินอย่างนั้นฉันก็เบาใจ แต่ฉันก็ต้องขอโทษนะจ๊ะ ที่วันนี้ไม่มีของอะไรติดไม้ติดมือมาเยี่ยมหนูเลย”


            “ไม่หรอกค่ะ ไม่เป็นอะไรเลย” วริณสิตาส่ายหน้าจนผมกระจาย “แค่คุณสายสุนีย์เก็บสร้อยหนูได้ แล้วอุตส่าห์นำมาคืนให้ หนูก็ไม่รู้ว่าขอบพระคุณคุณยังไงแล้ว”


ประกายในตาคนฟังลงไปทันใดแต่สาวน้อยที่กำลังอุ่นซ่านกับความรู้สึกปลื้มๆในหัวใจก็ไม่ได้สังเกตเห็นสักนิด


            “เอ่อ...มะ...ไม่เป็นไรจ้ะ ว่าแต่...สร้อยนั่น...มันสำคัญมากหรือ”


            “คะ?”


            “คือฉันเห็นหนูดีใจเสียขนาดนั้น ฉันก็เลย...”


            “อ๋อ...” วริณสิตาร้อง “ค่ะ สำคัญมาก เพราะมันเป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวของยายหนูค่ะ”


สาวน้อยก้มมองล็อกเก็ตอันเล็กในมืออีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะเปิดดูรูปของยายที่อยู่ข้างใน ตอนที่สร้อยหายกลัวแทบตายว่าจะไม่มีวันได้คืนอีกแล้ว...ของสำคัญของเธอ วริณสิตาคลี่ยิ้ม อิ่มเอมในความรู้สึก


            “นี่ไงคะ ยายของ”


            “ฉันว่าฉันมานานแล้วนะ คงต้องกลับสักที!” สายสุนีย์ดีดตัวลุกขึ้นโดยไวส่งผลให้คนที่กำลังจะยื่นล็อกเก็ตให้ดูต้องชะงัก วริณสิตาชักมือกลับ


            “เอ่อ...ค่ะ หนู...ขอบพระคุณคุณสายสุนีย์อีกครั้งนะคะ” วริณสิตายกมือไหว้ แต่หนนี้คุณผู้หญิงแห่งบ้านวรโชติก็ไม่ได้มองเธอแล้ว สายสุนีย์ตั้งท่าเหมือนจะก้าวยาวๆจากไปแต่ทว่า...จู่ๆเขาก็หยุด แล้วหันกลับมา


            “จริงสิ ฉันมีอะไรจะให้หนูด้วยนี่!”




เย็นวันนั้นวริณสิตากลับมาด้วยรอยยิ้มสดใส พอลงรถได้ตรงก็รี่เข้าไปนางบัวศรีที่เรือนครัวทันที


            “ป้าบัวศรีจ๋า ป้า! ป้าอยู่ไหนจ๊ะ?” วริณสิตาตะโกนแจ๋วๆ และเพราะความสดใสในกระแสเสียงของเด็กสาวก็ดูจะทำให้คนถูกเรียกคล้ายจะเลือนๆความมึนตึงก่อนหน้าไปอย่างไม่รู้ตัว นางบัวศรีชะโงกหน้ามาจากเคาเตอร์ทำครัวเมื่อได้ยิน


            “เอ้อ! อะไรกันเนี่ยเจ้าจิ๊บ เอะอะเสียงดังลั่น”


            “ดูนี่สิจ๊ะ ดูนี่” สาวน้อยยิ้มร่า ซอยเท้าถี่ๆเข้ามาหาก่อนชูมือน้อยๆไปเบื้องหน้านางบัวศรี “ดูสิ จิ๊บได้สร้อยของจิ๊บคืนแล้วนะ!”


สีหน้านางบัวศรีเปลี่ยนไปทันทีเมื่อสาวน้อยโชว์สร้อยหราด้วยใบหน้ายิ้มแป้น


            “นี่...ไปเอามาได้ยังไง อย่าบอกนะว่าเจ้าไป”


            “การนนท์จ้ะ การนนท์เขาเป็นคนช่วยไปตามหามาให้จิ๊บ”


ชื่อนั้นดูจะมีความหมายที่ทำให้นางบัวศรีโล่งใจลงไป แต่ทว่า...


            “แต่คนที่เป็นคนเจอแล้วเก็บสร้อยจิ๊บได้คือคุณสายสุนีย์นะจ๊ะ”


            “อะไรนะ?” นางบัวศรีเหมือนจะร้องคราง แต่สาวน้อยก็ไม่ได้สังเกตเพราะความปริ่มเปรมยินดีมีมากกว่า


            “คุณสายสุนีย์จ้ะ” วริณสิตาว่าต่อ “คุณสายสุนีย์ท่านเป็นคนเก็บสร้อยของจิ๊บได้ แล้วก็...อุตส่าห์เอาคืนให้จิ๊บด้วยตัวเองเลยนะ”


            “อะไร?! ก็ไหนบอกว่าคุณการนนท์เขาเป็นคนเอามาคืนให้”


            “จ้ะ แต่คุณสายสุนีย์ก็มาด้วย ท่านยังถามจิ๊บเลยนะจ๊ะว่ามือเป็นยังไงบ้าง” สาวน้อยยิ้มปลื้ม “คุณสายสุนีย์เนี่ย เป็นคนดีจริงๆเลยนะจ๊ะ ทั้งสวย ทั้งดี”


            “เฮอะ! เป็นเด็กเป็นเล็กน่ะจะไปรู้อะไร คนเรามันรู้หน้าไม่รู้ใจหรอก!” นางบัวศรีว่าออกมา สะบัดหน้ากลับไปทำครัวด้วยทีท่ามึนตึง


            “แต่...แต่คุณสายสุนีย์เขาเป็นคนดีจริงๆนะจ๊ะ” วริณสิตายืนยัน เธอไม่เข้าใจหรอกว่านางบัวศรีเป็นอะไร แต่สาวน้อยแน่ใจว่าคุณผู้หญิงคนนั้นเป็นคนดี


            “แค่สร้อย! เขาอาจจะเก็บมาเสียไม่ได้ มันไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นคนดีเด่อะไร!”


            “ไม่หรอกนะจ๊ะ คุณสายสุนีย์คงตั้งใจเก็บจริงๆนะ ก็ท่านยังให้นี่กับจิ๊บมาเลย”ว่าแล้วสาวน้อยก็ดึงของบางอย่างออกมาให้นางบัวศรีดู และสิ่งที่ปรากฎอยู่ในมือสาวน้อยก็คือตลับไม้ตาลอันเล็กๆเขียนลายดอกไม้งดงามบนฝา


‘ถ้าสร้อยนี่สำคัญมากสำหรับหนู ฉันแนะนำให้เก็บใส่นี่เอาไว้ คราวหน้าคราวหลังจะได้ไม่หายยังไง’


 “คุณสายสุนีย์ท่านอุตส่าห์ให้มา ท่านแนะนำว่าให้จิ๊บเก็บสร้อยใส่ไว้ในตลับนี้จ้ะ” วริณสิตาบอก นางบัวศรีได้แต่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า มองตลับไม้ในมือสาวน้อย


“แล้วทำไมต้องเก็บใส่ เขาให้เหตุผลเจ้าไหมล่ะ?!” นางถาม


“ให้สิจ๊ะ” วริณสิตารีบตอบ “ท่านบอกว่าวันหลังจะได้ไม่หายอีก จริงๆก็ถูกของท่านนะจ๊ะ สร้อยจิ๊บก็เก่ามากจนขาดแล้วจริงๆ ถ้าขืนใส่ติดตัวไว้ตลอดอย่างเดิมแล้วเกิดไปหลุดหายที่ไหนอีกต้องแย่แน่เลย เนี่ย...เป็นของสำคัญที่ยายให้จิ๊บไว้ก่อนยายจะเสีย เป็นของดูต่างหน้า นี่ไงจ๊ะป้า มีรูปยายจิ๊บอยู่ในนี้ด้วยนะ” แล้ววริณสิตาก็เปิดล็อกเก็ตให้นางบัวศรีดูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเป็นการยืนยัน เห็นแล้วนางบัวศรีก็เกิดความรู้สึกกรุ่นๆอยู่ในใจพิลึกจนแทบระเบิด!


“ไปๆ ออกไปได้แล้ว!” นางบัวศรีประกาศ ท่าทีมึนตึงที่จู่ๆก็กลับมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ทำให้วริณสิตาหน้าเสีย


“ป้า...”


“ออกไปซี บอกให้ออกไปยังไง อย่ามายุ่งวุ่นวายในนี้!”


“ป้า...ป้าจ๊ะ จิ๊บไม่รู้ว่าป้าโกรธเรื่องอะไร แต่ถ้าป้าโกรธจิ๊บเรื่องที่จิ๊บตื้อป้าให้ช่วยหาไปสร้อย จิ๊บขอโทษนะจ๊ะ” สาวน้อยรีบพูด นึกถึงความเอาแต่ใจไม่เข้าท่าที่แสดงต่อคนสูงวัยกว่าตอนที่เธอดิ้นรนขอให้ไปหาสร้อยที่บ้านคุณอมร เธอรู้แล้วว่านั่นคือความผิด!


“จิ๊บขอโทษนะจ๊ะ จิ๊บผิดเองที่ตอนนั้นเอาแต่ตื้อโดยไม่คิดเลยว่าป้าจะลำบากใจขนาดไหน คราวหลังจิ๊บจะไม่เอาแต่ใจแบบนั้นอีกแล้วจ้ะ ป้าอย่าโกรธจิ๊บเลยนะ” ฟังคำเว้าวอนจริงใจกับเห็นดวงตาใสๆซื่อๆของเด็กสาว นางบัวศรีก็ได้แต่นิ่งอั้น นึกบริภาษตัวเองอยู่ในใจว่า นี่นางเป็นอะไร แยกแยะเรื่องอะไรไม่ออกเลยหรือ แทนที่จะเวทนาเมตตาสงสาร กลับไปโกรธไปเคืองมันทั้งที่มันไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยสักนิด!


นางบัวศรีเม้มปากจนแน่นก่อนตัดสินใจคว้าตัววริณสิตามากอด


“ป้าขอโทษนะลูกเอ้ย!” นางบอกเมื่อคลายอ้อมกอดสาวน้อย เด็กสาวงงหน่อยๆ


            “เอ่อ...ป้า...ป้าไม่โกรธจิ๊บแล้วใช่มั้ยจ๊ะ”


            “ฮื้อ! ไม่โกรธแล้ว” นางบัวศรีว่า กอดวริณสิตาแรงๆไปอีกหนด้วยข้อหาไม่มั่นใจคำพูดกันซะงั้นก่อนนางจะจ้องตา เอ่ยกับสาวน้อยจริงจังว่า “แต่ป้าขอนะลูก อนาคตถ้าป้าบอกป้าสอนอะไรขอให้เชื่อป้า อย่าดื้อ ป้าน่ะเห็นเจ้าตั้งแต่ตัวน้อยๆ ป้าก็รักก็เอ็นดูเจ้าอย่างลูกอย่างหลานในไส้นะ”


“จ้ะ” วริณสิตารับคำเบาๆ เป็นฝ่ายโอบกอดร่างเจ้าเนื้อบ้าง สาวน้อยคลี่ยิ้มบางๆ วันนี้เธอได้สัมผัสความใจดีจากสตรีถึงสองคนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างได้อย่างไร้เหตุผล


บางครั้งนี่ ชีวิต...ก็โชคดีและสวยงามมากเลยจริงๆ


……………………………………………………………






Free TextEditor



Create Date : 29 เมษายน 2554
Last Update : 29 เมษายน 2554 16:15:51 น.
Counter : 1404 Pageviews.

6 comments
  
ทักทายตอนเย็นๆนะจ่ะ
โดย: ตะวันเจ้าเอย วันที่: 29 เมษายน 2554 เวลา:16:50:46 น.
  
อร๊ายยยยยยยยยยยยย ตาลุงพีเนี่ยยังงัยอ่ะ หูเบาโดนเป่าง่ายตล๊อดตลอด ไม่เหมาะจะเป็นพระเอกในยุคปัจจุบันเลย อิอิ

สายสุนีย์คือแม่หรอกเหรอเนี่ย หนุกหนานมากจ้า รออ่านตอนต่อไปน๊า อย่าให้เค้ารอนานนะจ๊ะ สู้ สู้
โดย: สายป่าน IP: 223.205.139.8 วันที่: 29 เมษายน 2554 เวลา:20:30:18 น.
  
หงุดหงิดคุณพีไม่หาย
แถมยังงงกับปฏิกิริยาของป้าบัวศรีอีก
โดย: ree IP: 183.89.128.15 วันที่: 29 เมษายน 2554 เวลา:22:46:47 น.
  
"เห็นมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ" ป้าแกต้องรู้แล้วสิว่าสายสุนีย์เป็นใครมาก่อน แต่จิ๊บเนี่ยมัวแต่ดีใจที่คนแก่มาดีด้วยเลยไม่สะดุดใจอะไรเลย

รอตอนต่อไปจ้า
โดย: จิงโกะ IP: 101.108.32.164 วันที่: 30 เมษายน 2554 เวลา:9:54:45 น.
  
สวัสดีจ้ะตะวันเจ้าเอย

คุณสายป่าน : ๕๕๕ เนาะๆ ขัดใจคุณพีจริงๆ ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจ จะพยายามไม่ให้รอนานจ้า

คุณree : ง่า...แฟนประจำของเรางงเหรอ

อ่ะ งั้นสปอยนิยายตัวเองเพื่อคุณ ree เลยค่ะ ทุ่มทุนๆ ก๊อปฏิกิริยาป้าบัวศรีที่เป็นอย่างงี้ก็เพราะ...

แบบที่คุณจิงโกะอธิบายเลยค่ะ ๕๕๕

คือด้วยความที่ป้าแกเป็นคนเก่าคนแก่ ป้าแกเลยรู้แหละว่าใครเป็นใคร แต่พูดไม่ได้ น้ำท่วมปาก เลยพาลขัดใจนางเอกว่า จะใสซื่อโลกสวยไปถึงไหนเนี่ย!!!

แฮะๆ เหตุผลก็ประมาณนี้แหละจ้า สปอยแล้ว ก็อย่าทิ้งกันไปนะจ๊ะ อาทิตย์นี้มีวันหยุด จะพยายามเข็นตอน 30 มาให้จ้า

คุณจิงโกะ : ขอบคุณค่ะที่มาติดตามถึงที่นี่
โดย: parinnada วันที่: 2 พฤษภาคม 2554 เวลา:14:58:27 น.
  
หาสร้อยเจอ
โดย: fon IP: 49.48.113.69 วันที่: 21 ตุลาคม 2554 เวลา:19:40:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments