All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๒๘(๒)

“อ๊าย! นี่มันอะไรกันคะพี?!” เสียงแหลมปรี๊ดที่กรีดเข้าไปในแก้วหูส่งผลให้คนมีอะไรจะพูดต้องชะงัก สาวน้อยชักมือออกจากมือของพีรพัฒน์ทันที แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น หทัยรักตรงปรี่เข้ามา สีหน้าบึ้งจัด


            “รัก” พีรพัฒน์เอ่ยเรียกอาคันตุกะสาวเบาๆ แต่ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะไม่เบากับเขาสักนิด


            “อะไรคะ!? นี่มันอะไรกัน!” สาวสวยว่า สะบัดหน้าจ้องมองวริณสิตาด้วยดวงตาแข็งกร้าว “กะอีแค่แก้วบาด มันจะอาการหนักถึงขนาดต้องป้อนข้าวป้อนน้ำกันเลยเรอะ จะสำออยไปรึเปล่า!”


วริณสิตาเบิกตา ปกตินี่ความอดกลั้นเธอมักจะสูงมากเป็นพิเศษ นั่นเพราะยายสอนมา ว่าให้อดทนต่อคำดูแคลนของคน! ก็ชีวิตขัดสนมันทำให้บางครั้ง ยายต้องไปหยิบยืมเงินจากเพื่อนบ้านมาเป็นค่าเทอมเธอบ้างเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้นเธอกับยายจึงต้องเผชิญถ้อยคำดูแคลนเสมอไม่มากก็น้อย ยายจึงคอยสอนเสมอ


            ‘จริงอยู่ที่เราจน แต่เราก็มีเกียรติของเรานะลูก’


แม้ตอนนั้นวัยจะยังไม่พ้นสิบขวบ แต่วริณสิตาก็จำได้ ว่าตัวเองยังเอียงคอถามไปเพราะไม่เข้าใจในคำว่า ‘เกียรติ’ ของยายนัก


            ‘เกียรติของเรา? ยังไงหรือจ๊ะ?’


รอยยิ้มบางๆเป็นอีกอย่างที่จำได้ดี น้ำเสียงนุ่มๆตอนยายพร่ำสอน อธิบายให้เธอเข้าใจ


            ‘ก็จิ๊บกับยาย สู้อดทนกันก่อนใช่ไหม เราสองคนช่วยกันทำงานหนักทุกอย่างตามเรี่ยวแรง ตามความสามารถของเราแล้วใช่ไหม เราจะพึ่งตนเองก่อนและไม่เคยขอร้องใครถ้าเรื่องนั้นไม่เหลือบากไปกว่าแรงของเราใช่ไหม นั่นคือเกียรติยังไงล่ะลูก เกียรติในแบบของคนจนอย่างเรา’


            ‘เกียรติ...ในแบบของเราเหรอจ๊ะ?’


            ‘ใช่แล้วลูก เกียรติในแบบของเรา แต่ถ้าวันหนึ่งมันถึงคราว ที่เราจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง เราก็ต้องรู้จักอดทนอีกเหมือนกัน จำเอาไว้นะลูก ยายจะสอน เกิดเป็นคนต้องรู้จักอดทนอดกลั้น กับงานหนักละหนึ่งอย่าง แล้วก็ความโกรธอีกหนึ่งอย่าง ชนะโกรธก็เท่าชนะตน เป็นสิ่งประเสริฐที่สุดนะลูกนะ จำไว้’


นั่นละ! วริณสิตาจำขึ้นใจและใช้คำสอนของยายมาตลอด แต่กับวันนี้ นาทีนี้ และคำว่า ‘สำออย’ คำนี้ สาวน้อยก็ชักไม่แน่ใจ! เพราะมันดูจะเป็นคำกล่าวหาเลวร้ายที่เหยียบย่ำกันมากเกินไปแล้ว! วริณสิตาเงยหน้าขึ้นมา จ้องตาหทัยรักด้วยแววกร้าว หนนี้คงพอที เธอจะไม่นั่งนิ่งๆให้ผู้หญิงที่สวยแค่รูปคนนี้ดูถูกอีกต่อไปแล้ว แต่ทว่า...


“นี่คุณพูดอะไรออกมาหทัยรัก” เสียงทุ้มเข้มจัดที่ขัดขึ้นส่งผลให้สาวสวยสะบัดหน้ามาทันที วินาทีแรกหทัยรักเหมือนจะปรี๊ดแตกวีนหาเรื่อง แต่พอเห็นแววจริงจังในหน้าของพีรพัฒน์ หทัยรักก็เหมือนจะนึกอะไรได้


            ใช่! ก็อุตส่าห์วางมาดเป็นไฮโซมาตลอด แล้วไหงจู่ๆดันสติแตก พ่นคำจัดจ้านร้านตลาดใส่หน้านังเด็กนั่นได้ไง อ๊าย! ภาพพจน์ล่ะภาพพจน์?!


“เอ่อ...” สาวสวยต้องหาทางไปต่อทันที “โธ่! พี อย่ามองรักด้วยสายตาอย่างงั้นสิคะ!” คุณหนูมาดผู้ดีเริ่มโอดครวญ “นี่รักอุตส่าห์เป็นห่วงนะคะถึงได้มาเยี่ยมเช้าขนาดนี้ แต่ดูซิ! ไม่เห็นมีใครสนใจรักสักคน ขนาดรักขับรถมาเข้าจอดหน้าบ้านแล้ว พียังไม่ได้ยินเลย แล้วจะไม่ให้รักน้อยใจได้ไงคะ?” ว่าจบหทัยรักก็ฉวยโอกาสทรุดตัวลงนั่งข้างพีรพัฒน์ทันที น้ำตาใสๆประหนึ่งจะไหลเมื่อเชิดหน้า


            “ใช่สิคะ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครสนใจรักแล้วนี่ คิดดูเถอะ วันนี้แม้แต่ทานอาหารเช้า คุณพ่อยังไม่เรียกรักสักคำ เพราะอย่างงี้ไงคะ รักถึงต้องบากหน้ามาหาพี”  


ชายหนุ่มได้แต่ผ่อนลมหายใจหนักๆ ดูเหมือนหทัยรักเพิ่งจะให้เหตุผลในการมาบ้านเขาที่ขัดกันเองอยู่สองข้อ แต่ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะไม่รู้ จึงตั้งท่ากระเง้ากระงอดต่อ


            “ฮึ! พีน่ะคงไม่รู้เลยสินะคะ ว่ารักรู้สึกยังไงที่ต้องกลายเป็นหมาหัวเน่า เพราะดันใจอ่อนกับคำพูดของใครบางคนจนยอมให้คุณพ่อได้แต่งงานใหม่! คนใจร้าย!”


            “ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะรัก” พีรพัฒน์พูด ช่วยไม่ได้เลยที่ต้องเอ่ยไปเช่นนั้นเมื่อหทัยรักดันจะบ่งเสียอย่างงั้น ว่าที่ตนต้องตกอยู่ในสถานภาพ ‘ไม่ได้รับความสนใจ’ ก็เป็นเพราะเขาที่ไปช่วยคุณอมรพูด! ชายหนุ่มรู้สึกยุ่งยากใจ และแน่นอนว่าโอกาสทองแบบนี้หทัยรักก็ไม่ยอมที่จะพลาด สาวสวยผินหน้ากลับมา นัยน์ตายังรื้น


“งั้นพีก็อย่าต่อว่ารักด้วยสายตาแบบนั้นสิคะ ตอนนี้รักไม่มีใครแล้วนะ”


พีรพัฒน์พูดไม่ออก ประโยคนั้นมันฟังเป็นคำออดอ้อนแนวมัดมือชกเสียจนรู้สึกแปลกปร่า ตัดสินใจหันไปมองเด็กในปกครองก็ดันได้เห็นว่า แม่สาวน้อยจ้องนั้นมา แล้วจู่ๆก็แกล้งเบือนหน้าเมินเขาซะอย่างนั้น!


อะไรกัน! อารมณ์นั้นชายหนุ่มหน้าบึ้งทันที ก็...ยายเด็กอวดดี! มีสิทธิ์อะไรมาเบือนหน้าใส่เขาแบบนี้เนี่ย?!


จังหวะนั้นนางบัวศรีกลับเข้ามาดูในห้องอาหารอีกครั้งพอดี หทัยรักจึงได้โอกาส หันไปสั่ง


            “อ่อนี่ แม่บัวศรี เดี๋ยวไปจัดอาหารเช้าสำหรับฉันอีกชุดหนึ่งนะ แล้วต่อไปก็จัดมาทุกวันด้วยล่ะ เพราะฉันจะมาทานอาหารเช้ากับคุณพีทุกวัน เข้าใจนะ”


“อ่า...” นางบัวศรีได้แต่กะพริบตา เอ่ออ่ากับคำสั่งนั้น ก่อนจะหันไปมองเจ้าของบ้านว่าเขาจะเอ่ยอะไรต่อคำสั่งการของอาคันตุกะสาวหรือไม่ แต่เมื่อท้ายสุดพีรพัฒน์ไม่เอ่ยอะไร นางจึงได้แต่รับคำไปตะกกุกตะกัก “อ่า...ค่ะๆ ได้ค่ะ”


หทัยรักยิ้มกว้าง หันกลับไปทางพีรพัฒน์ทันที


            “ขอบคุณนะคะพี คุณเนี่ยใจดีกับรักที่หนึ่งเลย”


สาวน้อยได้แต่ก้มหน้า พยายามไม่นึกว่าพรุ่งนี้และ...ต่อไปอีกไม่รู้กี่เดือนกี่ปี มื้อเช้าของเธอจะเลวร้ายได้ขนาดไหน แต่นั่นอาจเป็นการคาดการณ์ที่ช้าไป เพราะจริงๆมันเริ่มเลวร้ายมาตั้งแต่เมื่อห้านาทีที่สาวสวยคนนี้แหย่เท้าเข้ามาในบ้านนี้แล้วต่างหาก!


            “อ่อ! นี่ เดี๋ยวซิแม่บัวศรี” แล้วเสียงหทัยรักก็ขัดขึ้นอีกเมื่อนางบัวศรีกำลังจะออกไปจัดอาหารมาให้อีกชุดตามสั่ง แม่บ้านวัยหกสิบห้าได้แต่ชะงักแล้วหันกลับไปถาม


            “เอ่อ...คะ? คุณรักต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือคะ?”


หทัยรักเชิดหน้า ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีกุหลาบเหยียดยิ้มชัดเมื่อเอ่ย


“เดี๋ยวช่วยพาวริณสิตาออกไปด้วยนะ เห็นอยู่ใช่มั้ยฮะ ว่าเขามือเจ็บ กินอะไรไม่สะดวก เพราะงั้นจะเอาไปป้อนข้าวป้อนน้ำที่ไหนก็ไป แต่อย่ามาปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นภาระเจ้าของบ้านเขาอย่างนี้ มันไม่เหมาะ เข้าใจรึเปล่า”


“ดิฉันอิ่มแล้วค่ะ!” วริณสิตาโพล่งขึ้นแล้วลุกทันที รู้ดีว่าการกระทำนั้นคงเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแน่ แต่ไม่ทันที่หทัยรักจะได้ฉวยโอกาสปรี๊ดแตก เสียงรถอีกคันที่แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านก็เป็นดั่งระฆังช่วยชีวิต


“ใครมา?”


            “อ่า...งั้น งั้นเดี๋ยวอิฉันจะออกไปดูให้นะคะ” นางบัวศรีรีบว่า กะจะปลีกตัวออกมาจากสถานการณ์เครียดๆ แต่ก็ไม่ทันที่นางจะได้ออกไปพ้นห้องอาหาร อาคันตุกะอีกคนที่มาใหม่ก็ดันถือวิสาสะเยี่ยมหน้าเข้ามาที่ประตูห้องอาหารแล้ว พีรพัฒน์รู้สึกหงุดหงิดบอกไม่ถูกทันทีขณะที่หทัยรักกลับรู้สึกสุดแสนปรีดาที่คนที่มาเป็นเด็กหนุ่มคนนี้


            “อ้าว! นี่เธอเองหรอกเหรอเนี่ย มาได้ยังไงกันฮะ นายนนท์” หทัยรักทักเสียงใส การนนท์ดูจะชะงักไปนิด แต่ในที่สุดหนุ่มน้อยก็ยกมือไหว้


            “สวัสดีครับ ผมมาเยี่ยมจิ๊บ”  


            “แหม! ไม่ต้องบอกก็รู้จ้ะ ขนมนมเนยซะกระเช้าใหญ่ขนาดนั้น” หทัยรักว่า แสร้งหันไปทางชายหนุ่ม “นี่เห็นเย้วๆมาตั้งแต่เด็กนะคะพี เพิ่งจะรู้ว่าน้องชายรักเขาน่ารักก็วันนี้ ดูซิ รู้จักเป็นห่วงสาว!” แล้วหทัยรักก็หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขเสียเต็มประดา ทั้งๆที่ไม่มีหน้าไหนอยู่ในอารมณ์จะยิ้มกับเจ้าหล่อนได้สักนิด!


การนนท์เดินเข้ามาหาวริณสิตา


            “เอ่อ...จิ๊บเป็นไงมั่งล่ะ” หนุ่มน้อยถาม แต่แล้วเสียงแหลมๆก็ยังดังขึ้นอีก


            “อุ๊ย! แหม ไม่ต้องใจร้อนจ้ะ พี่ว่าเธอออกไปหาที่นั่งคุยกันข้างนอกดีไหมจ๊ะ จะได้คุยกันได้ตามประสาไง!”


วริณสิตาสูดลมหายใจ พยายามมากมายที่จะอดกลั้น นาทีนั้นไม่หันไปมองผู้ปกครองแม้แต่นิด


            “การนนท์ เราไปที่สนามกันมั้ย”


            “อือ” และเมื่อเพื่อนหนุ่มพยักหน้า วริณสิตาก็หมุนตัวจะออกไป แต่ทว่า...


            “อ้อ! วริณสิตาจ๊ะ ยังไงถ้ามือเธอเจ็บทานข้าวไม่สะดวกเนี่ย ลองให้นายนนท์เขาช่วยป้อนก็ได้นะ สนิทกัน คงไม่ขัดเขินกันหรอกมั้ง จริงไหมจ๊ะ?!”


 


เมื่อได้ทรุดตัวลงนั่งที่ชุดรับแขกสีขาวในสนาม วริณสิตาก็ทำหน้าไม่เสบยเอาเสียเลย เห็นอย่างนั้นการนนท์ก็ชักอยู่ไม่สุข


            “เอ่อ...จิ๊บ...เป็นอะไรรึเปล่า” หนุ่มน้อยเลียบๆถาม


            “หืม? แผลน่ะเหรอ ยังเจ็บนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรแล้วแหละ” วริณสิตาตอบ เหมือนเธอนั้นจะเข้าใจว่าเขาถามเรื่องแผล แต่จริงๆแล้วการนนท์หมายถึงเรื่องคำพูดของหญิงสาวที่มีศักดิ์เป็นพี่เขาด้วย เพราะแม้ถ้อยคำที่หทัยรักพล่ามออกมาจะฟังหวานหูด้วยหางเสียงจ๊ะจ๋า แต่ต่อให้ใครหน้าไหนได้มาฟัง ก็รู้ทั้งนั้นว่าคนพูดมิได้พูดไปเพราะความเอ็นดูเลย การนนท์ยิ้มเจื่อน


            “อืม...พี่รักเขาก็เป็นอย่างงั้นแหละ ปากร้ายนิดๆ จิ๊บอย่าคิดมาก”


วริณสิตาได้แต่คลี่ยิ้มแผ่วๆ ไม่ใช่เรื่องวาจาร้ายๆของหทัยรักเท่านั้นที่รบกวนใจสาวน้อย แต่การนนท์ไม่รู้เรื่องนั้น ยิ่งเห็นเพื่อนสาวนั่งหงอยยิ่งกว่าอะไร ใจก็ยิ่งไม่ดี


            “เอ่อ นี่! กินหนมมั้ย? อ่ะ!” ว่าแล้วก็จรลีแกะเปลือกช็อคโกแลตแท่งที่ตั้งใจเอามาฝากยื่นไปให้ แต่วริณสิตากลับมองมือหนาๆของเขาแล้วทำหน้าพิพักพิพ่วนไม่ไว้ใจส่งผลให้การนนท์ต้องร้อง


“ฮึย! บ้า แกะให้เฉยๆน่า เราไม่ป้อนจิ๊บหรอก ไม่เคยป้อนอาหารคน ปรกติป้อนแต่หมา” การนนท์ว่าเข้าไปนั่น แต่มันทำให้สาวน้อยหัวเราะกิ๊ก


            “ขอบใจนะ” วริณสิตาว่าก่อนยอมรับช็อคโกแล็ตมากิน กินไปก็ครุ่นคิดว่าจะขอให้คนตรงหน้าช่วยเรื่องตามหาสร้อยดีไหม หลังจากที่โดนนางบัวศรีเอ็ดไปวริณสิตาก็ตระหนักว่า เธอคงต้องคิดให้มากขึ้นในการจะขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ใช่สักแต่จะยืดความร้อนรนใจของตนเท่านั้น


            “การนนท์...เธอช่วยอะไรเราสักอย่างได้รึเปล่า” วริณสิตากล่าวค่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าหนุ่มน้อยก็ตอบทันใด


            “อืม! หลายอย่างก็ได้ ว่ามาสิ”


แล้ววริณสิตาก็เล่าเรื่องสร้อยคอที่หายซึ่งรบกวนใจเธออย่างหนักพร้อมปิดท้ายด้วยการขอให้การนนท์ช่วยเธอในเรื่องนี้


            “โธ่! เรื่องแค่นี้ ทำไมจะไม่ได้เล่า”


            “จริงนะ?”


            “เอ้า! จริงดิ เราพาจิ๊บไปหาตอนนี้เลยยังได้”


วริณสิตายิ้มกว้าง เมื่อเห็นทางจะตามหาสร้อยคืนได้สาวน้อยก็ดีใจมากเสียจนเผลอตัวไปคว้ามือการนนท์ไว้ด้วยความขอบคุณ


            “ขอบคุณนะการนนท์ ขอบคุณมากๆ”


            “เอ่อ...มะ...ไม่เป็นไร” หนุ่มน้อยเกือบติดอ่าง แต่เมื่อตั้งสติได้ก็ตัดสินใจใช้โอกาส วางมือซ้อนมือบางๆของวริณสิตาก่อนจะเอ่ยอะไรปลื้มๆออกมา “เพื่อนกัน เรายินดีอยู่แล้ว!”


สาวน้อยยิ้ม หนุ่มน้อยก็ยิ้มตอบ


            “เออ! ว่าแต่ ต้องไปขออนุญาตคุณพีเปล่า ถ้าเราจะไปกันเนี่ย”


“อืม!” วริณสิตาพยักหน้า ดีดตัวลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เมื่อตั้งใจจะกลับเข้าไปในบ้านเพื่อขออนุญาตคุณพี แต่ทว่า...เพียงแค่หมุนตัวมา ร่างสูงสง่าของผู้ปกครองก็อยู่เบื้องหน้าเธอเสียแล้ว


เขาอยู่ตรงนั้น ด้านหลังวริณสิตากับการนนท์ นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่สีหน้าดูบึ้ง และแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่ข้างกายจะขาดหทัยรัก สาวสวยนัยน์ตาวาววับ ริมฝีปากรูปกระจับยิ้มพราย


“ต๊าย! ได้ยินแว่วๆ นัดกัน...จะออกไปเที่ยวกันหรือจ๊ะ?”


“เอ่อ...คือ” สาวน้อยอยากอธิบาย แต่ทว่า...


“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะไปไหนกัน!” นาทีนั้นผู้ปกครองประกาศ “แต่ฉันไม่อนุญาต หมดเวลาเล่นของเธอแล้ววริณสิตา ส่งเพื่อนกลับแล้วตามไปที่ห้องทำงานฉันเดี๋ยวนี้ ถึงเวลาที่เธอต้องเรียนกับฉันตามสัญญาสักทีแล้ว!”


วริณสิตาอ้าปากค้าง และผู้ปกครองก็ไม่มีการอยู่รอฟังอะไรทั้งสิ้น เขาหมุนตัวกลับเข้าบ้านด้วยสีหน้าบึ้งจัด เพียงหทัยรักเท่านั้นที่หัวเราะคิกคักก่อนหันกลับมา ขยิบตาและส่งเสียงสำทับเป็นครั้งสุดท้ายว่า


“เร็วนิดนึงนะจ๊ะ ฉันกับพีรออยู่!”


..............






Free TextEditor



Create Date : 17 เมษายน 2554
Last Update : 17 เมษายน 2554 19:54:14 น.
Counter : 1348 Pageviews.

4 comments
  
วันหยุดยาววววว มีมาให้อ่านพอหายคิดถึงหน่อยนึง ดีจังเลย

รอตอนต่อไปจ้า สู้ สู้
โดย: จิงโกะ IP: 182.53.25.109 วันที่: 17 เมษายน 2554 เวลา:20:16:50 น.
  
แอบมาอ่านที่นี่ แต่พออ่านแล้วก็เครียดจัด หงุดหงิดนายพีเป็นที่สุด ถ้ายอมให้คนอื่นมาเจ้ากี้เจ้าการบ้านตัว กับคนของตัวก็หมายความว่ายอมรับในสถานะคนสำคัญกลายๆ แล้วสิ แทนที่จะเอ่ยปากปกป้องคนของตัวเองบ้างก็ไม่มีเอาเสียเลย ตอนนี้พระเอกติดลบค่ะ
โดย: ree IP: 223.204.132.127 วันที่: 17 เมษายน 2554 เวลา:21:49:05 น.
  
อ๊าย ยายรักแร้โรคจิต นายพีก็เหลือเกินไม่ทัดทานอะไรสักคำ
คนเขียนกลับมาแล้ว ดีใจจัง
โดย: pseudolife (cruduslife ) วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:2:04:44 น.
  
ของหายที่ตามหา
โดย: fon IP: 49.48.113.69 วันที่: 21 ตุลาคม 2554 เวลา:19:08:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments