All Blog
จัดรักให้ลงล็อค บทที่35 จบ!








บทที่35 (จบ)

หมดเรื่องหัวหกก้นขวิดกันมาได้ ทั้งกลุ่มก็ย้ายจากพักรีสอร์ทไปพักในโรงพยาบาลแทน เพราะคนหนึ่งมือเจ็บเป็นบาดแผลลึกซ้ำรอยเดิม อีกคนหวิดไส้ไหลเพราะโดนมีปาดท้องเป็นฉีกแนว อีกคนได้กินยำสหบาทา เลือดกบปากเจ่อ สามหนุ่มเจ็บระบมไปตามๆกัน หมอจึงเห็นสมควรให้พักโรงพยาบาลดูอาการสักคืน

หากพอเช้าขึ้นหนุ่มที่อายุน้อยสุดหายตัวไปจากโรงพยาบาลเสียก่อนได้ทันไปเยี่ยมเยียน นิศากรได้รับจดหมายหนึ่งฉบับจากรัญชิดา เขียนด้วยลายมือหวัดๆยุ่งๆใจความว่า

ถึงหนูนิ

ผมเองฮะ อานนท์ เช้านี้เราคงไม่พบกัน เพราะผมขอหมอออกจากโรงพยาบาลก่อน ผมอยากกลับบ้านเต็มที กลับไปเลียแผลใจฮะ เป็นไงสำนวนผม น้ำเน่าไหมฮะ 555

ความจริงคือว่า ผมไม่อยากอยู่ดูภาพบาดใจมากกว่า เมื่อคืนผมเห็นหนูนิวิ่งเข้าไปหาคุณภูก่อนใครด้วยความเป็นห่วง ไม่เห็นผมเลยสักนิดเดียว ทั้งที่ผมอยู่ไม่ไกลและก็เจ็บไม่แพ้กัน แค่คุณภูมีเลือดออกเท่านั้น แต่ผมสิฮะ ช้ำใน(ใจ)555 อันนี้ก็เน่าอีกแล้ว

ตอนนี้ผมสอบสวนรันเรียบร้อยฮะ ผมรู้ความจริงหมดแล้ว ในเมื่อทุกคนต้องการกำจัดผมขนาดนี้ ผมก็ไม่หน้าด้านแย่งหนูนิมาอีกหรอกฮะ ยอมแพ้ก็ได้ ผมเคยบอกหนูนิแล้วว่ามีสัมผัสพิเศษ และผมก็มั่นใจในสิ่งนั้นตลอดมา หนูนิเชื่อไหมฮะ คำทำนายของหมอดูคนนั้น ผมขอบอกว่าเชื่อฮะ เราพิสูจน์มาด้วยกันแล้วเมื่อคืนนี้ หมอดูคนนั้นเขาเตือนผมฮ ว่าให้ระวังจะมีภัย มีจริงๆเสียด้วย ผมเลยจะเชื่อเขาต่อฮะแต่แค่50% เขาว่าหนูนิไม่ใช่คู่ของผม ผมจะรอดูต่อไปว่าอีก50%ที่เหลือเขาจะแม่นรึเปล่า อีกอย่างผมกลัวกรรมตามสนองผม เกิดมีคนมาแย่งแฟนผมบ้าง(อาจจะเป็นหนูนิก็ได้) ผมคงแย่น่าดู

แค่นี้นะฮะ ลาก่อน บางทีเราอาจได้เจอกันในอนาคต ถ้าฟ้าลิขิตมาอย่างนั้นฮะ

อานนท์



ในห้องพักคนไข้อีกห้องหนึ่งซึ่งภูดิสและธเนศพักอยุ่ร่วมกัน นิศากรพับจดหมาย ทำท่าจะเก็บ แต่คนนั่งกึ่งนอนบนเตียงคนไข้ยื่นมือมาทำท่าขอ หญิงสาวยิ้มน้อยๆลังเลนิดหนึ่งก่อนยื่นให้

“คอยดูนะ เดี๋ยวพี่ภูก็ต้องทำหน้างอแน่ๆเลย” นิศากรกระซิบกับแพรพรรณ หยิบผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดเช้าใกล้ๆโรงพยาบาลมาปอกเตรียมไว้ ขณะที่แพรพรรณรอคอยผล ภูดิสอ่านจบแล้วก็โยนกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะข้างเตียง หน้างอๆจริงอย่างที่นิศากรบอกไว้ไม่ผิด

“เด็กบ้าเอ๊ย บอกว่ายอมแพ้แต่ดันวงเล็บมาว่าแฟนมันอาจจะเป็นหนูนิก็ได้ในอนาคต หมายความว่าไง”

“ก็หมายความว่า เจ้าอานนท์มันแอบแช่งแกให้...” เสียงห้าวๆของธเนศหายไปดังอู้อี้ในลำคอแทน เพราะมือเล็กๆคว้าผลไม้มายัด อุดทางเดินของเสียงเสียก่อน จะเป็นใครที่ทำเช่นนี้ได้นอกเสียจาก

“ยัยเปี๊ยก!” ธเนศดึงของออกจากปากได้ก็เรียกเสียงดุ “โอ๊ย...” เนื่องจากตะโกนเสียงดังเลยยิ่งกระเทือนบาดแผลที่ท้อง ผลคือหนุ่มผิวน้ำผึ้งหน้านิ่วคิ้วขมวด กุมบาดแผลไว้ แพรพรรณตกใจ เด้งผลึงไปดูอาการทันที

“ดี สม” ภูดิสไม่เห็นใจ กลับสมน้ำหน้าซ้ำในความไม่เจียมตัวของเพื่อนตัวดี ธเนศฝืนสังขารดอดมาเมียงๆมองๆแพรพรรณที่ขดตัวหลับอยู่บนโซฟาแต่เช้ามืด เอื้อมไปเขี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้า แล้วขยับห่มผ้าซ้ำให้อีกต่างหาก เสร็จแล้วก็ไปตะกายขึ้นเตียงอย่างทุลักทุเล รอสักเดี๋ยวเถอะ จะรู้ให้ได้ว่าธเนศคิดอะไรอยู่

“เฮ้อ เบื่อจังแฮะ หนูนิครับ ไปเดินเล่นด้วยกันหน่อยสิ” นิศากรทำหน้างงๆ ภูดิสโดดลงจากเตียง คว้าข้อมือหญิงสาวออกไป ไม่รอถามใครซ้ำ

“อ้าว...ปุบปับจริงแฮะ ฉันก็อยากไปบ้างเหมือนกันนะ” ธเนศบ่นอุบ ความที่เป็นคนไม่ค่อยอยู่สุข ตื่นเช้ามาก็ต้องออกกำลังกาย แต่ตอนนี้สุงขารไม่ให้ จะขยับทำอะไรก็ลำบาก เจ้าตัวเลยชักรำคาญตัวเอง

“อยู่นิ่งๆเถอะน่า เดี๋ยวทีนี้ขยับอีกรอบ แผลฉีกไส้หลุดมากองจะหาว่าไม่เตือน” แพรพรรณแกล้งขู่ ทำหน้าเสียวไส้ขลุกขนชันราวกับเหมือนมันมากองอยู่ตรงหน้าจริงๆ ธเนศทำหน้าเซ็ง เสียงออดเป็นมอดกัดไม้

“โธ่...นอนอย่างเดียวน่ารำคาญจะตายไป นี่ๆ พาฉันไปชมวิวตรงระเบียงนี่ก็ยังดีนะ น้าๆๆๆๆ”

“โน...”

“โธ่ นะนี๊ดเดียวน้า” ธเนศทำตาปรอยชวนให้เห็นใจจนน่าสงสาร

“ก็ได้ แต่ถ้าเจ็บแผลอีกจะมาโทษกันทีหลังไม่ได้นะ” แพรพรรณตีกันไว้ก่อน ธเนศพยักรับพรวดพราดก้าวลงจากเตียงไม่ระวัง ผลก็คือสะเทือนแผลจนทรุดลงไปกอง

“นายดำ!เห็นไหมเล่า บอกแล้วว่าอย่าลงมาๆ ไม่เชื่อ โธ่เอ๊ย“ แพรพรรณผวาตามมาประคอง ธเนศเงยหน้ามาจะท้วงที่ไม่เห็นใจแล้วยังดุซ้ำก็ชะงัก มองยัยเปี๊ยกที่เข้ามาจนใกล้พาให้ใจเต้นตึกตักค้างอยู่อย่างนั้น

“ไหวไหม ค่อยๆนะ กลับไปนอนบนเตียงกัน” แพรพรรณค่อยๆพยุงธเนศขึ้นจากพื้น สองมือแข็งแรงโอบไปรอบไหล่บาง ดึงเข้ามาใกล้จนร่างเล็กประชิดติดกับอกกว้าง

“เฮ้ย อะไรเนี่ยนายดำ ปล่อยนะ บ้าอะไรขึ้นมาอีกล่ะ” แพรพรรณโวยวายเสียงสั่น

ต่างคนต่างไม่เห็นกันและกัน โชคดีหรือเปล่าน้า ที่ต่างไม่เห็นใบหน้าแดงก่ำของอีกฝ่ายให้เก็บไปล้อกันภายหลังได้

“แย่แล้วยัยเปี๊ยก ฉันคงบ้าจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปรักเธอเข้าตอนไหน”

“หา...” แพรพรรณอ้าปากค้าง

“นั่นไง กะไว้แล้วเชียว” เสียงทุ้มดังขึ้นไม่ไกล ภูดิสก้าวอาดๆเข้ามาตอนไหนไม่รู้ แท้จริงแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้ไปไหนไกลเลยสักนิด พอปิดประตูปังก็ปักหลักเงียบอยู่ตรงนั้น เกาะช่องหน้าต่างเล็กๆดูสถานการณ์เงียบจนนิศากรสะกิดถาม ภูดิสเลยรั้งให้เข้ามาดูด้วยกันเสียเลย

แพรพรรณสะดุ้งผลักธเนศออกจนหงายหลัง แล้ววิ่งปรู๊ดเข้าห้องน้ำปิดประตูเงียบไป นิศากรรีบบึ่งตามไปเคาะประตูก๊อกๆ จนแพรพรรณเปิดมาคว้าตัวเพื่อนเข้าไปขังรวมกันสองคน

“ไอ้ภู แกแอบดูฉันเหรอ” ธเนศทำหน้าขมึงไม่พอใจ

“ไม่ต้องมาเสเปลี่ยนเรื่อง ฉันได้ยินหมดแล้ว ไอ้บ้าเอ๊ย มันน่าถีบให้กลิ้งจริงๆ แกแอบมารักน้องฉันตอนไหนวะ”

“ไม่รู้วะ แล้วแกรู้เรอะ ว่าตัวเองไปรักน้องนิตอนไหน” ธเนศสวนกลับแบบที่ทำให้ภูดิสอึ้งไปเหมือนกัน แล้วสองหนุ่มก็ทำหน้าเครียดกันสองคน นึกย้อนอดีตโดยไม่ต้องอาศัยทาร์มแมชชีนไป ค้นหาคำตอบ

“ของแกอาจจะเป็นตั้งแต่ตอนสองปีก่อนก็ได้วะไอ้ภู แต่แกมันซื้อบื้อ ไม่รู้ตัวปล่อยจนเลยมาขนาดนั้น” ธเนศช่วยวิเคราะห์เสริมให้เพื่อนสนิท ภูดิสเลยคิดแทนบ้างเป็นการตอบแทน

“ส่วนแก อย่าบอกนะว่าตั้งแต่ยัยแพรเรียนมหา’ลัย”

ธเนศเกาหัวแกรกๆ งงในตัวเอง จับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกัน เลยได้แต่ส่ายหัว

“ไม่รู้จริงๆวะ รู้แต่คิดได้ว่ารักก็ตอนที่หวงยัยนั่นแทบบ้าเวลามีไอ้บ้าที่ไหนมาเกาะแกะ”

“ใช่ แล้วตอนที่หนูนิตีตัวออกห่างก็หงุดหงิดเหมือนคนเป็นโรคประสาท ทำอะไรไม่ได้เลย”

สองหนุ่มเสริมต่อซึ่งกันและกัน ธเนศดีดนิ้วเปาะ

“แล้วยิ่งตอนที่น้องนิกับยัยเปี๊ยกเกิดอุบัติเหตุ หัวใจฉันจะวายให้ได้เลย”

“ถูก!” ภูดิสร้อง แล้วถอนหายใจ “สรุปแล้วเราไปรักเขาตอนไหนละเนี่ย”

“คิดไม่ออกว่ะ รู้แค่ว่ารักก็น่าจะพอแล้วนะ” ธเนศตัดความรำคาญ

“อดีตช่างมันเถอะ เอาแค่ว่าอนาคตเราจะรักเขาตลอดไปก็พอ” สองหนุ่มพยักเพยิดให้กัน

ด้านหลังประตูห้องน้ำ สองสาวทาบหูแนบไปกับบานประตู ไม่รู้ว่าคนข้างนอกจงใจพูดเสียงดังให้ได้ยินรึเปล่า ยังไงก็ช่างเถอะ ตอนนี้สองสาวได้ยินคำบอกรักที่ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว ถึงไม่หวานล้ำเหมือนในนิยายที่อ่าน แต่ก็ทำให้หัวใจพองโตได้ไม่แพ้กัน ออกจะมากไปกว่าเสียด้วยสิ

แพรพรรณเกาะไหล่นิศากร ดึงให้เอียงหูมา กระซิบกระซาบสิ่งที่ทำให้นิศากรตาโต

“หนูนิ เรามีอะไรจะบอก เราก็เพิ่งรู้ไม่นานว่า เราตกลงไปในแบลคโฮลแบบไม่รู้ตัวซะแล้ว”

กระจกสะท้อนภาพเงาร่างของสองสาว ใบหน้าแดงซ่านอมชมพูคล้ายลูกเชอร์รี่เปี่ยมสุข แม้ไม่มีคำพูดให้แก่กัน แต่รอยยิ้มแจ่มใสและรอยระยิบระยับพราวในดวงตา ก็บอกให้รู้ได้แล้วว่ามีความสุขและสมหวังมาเพียงใด

หากผู้คนรอบข้างที่ช่วยกันคอยจัดสรรความรักครั้งนี้มาให้ได้รู้ คงชื่นใจกันที่มันลงล็อคเข้าที่เข้าทางไปได้จริงๆเสียที

“หนูนิ พี่รู้นะว่าแอบฟัง” เสียงทุ้มดังก้องลอดประตูเข้ามา เจ้าตัวอยู่ไม่ห่างเกินฟุตแน่นอน “ไม่ต้องขอฟังอีกรอบเหมือนคราวนั้นอีกนะ พี่เคยบอกแล้ว ของดีมีครั้งเดียว” เสียงหัวเราะเบาๆดังแว่วมา นิศากรเคาะประตูเบาๆสองครั้ง

“พี่ภูคะ” เสียงหวานใสเรียกผ่านประตูมา

“ครับ”

“รักนะ”

คนตัวสูงที่แอบแนบหูกับประตูคอยฟังความเคลื่อนไหวภายในยิ้มค้างไปชั่ววินาที

“ไม่ต้องขอใหม่นะ ของดีมีครั้งเดียว”



-- จบบริบูรณ์ --


*;...คุยกันนิดหน่อยกับฟ้าริน...;*

จบแล้วค่า ทุกๆคน เชิญๆๆๆๆอ่านกันตามสลาย ไล่ตั้งแต่ต้นจนจบใหม่ก็ได้ไม่มีปัญหานะคะ รวมเวลาที่เขียนเรื่องยาวๆๆๆๆๆๆสุดๆ สมใจใครหลายๆคนที่ได้รีเควสกันมาค่ะ เฮ้อ เล่นเอาปาดเหงื่อไปหลายรอบเลยรนะคะ ผ่านเทศกาลมาก็หลายเทศกาล จบได้เสียที ยังไงก็ฝากข้อความกันไว้ได้นะคะ ระหว่างนี้ฟ้ารินก็ขอตัวไปร่างเรื่องใหม่ก่อนละคะ เอ...เหยื่อรายใหม่ จะเป็นใครดีน้า ช่วยๆกันโหวตหน่อยจ้า หมอนัด หรือใครดีเอ่ย รีเควสแนวใหม่ๆได้น้า ช่วยๆกันเสนอมา อาจจะเกิดไอเดียใหม่ๆ

แหม...จะว่าไปก็อยากเขียนแบบซึ้งๆเคล้าน้ำตาบ้าง อ้ะ อย่าเพิ่งตะโกนว่า เป็นไปไม่ได้!สิคะ ฟ้ารินก็รู้ตัวดี ว่าต๊องๆปัญญาอ่อน บ้าบออย่างนี้หรือจะไปเศร้าแบบใครๆเขาได้นาน เฮ้อ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งคงทำได้

เอาละค่ะ รอรับคำเสนออยู่นะคะ แล้วเจอกันค่ะ เรื่องหน้า
ปล.ว่างๆก็เที่ยวบล็อคไปก่อนนะคะ

//punnarm-farin.bloggang.com




Create Date : 29 มกราคม 2551
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 15:56:22 น.
Counter : 311 Pageviews.

14 comment
จัดรักให้ลงล็อค บทที่34





บทที่34

อานนท์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มติดสปริงอย่างดีในห้องพัก แอร์เย็นฉ่ำเป่ารดร่างกาย เกิดความรู้สึกหนาวๆร้อนๆเพิ่มขึ้นจากเดิม ที่มีอยู่ติดกายอันเกิดจากแม่หมอดูวัยสาวผู้นั้นนับแต่กลับจากชายหาดพร้อมนิศากร

อานนท์ยกมือวางบนหน้าผาก สำรวจอุณหภูมิ สงสัยตัวเองว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดากการที่เขาเป็นไข้กระทันหันก็ได้

“ก็ไม่ได้เป็นไรนี่หว่า คนรึเปล่าก็ไม่รู้”

เฮ้อ ไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ คู่ที่เฝ้าหวัง ไม่ใช่ของเธอหรอก อย่าทำบาปแยกคู่คนอื่นเขาเลย ระวังกรรมจะตามสนอง

เสียงนั้นยังดังก้องอยู่ภายในหู อำนาจประหลาดที่ส่งมาจากดวงตาของแม่หมอสาวผู้นั้น แข็งแกร่งประหลาด

คำเตือนของแม่หมอทำให้ความมุ่งมั่นในหัวใจสั่นคลอนไม่เป็นท่า จนลังเล เสียงทอดถอนใจดังห้องในห้องพัก แล้วเด็กหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นอน ดวงตาแน่วแน่อย่างคนติดสินใจแล้ว

ไม่ นี่อาจเป็นแค่อุปสรรคอย่างหนึ่งบนทางรักครั้งนี้ก็ได้ สู้ เราต้องสู้

“สู้เว้ย!”



อีกฟากหนึ่งในห้องซึ่งมีขนาดเท่ากันแต่อัดแน่นไปด้วยเหล่านักปฏิบัติการ กำจัดตัวป่วนแทรกแซงคู่รักให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปโปรเจคที่หนึ่ง หน้าดำหน้าแดงวิเคราะห์ความกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

“แล้วป้าไปอยู่ไหนมาละ ทำไมไม่นั่งเฝ้ากระโจมเอาไว้” รัญชิดาซักไซร้

“อิฮั้นแค่ไปทำธุระเบามา แค่แป๊บเดียวเอง แหม..คุณๆฮ้า ปวดอย่างนี้ห้ามกันได้ที่ไหน” แม่หมอยิปซีวัยกลางคนตอบ

“งั้นแสดงว่า ผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้ถูกเตี๊ยมมา” ภูดิสออกความเห็น ชายหนุ่มผู้แอบดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆตลอดเวลา เพราะไม่ไว้ใจอานนท์ เกิดนายเด็กบ้าบิ่นจะกระโดดเข้าใส่นิศากร เขาจะได้วิ่งออกไปเอาเท้าสกัดไว้ได้ทันการณ์

“แต่ที่เขาทำนายไว้ มันบังเอิญไปเหมือนกับที่เราคุยกันไว้เลยนะคะ” นิศากรแจ้ง สร้างความประหลาดปนสมใจให้ผู้ได้รับฟัง

“แล้วใครกันล่ะเนี่ย”

“อย่างไรก็ดี ไม่ว่าแม่หมอคนนั้นจะมั่วหรือไม่ ก็เป็นผลดีแก่เรา เขาจะเป็นใครก็ช่างเถอะนะ” มารดาของอานนท์ออกความเห็นบ้าง ทุกคนพยักหน้าแล้วพร้อมใจกันปัดเรื่องนี้ออกจากหัว เปลี่ยนเป็นแผนต่อไป



“หือ...ที่ยืมมุขเก่าๆอย่างนี้มาจากละครที่เล่นใช่ไหมเนี่ย” แพรพรรณเสียงดัง เบ้หน้าอย่างไม่เห็นด้วย

“แล้วไงล่ะน้องแพร พี่เห็นชีวิตจริงมันยังเกิดเรื่องน้ำเน่ากว่านี้ มุขเก่าคร่ำครึกว่านี้อีก” รัญชิดาค้านหน้างอ

“มันจะได้ผลแน่เร้อ” แพรพรรณเบ้หน้าไม่เชื่อถือ ไม่เห็นว่าไอ้แผนการตื้นๆชนิดธรรมดาสุดๆ พื้นมากๆ แบบการใช้โจรหมาหมู่ หุ่นประมาณกรรมกรบวกกับนักล้ามมาดักปล้น ให้อานนท์หมดทางสู้ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของเด็กหนุ่มนั้นจะเป็นการตัดความมุ่งมั่นในตัวนิศากรได้

“ถามจริงๆเถอะค่ะ มีแผนอะไรแอบแฝงมารึเปล่า” แพรพรรณเผยอหน้าเข้าไปจ้องหาพิรุธในดวงตาสวยของรัญชิดา หากพบแต่แววเรืองโรจน์ด้วยอารมณ์คุกรุ่น ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นี่คือการชดใช้ความผิดที่เคยทำร้ายๆเอาไว้มาก พี่ตั้งใจจะช่วยจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง อีกอย่าง พี่ก็ไม่เห็นด้วยหรอก ถ้านายนนท์จะมีแฟนแก่กว่าตัวเองตั้งครึ่งรอบ จริงไหมคะคุณน้าคุณอา” ท้ายประโยครัญชิดาตวัดสายตาไปทางนิศากร เหล่มองอย่างไม่ชอบใจ พ่อแม่ของอานนท์ทำหน้าเก้อๆ ยิ้มแหยแฝ่นเต็มที นางร้ายสาวยิ้มอย่างมีชัยที่ทำแพรพรรณเถียงไม่ออกได้

“ธเนศมันเป็นอะไร เห็นมันเกาหัวยิกๆหน้าตูบๆออกไป ไม่กลับมาเสียที” ภูดิสโพล่งถามไม่ได้เจาะรายตัวออกมาด้วยไม่รู้เหตุการณ์ภายในตู้ก่อนหน้า แพรพรรณสะอึกดังอึ๊กทันควัน แก้มนวลเนียนออกแดงเรื่อนิดๆ คนที่เหลือมองหน้ากันสลับไปมา ภูดิสกวาดตามองไปทั่วเพื่อหาคำตอบหากไม่ได้สักคำ จนมาหยุดที่น้องสาวของตัวซึ่งหุบปากสนิทจนน่าแปลกใจ ภูดิสขมวดคิ้วเบนสายตามาทางนิศากรแทน นิศากรชะงักค้างอาการม้วนผม กระพริบตาปริบๆ หน้าปูเลี่ยนชอบกล

“ขอใช้สิทธิไม่ตอบคำถามค่ะ”

โดยไม่มีใครได้เห็น ด้านล่าง แพรพรรณเหน็บเนื้อเพื่อนรักไว้แน่นเชียว ภูดิสรู้สึกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ หากยอมปล่อยผ่านไปก่อนอย่างใจเย็น หากนึกหมายไว้ในใจ จะต้องเค้นเอาความมาให้ได้



หน่วยปฏิบัติการณ์ทั้งฝูง ซุ่มอยู่ตรงริมถนนข้างทางขากลับจากตลาดโต้รุ่ง หัวหน้าวางแผนสั่งให้นิศากรเลือกใช้ทางเดินกลับไปทางด้านหลังโรงแรม รัญชิดามาชี้จุดที่เคยมาถ่ายละครซึ่งทีมงานเลือกเอาช่วงถนนที่ค่อนข้างมืดและไม่ค่อยมีรถผ่าน เพราะเป็นการสะดวกในการถ่ายทำ

ภูดิสผู้อยู่ไม่สุขตลอดแผนการ ดึงหมวกสานปีกกว้างให้ต่ำ สวมแว่นกันแดดสีชาอันใหญ่ ระหว่างทางก็ซื้อเสื้อสีแดงสดลายต้นมะพร้าวสวมทับเสื้อยืดมีราคาของตน เจ้าตัวทำหน้าพิพักพิพ่วนชอบกลตอนผ่านกระจกในร้านเสื้อ เพราะตัวเสื้อสีแดงตัดกับกางเกงสีเหลืองนวลอย่างที่ใครมาพบเข้าก็คงไม่เชื่อเด็ดๆว่านี่คือการแต่งกายของภูดิส นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้สุขุมนุ่มลึก

ขนาดนิศากรที่ควงคู่อยู่กับอานนท์ด้านหน้าหันมาเป็นบางทียังไม่สะกิดใจเลยสักนิดว่าเป็นเขา

ภูดิสคอยสังเกตการณ์ติดอยู่ตั้งแต่นิศากรทำท่ายืนคว้างอยู่หน้าบ้านพักจนอานนท์ออกมา ก็โบกมือยิ้มเสียสวยน่ารักเข้าไปหา ชวนออกไปเที่ยวตลาดโต้รุ่งตามแผนการ คนเฝ้าดูชักหงดหงิดเข้าไปทุกขณะ เพราะมืออานนท์คอยเกาะข้อมือแฟนเขาอยู่ตลอดเวลา จะเพราะคนเยอะจนต้องคอยระวังไม่ให้พลัดหลงก็เถอะ ส่วนนิศากรก็ยิ้มแย้มสนุกสนานเสียจนน่าหมั่นไส้ ไม่รู้คุยอะไรกัน หัวเราะคิกคักไม่หยุด

หากอันที่จริงแล้ว อานนท์ผู้สร้างเสียงหัวเราะกลับปั่นป่วนในส่วนลึก ต้องพยายามพูดๆๆเรื่องอื่น คิดๆเรื่องอื่นเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นคงได้ตกอยู่ในความหวาดระแวงไม่รู้จบสิ้น

ระวัง เรื่องไม่คาดฝัน อาจเป็นอันตรายทั้งตัวเธอและคนที่จะไปกับเธอ



เด็กหนุ่มสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณอันมืดมิด เปลี่ยว นานๆครั้งจึงมีคนเดินสวนทางมาสักคน ลางสังหรณ์ส่วนลึกรุนแรงขึ้นทุกขณะที่เดินใกล้ถึงต้นไม้ใหญ่ข้างทาง เพิงไม้เก่าเป็นเงาตะคุ่มน่ากลัว

อานนท์ดึงนิศากรให้ก้าวล่วงผ่านมันไปอย่างเร่งรีบจนหญิงสาวสะดุดแทบคะมำ

“ว้าย!อานนท์”

“หนูนิ ผมขอโทษ เป็นอะไรไหมฮะ”

“เป็นอะไรน่ะอานนท์”

อานนท์ล่อกแล่กประหลาด หัวใจวาบหวิว ร้อนๆหนาวๆชอบกล

“ผมสังหรณ์ชอบกล เรารีบไปจากตรงนี้ดีกว่าฮะ”

นิศากรลอบยิ้มในหน้า คิดในใจว่าอานนท์ช่างมีลางสังหรณ์ดี สมกันที่คุยไว้เลยแฮะ

“เดี๋ยวสิน้อง” เสียงห้าวข่มขู่ดังมาจากเพิงไม้หลังนั้น พร้อมกับร่างสูงกำยำ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมในทรุดโทรมสองคนก้าวออกมาดักหน้าไว้ อะไรบางอย่างส่องแสงวิววับในความมืด

“ท่าทางมีตังค์ แต่งตัวดีน่าปล้นจริงๆ”

สองหนุ่มสาวตาเบิกกว้าง เมื่อเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ส่องแสงประกายนั้นคือสิ่งใด หนึ่งในผู้อุกอาจตรงเข้าล็อคตัวอานนท์ นิศากรอึ้งงัน ทำอะไรไม่ถูก ก็ตรงนี้มันยังไม่ใช่ที่ๆนัดกันไว้ แถมหน้าตาก็ไม่เห็นจะเหมือนกับคนที่รัญชิดาเรียกมาดูหน้าตาเพื่อความชัวร์ไม่มั่วนิ่มเป็นครั้งที่สอง และจากที่ว่าสี่รุมหนึ่ง ไหงเหลือแค่สองไปได้

“ว่าแล้วไม่มีผิด ตากระตุกชอบกล” อานนท์บ่นในใจ “จะเอาอะไรก็เอาไป แต่อย่าทำอะไรเรา” เด็กหนุ่มฉลาดพอที่จะไม่เสี่ยง สองต่อหนึ่งกับมีดอีกเล่ม ไม่คุ้มกันเลย แถมยังคาดไม่ได้อีกว่าใต้ร่มผ้าทรุดโทรม ขาดเป็นบางตอนจะมีอะไรซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่

“รู้หน้าที่ดีอย่างนี้ค่อยง่ายหน่อย”

แล้วโจรมือดีก็เริ่มปลดทรัพย์สินจากอานนท์ เสร็จจากนั้นก็คืบคลานไปถึงนิศากรซึ่งหน้าซีด พยายามระงับความกลัวอย่างที่สุด เจ้าโจรตาพราวเมื่อได้เห็นหญิงสาวในระยะใกล้ ผิวขาวนวลปลั่งแม้ในที่มืด นิศากรปลดนาฬิกาข้อมือเป็นอย่างแรก มือดำกร้านคว้าหมับเข้าที่มือบาง มองดูหญิงสาวกะลิ้มกะเหลี่ย นิศากรสะบัดเร่าๆ คล้ายถูกของร้อน

“อยู่นิ่งๆสิน้องสาว เดี๋ยวตบคว่ำ”

“เฮ้ย! อย่ายุ่งนะเว้ย” อานนท์ฮึดฮัดสะบัดตัวจากการเกาะกุมโดยโจรร่างยักษ์อีกคน มันหัวเราะกระหึ่มอย่างสะใจ

“ผอมบางร้างน้อยอย่างเอ็ง จะทำอะไรวะ จั๊กจี้ข้าเล่นรึไง เฮ้ย...ตุ๊ดรึเปล่าวะ ใส่แหวนใส่สร้อยเสียเต็มตัว”

“แกล่ะสิ ตุ๊ด นี่แน่ะ...” อานนท์สปริงตัวขึ้นเตะไอ้ยักษ์ตัวแรกจนมันเซไป แต่สะบัดตัวไม่หลุดจากร่างยักษ์ของโจรอีกคน ไอ้โจรคนแรกลุกขึ้นมาได้ก็ซัดเปรี้ยงเข้าไปที่ปากอานนท์จนแตก เลือดขมปร่าไหลเป็นทางจากริมฝีปากเด็กหนุ่ม นิศากรอาศัยช่วงชุลมุน วิ่งนำหน้าไปทิศทางที่รู้ว่าพรรคพวกแอบซ่อนอยู่ ร้องวี๊ดเสียงดังเมื่อถูกคว้าตัวไว้

“หนูนิ พี่เอง” เสียงทุ้มร้องบอก กักตัวคนรักไว้ในอ้อมแขน

“พี่ภู” นิศากรร้องอย่างดีใจ “พี่ภูคะ อานนท์แย่แล้วค่ะ”

“พี่เห็นแล้ว พวกนั้นกำลังมา พี่โทรไปตามแล้ว นั่นไง” ภูดิสชี้ไปที่รถกระบะกำลังวิ่งตะบึงหน้าตั้งมาจอดเทียบคู่รัก

“เฮ้ย ไอ้ภู นายนนท์ล่ะวะ” ธเนศตะโกนนำมาก่อน

“โดนยำอยู่โน่น รีบไปกันเถอะ พวกผู้หญิงคอยอยู่บนรถนี่”

รัญชิดาหน้าซีดกดโทรศัพท์ยิกๆอยู่ พอติดแล้วก็ส่งเสียงตะเบ็งแหลมแจ้งความด่วน ร้องสั่งให้รีบมาเร็วๆอย่างกับเป็นผู้กอง



อานนท์แทบสะบักสะบอม ตอนที่พลพรรคกู้ภัยมาถึง โจรรับจ้างสี่คนในละครแสดงบทบาทกันเต็มที่ รูปร่างพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้ แต่แสตนด์อินที่เล่นเฉียดๆหรือจะไปสู้นักเลงตัวจริงที่เตะต่อยกันแบบกะเล่นให้หมอบ สี่รุมสองยังเอาไม่อยู่ ร้อนให้อีกสองหนุ่มต้องเข้าตะลุมบอนเป็นเพื่อน

“อ๋อ เล่นพวกเหรอวะ ไอ้เด็กตุ๊ด เอามีดไปกินอีกเล่มเป็นไง”

โจรหัวใจต่ำทั้งสองควักมีดออกมาเต็มอัตราศึกทั้งสองมือ เล่มหนึ่งยาวอีกเล่มหนึ่งสั้น คงคิดว่าตัวเองเป็นจอมมารบ้านมีดบินละมั้ง ภูดิสผลักให้อานนท์ผู้ไม่ทันระวังตัวพ้นวิถีมีดไป ไม่ตัวเองกลับไม่พ้นเลยโดนเข้าไปซ้ำแผลเดิม

“โอ๊ะ!”

“ไอ้ภู!” ธเนศหันมองเพื่อนกุมมือเลือดโชกอย่างตกใจ โจรร้ายอาศัยจังหวะนี้หนีการจับกุมของธเนศด้วยการเล่นงานเข้าที่ช่วงลำตัว

“เฮ้ย ระวัง” เสียงใครคนหนึ่งเตือน ธเนศปวดแปลบที่ท้อง โลหิตไหลซึมออกมาผ่านเสื้อเชิ๊ตขาวเป็นดวง ธเนศทรุดลงใบหน้าคมเหยเก กุมแผลไว้มั่น

จังหวะนั้นเหล่าสตั้นท์แมนฮือกันเข้าตะลุมบอนอีกรอบ เหมือนวิชาเพิ่งฟื้น ปาดซ้ายปาดขวาจนมันร่วงลงไปกองกับพื้นทั้งคู่ นั่งทับแถมยืนเหยียบเอาไว้ราวกับฮี่โร่ขี้แอ๊คในการ์ตูน รถตำรวจเปิดหวอมาแต่ไกล จอดเทียบคู่กับรถกระบะ หญิงสาวทั้งสามเห็นเหตุการณ์ถูกควบคุมเรียบร้อย จึงเปิดประตูรถโดดลงมาวิ่งเข้าหาผู้บาดเจ็บทั้งสาม

“พี่ภู...โอ๊ย...เลือดไหลเต็มเลย” หญิงสาวใจหวิวแทบเป็นลม หน้าซีดเต็มทีจนภูดิสลืมเรื่องตัว หันไปใส่ใจอาการของหญิงสาวแทน

“หนูนิ หน้าซีดมากเลย จะเป็นลมเหรอครับ นั่งก่อนนะ กลัวมากใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่นี่แล้ว” ภูดิสใช้มือข้างดีลูบหน้าลูบตาหญิงสาวแล้วกดหัวนิศากรลงซบอกกว้าง ปลอบให้หญิงสาวหายกลัว นิศากรควานหาผ้าเช็ดหน้าที่ยังไม่ได้ใช้มาพันแผลไว้ ห้ามเลือด

อานนท์มองดูนิศากรอยู่ข้างภูดิสอย่างอิจฉา รัญชิดาผวาเข้าหาน้อง

“นายนนท์ เป็นไงบ้าง คุณตำรวจๆๆๆๆๆๆเรียกรถพยาบาลซิ เร็วเข้าสิคะ” รัญชิดาแว๊ดๆใส่คุณตำรวจด้วยความเป็นห่วงน้อง

“ไม่เท่าไหร่ ว่าแต่ว่ามาอยู่นี่ได้ไงกัน” รัญชิดาหน้าเอ๋อ มองนกมองไม้เปลี่ยนเรื่องโดยหันไปเม้งใส่คุณตำรวจที่หารถพยาบาลไม่ได้ แต่ได้รถปอเต๊กตึ๊งมาแทน



แพรพรรณหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะไปทางไหนดี ระหว่างพี่ชายกับคนเจ็บที่เหลืออีกคน พอนิศากรวิ่งเข้าไปหาภูดิสแล้วจึงตัดสินใจได้ ทรุดตัวลงถามอาการธเนศล่ำละลัก ธเนศกุมแผลตัวเองไว้มั่น ร้องสั่งแพรพรรณเสียงเขียว ยกมือปิดตาแพรพรรณ

“หลับตาซะยัยเปี๊ยก อย่ามองนะ”

“ทะ ทำไมล่ะ ฉันเห็นนายโดนมีดนะ เป็นไรมากรึเปล่า” แพรพรรณพยายามแกะมือออก จะตรวจดูอาการให้ได้ ธเนศปัดออกทำเสียงจิ๊ในลำคอทั้งที่ใจโลดประหลาดในความห่วงใย

“ออกไปไป๊ มีเลือดนะ” ธเนศขู่ ขืนให้คนกลัวเลือดอย่างแพรพรรณเห็นเข้า มีหวังได้เป็นลมเป็นแล้งไปแน่

“เยอะไหม แผลนายลึกมาไหม ไส้จะไหลออกมารึเปล่า” ธเนศส่ายหัวในความช่างคิดช่างจินตนาการของแม่สาวน้อย ถ้าไส้ไหลออกมาจริงๆ ป่านนี้เขาได้วิญญาณหลุดออกจากร่างอยู่ร่อมร่อแล้ว ไม่มานั่งอยู่อย่างนี้หรอก

“ทำไม ถ้ามันออกมาเธอจะดึงมากินเหรอไง” แพรพรรณเอามืออุดปากส่ายหัวดิก

“ไอ้ภูล่ะ มันเป็นไรมากหรือเปล่า” ใจยังห่วงเพื่อน

“หนูนิไปดูแล้ว นั่นไง...เหวอ...เลือดเต็มเลยอ่ะ” แพรพรรณตัวสั่นหน้าซีดเผือด มืออ่อนเข่าอ่อน ธเนศตบหน้าผากตัวเองที่ผิดพลาด

“เวรเอ๊ย อย่าเพิ่งเป็นลมนะยัยเปี๊ยก คิดซะว่าเห็นน้ำแดงหกก้แล้วกันน่ะ น้ำแดงๆๆๆๆ” ธเนศพยายามกล่อม แต่ดูเหมือนไม่ค่อยได้ผล มือหนาเลื่อนไปกดศรีษะเล็กๆให้แนบหัวไหล่

“ไม่เป็นไร ใจเย็นๆๆ หลับตาซะ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นๆๆๆ เราอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องกลัวนะ”

ศรีษะเล็กๆขยับรับรู้จึงได้รับคำชม

“ดีมาก ยัยเปี๊ยกของฉันเก่งที่สุดเลย”



-----------โปรดติดตามตอนต่อไป-------------



*;...คุยกันนิดหน่อยกับฟ้าริน...;*

นั่นไงล่ะ บอกว่าจบก็จบสิคะ เดือนนี้น่ะ เอ้า ไปต่อกันเลยค่ะ

บทที่35 จบ(ซะที)





Create Date : 29 มกราคม 2551
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 15:57:23 น.
Counter : 117 Pageviews.

3 comment
จัดรักให้ลงล็อค บทที่33





บทที่33

เวลาหลายวันดูเหมือนจะผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเตรียมตัวเตรียมใจไม่ค่อยจะทัน งัดเอาผีมือที่เคยรับบทตัวประกอบบนละครเวทีเมื่อสมัยเรียนมาใช้แทบไม่ทัน ตอนที่เป้าหมายรี่เข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้ หน้าตาประหลาดปนดีใจ

“หนูนิฮะ”

“อ้าว อานนท์ มาทำอะไรที่นี่เหรอ”

นิศากรปั้นหน้าประหลาดใจที่ได้พบตามที่รัญชิดาฝึกฝนมาอย่างดี ทั้งที่ขัดกับความรู้สึกภายในราวฟ้ากับเหว ก็เธอน่ะ ต้องแอบมองอานนท์แบกกระเป๋าเข้าห้องไปในบังกะโลหลังเล็กในรีสอร์ทชั้นดี บรรยากาศร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพรรณสะพรั่งซึ่งปลูกอยู่รอบบ้านออกดอกสีสันสดใส คล้ายมีคนวาดรูปดอกไม้หลากสีไว้บนกำแพงบ้านหลังเล็กกระนั้น

นิศากรรอต้องดูอยู่ในบ้านตนซึ่งอยู่ถัดไปไม่กี่สองหลังจนอานนท์ออกมาแล้วรีบทำเป็นเดินสวนทางมาให้อานนท์เห็ด้วยท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เธอค่อยๆปลดมือตัวเองออกจากการเกาะกุม พลางคิดถึงน้ำเสียงห้วนทุ้มโพล่งใส่นางร้ายสาว

‘นายอานนท์มือไวอย่างกับลิง เผลอเป็นคว้าหนูนิตลอดเลย ปล่อยให้อยู่กันต่อสองได้ยังไง ไม่มีทาง’

“ดีจังฮะ บังเอิญแท้ๆเลย ครอบครัวผมรับมาพักผ่อนน่ะฮะ” นิศากรพยักหน้ารับแกนๆ เพราะรู้เหตุอยู่แล้ว รู้มากกว่าด้วยซ้ำ

เนื่องจากพฤติกรรมของลูกชายไม่น่าไว้วางใจ บิดามารดาของอานนท์จึงร่วมมือเต็มที่เพื่อฉุดลูกชายกลับมาจากทางที่ไม่เหมาะไม่ควร เริ่มตั้งแต่ติดใจหญิงที่แก่กว่าตัว คงจะกลัวเข้าข่ายไก่แก่แม่ปลาช่อน ต่อมาก็คือ ประกาศกร้าวต่อหน้ามวลชนว่าจะแย่งคนรักเขามาเป็นของตัว สามก็คือ อานนท์ดำเนินการตามที่กล่าวไว้จริงๆ

บิดามารดาลมจะใส่ตั้งแต่ประการแรกแล้ว ยิ่งห้ามปรามเท่าใดยิ่งเหมือนลมพัดสาก ไม่สะกิดใจและสติของลูกชายแม้แต่น้อย เข้าทำนองดื้อด้านอย่างกับวัวกับควายอย่างที่รัญชิดาเคยตราหน้าเด็กหน้านุ่มไว้ไม่มีผิด

“แล้วหนูนิมากับใครรึเปล่าฮะ”

“เอ่อ...” เวรกรรม ทำไงดีล่ะ ไม่ได้เตี๊ยมกันไว้เสียด้วย

นิศากรม้วนผมตัวเองอย่างครุ่นคิด แล้วก็ปิ๊งๆๆๆคำตอบ

“นัดเพื่อนๆไว้น่ะ แต่ว่าโดนเบี้ยวเสียแล้วล่ะ”

“อ้าว...” อานนท์ร้อง ทำหน้าหงิกแล้วต่อว่า “อย่างนี้หนูนิก็อยู่คนเดียวสิฮะ แย่จริงๆเลย เพื่อนคนไหนฮะ”

แง้ ทำไมเด็กสมัยนี้มันช่างซักจริงแฮะ อยากรู้เรื่องชาวบ้านเขาซะจริงนะ

“ช่างเถอะ เขาติดงานกันกระทันหันน่ะ ช่วยไม่ได้นี่” นิศากรตอบเลี่ยงไป เพราะขืนโดนซักอีกทีอาจเกิดรายการเอ๋อสนิท จำไม่ได้ว่าตอบอะไรไปก่อนหน้านี้ อานนท์ยิ้มสดใสอย่างถูกใจ

“เหมือนฟ้าเป็นใจให้ผมได้พบหนูนิที่นี่ หนูนิเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหมฮะ”

นิศากรไม่ตอบ แสร้งทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยที่อานนท์พูดถึงเรื่องนี้ กระพริบตาปริบๆประกอบ

“พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด ก่อนนี้อยู่กันแสนไกลพรหมลิขิตดลจิตใจ ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ…” (เพลง พรหมลิขิต)

อานนท์ร้องเสียงเบาถูกทำนองถูกจังหวะอย่างคนร้องเป็น ยิ้มแฉ่ง ตาพราวขึ้นอีกตอนที่บอกว่า

“ผมเลยได้มาอยู่ใกล้กับหนูนิอย่างตอนนี้ไงฮะ” นิศากรได้ฟังอย่างนั้นแล้วก็นึกเลี่ยนเล็กน้อย แต่แสดงออกไม่ได้ เลยพยายามหัวเราะ ให้เห็นเป็นเรื่องขำขันไป

คนที่แฝงกายอยู่ตามแนวไม้ลอบฟังอยู่ไม่ไกลอีกสามคนมีอาการแตกต่างกันไป แพรพรรณทำท่าแหวะอากาศออกมา ธเนศทำหน้าเบื่อมุขจีบหญิงสมัยพ่อ พลางคิดว่าอานนท์คงจะเพิ่งไปดูหนังย้อนยุคมาละมัง เลยจำมาลองใช้อย่างประมาทแบบนี้

ส่วนคนสุดท้ายคือภูดิส ชายหนุ่มคันเท้าตะหงิดๆเดือดปุดๆ เจ้าเด็กบ้า บังอาจมาแจกขนมจีบซาลาเปาแฟนชาวบ้าน คว้ากิ่งไม้เล็กๆข้างกายเขวี้ยงไปเฉี่ยวหัวอานนท์ไม่เกินคืบ

อานนท์สะดุ้ง เหลียวหาที่มาอย่างสงสัย ภูดิสสบถในคอเสียดายที่ไม่โดน

‘นายอานนท์ ดูท่าทางทันสมัยเป็นเด็กแนวอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าก่อนออกจากบ้าน นายนนท์ขอย่างเท้าออกตอนวินาทีที่ลงท้ายด้วยเก้าเสมอ หนึ่งในแอคเซสเซอรี่ประดามีบนตัวนายนั่นถ้าจ้องดีๆจะเห็นแหวนอัญมณีนำโชคประจำราศีเกิด ส่วนอีกวงก็เปลี่ยนไปตามวันเพื่อเสริมดวง’ รัญชิดาให้ข้อมูลไว้ดังนี้

นิศากรกวาดสายตาไปที่มือของชายหนุ่ม ก็พบแหวนวงใหญ่ที่นิ้วชี้แบบที่ผู้ชายวัยรุ่นนิยมใส่กัน หากวัสดุของตัวแหวนคาดว่าน่าจะเป็นทองคำขาว เพราะส่องแสงสะท้อนประกายล้อแสงแดดอย่างน่ามองเช่นเดียวกับอัญมณีม็ดโตบนหัวแหวน

แหม...หน้าตาไม่เข้ากับไสยศาสตร์เท่าไหร่ ไหงเอนเอียงไปทางนั้นได้น้า

“หนูนิอยู่บ้านหลังไหนเหรอฮะ” อานนท์ถามถึงฐานทัพลับ ซึ่งเป็นกองบัญชาการ บัดนี้อัดแน่นไปด้วยหน่วยปฏิบัติการณ์ มีทั้งภูดิส แพรพรรณ ธเนศ อีกทั้งรัญชิดาและพ่อแม่ของอานนท์ที่เพิ่งตามมาสมทบ

หญิงสาวชี้ข้ามไหล่ตัวเองไปที่บ้านหลังใกล้ตัว ปลายหางตาเห็นม่านไหวนิดๆ เชื่อว่าคนข้างในคงหลบกับวูบวาบ น่าสนุกดีแท้

“ไม่ไกลกับผมเลย ดีจัง หนูนิกำลังจะไปไหนรึเปล่าฮะ”

“ว่าจะไปเดินเล่นชายหาดหน่อยน่ะ อยู่ในห้องมันอึดอัด เดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน” นิศากรยิ้มแหยๆ

อานนท์ส่งสายตาเห็นใจมาให้ ตีความไปถึงเรื่องหนักใจเกี่ยวกับภูดิส เพราะรัญชิดาไปโปรยความเข้าใจผิดไว้ให้ก่อนเริ่มแผนการ

‘ฉันไม่สนหรอกว่ายัยเด็กนั่นจะคิดยังไง ฉันไม่ปล่อยภูไปหรอก’

นิศากรไม่เข้าใจนัก แต่ก็ไม่อยากตอบคำถามอะไรอีก เดี๋ยวจะหลุดและสับสนไปกันใหญ่

“งั้นผมไปเป็นเพื่อนนะฮะ”

นิศากรพยักหน้า ลอบถอนใจ โล่งอกที่ไม่ต้องหว่านมนตร์อันใดเพื่อลากเด็กหนุ่มไปตามที่คิดไว้



สองคนเดินเรื่อยๆบนชายหาด คุยกันไปเรื่องสัพเพเหระ นิศากรได้พบว่าอานนท์เป็นคนอัธยาศัยดีคนหนึ่ง เชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกันก็เชื่อเรื่องโชคชะตาไปด้วย อีกหนึ่งความลับพิเศษก็คือ อานนท์มีsix sense หรือ สัมผัสที่หกนั่นแล บรื๋อ...น่าสยองพิกล

“คุณๆ สนใจดูดวงกับบ้างไหม ฉันดูแม่นนะ”

เสียงกำไลกระทบกันกรุ๋งจากหญิงสาวร่างบางเขียนตาคมในชุดยาวสีเขียวน้ำทะเล กระโปรงปักลาย มีผ้าคลุมผมบางพริ้วไปตามสายลมปิดหน้าไว้บางส่วน ปูเสื่ออยู่ในกระโจมใต้ร่มไม้ ถือลูกแก้วกลมใสอยู่ในมือ ดูคล้ายแม่มดสาวในละครแฟนตาซียังไงอย่างนั้น

“มาเลือกคุ๊กกี้ทำนายดูสักอันก่อนไหมล่ะ ไม่เก็บตังค์หรอกนะ มาเถอะ”

หมอดูสาวชักชวนแล้วก็รี่เข้ามาดึงแขนทั้งสองเข้าไปในกระโจม เปิดกล่องขนมอันมีส่วนประกอบเป็นแป้งคุ๊กกี้ ห่อเข้าหากันตรงกลางป่องออกรูปร่างคล้ายกระจับอยู่ในหีบห่อพลาสติกใสสวยงามส่งให้แขกทั้งสองเลือกคนละชิ้น

“แกะดูสิคะ”

อานนท์แกะขนมออกจากห่อ หักครึ่งออกจากกัน จึงเห็นแผ่นกระดาษเล็กๆซ่อนอยู่ข้างใน เขาคลี่ออกมา จึงพบข้อความ

มองข้ามคนของตน เพื่อไขว่คว้าของผู้อื่น ถูกแล้วหรือ

อานนท์คิ้วขมวดเข้าหากัน ในใจคิดต่อต้าน นิศากรลอบมองยิ้มนิดๆ เหลือบไปสบตากับแม่หมอสาว แต่พรรคพวกที่รู้กันหาได้สนใจไม่ กลับจ้องเขม็งไปที่อานนท์อย่างรอคอย หนุ่มน้อยเงยหน้าขึ้นสบสายตาแฝงอำนาจประหลาดนั้นแล้วก็นิ่งไป

“ไม่อยากเชื่องั้นสิ แต่อย่าฝืนโชคชะตาเลยเลย เธอก็รู้และเชื่อไม่ใช่เหรอเรื่องฟ้าลิขิตน่ะ” แม่หมอบอกเสียงเรียบเรื่อย แต่แววตาที่มองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่มลึกล้ำดุจรู้ถึงความคิด อานนท์อึ้งไป แม่หมอยิ้มนิดๆ ยื่นไพ่สำรับหนึ่งมาตรงหน้าชายหนุ่ม

“อธิฐานก่อน แล้วเดี๋ยวเรามาเริ่มดูดวงกัน”

อานนท์รับมากำไว้ ภาวนาในใจครู่หนึ่งแล้วส่งคืน แม่หมอวางลูกแก้วในมือไว้บนผ้ากำมะหยี่สีดำ คลี่ไพ่ลงบนโต๊ะแล้วให้อานนท์หยิบขึ้นมาสามใบวางเรียงกัน

“เฮ้อ ไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ คู่ที่เฝ้าหวัง ไม่ใช่ของเธอหรอก อย่าทำบาปแยกคู่คนอื่นเขาเลย ระวังกรรมจะตามสนอง”

อานนท์มีสีหน้าไม่พอใจมากขึ้นไปอีก นิศากรขยิบตายิ้มให้ แม่หมอทำหน้างงๆแล้วขำ ส่ายหน้าน้อยๆ

“เรื่องการเรียนแล้วกัน วอกแวกไม่ค่อยสนใจเพราะมีเรื่องอื่นมาแทรก จึงทำให้เสียสมาธิ หากยังหมกมุ่นมากเกินไป ระวังจะสอบตก” แม่หมอทำเสียงคล้ายครูดุนักเรียน

“ระวัง เรื่องไม่คาดฝัน อาจเป็นอันตรายทั้งตัวเธอและคนที่จะไปกับเธอ”

เสียงกำไลกระทบกันกรุ๋งกริ๋งยามเอื้อมไปเก็บไพ่ แม่หมอลุกขึ้น คว้าลูกแก้วติดมือไปด้วย

“อ้าว ไม่ดูต่อเหรอคะ” นิศากรตั้งคำถาม

“ก็ไพ่มันบอกแค่นั้นนี่ ไปล่ะ ไม่ว่างแล้ว” แม่หมอสาวตาคมจากไป ไม่เหลียวหลังพร้อมเสียงกรุ๋งกริ๋งที่ดังทุกครั้งเมื่อขยับตัวก้าวเดิน

ทิ้งให้นิศากรมองตามไปจนลับตา ส่วนอานนท์ครุ่นคิด สองเสียงต่อต้านกันไปมาในหัวใจ ใจหนึ่งไม่อยากเชื่อ แต่อีกใจก็กลับยอมรับ เพราะแน่ในส่วนลึกที่ไม่อาจปฏิเสธ เจอของจริงเข้าแล้ว ท่าทางหมอดูคนนี้จะเป็นพวกเดียวกัน พวกมีสัมผัสที่หก



เสียงพูดคุยหน้าประตูดังลอดเข้ามา คนในห้องหาที่แอบกันพัลวัน กลัวแม้กระทั่งคนข้างนอกจะเห็นรอยเงาของตัว เจ้าของห้องก้าวพรวดเข้ามาโดยแง้มประตูให้น้อยที่สุด

“เฮ้อ...” นิศากรพิงประตู ถอนใจเฮือก ทุกคนมองมาเป็นตาเดียว ไล่ตั้งแต่ผู้มีอาวุโสมากสุดสองคน คือ พ่อและแม่ของอานนท์โผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำ รัญชิดาชะเง้อมาจากช่องว่างข้างเตียง

เสียงดังกุกกักจากในตู้ สร้างความสงสัยให้อีกสี่คนในห้องหันไปมอง เสียงกระซิบลอดไรฟันสองเสียงดังออกมาเบาๆ

“ออกไปไกลๆฉันเลย อย่ามาโดนตัวนะ”

“โอ๊ย ยัยเปี๊ยก เธอจะให้ฉันแทรกตัวไปในรอยแตกของตู้เลยไหมล่ะ”

“ก็ดี”

“บ้า นับวันจะยิ่งเพี้ยนเข้าไปใหญ่แล้วนะ”

“เรื่องของฉันย่ะ เอ๊ะ บอกว่าอย่ามาโดนตัวไงเล่า แล้วใครใช้ให้นายเข้ามาเบียดฉันหา”

“ยัยงก งกแม้กระทั่งที่แอบ เกินไปแล้วนะ แล้วตู้ก็แคบเท่าเนี้ย จะหลบไปไหนพ้น คิดดูซิ”

“ไม่รู้ แต่อย่ามาโดนได้ไหม อี๋ย์…”

“รังเกียจอะไรฉันนักหนาฮะ เธอโดนแน่!”

”กรี๊ด....”

เสียงวี๊ดดังลอดออกมาพร้อมเสียงดังปัง!จากภายใน นิศากรเปิดประตูตู้ผัวะออก พบแพรพรรณนั่งขดตัวลีบอยู่บนชั้นอเนกประสงค์ในตู้เสื้อผ้าเอามือข้างหนึ่งยันหน้าอกแข็งของธเนศซึ่งโน้มตัวเข้าหา สองแขนยันผนังตู้กักตัวแพรพรรณไว้กลายๆ หญิงสาวหน้าแดงแปร๊ด อีกคนหน้าบูดเป็นตูดลิง

“อุ๊ยตาย...” รัญชิดาอุทานยิ้มกริ่มๆชอบกล

ธเนศได้ยินเสียงคุ้นๆก็หันไปมอง ดวงตายังกรุ่นด้วยอารรมณ์แกมเก้อๆเขินๆ ผลุบออกจากตู้มา

“มองอะไรกัน!” เสียงห้าวแหวใส่ แล้วหนีออกจากห้องไปซะอย่างงั้น

ปล่อยเกาะแพรพรรณที่หน้าแดงแปร๊ด คล้ายคนจับไข้ให้เผชิญสายตาอยากรู้อยากเห็นไว้แต่เพียงผู้เดียว



ธเนศผลักประตูออกไป พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ กุมขมับส่ายหัวซุนไปข้างหน้า ก้าวพรวดๆไม่มองใคร

“ไอ้ธเนศ ไอ้บ้าเอ๊ย ทำอะไรไปวะเนี่ย”

ภูดิสสวนทางมา ยกมือทักค้าง เพราะเพื่อนมองไม่เห็นแม้แต่น้อย คล้ายเป็นเพียงรูปปั้นข้างทางอยย่างนั้น ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ

หน้าบ้านพักหลังเล็กหญิงวัยกลางคนๆหนึ่งเยี่ยมหน้าเข้ามาก่อนตัว นุ่งกระโปรงยาวกรอมเท้ากับเสื้อผ้าบาติก มีผ้าโพกหัวยืนเคาะประตูอยู่ นิศากรเปิดประตูออกมา

“ใช่ห้องคุณรันหรือเปล่าคะ” หญิงคนนั้นถาม รัญชิดาได้ยินเสียงจึงโผล่หน้าออกมาบ้าง

“อ๋อ คนที่เล่นเป็นหมอดูน่ะเอง อ้อ ภู ไปแอบดูถึงไหนมาล่ะ เข้ามาด้านในดีกว่า” ภูดิสก้าวตามหลังหญิงผู้นั้นเข้ามา คิ้วเข้มย่นเข้าหากัน ดูคนที่บอกว่าเป็นแม่หมออย่างพิจารณา

“คือว่า อิฮั้นจะมาบอกว่าอิฮั้นรอตั้งนานแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครผ่านมาตรงกระโจมสักคน ดิฮั้นเลยมาถามฮ่า”

“อ้าว...? แล้ว” รัญชิดาร้อง หันมาหานิศากรหน้าเหลอ นิศากรงงเช่นเดียวกัน

“แล้วแม่หมอคนนั้นใครล่ะ...” นิศากรถามเสียงดัง

ไม่มีใครตอบได้สักคน หญิงสาวปริศนาผู้นั้นเป็นใคร งานนี้เอ่อกันเป็นแถว ปวดเฮดไปตามๆกัน


-----------โปรดติดตามตอนต่อไป-------------



*;...คุยกันนิดหน่อยกับฟ้าริน...;*

นิ - เอามาให้แล้วค่ะ กำลังจะจบแล้วนะคะ เอาใจช่วยให้ฟ้ารินเขียนตอนจบได้ดีๆด้วยนะคะ

ห.จ.ม.ต. - ใช่ค่ะ เรียนฝรั่งเศสค่ะ ยินดีต้อนรับสู่บ้านนิยายหลังเล็กกระจ้อยร่อยนะคะ ว่าแต่ว่า ห.จ.ม.ต. ย่อมาจากอะไรเอ่ย

เด็กดอยซาส์ - จบเดือนนี้ค่ะ จบๆๆๆๆๆ ซะทีนะคะ นานเหรอเกินแล้วนะคะ

โอเ่ล่รสส้ม - ไม่เป็นไรค่ะ ทวงๆๆได้เลยนะคะ ดีค่ะ ช่วยกระตุ้นๆให้เอ็นโดรฟินมันหลั่งซะบ้าง หัวจะได้ลื่นๆนะคะ แล้วก็ดีใจจัง ที่มีคนตามอ่านอยางนี้




Create Date : 26 มกราคม 2551
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 16:00:14 น.
Counter : 159 Pageviews.

2 comment
จัดรักให้ลงล็อค บทที่32





บทที่32

สองหนุ่มสาวนั่งลงเคียงกัน เลือกใช้ด้านบนชั้นลอย มีห้องส่วนตัวเพิ่งตกแต่งใหม่เอี่ยมห้องส่วนตัวสำหรับเจ้าของห้องเสื้อสาว

คิ้วเรียวขมวดแทบเป็นโบว์ ฟังน้ำเสียงทุ้มนุ่มเล่าเรื่อยๆอย่างหมดเปลือก ทุกอย่างพรั่งพรูอออกมา แม้กระทั่งความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ คาดไม่ถึงในเล่ห์กลที่เพื่อนกระทำต่อเพื่อน จนขณะนี้ชายหนุ่มลังเล ไม่อาจไว้ใจรัญชิดาได้สนิท สงสัยในตัวอานนท์ซึ่งมีฐานะเป็นญาติของรัญชิดา อานนท์นั้นอาจชอบใจในตัวนิศากรด้วยใจจริง แต่เบื้องหลังความชอบนั้น มีเหตุผลใดแอบแฝงมาด้วยหรือไม่ ไม่รู้

ภูดิสทอดถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าหนักใจไม่น้อย นิศากรก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่นึกมาก่อนว่ารัญชิดาจะทำได้ถึงขนาดนั้น น่ากลัวเหลือเกิน

ความอยากเอาชนะ ก่อให้เกิดการยื้อแย่ง ทั้งที่ใจจริงไม่ได้ต้องการ จนกระทั่งทำลายความเชื่อใจ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนให้สะบั้นลงอย่าง่ายดาย บาดแผลทางใจก่อเกิด แม้กระทั่งได้รับข่าวน่าห่วงใย ยังไม่ทำให้ความระแวงสงสัยคลายลง อีกทั้งข้อความที่ฝากมา คิดในแง่ดี รัญชิดาต้องการขอโทษและปรับความเข้าใจ หากในแง่ร้าย อาจเป็นกลลวงให้เกิดข่าว เพื่อสั่นคลอนความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้ ภูดิสจึงไม่อาจก้าวเท้าสู่โรงพยาบาลตามคำขอได้

“แล้วถ้าเขาป่วยจริงๆล่ะคะ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงแย่ที่พี่ไม่ยอมไปเยี่ยมเขา อานนท์บอกว่าอาจต้องผ่าตัด แต่ตอนพูดนายนั่นก็หน้าตาเฉย ไม่แสดงออกว่าเรื่องมันหนักขนาดนั้นสักนิด หรือจะหลอกเสียก็ไม่รู้” ภูดิสวิเคราะห์

“พี่ภูไม่ได้ไปมา...จริงๆเหรอคะ” นิศากรถามอ้อมแอ้ม ดวงตากลมมองใบหน้าคม หวังจับพิรุธ แต่กลับได้สายตาแน่วแน่จริงจังตอบกลับมาแทน

“ไม่!” มุมปากขยับยกขึ้นนิดหนึ่ง “กำลังทำตามสัญญาของพี่รึเปล่าเนี่ย” ชายหนุ่มจับมือบางขึ้นมาเกี่ยวนิ้วก้อยไว้ นึกถึงสัญญาที่เขาขอไว้ ถ้าหากสงสัยอะไรให้ถามเขาแค่คนเดียว นิศากรพยักหน้า

“หนูนิได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้ครับ วันนี้พี่ขอเป็นจำเลยให้ซักได้ตามสบายครับ” ว่าแล้วก็ขยับยืดตัวตรง ตั้งมือขึ้นไว้ข้างตัวข้างหนึ่ง

“ต้องสาบานด้วยไหมครับ” ภูดิสถามยิ้มๆ นิศากรพยักหน้าอีก

“ก็ดีค่ะ”

ได้รับคำยืนยันเช่นนั้น ชายหนุ่มจึงหันหน้าเข้าหาคนรัก แล้วทำเสียงจริงจังดุจเอ่ยต่อหน้าศาลที่เคารพจริงๆเหมือนอย่างที่เห็นในหนัง

“ข้าพเจ้านายภูดิส ขอสาบานและสัญญาต่อหน้านางสาวนิศากรและโซฟาตัวนี้ว่า จะรักและซื่อสัตย์ต่อนางสาวนิศากรตลอดไปตราบจนชั่วชีวิต อย่างนี้ถูกไหมครับ”

คนลากไถลบทของจำเลยไปเป็นบทของเจ้าบ่าวหันมาถามหน้าตาเฉยเสียอีก หญิงสาวหน้าเห่อแดงโดยไม่ทันตั้งตัว อึ้งไปนิดที่ถูกสารภาพรักแบบฉับพลัน หัวใจเต้นแรงราวกับลูกบอลกระเด้งกระดอนอย่างแรงอยู่ภายในช่องอก หญิงสาวยังไม่อยากเชื่อหู มองชายคนรักตาปริบๆอย่างกับไม่เคยเห็นมาก่อน

“เอาใหม่ได้ไหมคะ นิฟังไม่ทัน” คราวนี้เลยได้เห็นผู้ชายหน้าแดงกันบ้างล่ะ คนเพิ่งนึกได้ว่าพูดอะไรออกไปยกมือเสยผม หัวเราะแหะๆบอกปัดอย่าน่าฟาดสักผัวะ

“ของดีมีครั้งเดียว” ว่าแล้วก็เปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้น “มาต่อเรื่องที่หนูนิอยากถามพี่ดีกว่า”

นิศากรหน้าค้อนใส่ คาดไว้ในใจ

คนบ้า อยู่ๆก็มาบอก เอ่อ รัก แบบสายฟ้าแลบแล้วก็เปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ แล้วดูทำเข้าสิ พูดเล่นหรือเปล่าเนี่ย ชักไม่แน่ใจแล้วนะ คอยดูเถอะ สักวันจะให้ตะโกนบอกรักตั้งแต่หน้าปากซอยมาเลย คอยดู!

“อ้าว ไม่ถามแล้วเหรอครับ” ภูดิสสะกิด นิศากรวางหน้าเชิดนิดๆ มองด้วยหางตา ประหนึ่งไม่เชื่อถือ
“ถามแล้วจะบอกจริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้”


“ถ้าอนุญาตให้ถามได้ พี่ก็ต้องตอบสิครับ”

“ทุกเรื่อง?” หญิงสาวมองอย่างประเมิน เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า จึงเริ่มตั้งคำถามแรกที่เล่นเอาคนแน่ใจว่าจะพูดอย่างเปิดอกเกาหัวแกรกซะแล้ว ก็เล่นขุดมาตั้งแต่รุ่นพระเจ้าเหามาซัก

“เรื่องที่พี่ภูกับคุณรันกิ๊กกันสมัยเรียนคงจริงสินะคะ ไปถึงไหนกันแล้วล่ะคะ”

“เอ...ก็ไม่มีอะไร เพื่อนกันไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไปไหนก็เป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่ก็กินข้าว ดูหนัง...” พูดไม่ทันจบนิศากรก็แทรกขึ้นมา

“ตอนดูหนังคงนั่งใกล้ๆกันสินะ ทำอะไรบ้างก็ไม่รู้” เสียงใสๆขึ้นจมูก หน้าตึงน้อยๆ ภูดิสรีบโบกมือปฏิเสธหยอยๆ

“เปล่านะครับ รันต่างหากกระเด้งมาเกาะตอนดูหนังผี” ภูดิสปัดความผิดเสีย จะมาโกรธเขาไม่ได้นะ ก็เขาน่ะนั่งอยู่เฉยๆแท้ๆ

“โดนคนสวยๆกระโดดใส่ คงประทับใจสินะคะ ปิ๊งเลยล่ะสิ” นิศากรพ่นลมหายใจแรง ภูดิสทำหน้าเก้อ ข้อหาที่ทายถูกเป๋ง คนถามรู้สึกจี๊ดตะหงิดๆ อยากเขกกระโหลกตัวเองสักโป๊ก ไม่น่าถามให้เจ็บใจเองเล๊ย เรื่องเก่าโบราณขนาดนั้น แล้วเธอเองก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วยสักหน่อย

“คุณรันน่ะสวยก็จริงแต่น่ากลัวอย่างนั้น ชอบเขาตรงไหนคะ” ช่วยไม่ได้ ก็อยากรู้นี่นา ชายหนุ่มถอนหายใจยาว

“บางทีอาจจะไม่ใช่ก็ได้ พอมาคิดๆดูอีกที น่าจะเป็นความเป็นห่วงหรือไม่ก็สงสารมากกว่า ดูท่าทางร้ายๆไม่ใส่ใจคนอย่างนั้น จริงๆแล้วเขาจิตใจอ่อนแอมาก

ที่รู้ได้เพราะวันนึง พี่บังเอิญไปเจอเขานั่งนิ่งท่าทางเก็บกดอยู่บนรถคนเดียว เลยไปเคาะกระจกถาม พี่ต๊กกะใจตอนรันกรี๊ดลั่นรถก่อนเปิดประตูผัวะออกมาซัดโฮใส่ อมความอยู่นานกว่าจะพูดออกมา เพราะวันนั้นเขาเก็บกดจนทนไม่ไหว

รันโดดเดี่ยว เพื่อนแท้ๆรักกันอย่างจริงใจไม่มี คบใครก็ได้แต่ผิวเผิน หาคนเข้าใจเขาได้ ยากเต็มที แม่รันเสียตั้งแต่เขายังเด็ก ตั้งแต่นั้นมารันก็ว้าเหว่ พ่อก็ไม่ใส่ใจ ปล่อยอยู่บ้านหลังใหญ่กับคนรับใช้กับพี่เลี้ยงที่มาทำหน้าที่ตามที่ต้องทำ ไม่ได้ใส่ใจจริงจังอะไร น่าสงสารไหมล่ะ”

นิศากรฟังแล้วก็ชักเห็นใจนางร้ายสาวขึ้นมาบ้าง การที่รัญชิดาวีนไม่เว้นแต่ละวัน บางทีอาจเป็นการเรียกร้องความสนใจก็ได้ วิธีแบบเด็กมีปัญหาโดยแท้

“เด็กมีปัญหา”

“คงจะอย่างนั้นแหละ”

“เป็นห่วงเขามากไหมคะ” ไม่ได้ถามด้วยความรู้สึกอื่นใด นอกจากอยากรู้จริงๆ อยากทราบความรู้สึกของภูดิสขณะนี้ อย่างไรเสียก็คนเคยเห็นใจกันมานาน หญิงสาวแน่ใจทีเดียว หากไม่มีเรื่องเล่ห์กลคราวนั้น ภูดิสเป็นต้องรีบเร่งไปหารัญชิดาแน่นอนที่รู้ข่าวอาการป่วย อาจจะรีบจนลืมเธอไปเลยก็ได้

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ชั่งน้ำหนักความห่วงใยที่มีกับความกังวลว่าจะถูกหลอก สัดส่วนของอย่างหลังดูจะมีมากกว่า เป็นเหตุผลให้เขาไม่กล้าย่างเข้าใกล้รัญชิดา

“แต่พี่กลัวถูกหลอกมากกว่า”

“พี่ภูคะ ไปหาคุณรันเถอะ”

“หือ?” ภูดิสเลิกคิ้วสูง แล้วแชนแข็งแรงก็ถูกฉุดลากออกไปจากร้านโดยที่นิศากรไม่ลืมที่จะสั่งเสียอย่างดีให้ลูกน้องทำหน้าที่ดูแลร้านอย่างดี



บัดนี้สองหนุ่มสาวก้าวมายืนอยู่หน้าโรงพยาบาลตามที่ได้รับแจ้งมาจากอิมมี่ ผู้จัดการสาวเทียมของรัญชิดา พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ตรงเข้ามาถามไถ่อย่างรู้หน้าที่ บริการดีสมกับเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่ผู้เข้ารักษาตัวต้องทุ่มเงินค่าโรงพยาบาลกันหลายอยู่ เพื่อแลกกับการบริการชั้นเยี่ยม

สองเท้าก้าวไปตามทางนำไปสู่ห้องซึ่งนางร้ายสาวพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง บางคาบบางคราวเท่านั้นที่จะมีผู้เยี่ยมเยียน คนที่ต้องนั่งเฝ้าไม่พ้นอิมมี่ ผู้จัดการที่โล่งใจไปได้ เพราะนางร้ายสาวไม่มีแรงลุกขึ้นมาโวยวาย วีนได้ชั่วขณะ

มือใหญ่ฉุดมือเล็กไว้ก่อน หากคิ้วเข้มมีขอเกี่ยวคงได้เกี่ยวกันแน่ สายตาคมสอดส่ายหาบางสิ่งไปทั่วบริเวณ นิศากรเอ่ยถามอย่างสงสัย

“มีอะไรคะ”

“ก็...”

“ไม่มีปาปารัสซี่หรอกมั้งคะ เรามากันไม่ได้ประกาศให้ใครรู้ แม้แต่คุณรันเองก็เถอะ” นิศากรเดินหน้าต่อ ไม่รอภูดิสซึ้งรั้งตัวไว้นิดๆ ไม่ค่อยอยากตามไปเท่าไรจนกระทั่งถึงหน้าห้องที่ต้องการ

มือเล็กบางคว้ากลอนประตู ภูดิสก็ควักโทรศัพท์มือถือของตัวข้นมากดรับสายทั้งที่ไม่มีเสียงเรียกสาย โบกมือส่งสัญญาณว่ารอสักแป๊บ นิศากรแอบคิดในใจ แอบใช้มุขเดียวกับเราเมื่อก่อนรึเปล่านะ แต่ดูท่าทางการคุยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ไม่น่าเป็นเช่นนั้น จึงจำใจรออยู่ก่อน

หญิงสาวอดใจรออยู่ได้สักครู่ อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จธุระทางโทรศัพท์เสียที นิศากรเขย่ามืออีกฝ่าย ชี้นิ้วไปทางประตู แล้วผลักเข้าไปทันที ด้วยความใจร้อนอยากพิสูจน์บางสิ่งบางอย่างแทนภูดิสใจจะขาด

เขาว่ากันว่า หากจะจับโกหก ต้องเล่นทีเผลอ เอาให้ได้คาหนังคาเขา จะได้ดิ้นไม่หลุด

สายตาสองคู่จับจ้องมาอย่างตระหนกน้อยๆ อิมมี่ที่นั่งอ่านนิตยสารอยู่บนโซฟายกมือปิดปาก กั้นเสียงอุทานไม่ทัน

“ว๊ายตาย นางเอกมา”

“สวัสดี...” น้ำเสียงแผ่วเบา แหบแห้งทักทายมาก่อน

ใบหน้าซึ่งเคยตกแต่งอย่างปราณีตมีสไตล์ บัดนี้ไร้สีสัน ดวงตาสวยหวานยังคงความสวย แต่กลับไม่เปล่งประกายจัดจ้าอย่างคนเอาแต่ใจเช่นเดิม สายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ข้างเตียงคนไข้ ปลายสายซึ่งมีเข็มแหลมทิ่มแทงเข้าสู่ผิวนวลเนียนบนมือเรียว ร่างบางระหงหยันตัวขึ้นนั่ง ชะเง้อมองไปทางประตู

“ภูมาด้วยหรือเปล่า” นิศากรพยักหน้า รู้สึกละอายน้อยๆ เพราะรัญชิดาไม่ได้จะใช้กลลวงชนิดใดเพื่อสร้างเรื่องให้เธอแตกกับภูดิสอย่างที่มโนส่วนหนึ่งเชื่อถือ

“เธอมาก็ดีนิศากร เรามีเรื่องต้องคุยกัน ฉันได้ข่าวเรื่องอานนท์กับพวกเธอ...” รัญชิดาพูดไม่ทันจบ ภูดิสก็ก้าวตามเข้ามาอีกคน คราวนี้อิมมี่อุทานซ้ำสอง

“อ้าว พระเอกก็มา...” สรุปว่าละครเรื่องนี้ครบเครื่องตัวละคร เตรียมเดินเรื่องต่อได้ อิมมี่หุบปากสนิท พลีตัวเล่นเป็นคนใช้ หาน้ำท่ามาเสริฟแฝงกายนักข่าวหัวเห็ดไว้ภายใต้บทสาวใช้

“เชิญนั่งก่อนสิ ขอบใจที่มานะภู” แววตาสะท้อนความยินดีอย่างลึกซึ้ง ใบหน้าค่อยแช่มชื่นขึ้นนิด

“รอตั้งนาน นึกว่าภูจะไม่ยอมมาแล้วสิ โชคดีจัง” เสียงอ่อนระโหยจากริมฝีปากแตกแห้งจี้เข้ากลางใจคนฟัง ภูดิสอึ้งไปนิด ละอายเช่นเดียวกันเมื่อพบความจริง

“แต่ว่าไม่บอกก่อนนะ จะได้เตรียมตัวให้ดูเป็นคนหน่อย” รัญชิดาก้มดูสภาพตัวเองพลางลูบหน้า รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ เพราะไม่เช้งวับจับตา ภูดิสยิ้มน้อยๆ

“ภู...ขอโทษนะ เรื่องนั้น...” รัญชิดาหลุบตาต่ำ ไม่กล้ามองภูดิสและนิศากร “เราทำร้ายๆไว้มาก ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเลยทีเดียว เพราะภูใจดี ดีมาก จนเราถือดีว่าภูไม่มีวันทิ้งเราแน่ เลยทำอะไรไม่คิดแบบนั้น ขอโทษจริงๆนะภู” น้ำตาใสๆร่วงผล่อย สะอื้นไห้พูดต่อไป “เราไม่หวังว่าภูจะยกโทษให้เดี๋ยวนี้ แค่ได้มีโอกาสพูดอย่างวันนี้ ก็ดีมากพอแล้ว”

“ขอโทษนะภู...” รัญชิดาเสียงสั่น พร่ำรำพันขอโทษเป็นครั้งที่เท่าไหร่เจ้าตัวก็ไม่ได้นับ รู้แต่ต้องพูดคำนี้สักร้อยรอบก็คงไม่พอทดแทนการกระทำเลวนั้นได้

ภูดิสพยักหน้ารับเงียบ ทอดมองเพื่อนอย่างสงสาร เรื่องจะโกรธไปจนวันตาย ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เรื่องจะให้ลืมและวางใจโดยสนิท ก็ไม่ได้เช่นกัน ทั้งเขาและรัญชิดาคงต้องจำเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน

แค่เพียงอีกฝ่ายพยักหน้ารับคำขอโทษเท่านั้น นางร้ายสาวก็ยินดีอย่างที่สุดแล้ว

นิศากรแปลกใจ ภูดิสผู้ใจดีและอ่อนโยนคงจะลุกไปปลอบแล้ว แต่ไหงวันนี้ ไม่มีทีท่าขยับตัวสักน้อย

“ขอโทษเธอด้วย นิศากร” ผู้ถูกขออภัยทำคอเอียงหน้าเหลอ ก่อนจะยิ้มให้ถึงบางอ้อ

สงสัยเรื่องที่เคยทำร้ายๆกับเธอ อย่างเช่นพูดจาจิกกัด หาเรื่องมาตลอดละมั้ง ยกให้ก็ได้ อุตส่าห์กลับใจเป็นนางเอกกับเขาบ้างแล้ว

“เฉพาะเรื่องที่เจอกันครั้งแรกกับเรื่องสุดท้ายนี้เท่านั้นนะ”

อ้าว?

“เพราะเธอแก้แค้นฉันไปหมดแล้ว เพราะงั้นฉันไม่ต้องขอโทษ
นิศากรหุบยิ้มทันควัน นั่นไง ขอถอนคำพูดที่ว่ากลับใจตรงสี่บรรทัดนับขึ้นไปข้างบน รัญชิดาหัวเราะคิก เมื่อเห็นหน้าเอ๋อแล้วสลับเป็นตูมน้อยๆของนิศากร

“จริงสิ เรื่องนายอานนท์น่ะ...”

ภูดิสตวัดสายตาคมดุขึ้นทันควัน มองทางนิศากรก่อนปัดไปทางรัญชิดาจนสะดุ้งโหยง แล้วโบกมือทันควันทำหน้าบูด

“เราไม่เกี่ยวนะ เรื่องนั้นเราก็รู้จากหนังสือพิมพ์แล้ววันต่อมา นายนนท์ก็วิ่งแจ้นมาบอกว่าไปปิ๊งหนูนิของภูเข้าน่ะแหละ เราห้ามแล้ว นายนนท์ก็ไม่ฟัง ดื้ออย่างกับวัวกับควาย”
นางร้ายสาวบ่นอุบ ค่าที่น้องชายไม่ใยดี เชื่อฟังคำห้ามปรามที่แหบแห้งของตนซึ่งอุตส่าห์ถ่อสังขารตะเบ็งให้ดุอย่างมีประสิทธิภาพ

“ไม่สบายเกือบตาย นายนนท์ไม่เห็นใจฟังเราสักนิด แถมยังทำหน้ากวนโมโหบอกไม่สนอีก”

พอได้ยินเจ้าตัวบอกอาการ แขกทั้งสองจึงจำได้ อาการป่วยของรัญชิดา เป็นอย่างไรบ้าง

“จริงสิ รันเป็นยังไงบ้าง หมอว่ายังไง” ภูดิสซักซีเรียส หากอีกฝ่ายบอกหน้าเฉย

“เครียดจนไมเกรนกำเริบหนัก เป็นไข้สามสิบแปดองศา ทอนซิลอักเสบ” คนฟังฟังตาปริบๆ อ้าปากหวอ

“แล้วเรื่องเนื้องอกล่ะ” ภูดิสถามอย่างเอ๋อจัด รัญชิดาคอเอียง ร่วมเอ๋อเป็นคนที่สาม ภูดิสกระจ่างใจ

“เอาแล้วไง นายอานนท์หลอกเข้าจริงๆด้วย” ชายหนุ่มเข่นเขี้ยว อยากเจอเจ้าเด็กแสบในวินาทีนี้จริงๆ จะได้ประเคนรองเท้าใส่บางเข้าสักข้างสองข้าง ให้สมกับที่ทำให้เขาเครียดอยู่เป็นนาน

“อานนท์บอกว่าคุณรันเป็นมะเร็ง ใกล้จะตาย” นิศากรเฉลย

“หา!!!” นางร้ายสาวอุทานเสียงแห้ง “หนอยแน่ะ แช่งพี่เชื้อได้ ฉันแค่เป็นไข้ นายกลับบอกว่าฉันจะตาย อย่างนี้มันต้องเจอกันหน่อยแล้ว นายอานนท์!” รัญชิดาอาฆาต วาดแผนการในใจไว้ตั้งแต่หลายวันก่อน เพื่อช่วยภูดิส ตอนนี้คงต้องเพิ่มเติมฤทธิ์เดชให้เด็ดดวงขึ้นอีกหน่อย จะได้แก้แค้นให้สะใจไปในตัวด้วย

“เธอ!” นางร้ายสาวชี้มาที่นิศากรซึ่งหน้าเอ๋อไม่คลาย “ต้องเป็นเหยื่อล่อนายนนท์ เพื่อกำจัดอุปสรรคออกจากชีวิตภูซะ”

เอาล่ะสิ เวรกรรมอะไรตกที่ฉันล่ะเนี่ย แล้วนางเอกแบบฉัน ต้องมาร่วมมือ

“ส่วนฉันได้แก้แค้น เอาล่ะ เราจะคิดแผนต่อเติมอีกสักหน่อย ได้เรื่องแล้วจะโทรไปบอก แค่นี้แหละ กลับไปกันได้แล้วทั้งสองคน”

ไล่แขกเสร็จเรียบร้อยแล้ว รัญชิดาก็ถดตัวลงนอน หลับตาไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป


-----------โปรดติดตามตอนต่อไป-------------



*;...คุยกันนิดหน่อยกับฟ้าริน...;*

มาเยือน - 555 ไม่ค้างนานหรอกค่ะ แต่ว่ามันไม่มีเวลามาเขียนต่อมันเลยดูแล้วว่านาน

โอเ่ล่รสส้ม - ใจเย็นค่ะใจเย็น ฟ้ารินอยากอัพจริงๆค่ะ แต่มันไม่มีเสลาเขียน ขอโทษทีค่ะ

kakok_riwkiw - คลายให้หนึ่งแล้วเน้อ ปมน่ะ มีไม่เท่าไหร่หรอก แค่รอมากำจัดเท่านั้นเอง





Create Date : 19 มกราคม 2551
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 16:00:56 น.
Counter : 158 Pageviews.

4 comment
จัดรักให้ลงล็อค บทที่31<แก้ไข-100%>




บทที่31

“นาย!มาทำอะไรที่นี่ยะ ออกไปซะ ไม่งั้นจะหาว่าไม่เดือน” แพรพรรณชี้นิ้วเท้าสะเอวหมับ ฉุนปรี๊ดทันควันเมื่อกราดสายตาไปเจอะหน้าเรียวใสกิ๊งแบบไอดอลญี่ปุ่น เกาหลีเข้า

พอรู้ชัดกับสายตาตัวเองที่ไล่ตามตัวอักษรบนหนังสือพิมพ์ฉบับร้อน ว่าเด็กหนุ่มแสนบ้าบิ่นนามว่าอานนท์ มีเชื้อสายไล่เรียงกันมากับนางร้ายสาว รัญชิดา ตัวแสบ! แสนร้ายกาจ ขี้ตู่ ขี้วีน เสียงก็ดังแสบแก้วหู ฯลฯ ก็บึ่งตรงไปกระหน่ำคำถามใส่พี่ชายที่นั่งหน้าเครียดอยู่กับกองเอกสาร ยิ่งแพรพรรณวิเคราะห์วิจารณ์ไปแนวนางร้ายแผลงฤทธิ์ ส่งสมุนมารมาร่วมแท็กทีม โจมตีทั้งปีกซ้ายและขวา ภูดิสก็ยิ่งมีสีหน้าวิตก ลังเลมากขึ้น

แพรพรรณฮึดฮัดเมื่อพี่ชายไม่ตอบโต้อะไรกลับมา นอกจากพยักหน้ายอมรับว่าอานนท์คือญาติผู้น้องของรัญชิดา แล้วเฉยเสียทุกคำถามต่อมา

อานนท์ผู้หอบดอกไม้ช่อโตก้าวเข้ามาในร้านนิศากรมาก่อนหน้าแพรพรรณตีสีหน้างงงัน มองกลับหญิงสาวร่างเล็กที่ทำท่าอย่างกับเจ๊เจ้าของตลาด

“เฮ้ พูดรู้เรื่องไหม หูแตกรึไง บอกให้ออกไป๊ ที่นี่ไม่ต้องรับนาย” แพรพรรณกระแทกเท้าปึงปังเข้าไปกระชากแขน ลากสุดแรงไปทางประตูร้าน ดันออกไปทั้งคนทั้งดอกไม้ช่อสวย

“ออกไปเลยนะ นายมันก็พวกตัวอิจฉาอีกคน คอยจ้องแต่จะทำลาย จ้องแยกคู่ชาวบ้านเขา ออกไปเลยนะ!”

“เดี๋ยวๆ อะไรน่ะฮะ คุณเป็นใครละเนี่ย” อานนท์ขืนตัวไว้ ถามพลางนึกในใจ คุ้นหน้าเจ้าหล่อนอยู่ มันคล้ายๆใครกันนะ

“เฮอะ ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าเรื่องอะไร ฉันจะบอกให้ ฉันนี่แหละ จะขัดขวางนายทุกทาง นายไม่มีทางมาแย่งหนูนิไปจากพี่ภูได้หรอก” แพรพรรณตาวาว หน้าถมึงทึง ตะโกนลั่นๆ ประกาศตัวเป็นคู่ศึก แต่ดูเหมือนไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคู่สนทนาสักเท่าไหร่

อานนท์ก้มตัวลงมาใกล้ใบหน้าขาวนวล สังเกตเครื่องหน้าหญิงสาวที่ดูไม่ออกเลยว่าเป็นรุ่นพี่แล้วดีดนิ้วดังเป๊าะ! ยิ้มอย่างสมใจ

“อ๋า นึกออกแล้ว ว่าแล้วว่าหน้าเหมือนใคร ที่แท้ก็เหมือนคุณพี่ภูดิสนี่เอง พี่สาวคงเป็นน้องสาวของคุณภูดิสล่ะสิ หน้าเด็กแฮะ ผมไม่นึกว่าจะอายุมากกกว่า”

แพรพรรณเชิดหน้ายืดขึ้นมานิดหน่อย ภายในหัวใจแอบพองโตที่ได้รับคำชม อย่างน้อยนายนี่ก็มีดีอยู่บ้าง พูดดี น่าฟัง

“ใช่” คำตอบไม่แน่ใจว่าตอบคำถามไหน เป็นน้องสาวหรือหน้าเด็ก

“พี่สาวชื่ออะไรฮะ ผมชื่ออานนท์” เด็กหนุ่มยื่นมือมาข้างหน้า ทำท่าขอเช็คแฮนแบบฝรั่ง

“แพรพรรณ”

“อ๋า ใช่แล้ว น้องแพรจอมแสบ ปากจัดอย่างกับตำแย”

“ว่าอะไรนะ!” ตาโตๆลุกวาวราวกับมีไฟลุกอยู่ภายใน ไอ้เด็กบ้า ฉันขอยกเลิกที่นึกไปเมื่อตะกี้

“ผมได้ยินมาแบบนั้น” อานนท์บอกหน้าซื่อ

“ใคร? ใครบอก”

“แฮะๆ ไม่พูดดีกว่า แหม...ไม่น่าถามเลยนะฮะ” ไหล่กว้างไหวขึ้นนิดๆ เสมองไปทางอื่น

“เด็กบ้า พูดจบแล้วก็ออกไปได้ อยู่นานเดี๋ยวลูกค้าไม่เข้าร้านเพื่อนฉัน” แพรพรรณดันๆๆๆและดัน

“เดี๋ยวซิฮะ ผมมาหาหนูนินะฮะ ยังไม่เจอเลยจะไปได้ไง”

“ไม่ให้พบย่ะ ออกไป”

อานนท์เกาะประตูไว้แน่น ท่าทางคล้ายตุ๊กแกยังไงอย่างนั้น แพรพรรณแงะเท่าไหร่ก็ไม่ออก

“นายนี่มันตุ๊กแกกลับชาติมาเกิดรึไงเนี่ย”

หนึ่งหนุ่มวัยละอ่อนกับอีกหนึ่งสาวงัดแงะกันอยู่อย่างนั้น ท่ามกลางสายตาของคนผ่านไปมา รวมถึงเจ้าของห้องเสื้อที่เพิ่งลงจากรถมากับสารถีร่างสูงด้วย

“อะไรกันน่ะนั่น แพรใช่รึเปล่าคะพี่ภู” นิศากรเดินนำไปเพื่อจะดูเหตุการณ์ให้ชัด แต่กลับถูกดึงไว้ นิศากรทำตากลมแป๋วเป็นคำถาม ภูดิสเห็นแล้วถอนหายใจ อยากเอาหน้ากากนางแม่มดหน้าเหี่ยวมาสวมหัวนิศากรเหลือเกิน กลบตาแป๋วๆกับหน้าอยากรู้อยากเห็นอย่างกับเด็กตัวเล็กๆนั่นเสีย เดี๋ยวนายอานนท์จะมาติดใจเพิ่มเข้าอีก แค่นี้ก็ยุ่งจะแย่

“เดี๋ยวค่อยกลับมาดีกว่าตอนนี้ไปก่อนเถอะ”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ”

“ไปเถอะ” คิ้วเข้มขมวด ไม่ยอมตอบให้หายข้องใจ แต่กลับรวบเอวคนรักพาให้เดินตาม นิศากรอุทานเบาๆ ด้วยภูดิสพาหันกลับรวดเร็วจนหญิงสาวขาขวิดเอียงไปเกาะผู้ร่วมทางแทบไม่ทัน อีกฝ่ายก็มือไว จับคนรักไว้ทันควัน

“วี๊ดวิ้ว หวานจังเลย ขอยืมนิ้วไปจิ้มก๋วยเตี๋ยวหน่อยพี่ ร้านมันบอกว่านั้นตาลหมด” พยานผู้เห็นเหตุการณ์ดันไปเป็นเด็กเฮ้วที่แม่ใช้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวมา เลยส่งเสียงแซวดังลั่น หญิงสาวหน้าแดงเรื่อๆ ปล่อยมือจากภูดิสทันทีแล้วถอยห่างมานิดๆให้เกิดช่องว่างอย่างพอเหมะพอควร

“หนูนิฮะๆ” อานนท์ตะโกนเรียกนิศากรลั่นๆ เสียงเป่าปาก ตะโกนแซวของเด็กวัยรุ่นเมื่อครู่ เรียกความสนใจให้หันไปมอง แล้วก็ได้ยิ้มหน้าบานเมื่อได้เห็นหญิงสาวหน้าใสที่รอคอย

“เห็นจนได้” ภูดิสทำเสียงรำคาญในคอ หน้าตูมสนิท

“เอ๋ เด็กคนนั้นนี่นา” คราวนี้นิศากรเลยได้รู้ ทำไมถึงได้โดนลากกลับออกไปอีกครั้ง ทั้งๆที่ก้าวลงจากรถมา แก้มใสพองพิลึก เพราะเจ้าของอมรอยยิ้มถูกใจปนเขินไว้จนเต็ม ภูดิสเห็นหน้านวลใสดูเบิกบานเลยขัดอารมณ์เข้าไปอีก ทั้งที่เจ้าตัวพยายามปิดไว้สุดขีด ด้วยคิดว่านิศากรยินดีที่ได้พบเจ้าเด็กกล้าดีนั่น

“สวัสดีฮะ คิดถึงจัง” อานนท์หน้าบานเป็นจานเชิงตรงเข้ามาถึงก็ทักทาย แถมมือไวคว้าข้อมือบางมากุมไว้อีกต่างหาก

เพี๊ยะ! โครม!

สองพี่น้องร่วมมือร่วมใจ แพรพรรณที่วิ่งตามมาเพิ่งถึงฟาดเผี๊ยะเข้าที่มืออานนท์ ภูดิสเอามือยันอกเด็กหนุ่มดันให้ถอยห่างนิศากร แต่ดูจะแรงไปหน่อย อานนท์เลยก้นจ้ำเบ้ากับพื้นถนน

“ว้าย!” สองสาวร้องอุทานพร้อมกันอย่างไม่ตั้งใจ อานนท์เงยหน้ามองภูดิสที่ตกใจเหมือนกันตาขุ่น

“ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจ” ภูดิสขออภัย

“เฮอะๆ สองพี่น้องรวมหัวกันแกล้งเด็กทำไมเนี่ย” เสียงห้าวเจือหัวเราะดังมา ธเนศเดินมาหยุดยืนต่อหน้าคนล้ม มองอานนท์ด้วยสายตาคล้ายมองเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง

“ผมโตแล้ว เรียนมหา’ลัยด้วย ใครบอกคุณว่าผมเป็นเด็ก” อานนท์สวนกลับเสียงห้วน ไม่พอใจที่ถูกหาว่าเป็นเด็ก ลุกขึ้นยืนจังก้ายืดตัวสูงเต็มที่สู้สองคู่หูที่รูปร่างน้องๆกำแพง คนหนึ่งทำหน้าเฉยเสีย อีกคนดันหัวเราะไม่ยอมหยุด แล้วจะดูยิ่งหัวเราะมากขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ

“จริงสิ คุณพี่ภูดิส รันฝากมาบอกว่า เขายังรออยู่เสมอ” อานนท์บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ใบหน้าแฝงรอยสมใจไว้ที่ได้เอาคืน จึงจงใจสะกิดปมสามเศร้าเมื่อครั้งเก่าขึ้นมา สองครั้งแล้วที่เขาต้องลงไปกองกับพื้นอย่างไม่เป็นท่าเพราะคนๆเดียวกัน ต่อหน้าต่อตาสาวที่ชอบ มันเหมือนกับว่าเขาเป็นแค่เด็กอ่อนแอ ผลักนิดก็เซไม่เป็นท่า

ภูดิสคิ้วขมวด ตาคมเข้มมีประกายวาวทันควันต่อตากับอานนท์ซึ่งไม่เกรงกลัว แถมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใส่อีกด้วย สามคนที่เหลือมีอาการหนึ่งที่ไม่ต่างกัน คือ แปลกใจและใคร่รู่ในสิ่งที่อานนท์บอก

“นี่มันเรื่องอะไรกัน” เสียงเล็กตวัดถามทันที หากไร้เสียงใดๆตอบกลับมา นิศากรมองภูดิสอย่างสงสัย

“หนูนิฮะ ผมหิวจัง ไปทานอาหารเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหมฮะ ผมไปเจอร้านหนึ่งมา อาหารอร่อย บรรยากาศน่ารัก เหมาะสำหรับคู่เดตมากเลยฮะ” อานนท์ละความสนใจหันหาคนที่เขาตั้งใจมาหา

ภูดิสจับข้อมือเล็กกำแน่น สีหน้าสีตาดูลำบากใจอย่างยิ่ง นิศากรก็ยิ่งอยากรู้มากยิ่งขึ้นไปอีก หากแต่ไม่ปริปากใดๆ ใช่เพียงแค่สายตาบ่งบอกความรู้สึกซึ่งอีกฝ่ายดูจะเข้าใจได้ดี

“อย่าเพิ่งคิดอะไร เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง” ภูดิสจูงมือเล็กนำไป ตรึกตรองในใจว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี แต่อย่างหนึ่งที่เขาแน่ใจที่สุดว่าควรทำ คือ ไม่ปิดปัง



ราวกับขบวนพาเหรดย่อยๆ หัวหน้านำขบวนคือหนุ่มร่างสูง สีหน้าปั้นยาก หัวคิ้วชิดติดแทบจำเกยหัน คนต่อมาเป็นสาวผิวขาวผ่องสะอาดใส สีหน้ากังวลและหวาดหวั่นไม่แพ้กัน ข้อมือบางข้างหนึ่งถูกรวบไว้ในมือใหญ่ของคนนำหน้า อีกข้างถูกยึดไว้ด้วยฝีมือเพื่อนสาวคนสนิทซึ่งเกาะแจ ไม่ให้เหลือช่องว่างสำหรับเด็กหนุ่มรุ่นน้องมาแทรกตัวเกาะแกะ ดวงตาโตที่เหลือบไปยังหนุ่มผิวน้ำผึ้งซึ่งตามไม่ห่างอยู่รั้งท้ายหลุบลงทันทีที่สบกัน

“หนูนิฮะ รอผมด้วย”

“ออกไปห่างๆ กลับบ้านไปเลยดีกว่า น่ารำคาญชะมัด! ไป๊! ชิ่ว!” แพรพรรณใช้ตัวเองเป็นปราการกั้นศัตรูให้หยุดแค่หน้าประตูร้านอีกครั้ง ไม่ให้ย่างเข้าเขตแดนของนิศากรกับพี่ชายซึ่งผ่านเข้าไปด้านในด้วยกันเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวชี้นิ้วไปทางถนน ส่งเสียงไล่อานนท์ราวกับเขาเป็นเจ้าด่างก็ไม่ปาน หนุ่มรุ่นน้องหน้าตูม สองพี่น้องนี่ ตั้งตัวเป็นอริกับเขาเต็มตัว ทำกริยาผลักไสเขาคล้ายกับเข้าเป็นเจ้าตูบตัวน้อยน่ารำคาญ เดี๋ยวเขี่ยแรงๆให้ถอยห่าง เดี๋ยวก็ไล่ นี่เขาเป็นคนนะ

“ไล่ผมจังเลย ผมไม่ได้อยากใกล้พี่สักหน่อย ผมชอบหนูนิต่างหาก พี่แพรอย่าเข้าใจผิดนะ”

แพรพรรณหน้าตึงทันควัน หนอยแน่ะ ไอ้เด็กปากดี มาว่าฉันว่าหลงตัวเองรึ เกินไปแล้ว

“รู้แล้วย่ะ เด็กอย่างนาย…” แพรพรรณอานนท์ไล่ขึ้นลงทั่วตัว พูดต่อไปด้วยน้ำเสียเหยียดๆ “ก็ดูดีหน่อยๆ แต่กระดูกอ่อนเกินไป ผอมกระหร่องอย่างนี้ หน้าหวานอย่างกับผู้หญิงดูไม่ค่อยแมนเอาซะเลย ขอบอกว่าไม่ใช่เสป็ค”

“ผมไม่สนเสป็คพี่สาวหรอกฮะ” อานนท์กล่าวหน้าเชิด แพรพรรณส่งเสียงหยันในลำคอ ทำท่ายักไหล่ใช้หางตาไล่ไปตามตัวเด็กหนุ่ม

“เฮอะ เสป็คกว้างเป็นแม่น้ำฮวงโหวอย่างฉันยังไม่ผ่าน หนูนิรึจะสนใจ” แพรพรรณไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่า ความกว้างขวางในรสนิยมของตน ไม่ได้แผ่ขยายไปถึงหนุ่มอายุอ่อนกว่า หากแต่จำกัดช่วงไล่ตั้งแต่รุ่นเดียวขึ้นไป ไม่ได้ไล่ลงมาให้ค่าของตัวเลขอายุน้อยลง เหตุผลที่กางกั้นได้รับมติจากหลายคนก็คือ



‘คนที่มาเป็นแฟนแกได้นะ ต้องคนเป็นใบ้ แบบว่าถียงแกไม่ได้ แกจะได้พูดคนเดียวไง’

‘ไม่งั้นอีกทีก็ฉันว่าต้องเป็นศิษย์พี่ของแกว่ะ ฝึกหัดมาอย่างดีไม่ต่ำกว่าสามสิบปีเข้าขั้นปรมาจารย์ด้านการเถียงถึงจะพอลับฝีปากกับแกได้ นั่นแหละเหมาะกับแกที่สุด เพราะฉะนั้น รุ่นน้องๆแกอย่าได้หวังว่าจักหาผู้ใดจะมีฝีปากเทียบเทียมแกได้อีกเลย คงเป็นตาแก่ปากร้ายซะมากกว่า ฮ่าๆๆๆ’

แพรพรรณได้แต่ทำหน้างอ แต่ก็ค้านไม่ลง

‘ฉันก็ไม่เอาเด็กง้องแง้งเหมือนกันล่ะย่ะ ล่มจมตายตามกันไปพอดี’ หญิงสาวรู้แก่ใจ ตัวเองไม่ได้มีลักษณะของผู้ใหญ่ตามวัยที่ควรมี และชาตินี้ก็คงเป็นคนที่น่าเชื่อถือตัดสินใจรอบคอบได้ถึงขนาดจะดูแลผู้ใด ด้วยความเป็นน้องคนสุดท้อง ถูกดูแลมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจากแม่และพี่ชาย หวังในใจไว้ตามภาษาผู้หญิง จะมีผู้ดูและแลหาเธอด้วยความรักต่อจากครอบครัว ไม่ใช่จะต้องไปดูแลใคร

‘คนๆนั้นน่ะนะ ต้องดูแลเรารักเราอย่างที่พี่ภูกับแม่ทำนั่นแหละ เป็นพี่ก็ได้เป็นเพื่อนก็ได้ เป็นแฟนผสมไปด้วยเลย ดีที่สุด’



“จริงเหรอ” อานนท์ก้มลงดูตัวเองร้อนรน สนอกสนใจขึ้นมาทันที จึงกระแซะเข้าไปถาม “แล้วต้องยังไงล่ะฮะ” ลืมความตั้งใจเดิมที่จะติดตามนิศากรไปเสียแล้ว

“อยากรู้ก็ตามมาสิ” อานนท์ทำท่าลังเล แลไปด้านในร้านหาร่างของสาวที่หมายตา

“ตามไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ หนูนิไม่สนใจนายหรอก แห้วตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ก็เห็นๆกันอยู่ว่าไม่โดนสักนิด เอ้า!ไม่อยากรู้ก็ช่างนาย”

แพรพรรณยิ้มมุมปากมีเลศนัยขณะหันหลังให้เด็กหนุ่ม ทิ้งความอยากรู้อยากเห็นของตัวไว้ข้างหลัง ตอนนั้ต้องทำ คือลากเจ้าหนูมารออกไปให้ห่าง เปิดโอกาสให้คู่รักได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกัน

แพรพรรณยิ้มค้าง เพราะพบสายตาคมหวานราวผู้หญิงเจ้าอารมณ์มองอยู่ก่อนแล้วอย่างรู้ทัน

‘ฉันไม่ทิ้งเธอ ทิ้งไม่ได้...’

เสียงห้าวหนักแน่น ยังดังก้องอยู่ในใจ ปลาบปลื้มในใจยังไม่คลาย หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ ก้าวขาไม่ออก ดั่งคุณลักษณะที่ผองเพื่อนบรรยายกำลังก่อร่างปรากฏเป็นภาพให้เห็นจริงตรงหน้า

ฉันว่าต้องเป็นศิษย์พี่ของแกว่ะ ฝึกหัดมาอย่างดีไม่ต่ำกว่าสามสิบปีเข้าขั้นปรมาจารย์ด้านการเถียงถึงจะพอลับฝีปากกับแกได้ นั่นแหละเหมาะกับแกที่สุด

ตามติดกระชั้นชิดด้วยเสียงเล็กของตัวเอง

คนๆนั้นน่ะนะ ต้องดูแลเรารักเราอย่างที่พี่ภูกับแม่ทำนั่นแหละ เป็นพี่ก็ได้เป็นเพื่อนก็ได้ เป็นแฟนผสมไปด้วยเลย ดีที่สุด

แพรพรรณสะอึกหน้าแดงกระทันหัน หลับตาปี๋ทำตัวแข็ง ธเนศหน้าเหลอ พิศวงอาการประหลาดของน้องสาวเพื่อนรัก จึงก้มลงถาม

“เฮ้ เป็นอะไรน่ะ”

“อ๊า...อย่ามายุ่งกับฉัน” แพรพรรณปัดมือไปมาหวังไล่เสียงห้าวให้ไกลห่างโดยไม่ลืมตา

เพี๊ยะ!

“โอ๊ย”

รอยนิ้วๆเล็กๆห้านิ้วขึ้นเป็นรอยบนแก้มสากสีน้ำผึ้ง แพรพรรณเปิดตาขึ้นตระหนกที่เห็นรอยที่ปรากฏ ธเนศลูบแก้มตัวเอง สีหน้าเจ็บปวดมองใบหน้าเล็กอย่างไม่เข้าใจ

“เขาะ ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“เป็นอะไรของเธอน่ะยัยเปี๊ยก ไม่สบายรึไงกัน หน้าแดงๆด้วย เป็นไข้รึเปล่า” น้ำเสียงห้าวห้วนผสานความเป็นห่วงเป็นใยด้วยใจจริงลอยเข้ากระทบหัวใจดวงน้อยให้สั่นไหว “หรือว่าหัวเธอไปกระแทกอะไรมา เลยเพี้ยนๆแบบนี้”

ธเนศสีหน้าตื่นตระหนกอย่างที่รู้ว่าแกล้งทำ แพรพรรณถลึงตาใส่ทันควัน

“นายน่ะสิเพี้ยน! เลยทำฉันเพี้ยนไปด้วยแล้ว!” หญิงสาวแว้ดใส่ ยกมือสองข้างกุมหัว กระทืบเท้าหนีคนที่คิดว่าทำให้ตัวเองเพี้ยนไป อานนท์ก้าวตามงงๆกระชั้น

“อ้าว!ไปไหนล่ะฮะ บอกเรื่องเมื่อกี้ก่อนสิฮะ”

ธเนศนึกอยากหาแหมาเหวี่ยงล้อมเด็กหนุ่มน่ารำคาญผู้นั้นมาเหวี่ยงไปให้ไกลเสียเหลือเกิน



-----------โปรดติดตามตอนต่อไป-------------



*;...คุยกันนิดหน่อยกับฟ้าริน...;*

โอเล่ห์รสส้ม - แก้ไขนะคะ หวังว่าคงดีกว่าอันที่แล้ว




Create Date : 13 มกราคม 2551
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 16:09:44 น.
Counter : 208 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  

ปั้นน้ำกะฟ้าริน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








  • งานเขียนใน Blog นี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอก หรือ ดัดแปลงเนื้อหา นำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นๆ ทุกรูปแบบ

  • Thanks design by freepik


Designed by Freepik