All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๑๗ (๑)

ตอนที่ ๑๗


                พีรพัฒน์เลี้ยวรถกลับเข้ามาที่บ้านสุริยะธาดาอีกครั้งก็เมื่อตอนเวลาเกือบหกโมงกว่าแล้ว นางบัวศรียังคงทำหน้าที่แม่บ้านได้ดีเยี่ยมเมื่อออกมายืนรับหน้าเจ้าบ้านอย่างกระตือรือร้นเฉกเช่นทุกวัน และทันทีที่ดับเครื่องยนต์สนิทชายหนุ่มก็เปิดประตูรถออกมา


                “ช่วยเอาแฟ้มพวกนี้ไปไว้ที่ห้องทำงานให้ผมหน่อยนะป้าบัวศรี” พีรพัฒน์บอกเนือยๆขณะเปิดประตูรถด้านหลังแล้วหยิบแฟ้มเอกสารสองสามแฟ้มส่งให้นางบัวศรีช่วยถือ วันนี้เขามีเอกสารหลายฉบับที่ต้องทำความเข้าใจ ก็เกี่ยวกับโครงการการสร้างอาคารชุดริมชายหาดที่พยายามจะทำความเข้าใจตั้งแต่ตอนกลางวันนั่นละ


                “ค่ะ ได้ค่ะ ว่าแต่คุณพีจะทานข้าวเลยหรือเปล่าคะ ป้าจะได้ตั้งโต๊ะให้”


พีรพัฒน์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น ทว่าเขากลับย้อนถาม


                “แล้ววริณสิตาล่ะ ยังไม่กลับมาหรือ”


“ค่ะ” นางบัวศรีตอบเพียงสั้นๆชายหนุ่มก็พยักหน้าเป็นอันว่ารับรู้ เพราะหลังจากที่เขาตามไปดูเด็กคนนั้นเพราะความเป็นห่วงของนางบัวศรี เขาก็โทร.มาบอกแล้วว่าวริณสิตาสบายดี แต่ก็มีเหมือนกัน...สิ่งที่ไม่ได้บอก


                “เอ่อ...ไม่รู้คุณรักเธอพาเจ้าจิ๊บไปถึงไหนนะคะ จะมืดจะค่ำแล้วยังไม่กลับกันมาเลย” นางบัวศรีเปรย เป็นห่วงไปตามประสาคนที่สูงวัยกว่า


                “ไม่เป็นไรหรอกป้า” ชายหนุ่มดันประตูหลังรถยุโรปคันหรูให้ปิดลง “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเขาก็กลับ”


แต่แม้จะบอกอย่างนั้น ลึกๆแล้วพีรพัฒน์ก็รู้สึกตะหงิดๆนิดๆเหมือนกัน เพราะแม้จะมั่นใจได้ล้านเปอร์เซ็นว่าไร้อันตราย แต่...แต่ไอ้เพื่อนของเขาเนี่ย มันพาวริณสิตาไปซื้อเสื้อผ้ากันถึงไหนต่อไหนนะ ทำไมถึงยังไม่กลับสักที!


เขาไม่รู้และรู้สึกหงุดหงิดใจ เพราะหลังจากที่หทัยรักบอกว่าตนไม่สามารถเลือกสรรเสื้อผ้าให้ถูกใจวริณสิตาได้และเสนอให้สมศักดิ์ช่วยแทน มันก็ดูเป็นเรื่องไม่เข้าท่าที่จู่ๆสมศักดิ์ต้องมารับหน้าที่หาซื้อเสื้อผ้าให้เด็กในปกครองของเขา แต่นาทีนั้นพีรพัฒน์กลับไม่รู้ว่าจะค้านความคิดนั้นอย่างไร


ในเมื่อตัวเด็กในปกครองของเขาเองนั่นละ ที่ไม่พูดอะไรสักคำว่าทำไมถึงไม่เลือกเสื้อผ้าอะไรสักตัวที่หทัยรักพาไปซื้อ


แล้วหลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่หทัยรักเสนอไว้ สมศักดิ์พาวริณสิตาไปหาซื้อเสื้อผ้า ส่วนเขาที่เคยบอกไปตอนที่ขอให้หทัยรักช่วยดูแลวริณสิตาว่าตัวเขาไม่สันทัดในเรื่องเสื้อผ้าของผู้หญิง เขาจึงถูกหทัยรักดึงไปด้วยกันกับเธอแทน และเรื่องต่อจากนั้นมันก็ยิ่งอิหลักอิเหลื่อในความรู้สึกหนักกว่าเก่า เพราะหทัยรักไม่ได้กลับเข้าบริษัทเพื่อทำงาน แต่เธอกลับลากเขาไปเดินตามหาคุณอมร


สีหน้าเจ้าหล่อนสุดแสนจริงจังยามแจงเหตุผลให้เขาฟังเสียงเครียดว่า


                ‘รักเห็นคุณพ่อเดินอยู่กับผู้หญิงค่ะ


                อือ...แล้ว? แม้นึกอยากจะถามไปตามนั้น เพราะไม่เข้าใจอยู่หน่อยๆว่าถ้าหทัยรักเห็นคุณอมรเดินอยู่กับผู้หญิงแปลกหน้า แล้วคนนอกอย่างเขาจะเกี่ยวอะไร แต่แน่ละ พีรพัฒน์ไม่ได้พูด เรื่องแบบนี้ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันออกจะไร้สาระนิดๆที่ต้องมาเดินตามหาคุณอมรไปด้วย แต่สำหรับหทัยรักมันอาจร้ายแรงต่อความรู้สึกก็ได้ เขาจึงยอมตามไป แต่ท้ายสุดหทัยรักก็ไม่พบใคร และกว่าที่เธอจะยอมถอดใจกลับเข้าไปบริษัทได้ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสาม ทว่านั่นก็ไม่มีประโยชน์เพราะเรื่องของคุณอมรทำให้เจ้าหล่อนไม่มีสมาธิทำงานอีกต่อไป เพราะอย่างนั้นที่พีรพัฒน์เคยตั้งใจว่าจะปรึกษาเรื่องโครงการฯจึงต้องหยุดไว้และนั่นก็เป็นเหตุให้เขาต้องหอบเอาเอกสารกลับมาทำความเข้าใจเองต่อที่บ้านอย่างนี้


                “อ่า...คุณพีคะ” จู่ๆคนที่เดินตามเขามาข้างหลังก็เอ่ยเรียก พีรพัฒน์หันมากลับ เลิกคิ้วขึ้นในทำนองถามว่านางบัวศรีต้องการอะไร


“สรุปแล้วคุณพีจะให้ป้าตั้งโต๊ะเลยหรือเปล่าคะ”


“เอาไว้ก่อนละกัน” เขาตอบเช่นนั้น “เอาแฟ้มไปไว้ให้ผมในห้องทำงานก็พอ เดี๋ยวผมจะทำงานต่ออีกหน่อย แล้วถ้าหิวผมจะลงมาบอกเองก็แล้วกัน”


พีรพัฒน์เงยหน้าขึ้นมาจากแฟ้มเอกสารเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะหิว ชายหนุ่มเหลือบตามองนาฬิกาเรือนใหญ่สีทองอร่ามที่แขวนบนผนัง เห็นเข็มยาวเข็มสั้นบอกเวลาว่าทุ่มกว่าๆ เขาหรี่ตา เกือบชั่วโมงแล้วที่เขากลับมาและนั่งทำงานต่อในห้องๆนี้ ทว่ายังไม่มีเสียงรถใครแล่นเข้ามาในบ้านสุริยะธาดาสักคัน และความจริงข้อนั้น...ก็ชักจะทำให้เขาหงุดหงิด!


ไอ้ซ้ง! มันไม่คิดจะโทร.มาบอกกันบ้างหรือไง ไปถึงไหน! พีรพัฒน์กระแทกแฟ้มเอกสารที่อ่านอยู่ให้ปิดลงอย่างค่อนข้างแรงเมื่อรู้สึกว่านี่มันชักจะเกินไปหน่อยแล้ว เขาฉวยมือถือขึ้นมา ฮึ่มๆอยู่ในใจว่าแม้จะเป็นเพื่อนรัก แต่งานนี้ก็ต้องด่าสักหน่อยแล้ว ทว่าไม่ทันที่ชายหนุ่มจะกดโทร.ออกจากชื่อสมศักดิ์ในลิสต์รายการสายที่รับ เสียงรถที่แล่นเข้ามาในบริเวณบ้านก็แว่วเข้าหูก่อน พีรพัฒน์ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานทันที เขาก้าวยาวๆมาหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง


                รถญี่ปุ่นสีบอร์นเงินเพิ่งแล่นเข้ามาจอดอยู่ตรงทางหน้าบ้าน อึดใจเดียวร่างบางๆก็เปิดประตูออกมา วริณสิตาก็ยังคงอยู่ในชุดเสื้อผ้าตัวเก่า แต่หนนี้ในมือของเด็กสาวหอบหิ้วถุงหลายใบ เรียกได้ว่าพะรุงพะรังทีเดียว


เขาเฝ้ารอดูอยู่นิ่งๆอย่างนั้น แต่แค่ไม่เกินนาทีพีรพัฒน์ก็เห็นเด็กในปกครองของตัวเองกระพุ่มมือไหว้ ปิดประตูรถ แล้วไม่ถึงอึดใจไฟท้ายรถสมศักดิ์ก็เลี้ยวออกประตูใหญ่ของบ้านสุริยะธาดาไปลิบๆเสียเฉยๆ


พีรพัฒน์ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นทันที


อะไรของมันวะนี่ อย่างนี้ที่ตั้งใจว่าจะด่าสักหน่อยก็ไม่สำเร็จน่ะซี! คนนึกรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ในที จึงกดมือถือในมือออกไปและรอให้คนอีกฝ่ายมันรับสาย ซึ่งก็ไม่ได้กินเวลามากมายไปกว่าเสียงสัญญาณที่ดังเพียงสองครั้งแค่นั้น


                “เออ ว่าไง” สมศักดิ์รับสาย และแน่นอนพีรพัฒน์ก็ไม่ได้รอช้าสักนิด  


                “นี่ใจคอเอ็งเนี่ย ไม่คิดจะเข้ามาทักทายเจ้าของบ้านเขาหน่อยรึไง ฮึ?” ชายหนุ่มเปิดฉากเหน็บทันที แต่คำตอบที่เพื่อนซี้ตอบกลับนี่สิ...


                “เฮ้ยเออ! โทษทีว่ะ ไม่ได้เข้าไปหา ข้ารีบ”


                ชักแอบจะสร้างปัญหา!


พีรพัฒน์ได้แต่เหลือกตาขึ้นฟ้าอย่างเซ็งๆ ก็ไอ้น้ำเสียงแบบนี้ ประโยคแบบนี้ แบบวาจาพาซื่อไร้การสะทกสะท้านเนี่ย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะไอ้ฝ่ายถูกเหน็บมันจะคิดไม่ทันหรือมันจงใจจะยวนกัน เขาก็สุดจะรู้!


                “แล้วจะรีบอะไรนักหนา บิดาหายรึงะ!”


“อ่ะ!” หนุ่มตี๋หัวเราะหึๆมาตามสายเมื่อจับได้กับอาการฟาดหางเล็กๆ “เออ! เอ็งก็เดาเกือบถูกแล้วล่ะไอ้พี แต่พอดีมันผิดที่ไม่ใช่บิดาว่ะ” สมศักดิ์ว่า “มารดาต่างหาก มารดาข้าโทร.ตามเรียกตัวกลับบ้านแล้ว เลยต้องรีบ เข้าใจ๋?”


                “เฮอะ! ก็เล่นหายหัวไปซะครึ่งค่อนวัน” กับประโยคบวกน้ำเสียงแบบนั้น ก็ไม่ยากเลยที่จะรู้ได้ว่าไอ้คนพูดน่ะคงฉุนอะไรอยู่ไม่น้อยเชียวละ รู้แล้วก็ตามเคย...อดไม่ได้


                “ทำไม” หนุ่มตี๋แสร้งย้อน “อารมณ์หวงลูกสาวหรือไงไอ้คุณพี”


                “บ้านเอ็งน่ะสิ!” แล้วก็ถูกบริภาษเข้าให้ แต่สมศักดิ์ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร กลับหัวเราะร่าอย่างถูกใจที่สามารถแหย่คนเล่นได้ พีรพัฒน์เลยได้แต่ต้องพยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดขัดหูไว้


                “มันไม่ใช่อารมณ์หวงเหิงอะไรเว้ย” ชายหนุ่มพยายามอธิบาย “แต่เอ็งต้องนึกบ้างว่ามันควรหรือเปล่าที่หายหัวไปโดยไม่มีการโทร.มาบอกอะไรสักคำ”


                “อ้อเหรอ” หนุ่มตี๋ลากเสียงยาวแบบสื่อความหมายว่า...


เชื่อเหตุผลที่เอ็งบอกไปเสียเต็มประดาแหละ!


พีรพัฒน์ได้แต่กระแทกลมหายใจอย่างหงุดหงิดแล้วจงใจเปลี่ยนเรื่อง


                “แล้วซื้ออะไรไปบ้าง จ่ายเงินไปเท่าไหร่ ข้าจะได้จ่ายคืนให้เอ็งถูก”


แต่ทว่า...


                “เฮ้ย! เรื่องงงเรื่องเงินอะไรไม่ต้องหรอกว่ะ จิ๊บจ๊อย ถือซะว่าข้าซื้อให้เป็นของรับขวัญหนูจิ๊บก็แล้วกัน”


                “เท่าไหร่...ไอ้ซ้ง” คราวนี้ถึงกับกัดฟัน แต่ผลก็มิได้ต่างไปเพราะเมื่อผู้ปกครองยิ่งเสียงเข้ม อีกฝ่ายก็ยิ่งหัวเราะขำ!


                “หึๆๆ...”


                “ไม่มีอะไรตลกเลยไอ้ซ้ง” พีรพัฒน์ว่า “เอ็งซื้อเสื้อผ้าอะไรให้วริณสิตาบ้างบอกมา ข้าจะได้คำนวณราคาคร่าวๆแล้วจ่ายเงินคืนให้”


                “เอ้อ!” สมศักดิ์ไม่วายจะแสร้งถอนใจ “ถ้าจะให้ข้าจาระไนว่าซื้ออะไรให้หนูจิ๊บบ้างเนี่ยก็คงบอกง่ายๆให้ว่า...ทั้งหมดแหละ”


แต่พีรพัฒน์ไม่เข้าใจประโยคนั้นเอาเสียเลย เขาคิดว่าอีกฝ่ายควรจะต้องตอบว่าซื้อเสื้อไปกี่ตัว กระโปรงกี่ตัวหรือกางเกงกี่ตัว ไม่ใช่เหมารวมด้วยคำว่า ‘ทั้งหมด’ ซึ่งจะทำให้เขาประเมินอะไรไม่ได้แบบนี้!


                “หมายความว่าไงวะไอ้ซ้ง ทั้งหมดของเอ็งเนี่ย”


“เอ้า! ไอ้นี่” หนุ่มตี๋ร้องเสียงสูง “ทั้งหมดก็คือทั้งหมดสิวะ คนเราใส่เสื้อผ้าอะไรที่ไหน ข้างนอกข้างใน ข้าก็ช่วยซื้อให้หนูจิ๊บทั้งหมดแหละ ครบเลย วันหลังจะได้ไม่เดือดร้อนไง”


เท่านั้นละ กระจ่างแจ้ง! ผู้ปกครองถึงกับร้อง ‘อะไรนะเสียงหลง


“นี่ นี่หมายความว่าเอ็งซื้อ”


แต่ไม่ทันจะโวยจบหนุ่มตี๋ก็ส่งเสียงขัด


“เฮ้ย! ไอ้พี สายซ้อนว่ะ แค่นี้ก่อนนะ หม่าม้าโทร.จิกแล้ว”


                “เดี๋ยวสิไอ้ซ้ง! ไอ้ซ้ง!” และก็ไม่ทันแล้วเพราะสมศักดิ์ตัดสายเขาทิ้งไปไวเสียยิ่งกว่าใช้เวลาในการจะจามสักหนึ่งฮัดเช้ยเสียอีก!


พีรพัฒน์งุ่นง่านกลับมา กระแทกตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานอย่างหงุดหงิด


                คนเราใส่เสื้อผ้าอะไรที่ไหน ข้างนอกข้างใน ข้าก็ช่วยซื้อให้หนูจิ๊บทั้งหมดแหละ...


“ไอ้บ้าเอ๊ย!” เขาได้แต่ฮึดฮัดนึกขัดใจยามนึกถึงใบหน้าแบบที่ยิ้มๆเป็นประจำร่วมกับคำพูดของอีกฝ่าย นึกแล้วก็บอกไม่ได้เลยว่านั่นคือเรื่องจริงหรือเป็นสิ่งที่สมศักดิ์แค่แหย่เล่น!


ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกไปอีกพรืดใหญ่เพื่อระบายความอัดอั้นก่อนเอ่ยปากอนุญาต


                “ครับ เชิญครับ” แล้วก็กลับไปวางท่าตั้งใจกับแฟ้มงานตรงหน้าก่อนที่บานประตูไม้ของห้องทำงานจะถูกดันเปิด ร่างเจ้าเนื้อของแม่บ้านวัยหกสิบห้าเดินเข้ามาพร้อมกับถาดใส่จานของว่างเป็นแซนวิชกับถ้วยกาแฟในมือ


                “ป้าเอาของว่างมาให้ค่ะ ไม่เห็นว่าคุณพีจะลงไปสั่งให้ป้าตั้งโต๊ะสักที ก็เลยกลัวว่าคุณพีจะทำงานเพลินจนลืมเวล่ำเวลาไปหรือเปล่า” นางบัวศรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบๆตามวิสัย ขณะที่คนมีศักดิ์เป็นนายไม่ได้เงยหน้าหรือหลุดจากมาดนักธุรกิจบ้างานสักนิด


                “อืม...ไม่หรอก” พีรพัฒน์แสร้งบอกปัด “ผมยังไม่หิวน่ะ ขอบคุณมากนะ”


ได้ยินอย่างนั้นนางบัวศรีก็ได้แต่ลอบถอนใจ อย่างนี้นั่นแหละคนหนุ่มๆ ช่วงร่างกายแข็งแรงก็มักจะโหมทำงานหนักเข้าไปไม่ใส่ใจสุขภาพ แต่อย่างว่าละ ไอ้คนแก่ๆแถมเป็นแค่บ่าวรับใช้อย่างนางนี่จะไปว่าอย่างไรเจ้านายเขาได้นอกจากจะห่วงใยอย่างกรายๆ


                “อ่า...ถ้างั้นป้าวางของว่างไว้ให้ตรงนี้ก็แล้วกันนะคะ” ว่าแล้วนางบัวศรีก็จัดแจงวางจานแซนวิชพร้อมถ้วยกาแฟไว้ให้บนโต๊ะทำงานของพีรพัฒน์ เรียบร้อยก็ตั้งท่าจะปลีกตัวไป แต่ยังไม่ทันจะได้ออกพ้นประตู เสียงทุ้มๆก็เอ่ยยั้ง


                “เดี๋ยวก่อน”


                “ขะ...คะ?” นางบัวศรีนั้นขานรับคำรั้งได้ไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ ก็เพราะท่าทีนิ่งๆตึงๆของคนเป็นเจ้านาย เช่นนั้นใครที่ไหนจะกล้า


“วริณสิตากลับมาแล้วใช่มั้ย ผมเหมือนได้ยินเสียงว่ามีรถเข้ามาเมื่อกี้”


“อ่า...ขะ...ค่ะ กลับมาแล้วล่ะค่ะ แต่ว่า...” นางบัวศรีอึกอักอยู่เมื่อคิดจะแจ้งต่อไปว่าใครเป็นคนมาส่งสาวน้อยคนนั้น ด้วยนางเองก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็สุดแสนจะแปลกใจที่เมื่อกลางวันวริณสิตาออกไปกับคนหนึ่งแต่ตอนค่ำดันกลับมากับอีกคนหนึ่ง และนี่หรือเปล่าที่ทำให้ชายหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นเจ้านายดูนิ่งๆขึงๆอยู่ตอนนี้ แต่...ตรองไปตรองมาอีกทีคุณพีเขาก็คงต้องรู้กันสิน่า! ในเมื่อตอนที่นางถามเมื่อเย็นเขาก็ไม่เห็นจะพูดอะไร มิหนำซ้ำอารมณ์ยังดูไม่ตึงขนาดนี้เลย


ไฮ้! เรื่องของพวกเจ้านายนี่ ชักจะวุ่น!


“แต่อะไร?” พีรพัฒน์ถามซ้ำเมื่อเห็นนางบัวศรีอ้ำอึ้ง


“อ่า...คือ...ป้าจะบอกว่า คนที่มาส่งเจ้าจิ๊บน่ะ ไม่ใช่คุณรักนะคะ แต่เป็นคุณ...”


                “อืม! ผมรู้แล้วล่ะว่าเขากลับมากับใคร” แล้วก็เท่านั้นเองที่คนที่นิ่งขึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจ้องเอกสารอยู่นานก็ได้ฤกษ์จะเงยหน้า


“แต่ตอนนี้ รบกวนป้าช่วยไปตามเขามาพบผมหน่อย เดี๋ยวนี้เลย”


วริณสิตาหยุดยืนประจันหน้ากับประตูไม้สักบานใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตแม้แต่นิดเดียว อึดใจหนึ่งที่แว่บขึ้นมาคือความรู้สึกว่า...ไม่อยากเคาะหรือเปิดเข้าไปเจอคนด้านในเลย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สามารถจะทำได้ เพราะตอนที่ป้าบัวศรีมาตามก็หน้าเครียด บอกให้รีบๆมาพร้อมแย้มอยู่เลาๆว่า คนที่อยู่ในห้องนั้นดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่


...ไม่ค่อยดีเท่าไหร่...สาวน้อยลอบถอนใจ นึกบ่นตัวเองอยู่ว่าจะรู้สึกปอดๆทำไมในเมื่อจากเรื่องเมื่อตอนกลางวัน เธอก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไรว่ามันต้องเป็นอย่างนี้


ใช่...ก็อาจหาญไปสร้างความไม่พอใจให้คนสำคัญนี่...


วริณสิตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆอีกทีก่อนเงื้อมือเคาะประตูสองครั้ง และเมื่อเสียงทุ้มๆของคนในห้องเอ่ยปากอนุญาต สาวน้อยก็เปิดประตูเข้าไป ห้องทำงานนี้ก็ไม่ต่างไปจากห้องอื่นๆของคฤหาสน์ใหญ่หลังนี้ ที่มีพื้นที่โอ่โถงกว้างขวาง และงดงามเพราะตกแต่งด้วยเครื่องเรือนของประดับชั้นดีหรูหรา หากไม่ติดว่าตอนนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะไม่ค่อยมั่นใจในชีวิตล่ะก็ วริณสิตาคงตื่นตากับความสวยหรูของห้องทำงานนี้มากแน่ๆ


แต่นี่...ค่อนข้างจะมิใช่


สาวน้อยค่อยๆไล่สายตาไปกระทั่งได้พบ ว่าคนที่นึกเกรงๆอยู่ตอนก่อนเธอจะเข้ามาเขาก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ตรงโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่อยู่เกือบจะด้านในสุดของห้อง และตอนนี้เขาเองก็กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน ใบหน้าคมเข้มนั้นเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม


เขาคงโกรธเธอ...เรื่องคุณหทัยรักจริงๆนั่นแหละ


วริณสิตารู้สึกโหวงๆกับความจริงข้อนั้น สาวน้อยหรุบสายตาลงต่ำ ไม่อาจหาญมองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ


“มานี่ซิ” แล้วเขาก็บอกสั้นๆ เป็นคำสั่งให้เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานที่เขานั่งอยู่อีกหน่อย และถึงแม้จะสั่งห้ามตัวเองแล้ว แต่หัวใจสาวน้อยก็ยังเต้นโครมๆไปตลอดทางด้วยความรู้สึกหวั่นๆที่ห้ามไม่ได้ ปกติแล้วเธอไม่เคยหวั่นเกรงกับการถูกตำหนิต่อว่าหรือลงโทษชนิดไหนๆหรอก และแน่นอน เธอพร้อมจะอธิบายด้วยถ้าตัวเองมิใช่ฝ่ายผิด แต่...


มันไม่ใช่กับกรณีนี้เลย!






Free TextEditor



Create Date : 06 มิถุนายน 2553
Last Update : 6 มิถุนายน 2553 17:34:24 น.
Counter : 1374 Pageviews.

1 comments
  
ของที่ซื้อ
โดย: fon IP: 49.48.110.65 วันที่: 20 ตุลาคม 2554 เวลา:23:37:35 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments