All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๒๑ (๑)
ตอนที่ ๒๑ (๑)

พีรพัฒน์ทิ้งน้ำหนักตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรงทันทีที่กลับเข้ามาในห้องทำงานของตนเอง
ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงานจังหวะเดียวกับที่ผ่อนลมหายใจออกไปยาวเหยียด

เฮ้อ! การทำงานที่ไม่ใช่ ‘ทาง’ ของตนเองนั้นเป็นเรื่องยากลำบากจริง
มากกว่านั้น ไอ้การประชุมเกี่ยวกับผลประกอบการของเอพีกรุ๊ปเมื่อช่วงบ่ายที่กินเวลาเข้าไปร่วมสี่โมงนั่นก็ดูพลังงานเขาไปมหาศาลจนบอกไม่ถูก

คิดแล้วก็ได้แต่หลับตานิ่งๆเป็นการพัก นึกอยู่ในใจว่าเมื่อไหร่นะ ที่เขาถึงจะชินและไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเรียนรู้งานของเอพีกรุ๊ปสักที

ถามตัวเองด้วยคำถามนี้ก็ทำให้ใจไผลนึกถึงใครบางคนจนได้


คนที่...วันนี้คงได้เริ่มต้นเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างสนุกสนาน


ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องทำงาน เห็นเข็มสั้นและยาวบอกเวลาว่าสี่โมงกว่าแล้ว

แล้วอย่างนี้เด็กคนนั้นเลิกเรียนและกลับบ้านถึงบ้านแล้วหรือยัง?

ไวเท่าความคิดเมื่อพีรพัฒน์หยิบมือถือขึ้นมาและกดโทร.เข้าบ้านสุริยะธาดา และแม่บ้านอย่างนางบัวศรีก็เป็นคนรับสายเช่นเคย

“สวัสดีค่ะ บ้านสุริยะธาดาค่ะ”

“ป้าบัวศรี นี่ผมเองนะ”

“อ้อ! คุณพีหรือคะ”

“ใช่ ลุงก้านออกไปรับวริณสิตากลับมาถึงบ้านแล้วหรือยัง?” เขาเอ่ยถาม

เมื่อวริณสิตาต้องไปเรียน ชายหนุ่มก็มอบหมายให้อดีตคนขับรถอย่างนายก้านได้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง
นั่นก็คือการขับรถไปรับไปส่งวริณสิตาที่มหาวิทยาลัย

“ค่ะ ตาก้านน่ะมันออกไปรอรับตั้งกะสามโมงกว่าๆแล้วล่ะค่ะ แต่กลับเข้ามาเมื่อตะกี้ ไม่มีเจ้าจิ๊บมาด้วยหรอกนะคะ เห็นคุยว่าเจ้าจิ๊บมันบอกต้องประชุมอะไรเชียๆรับน้งรับน้องของเขานั่นแหละค่ะ หกโมงกว่านั่นถึงจะเลิก”

“อืม...” เขาพึมพำในลำคอเชิงรับรู้ก่อนเอ่ย
“งั้นวานป้าบอกลุงก้านหน่อยแล้วกัน ว่าไม่ต้องไปรับวริณสิตาแล้ว เดี๋ยวผมจะแวะเข้าไปรับเขาเอง”

พูดจบพีรพัฒน์ก็วางสาย ความรู้สึกเหนื่อยๆหนักๆหายไปจนกลายเป็นดีดตัวลุกจากโต๊ะทำงานได้อย่างว่องไวเลยทีเดียว




“พี นั่นพีจะไปไหนหรือคะ?” เสียงหวานๆที่เอ่ยจากทางด้านหลังส่งผลให้พีรพัฒน์ต้องชะงักมือที่กำลังจะกดลิฟต์
ชายหนุ่มหันกลับมามอง แล้วเขาก็เห็นหทัยรักอยู่ตรงนั้น

สาวสวยกำลังก้าวเท้ายาวๆตามทางเดินตรงมายังหน้าห้องทำงานเขา ในมือของหญิงสาวถือแฟ้มเอกสารอยู่เล่มหนึ่ง

“นี่พีจะกลับแล้วหรือคะ?” หทัยรักถาม พีรพัฒน์ยิ้มให้เจ้าหล่อนบางๆตามวิสัยก่อนเอ่ยตอบ

“ใช่ ผมจะกลับแล้ว”

สาวสวยมุ่ยหน้า

“โธ่! รักว่าจะมาคุยกับคุณเรื่องผลประกอบการที่ดีมากในไตรมาสที่แล้วสักหน่อยเชียว ทำไมวันนี้ถึงกลับเร็วจังล่ะคะ?”

สี่โมงกว่านี่น่ะรึ?

พีรพัฒน์หัวเราะในคอเบาๆ สารภาพกันตรงๆ ด้วยตำแหน่งผู้ถือหุ้นเหมือนกัน เขาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเวลาในการทำงานของสาวสวยตรงหน้าสักเท่าไหร่หรอก
เพราะมันไม่ได้เท่ากันเลยในแต่ละวัน บางครั้งหทัยรักก็ออกไปเสียตั้งแต่ก่อนเที่ยงด้วยซ้ำ แต่ไหงวันนี้เกิดอยากขยันล่วงเวลาขึ้นมา

“เอ่อ...ผมว่าเอาไว้พรุ่งนี้เถอะนะรัก แค่ประชุมผู้ถือหุ้นเกือบสี่ชั่วโมง ผมก็มึนแล้วล่ะ”

หทัยรักหัวเราะคิก คิดว่าคนตรงหน้าแค่พูดขำ

“แหม...อะไรกันคะ ว่าแต่ที่บอกจะกลับเนี่ย พีจะกลับไปบ้านหรือว่าจะกลับไปทำงานต่อที่พีแอลเอสของพีล่ะคะ”
หทัยรักเหมือนถามดักเพราะพักหลังมานี้พีรพัฒน์มักจะทำอย่างนั้นเสมอๆ
เวลาทำงานส่วนใหญ่ในช่วงกลางวันเขาจำต้องให้กับอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่างเอพีกรุ๊ป
และหลังจากสี่หรือห้าโมงเย็นเป็นต้นไปนั่นแหละถึงจะได้เข้าไปดูที่บริษัทเล็กๆอย่างพีแอลเอสของตัวเองบ้าง แต่...


นั่นไม่ใช่สำหรับวันนี้หรอก


พีรพัฒน์ยิ้มบางๆ

“เปล่าหรอก” เขาบอก “แต่ผมว่าจะไปรับวริณสิตาที่มหาวิทยาลัยสักหน่อย วันนี้เขาเพิ่งไปเรียนเป็นวันแรก”

จังหวะที่เอ่ยประโยคนั้นชายหนุ่มหันไปอีกด้านเพื่อกดลิฟต์
จึงไม่ทันได้เห็นว่าดวงหน้าสวยผุดผาดเปลี่ยนจากยิ้มแย้มอ่อนหวานเป็นงอง้ำไม่พอใจทันที

“เอ๊ะ! นี่คุณส่งยาย...เอ่อ...เด็กคนนั้น ไปเรียนแล้วหรือคะ” หทัยรักขมวดคิ้ว
“ทำไมล่ะคะ ตอนแรกรักคิดว่าคุณจะให้รักช่วยหาที่เรียนให้เด็กนั่นเสียอีก”

พีรพัฒน์หันกลับมา รู้ทันทีว่าสร้างความขุ่นเคืองให้สาวสวยตรงหน้าเสียแล้ว
แต่ที่จริงจะว่าไป เขาก็ยอมรับว่าที่หทัยรักโกรธก็เป็นความผิดของเขา
ก็เขาดันปากไว ไปคิดกะเกณฑ์แนวทางให้วริณสิตาตั้งแต่ต้นโดยไม่ได้พูดคุยอะไรสาวน้อยคนนั้นก่อนสักคำ
เพราะอย่างนั้นตอนนี้เขาก็ต้องรับผลกรรมจากคำพูดของตนเอง

“ผมต้องขอโทษคุณจริงๆรัก” พีรพัฒน์กล่าว
“แต่ตอนที่ขอร้องให้คุณช่วย ผมไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นเขาสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว”

“อ้อ!” หทัยรักเชิดหน้า
“แล้วหน้าตาโง่ๆ...เอ่อ...รักหมายถึงว่า แล้วหน้าตาซื่อๆอย่างนั้นน่ะค่ะ สอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนได้ล่ะคะ?”

สาวสวยถาม แอบหวังอยู่ในใจ ถ้านังเด็กนั่นเกิดฉลาดสอบติดมหาวิทยาลัยได้เองละก็ ขอให้มันเลือกสอบไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไกลๆ บ้านนอกๆ ให้สุดหูสุดตาเถอะ!

แต่ทว่า...ทันทีที่พีรพัฒน์บอกชื่อมหาวิทยาลัย ความหวังของหทัยรักก็โดนขยี้ไปจนกลายเป็นขี้ผง!

“อะไรนะคะ!?”

พีรพัฒน์ได้แต่กะพริบตาเมื่อสาวสวยตรงหน้ากรีดเสียงขึ้นและไม่ลดระดับลงเลย

“ยายเด็กนั่นสอบติดมหาวิทยาลัยเก่าของเรางั้นหรือคะ?”

“ใช่ แต่เขาสอบเข้าเรียนในคณะเกษตรน่ะ” ชายหนุ่มบอก นึกสงสัยว่าเมื่อไหร่ลิฟต์จะมาสักที

หทัยรักต้องใช้เวลาตั้งสติเกือบอึดใจกับคำบอกนั้น

คณะเกษตรงั้นหรือ? นาทีนี้นอกจากความขุ่นข้องหมองใจแล้วความสงสัยว่าผู้ชายตรงหน้าโง่หรือบ้ายังเต้นระริ้วในใจด้วย

“คณะเกษตร งั้นพีก็ส่งเสียให้เด็กนั่นไปเรียนทำไร่ไถนางั้นหรือคะ?”

“ผมไม่อยากบังคับใจใครน่ะ”

“อ้อ!” หญิงสาวถึงบางอ้อ สุดท้ายก็ทำใจดีกับนังเด็กนั่นสินะ

หทัยรักแสร้งยิ้ม

“แหม! พีเนี่ย ใจดีแบบนี้เสมอเลยนะคะ อือ...จะว่าไป น้องชายที่เป็นญาติห่างๆของรักเขาก็เพิ่งเข้าเรียนคณะเกษตรเหมือนกัน
บางทีพวกเขาอาจจะรู้จักกัน เป็นเพื่อนกันไปแล้วด้วยละมั้ง”

พีรพัฒน์ได้แต่นิ่งฟัง

“ผมก็ไม่รู้หรอก”

“ถ้างั้น ตอนนี้รักไปกับพีด้วยได้หรือเปล่าคะ?”

อะไรนะ?

ชายหนุ่มยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ลิฟต์ที่กดเรียกไว้ก็มาถึงและส่งเสียงดัง ‘ติ๊ง’

“พอดีรักก็อยากจะไปดูเหมือนกันว่าวริณสิตากับตานนท์น้องชายของรักเขาจะรู้จักกันหรือยัง ยังไงเดี๋ยวพีช่วยรอรักแป๊บหนึ่งนะคะ รักขอกลับไปเอากระเป๋าที่ห้องทำงานก่อน แป๊บเดียว”

ว่าแล้วสาวสวยก็หมุนตัวกลับไปตามทางเดินทันทีโดยที่ไม่ปล่อยให้พีรพัฒน์ได้พูดอะไรสักอย่าง
แต่ว่านาทีนั้น คุณอิงอรเลขาฯส่วนตัวของเจ้าหล่อนก็โผล่ออกมาตรงหัวมุมทางเดิน

“คุณรักคะ” เลขาฯเอ่ยเรียกก่อนยื่นซองสีน้ำตาลส่งให้เจ้านายสาว
“เอกสารจากสำนักงานนักสืบวรพลค่ะ”

ดูเหมือนประโยคนั้นจะมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อคนที่อยากจะตามเขาไปมหาวิทยาลัยด้วย
หทัยรักฉวยซองเอกสารไปจากมือของอิงอรโดยไว

“แล้วคนที่เอาซองนี้มาส่งให้ล่ะ ยังอยู่มั้ย?”

“ค่ะ อรให้รอพบคุณรักอยู่ที่ห้องทำงานค่ะ”

เท่านั้นเองสีหน้าของหทัยรักก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที หันกลับมามองหน้าพีรพัฒน์

“เอ่อ รักต้องขอโทษพีด้วยนะคะ บังเอิญว่า รักมีธุระด่วนกะทันหันค่ะ”
สาวสวยพูดอย่างกับเรื่องนั้นเป็นสิ่งความผิดพลาดที่อาจทำให้พีรพัฒน์โกรธเคืองเธอได้ แต่ชายหนุ่มแค่คลี่ยิ้มบางๆ

“ไม่เป็นไรหรอก” เขาบอก

“ธุระของคุณต้องสำคัญมากๆอยู่แล้ว ไม่เป็นไรเลย รัก”




นานมากแล้วเหมือนกันที่พีรพัฒน์ไม่ได้กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัยเลยนับตั้งแต่เรียนจบไป
สถานที่ ตึกเรียน อาคารต่างๆดูเปลี่ยนไปบ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดที่จะลบเลือนความทรงจำในวันเก่าที่เคยร่ำเรียน ใช้ชีวิตสนุกสนานในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถึงสี่ปีเต็ม

พีรพัฒน์ตัดสินใจจอดรถไว้ในบริเวณพื้นที่ของคณะเก่าของเขาเพราะจำได้ว่าคณะวิศวะฯน่ะอยู่ไม่ไกลกับคณะเกษตรสักเท่าไหร่

ชายหนุ่มเดินเรื่อยๆ ค่อยๆซึมซับบรรยากาศความทรงจำในวันเก่าๆไป ไม่นานเท่าไหร่ก็เข้าในอาณาบริเวณของคณะเกษตร

และก็ไม่ยากเลยที่พีรพัฒน์จะรู้ได้ว่าเด็กในปกครองของเขาอยู่ที่ไหน

การประชุมเชียร์ของเด็กปีหนึ่งนั้นเกิดขึ้นบริเวณลานกว้างของคณะ
หนุ่มสาวหน้าละอ่อนนั่งกันสลอนเป็นระเบียบ
มีบรรดารุ่นพี่ที่แต่งชุดนักศึกษาถูกระเบียบเปี๊ยบยืนล้อมรอบด้วยสีหน้าสุดเคร่งเครียด


พีรพัฒน์หัวเราะเบาๆ ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวและเริ่มต้นเฝ้าดู


รุ่นพี่หน้าโหดที่อยู่ในบทบาทสตาฟเชียร์สุดเข้มงวดกำลังตะโกนว้ากๆสร้างความกดดันใส่เด็กน้อยปีหนึ่งด้วยการให้ลุกขึ้นมาทีละคน
แล้วตะโกนแนะนำตัวต่อพี่ๆและเพื่อนๆ

คนแรกเป็นสาวน้อยผมเปีย สวมแว่น หน้าตาดูตื่นๆ

“หนูชื่อ พยุดะ”
“ไม่ได้ยิน!”

แม่สาวน้อยผมเปียที่น่าสงสารโดนตวาดเสียจนต้องทำคอย่น หลับตาปี๋
พีรพัฒน์ได้แต่อมยิ้มแล้วส่ายหน้า
แม้จะคนละคณะ แต่รูปแบบในการปลูกฝังระบบโซตัสของที่นี่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

อืม! ไม่สิ พีรพัฒน์คิด บางทีการโดนตวาดเท่านี้อาจบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าประชุมเชียร์รับน้องสมัยเขาน่ะ

โหดกว่านี้เยอะ!

เพราะอย่างรับน้อง คณะเขาก็มีการวิ่งประเพณีที่ต้องวิ่งรอบมหาวิทยาลัยกันจนลิ้นห้อย
แต่ไอ้การวิ่งไป เหนื่อยไป โดนกดดันไปก็ทำให้เขาได้เพื่อนตายอย่างสมศักดิ์มาคนหนึ่งล่ะ

คนคิดได้แต่หรี่ตา

อือ! แต่ก็ยังคงว่าไม่ได้หรอก เพราะการรับน้องของคณะเกษตรก็เรียกได้ว่าขึ้นชื่อ
เขาเองไม่ได้อยู่คณะนี้ จะไปบอกว่านี่เป็นการกดดันระดับเด็กๆก็คงไม่ได้

ชายหนุ่มเฝ้าดูเงียบๆต่อไป
ดูเหมือนสาวน้อยผมเปียคนนั้นจะฮึดขึ้นมาเมื่อเสียงเล็กๆตะเบ็งขึ้นว่า

“หนูชึ่”

แต่ทว่า

“พูดอย่างเป็นทางการ คุณใช้คำว่าหนูเรอะ!”

หนนี้สาวน้อยผมเปียไม่ย่นคอแล้ว แต่สูดหายใจพรวด ก่อนตะโกนสวนสุดคอหอย

“ขอโทษค่ะ! ดิฉันชื่อ! นางสาวพยุดา! มณีรัตนา! ชื่อเล่นน้อยหนา! ภาควิชาพืชไร่! ปีหนึ่งค่ะ!”

“ดี!”

พีรพัฒน์หัวเราะขำ จะว่านึกสงสารเด็กน้อยปีหนึ่งไหมเขาก็บอกไม่ถูก รู้แต่ว่าการกดดันแบบนี้ บีบคั้นอย่างนี้ สุดท้ายจะกลายเป็นความผูกพันประทับใจที่ไม่มีวันเลือน

“คนต่อไป!”

ร่างบางกะจ้อยร่อยที่ดีดตัวลุกขึ้นมาต่อจากสาวน้อยที่ชื่อพยุดาทำให้คนที่เฝ้าดูต้องเลิกคิ้วขึ้นมา และจ้องตาไม่กะพริบ

...เด็กในปกครองของเขา...

“ดิฉันชื่อ นางสาววริณสิตา ใจภักดิ์ ชื่อเล่นวะ”

แต่จู่ๆสาวน้อยก็ชะงักเมื่อสายตาดันไปปะเข้ากับคนที่กำลังมองเธอพอดี

แค่เสี้ยววินาที พีรพัฒน์คลี่ยิ้ม โบกหลังมือให้ในท่าคล้ายปัดไล่แมลงวันก่อนปาดนิ้วผ่านคอทำนองบอกผ่านให้เป็นนัยว่า

‘พูดต่อไป ไม่งั้นตายนะ’

สาวน้อยเลยกลืนน้ำลายก่อนตะโกนต่อไป

“ชื่อเล่นว่า จิ๊บ! ภาควิชาพืชไร่ ปีหนึ่งค่ะ!”

แล้วผู้ปกครองก็แกล้งยกนิ้วโป้งชูให้ทันทีที่วริณสิตาพูดจบโดยไม่ได้รู้เลยว่า

ภาพเขาน่ะทำเอาใจสาวน้อย กระโดดพรวดไม่เป็นขบวนเลย!
.........................

สวัสดีค่ะ

หลังจากลงตอนที่ ๒๑ นี้แล้ว คนแต่งขออนุญาตหายไปนะคะ ไม่สามารถจะลงให้ติดๆกันอย่างนี้ได้อีกแล้วเนื่องจากว่า...

วันพักร้อนหมดแล้วค่ะ ต้องกลับไปทำงานแย้ววววว



Create Date : 13 กันยายน 2553
Last Update : 13 กันยายน 2553 10:37:01 น.
Counter : 1255 Pageviews.

3 comments
  
ขอบคุณค่ะ มาอัพให้เรื่อย ๆ ด้วนนะคะ
โดย: คนรักอ่าน IP: 10.1.15.236, 58.137.207.252 วันที่: 13 กันยายน 2553 เวลา:10:58:52 น.
  
รับน้องใหม่ภาควิชาพืชไร่
โดย: fon IP: 49.48.113.69 วันที่: 21 ตุลาคม 2554 เวลา:18:21:36 น.
  
อ่านหายใจไม่ทัน สงสารคนเขียน Emotion ที่ลูกตาเป็นวงเวียน ติ้ววว
เขียนได้ไง 4 ตอน 9 วัน เอาแต่ใจตัวเองเกินไปละ ขอบคุณมากๆ
โดย: อาราเร่ IP: 58.9.80.3 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา:23:02:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments