อยากสบายตอนแก่...ต้องอดทนและรอคอย.............................................
Group Blog
 
All blogs
 

สวนสน วิถีประมงชายฝั่ง

เรือเพิ่งขึ้น
ชาวประมงจะออกไปวางอวนประมาณ 10 โมงเช้า
แล้วรอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกไปเก็บกู้ ประมาณตี 4 ตี5
เข้าฝั่ง 7-8 โมงเช้า อากาศกำลังดี แดดอ่อนๆ






สดจริงๆ ตัวใหญ่มากอีกต่างหาก เกือบ 2 กก.



พอได้มาแล้วก็มาให้แม่ค้าย่างให้คิดค่าบริการ กก.ละ 20 บาท
....ย่าง....ต้ม...นึ่ง...ปลาเผา....คิดค่าบริการ 20-50 บาท....



ปู...เพิ่งแกะออกจากอวน



เยอะจริงๆ



กุ้งม้าลาย ตัวใหญ่ๆๆๆๆมาก



ปลากระเบน



กระเบนนก อยู่ในน้ำคงจะสง่ามาก



แมงกระพรุน สดๆ อย่าได้ไปถูกเชียว



แมงกระพรุนดองแล้วก็อยู่ในถุงแบบนี้



แมงดา



ให้เห็นจะๆ ว่าเป็นตัวเมีย



ต้องย่าง



ตัวนี้ซื้อกลับมาทำที่บ้าน...ต้มยำ



อวนลากชายฝั่ง ห่างฝั่งไม่มาก เรือเล็กลงไปอีก
พอขึ้นมาก็มีผู้ชายกำยำ 4 คนช่วยกันลากขึ้นมา
ได้ปลาตัวเล็กๆ แต่ก็มีแม่ค้ามารอซื้อกัน ต่อรองราคากันตั้งแต่ยังลากไม่เสร็จ



บรรยากาศรอบๆ



และทั้งหมดนี้คือ....สวนสน ยามเช้า









 

Create Date : 07 กันยายน 2555    
Last Update : 21 มกราคม 2556 12:47:46 น.
Counter : 2519 Pageviews.  

เด็กชวนไปดูหนังตะลุง วัดกระบกขึ้นผึ้ง




วันนี้กลับจากทำงานก็หลังเคารพธงชาติตอนเย็นเสียแล้ว ความมืดเข้ามาปกคลุมบรรยากาศ ก็ไม่แตกต่างจากทุกวัน แต่ที่แปลกคือเด็กๆ พอเห็นเรากลับบ้านก็รีบวิ่งมาล้อมหน้าล้อมหลังกันยกใหญ่บอกว่าให้ช่วยพาไปดูหนังตะลุงหน่อย คนข้างบ้านเขาจ้างหนังตะลุงมาเล่นแก้บนที่วัดกระบกขึ้นผึ้ง (อ.บ้านค่าย จ.ระยอง) เนื่องจากไปบนไว้ให้ลูกสาวไปทำงานต่างประเทศและกลับมาอย่างปลอดภัย ด้วยความใจดีของเราก็ตอบตกลงไป อีกอย่างเด็กๆ สมัยนี้ก็คงจะไม่เคยเห็นของจริงว่าเขาเล่นกันยังงัย อย่าว่าแต่เด็กเลยเราเองก็ไม่ได้ดูมาหลายปีแล้ว จำได้ว่าสมัยเมื่อตอนที่เรียนอยู่ ป.1 ป.2 เคยมีหนังตะลุงมาฉายที่ข้างบ้านเหมือนกัน คนเยอะมากขนาดเท่าคนไปเที่ยวงานวัดเลยทีเดียว คราวนี้ก็จะได้ไปแกะรอยอดีตของตัวเองสักหน่อยด้วย

ว่าแล้วก็บรรทุกเด็กๆ ขึ้นกระบะรถขับช้าๆ ไปยังวัดซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของพวกเราประมาณ 3 กิโลเมตร เด็กๆ อยากนั่งกระบะท้ายรถซึ่งปกติแล้วเราจะไม่อนุญาตพวกเขาเพราะมันไม่ค่อยจะปลอดภัย แต่วันนี้อนุญาตให้นั่งได้โดยมียายคอยคุมเด็กที่กระบะท้ายด้วย (คิดถึงตัวเองเหมือนกันสมัยก่อนเด็กๆ มักต้องเสียสละที่นั่งด้านหน้าให้พวกผู้ใหญ่ ส่วนเด็กต้องนั่งตากลม ตากแดดที่ท้ายกระบะรถ) พอไปถึงที่พวกเด็กสนุกกันใหญ่บอกว่าได้นอนดูดาวเวลารถแล่น ก็แน่ละอยู่บ้านไม่ค่อยมีใครใส่ใจกับท้องฟ้ากันซักเท่าไร ดาวที่ใช้เป็นที่บอกทิศทางสำหรับเดินทางเวลากลางคืนแทบหมดความหมายไป บางครั้งปีหนึ่งๆ ยังไม่มีเวลาเงยหน้ามองพระจันทร์เสียด้วยซ้ำ สมัยนี้เรามีนาฬิกา มีปฏิทิน ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็นบางครั้งยังไม่รู้เลยว่าพระอาทิตย์ถูกทะเลกลืนไปตั้งแต่เมื่อไร พอกลับบ้านก็มืดค่ำ เอาศีรษะมุดเข้าประตูบ้านแล้วก็เปิดไฟนีออนสว่างเหมือนตอนกลางวัน ดูทีวีต่ออีกจนไม่รู้ว่าได้นอนกี่โมงกี่ยามกัน




มาเล่าเรื่องหนังตะลุงต่อดีกว่า พอไปถึงที่บรรยากาศมืดสนิทมี่ไฟที่วิหารหลวงพ่อทาบอยู่ 1 ดวง ให้พอมีแสงสว่างบ้าง และอีกดวงอยู่หลังผ้าสีขาวขนาดกว้างยาวประมาณ 2 เมตรที่ขึงไว้กับศาลาขนาดพอดีกัน มองดูเป็นจุดเด่นที่สุด ทุกคนที่ไปดูหนังตะลุงมุ่งหน้าตรงไปยังไฟดวงนั้น แต่ผู้คนไม่ได้หนาตาอย่างที่คิด มีแต่พวกเรารวมแล้วประมาณ 7 คน กับเจ้าภาพอีก 6 คน และเด็กๆ ละแวกนั้นอีกสัก 6-7 คน หนุ่มๆ 3 คน มานั้งล้อมวงอยู่ก่อนหน้าเราจะไปถึง

หนังตะลุง หรือละครเงา เป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของมนุษยชาติ เมื่อครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ชัยชนะแก่อียิปต์ก็ใช้หนังเป็นเครื่องเฉลิมฉลองความสำเร็จและประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ ในอินเดียสมัยพุทธกาล พวกพราหมณ์ใช้หนังที่อินเดียเรียกว่า “ฉายานาฏกะ” เล่นบูชาเทพเจ้าและสดุดีวีรบุรุษตามเค้าเรื่องมหากาพย์รามายณะ ในจีนสมัยจักรพรรดิยวนตี่ (พ.ศ.495-511) พวกนักพรตลัทธิเต๋าได้เล่นหนังสดุดีคุณธรรมความดีของสนมผู้หนึ่งแห่งจักรพรรดิพระองค์นี้ในวาระที่นางวายชนม์ สมัยหลังๆ มาหนังแพร่หลายมากโดยเฉพาะในเอเชียอาคเนย์มีเกือบทุกประเทศ ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 แบบ แบบหนึ่งรูปหนังมีขนาดใหญ่ ส่วนแขนติดกับลำตัวเคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แก่ หนักสเบก ของเขมร และหนังใหญ่ของไทย อีกแบบหนึ่งรูปหนังมีขนาดเล็กกว่าแบบแรก แขนมีรอยต่อกับลำตัวเคลื่อนไหวได้ ได้แก่ หนังยอง ของเขมร หนังที่เล่นในชวา บาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว และหนังตะลุงที่เล่นอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย

ตามตำนานระบุว่าผู้เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุ้ยหรือหนุ้ย เป็นคนจังหวัดพัทลุง เข้ามาเล่นในกรุงเทพสมัยพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุงนำไปเล่นแถวนางเลิ้ง หนังพัทลุง จึงเพี้ยนเสียงเป็น หนังตะลุง

หนังตะลุงนิยมเล่นในงานสมโภชหรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ งานมงคล เช่น งานแต่งงานไม่นิยม ส่วนงานศพ ถ้าเป็นศพสดไม่นิยมเพราะทุกคนกำลังเศร้าโศก แต่ถ้าเป็นศพแห้งหรือทำบุญกระดูกก็ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย





หลังจากที่เจ้าภาพจุดธูปเทียนบอกหลวงพ่อทาบเสร็จ หนังตะลุงก็เริ่มออกโรง เสียงดนตรีหลายชิ้นประกอบกัน เช่น ปี่ ทับ โหม่ง ฉิ่ง ดัง น๊อง เน่ง น๊อง แกะ น๊อง เน่ง น๊อง แกะ คู่กับกลองตุ๊กที่ตีรัวจนรู้สึกหัวใจเต้นแรงตามไปด้วย นายหนังและลูกคู่เริ่มบรรเลงเพลงเชิด ซึ่งเรียกว่า “ตั้งเครื่อง” นายหนัง มี 2 คน ทำหน้าที่ในการร้องกลอน บรรยาย เจรจา และเชิดรูปเบ็ดเสร็จไปในตัว แต่ปัจจุบันนายหนังจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ทำหน้าที่ทั้งเชิดรูปและพากย์เอง จากนั้นนายแผงก็แก้แผงรูปออกจัดปักวางรูปให้เป็นระเบียบ ส่วนนายหนังทำพิธีเบิกโรง โดยเอาเครื่องเบิกโรง เช่นหมากพลู 9 คำ งานแก้บนอย่างนี้ใช้เทียน 4 เล่ม ดอกไม้ ข้าวสาร ด้ายดิบ และเงินเลิกโรงจำนวนหนึ่งนำมาวางไว้หน้าหยวก ร้องชุมนุมครู เสร็จแล้วเอารูปฤๅษี รูปปรายหน้าบท รูปเจ้าเมือง ปักหยวก ร้องเชิญครูหมอหนังให้มาคุ้มครองขอที่ตั้งโรงจากพระภูมิและนางธรณี แล้วเสกหมาก 3 คำ ซัดทับ 1 คำ เหน็บไว้ที่ดวงไฟ 1 คำ และเหน็บไว้บนหลังคาโรงเหนือศีรษะ 1 คำ เป็นการกันเสนียดจัญไร จบแล้วลูกคู่บรรเลงเพลงโหมโรง เรียกว่า “โหมโรง” เมื่อสมัยก่อนจะมีการออกลิงหัวค่ำ แต่ปัจจุบันเลิกเล่นแล้ว จำได้ว่ามีฦๅษี ออกมาสวดมนต์ โดยมีพระราม และทศกัณฐ์ประกบซ้ายขวา พอฦๅษีทำท่าเป่าพรวดๆ แล้วคนเชิดก็เชิดให้ฦๅษีเหาะไปมา 2-3 รอบ ก็เป็นอันเสร็จพิธีไหว้ครู ช่วงนี้เรียกว่า “ออกฤๅษี” เป็นการเล่นเพื่อคารวะครู และปัดเป่าเสนียดจัญไรโดยขออำนาจจากพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ และเทวะอื่นๆ บางหนังยังขออำนาจจากพระรัตนตรัยด้วย หลังจากนั้นพระรามกับทศกัณฐ์ก็ต่อสู้กัน เรียกว่า “ออกรูปฉะ หรือรูปจับ” คำว่า “ฉะ” หมายถึง สู้รบ

รูปหนังที่ใช้เล่นสมมุติเป็นตัวละครมีโดยเฉลี่ยคณะละประมาณ 150-200 ตัว รูปที่หนังต้องมีได้แก่ ฤๅษี พระอิศวร ปรายหน้าบท เจ้าเมือง พระ นาง ยักษ์ ตัวตลก นอกนั้นเป็นรูปเบ็ดเตล็ด รูปหนังจะเก็บไว้ในแผงอย่างมีระเบียบ คือจัดรูปประกอบที่ไม่สำคัญซึ่งเรียกว่า “รูปกาก” ไว้ล่าง ส่วนรูปสำคัญและรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้บน และจะจัดไว้เป็นพวกๆ ไม่ปนกัน เช่น พระพวกหนึ่ง นางพวกหนึ่ง และยักษ์พวกหนึ่ง ทั้งนี้ฤๅษีและรูปศักดิ์สิทธิ์ต้องไว้บนสุดของแผง






ช่วงต่อไปเป็นช่วงที่ทุกคนรอคอย ตัวเอกของเรื่องพุงย้อย ก้นกระดก ออกมา ทุกคนฮากันเสียงดัง พูดสำเนียงใต้ ชวนหัวเราะ เขาชื่อว่า “ไอ้พรม” ออกมาพูดแซวคนดูบ้าง แซวเจ้าภาพบ้าง ทำให้มีเสียงหัวเราะกันไม่ขาด คนเชิดก็ทำให้มือของไอ้พรม ขยับไปมาอยู่ไม่สุข ปากก็ขยับตามเสียงพูด สักครู่ก็มีอีกตัวหนึ่งออกมา ตัวผอม ปากยื่น เขาชื่อว่า “ไอ้เปื้อย” สองคนคุยกันเรียกเสียงหัวเราะได้อีกหลายฮา บอกว่าจะชวนกันไปดูหนังตะลุงเรื่อง “สมิงกิ่งเพชร” เรื่องที่ใช้เล่นมักเป็นเรื่อง รามเกียรติ์ เรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เป็นนิทานประโลมโลกซึ่งเอามาจากวรรณคดีบ้าง ดัดแปลงมาจากชาดกบ้าง ผูกเรื่องขึ้นเองบ้าง เรื่องที่นิยมเล่นกันได้แก่ สุวรรณราช แก้วหน้าม้า ลักษณะวงค์ โคบุตร หอยสังข์ หลวิเชียคาวี นางสิบสอง พระสุธน และเต่าทอง เป็นต้น ตอนหลังบางคณะก็เอานวนิยายมาดัดแปลงเล่นก็มี เช่น เรื่องพานทองรองเลือด ห้วงรักเหวลึก

การเล่นหนังตลุงคลายกับละคร มีบทร้อง บทเจรจา และออกท่าทางประกอบ ผิดกันแต่การออกท่าทางใช้ตัวหนังแทนคนจริงๆ บทกลอนที่หนังตะลุงใช้ร้องส่วนใหญ่นิยมกลอนสด เรียกว่า “มุดโต” โดยใช้กลอนแปดหรือกลอนตลาดเพ็นพื้น เว้นแต่ตอนที่ต้องการเน้นท่วงทำนองลีลาให้สอดคล้องกับลักษณะตัวละครและเหตุการณ์ของเรื่องจึงใช้รูปแบบอื่นๆ แทรกเข้ามาเป็นช่วงๆ เช่น ใช้กลอนสี่หรือกลอนสามห้าในตอนชมโฉม ตอนบรรยายหรือพรรณนาที่ให้อารมณ์หรรษา คึกคะนอง และตอนที่ให้ตัวละครอาวุโส เช่น บิดามารดา ฤๅษี กล่าวสอนศิษย์ หรือบุตรธิดา ใช้กลอนลอดโหม่งในการพรรณนาคร่ำครวญแสดงความทุกข์โศก การเดินทางติดตามด้วยอาลัยรัก ใช้กลอนหกหรือกลบทคำตายในบทโกรธและบทยักษ์ เพื่อให้เกิดความขึงขังเอาจริงเอาจัง

พอเข้าเรื่องคนดูที่น้อยอยู่แล้ว ต่างทยอยกันกลับบ้าน เหลือแต่กลุ่มพวกเรากับเจ้าภาพ นั่งต่อไปได้สักหน่อย ลูกเราบอกว่าง่วงนอนก็เลยต้องกลับเหมือนกัน ก็คงเหลือแต่พวกเจ้าภาพ 6 คน กับ กลุ่มคนเชิดหนังตะลุง และหลวงพ่อทาบ ที่รอดูจนจบเรื่อง







 

Create Date : 23 เมษายน 2555    
Last Update : 23 เมษายน 2555 11:46:15 น.
Counter : 1323 Pageviews.  

silver lake ไร่องุ่นใกล้บ้าน (บ้านฉาง-พัทยา)

กลางเดือนกุมภาพันธ์ ได้พาพ่อ แม่ ไปเที่ยวไร่องุ่น คนแก่ไม่ชอบเที่ยวไกลบ้านไปตอนบ่าย...เย็นๆ ก็กลับ

องุ่นออกลูกมาอวดพอดี...แหมไปได้จังหวะ









แล้วก็ชมบรรยากาศรอบๆ































 

Create Date : 13 มีนาคม 2555    
Last Update : 13 มีนาคม 2555 10:51:14 น.
Counter : 1012 Pageviews.  

งานพิธีวางศิลาฤกษ์ สร้างรูปหล่อหลวงปู่ทิม อิสริโก ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

งานพิธีวางศิลาฤกษ์ สร้างรูปหล่อหลวงปู่ทิม อิสริโก ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตัดกว้าง 12 เมตร
2 มีนาคม 2555 เวลา 13.19 น. วัดละหารไร่ ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ทางเข้าวัด



ภายในงาน
















เครื่องวางศิลาฤกษ์
1. แผ่นศิลาฤกษ์
2. ไม้เข็มมงคล 9 ต้น ซึ่งพระอาจารย์ลงอักขระไว้แล้ว (ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์, สักทอง, ไผ่สีสุก, พยุง, ทองหลาง, กันเกรา, ทรงบันดาล, ขนุน)
3. ทรายเสก
4. อิฐทอง นาก เงิน อย่างละ 3 ก้อน
5. ข้าวตอก ดอกไม้ เมล็ดถั่ว งาดำ
6. ค้อน เกรียง ปูนซิเมนตฺผสมเสร็จแล้ว




ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์
พระอาจารย์เชย และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายธวัชัย เทอดเผ่าไทย





หลุมอื่นๆ













 

Create Date : 06 มีนาคม 2555    
Last Update : 6 มีนาคม 2555 19:27:10 น.
Counter : 1304 Pageviews.  

ประวัติหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่


รูปปั้นเหมือนหลวงปู่ทิม ภายในวิหาร ลุกศิษย์และผู้ที่นับถือหลวงปู่ทิมเดินทางมานมัสการกันทุกวัน


ประวัติหลวงปู่ทิม

หลวงปู่ทิม อิสริโก นามเดิมชื่อ "ทิม งามศรี" เป็นบุตรของนายเจ้า นางอินทร์ เกิดที่บ้านหัวทุ่งตาบุตร หมู่ที่ 2 ต.ละหาร (ปัจจุบันเป็น หมู่ 1 ต.หนองบัว) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422 เป็นบุตรคนที่ 2 ของครอบครัว

เมื่ออายุ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดา นำตัวไปฝากไว้กับหลวงพ่อสิงห์ (วัดละหารใหญ่) เล่าเรียนหนังสือทั้งไทยและอักษรขอม ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นขอลาหลวงพ่อสิงห์กลับไปช่วยโยมบิดา มารดา ทำงานบ้าน จนถึงอายุ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเข้าเป็นลูกหมู่ หรือทหารประจำการในสมัยนั้นอยู่ที่กรุงเทพถึง 4 ปีเศษ จึงได้รับการปลดปล่อยกลับมาอยู่บ้านตามเดิม โยมบิดาจึงได้ขออนุญาตให้ท่านได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

หลวงปู่ทิมได้อุปสมบทที่วัดทับมา โดยพระครูขาว เจ้าคณะแขวงเมืองระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสิงห์เป็นกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการเกตุเป็นอนุสาวนาจารย์ โดยทำพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2449 ตรงกับปีมะแม เดือน 6 วันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ ได้รับฉายานามสงฆ์ว่า "อิสริโก" หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนทางปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อสิงห์ อาจารย์ของท่าน และศึกษาวิชาต่างๆ จากตำราคู่วัดละหารใหญ่ (เข้าใจว่าเป็นตำหรับเดิมของหลวงปู่สังข์เฒ่า) จนมีความรู้แตกฉานได้ออกจาริกปฏิบัติธุดงค์กับหลวงพ่อยอด นักปฏิบัติที่เป็นอาจารย์ ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเจริญสมณธรรม ออกหาความวิเวกสันโดษ ตามอัธยาศัยเป็นเวลา 3 ปี ครั้นเมื่อใกล้เข้าพรรษากลับมาถึงจังหวัดชลบุรีได้จำพรรษาที่วัดนามะตูมถึง 2 พรรษา ได้เที่ยวร่ำเรียนศึกษาวิชาเพิ่มเติม กับพระเกจิอาจารย์หลายรูป ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เก่งกล้าอีกลายคน จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2450 ท่านได้ก่อสร้างเสนาสนะบูรณซ่อมแซมกุฏิ และถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง

หลังจากหลวงปู่ทิม อิสริโก ได้สร้างอุโบสถเสร็จด้วยบารมีของท่านแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2517 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 95 ปี หลวงปู่ทิมได้วางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญ "ภาวนาภิรัติ" และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2518 จากนั้นได้สร้างปละปรับปรุงหอฉัน "อุตตโม" หลวงพ่อทิมมีตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นพระครูภาวนาภิรัติ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า "หลวงปู่ทิม” ซึ่งท่านได้มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน คณะศิษย์จึงได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ และเก็บศพไว้บนศาลาภาวนาภิรัติ โดยขอพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2526 ณ เมรุวัดละหารไร่

หลวงปู่ทิม อิสริโก ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเป็นพระที่ยึดมั่นในพระธรรมและพระวินัยขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูปรส กลิ่น เสียง ฉันอาหารเจเป็นประจำ ฉันภัตราหารมื้อเดียวเวลาประมาณ 7.00น. และฉันน้ำชาประมาณ 4 โมงเย็น จะไม่มีการฉันเพลเลย อาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรืออาหารคาวทุกชนิดท่านจะไม่ยอมฉัน แม้แต่น้ำปลา อาหารที่ท่านฉันส่วนใหญ่จะเป็นผัก ถั่ว หรือน้ำพริกกับเกลือป่น ปฏิบัติอย่างนี้เป็นเวลาถึง 50 ปี ร่างกายผิวพรรณของท่านก็ปกติอยู่ตามเดิม พละกำลังของท่านยังดีและสมบูรณ์อยู่เช่นเดิม ร่างกายอ้วนท้วนพอสมควร ทั้งนี้คงเป็นเพระบุญบารมีของท่านที่สะสมมา จึงทำให้ท่านเป็นพระที่เคร่งครัด และบริสุทธิ์ในพระธรรมวินัย ดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง 96 ปี อายุพรรษา 72 พรรษา และได้มรณภาพด้วยโรคชรา หลังจากเข้ารับการรักษา

และวันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี วัดละหารไร่และคณะศิษย์จะร่วมกันจัดงานวันระลึกถึงหลวงปู่ทิม ซึ่งก็มีลูกศิษย์มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก



วังสามพญา วังที่มีน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันได้ปรับปรุงใหม่แล้ว



ปลาของหลวงปู่ทิมในวังสามพญา




ประวัติวัดละหารไร่
ที่ตั้ง วัดละหารไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง


ประวัติความเป็นมา
วัดละหารไร่นี้ก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2354 โดยหลวงพ่อสังข์เฒ่า รองเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่สมัยนั้น เห็นว่าพื้นที่ทางฝั่งคลองด้านตรงข้ามทางทิศเหนือของวัดละหารใหญ่มีทำเลดีเหมาะแก่การปลูกพืชผัก จึงได้หักล้างถางพงใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชผัก ขึ้นแรกได้สร้างที่พักร่มเงาไว้เมื่อถึงเวลาเข้าพรรษา ก็จำพรรษาที่วัดละหารใหญ่ ต่อมามีผู้คนไปทำไร่ในแถบใกล้ๆ ที่นั้นมากขึ้น เห็นว่ามีพระสงฆ์อยู่ เมื่อถึงวันพระก็จัดภัตตาหารไปถวายเป็นประจำ ต่อมาได้มีพระภิกษุไปอยู่เพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างกุฏิวิหาร พระสงฆ์ก็มาจำพรรษาที่นั่น ตั้งชื่อว่า "วัดไร่วารี" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดละหารไร่" โดยมีหลวงพ่อสังข์เฒ่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

ในภายหลังทางวัดละหารไร่ได้มีพระภิกษุแก่อาวุโสขึ้นหลวงพ่อสังข์เฒ่าจึ มอบให้ปกครองกันเอง ส่วนตัวท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ (ทราบว่าภายหลังได้รับการนิมนต์จากเจ้าเมืองระยองไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเก๋ง จังหวัดระยอง) มอบหมายให้หลวงพ่อแดง เป็นเจ้าอาวาสแทน ต่อมาได้มีเจ้าอาวาสอีกหลายรูปปกครองวัดละหารไร่ คือ หลวงพ่อเกิด หลวงพ่อสิงห์ หลวงพ่อจ๋วม ต่อมาหลวงพ่อจ๋วมได้ลาสิกขาบท ทำให้วัดละหารไร่ขาดพระภิกษุจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ในขณะนั้นหลวงพ่อทิม อิสริโก (งามศรี) ได้เดินทางกลับจากจังหวัดชลบุรี พุทธศาสนิกชนบ้านละหารไร่จึงพร้อมใจกันนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2450 หลวงพ่อทิมจึงได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทำด้วยไม้ ปัจจุบันได้เลื่อนย้ายมาห่างจากที่เดิมประมาณ 20 วา และบูรณะให้อยู่ในสภาพเดิม

ปี พ.ศ.2483 หลวงพ่อทิมได้มอบศาลาการเปรียญเป็นสถานที่เปิดสอนนักเรียนเพื่อให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ต่อมาชาวบ้านเห็นดีด้วยจึงได้ร่วมใจสร้างอาคารเรียนแบบ ป.1 ข. ขึ้นหลังหนึ่ง และเริ่มทำการสอนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2483 โดยมีนายเสียน จันทนี เป็นครูใหญ่

พ.ศ.2514 นายธง สุขเทศน์ และชาวบ้านวัดละหารไร่จึงได้ร่วมใจกันสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ โดยหลวงพ่อทิม มอบเงินให้เป็นทุนขั้นแรก 30,000 บาท ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2515 ด้วยบารมีของหลวงพ่อทิม อุโบสถก็สำเร็จภายในเวลาเพียงปีเศษเท่านั้น และได้ขอพระราชทานวิสุงคามเสมาทำพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อต้นปี พ.ศ.2517

ปี พ.ศ.2478 พระอธิการทิม อิสริโก จึงได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นพระครูชั้นประทวน โดยส่งหมายและตราตั้งไว้ทางเจ้าคณะจังหวัดระยอง แต่หลวงปู่ทิมก็ยังไม่ยอมไปรับ และไม่บอกใคร ทางจังหวัดจึงได้มอบหมายให้เจ้าคณะอำเภอมามอบให้ที่วัดเอง ท่านจึงได้รับเป็นพระครูทิม อิสริโก และได้รับเป็นพระคู่สวด ปีพ.ศ.2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งพระครูทิม อิสริโก เลื่อนชั้นเป็นพระครูสัญญาบัตร ท่านก็ยังไม่ยอมเอา และไม่บอกให้ญาติโยมได้รู้จนทางเจ้าคณะอำเภอได้มีหนังสือส่งไปยังวัด ไวยาวัจกรได้ทราบและนำเรื่องนี้ปรึกษาชาวบ้านและคณะกรรมการวัดให้ทราบ จึงอาราธนาหลวงปู่ทิม มารับบัญญาบัตรพัดยศ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2507


พระกริ่ง ชินบัญชร




บารมีของหลวงปู่ทิม
คัดลอกจากหนังสือที่ระลึก ฉลองหอฉัน และฉลองอายุครบ 8 รอบ พระครูภาวนาภิรัต (ทิม) วัดละหารไร่ ระยอง 10 มิ.ย.2518

จากบันทึกของนายสาย แก้วสว่าง
บิณฑบาตที่ จ.ชลบุรี
มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี อ.บางละมุง ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ ได้มาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อวานนี้ผมเห็นหลวงปู่ไปบิณฑบาตอยู่ที่เมืองชล ผมจำได้เขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เพราะจำหลวงปู่ได้ ผมก็ได้แต่นึกและก็ไม่กล้าตอบ แต่นึกว่าหลวงปู่ของเราจะเป็นไปได้หรือ ผมจึงเก็บเอาเนื้อความนี้ไว้แต่ในใจและก็คุยกันเรื่องอื่นต่อไป อยู่มาประมาณอีกสัก 10 กว่าวันก็มีคนเมืองชลมาเล่าให้ผมฟังอีก ก็เหมือนกับทีคนแรกเล่าให้ผมฟังทุกประการ ผมจึงลองถามหลวงตาที่เป็นขรัวรองอยู่ที่วัดดูและเล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง ท่านตอบว่า อาตมาก็ไม่ทราบและไม่ได้สังเกตเพราะฉันจังหันต่างกัน แต่ก็ปรากฏท่านทีอาหารแปลกปะปนอยู่เสมอ แต่ก็อาจจะเป็นความจริงเพราะท่านเป็นพระที่สำเร็จญาณชั้นสูงอยู่แล้ว


เหรียญเจริญพร




ยิงไม่ถูก
มีชาวบ้านหนองละลอกคนหนึ่งชื่อ นายธง สุขเทศ หรือชาวบ้านละแวกนั้นมักเรียกว่า ปลัดธง บ้านอยู่ไม่ห่างจากบ้านผมเท่าไรนัก หลังจากที่ผมกลับจากทำงานก็อาบน้ำจวนจะทานอาหาร เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ปลัดผู้นี้ก็เริ่มจะทานอาหารเหมือนกัน หยิบจานอาหารมาวางและมีลูกสาวอยู่ใกล้ๆ ผมก็กำลังทานอาหารอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงปืนระเบิดขึ้น 2 จังหวะ 4 นัด แล้ว 3 นัดติดต่อกัน ปรากฏภายหลังว่าผู้ยิงพาดปืนกับขอบสังกะสีรั้วบ้านระยะประมาณ 4 เมตร แต่กระสุนมิได้ถูกนายธงเลย มีกระสุนไปถูกขาตั้งรถจักรยานทำให้สะเก็ดบินไปโดนเด็กลูกสาวที่ขาบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้คงเป็นเพราะอภินิหารเหรียญหลวงปู่ทิมรุ่นแรกซึ่งนายธงแขวนคออยู่เพียงเหรียญเดียว ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าผู้ยิงใช้ปืนคาบิ้น 2 กระบอกเพราะเก็บปลอกกระสุนได้แน่ชัด

ยิงไม่เข้า
มีคนเดินทางมาจากเมืองชลเล่าให้ผมฟังว่าเพื่อนของเขาถูกยิงตอนเวลาหลังอาหารด้วยปืนลูกซองถึง 9 นัด เสื้อขาดทะลุถึงผิวหนังไหม้เกรียมแต่ไม่เข้า ทั้งนี้ก็เพราะเขาได้ปลักขิกหลวงปู่กับลูกอมมาแขวนไว้เพียงไม่กี่วัน และเรื่องเท่าที่ผมเห็นมาเกี่ยวกับปลักขิกก็คือหลานของผมถูกสุนัขกัดจนเสื้อออกางเกงขาดเป็นริ้วรอย ถึงกับล้มลงนอนร้องไห้ เมื่อผมวิ่งไปช่วยปรากฏว่าไม่มีรอยเขี้ยวสุนัขเลย เด็กคนนั้นมีแต่เพียงปลักขิกของหลวงปู่ทิมแขวนอยู่ที่เอว 1 อันเท่านั้น


เหรียญรุ่นแรก



น้ำมนต์เดือด
เมื่อราว พ.ศ.2511 ที่วัดตะพงนอก อ.เมือง จ.ระยอง ได้มีพิธีปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังหลวงพ่อจันทร์ เจ้าอาวาสวัดตะพงนอก ในพิธีนี้ได้นิมนต์เกจิอาจารย์มาหลายรูปด้วยกัน และหลวงปู่ทิมก็ได้รับนิมนต์ด้วย หลังจากเริ่มพิธีปลุกเสก หลวงพ่อต่างๆ ก็ได้ทำการปลุกเสก และในพิธีนี้ อาจารย์รัตน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดได้นำโอ่งใส่น้ำมนต์มาตั้งไว้ และนิมนต์หลวงปู่ทิมทำการปลุกเสกน้ำมนต์องค์เดียวท่ามกลางพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ปรากฏว่าน้ำมนต์ที่อยู่ในโอ่งใหญ่ครึ่งโอ่งพอหลวงปู่ลงมือปลุกเสกน้ำได้เดือดและค่อยๆ ทวีความสูงขึ้นท่ามกลางความอัศจรรย์ของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอ่างมาก ปรากฏว่าหลวงจากพิธีแล้ว น้ำมนต์ได้ถูกชาวบ้านแย่งเอาไปจนหมดสิ้น

แคล้วคลาด
นายจำลองแห่งร้านทวีทรัพย์ ได้ชวนนายเพียรวิทย์ จารุสถิติ นายนิวัฒน์ ร้านรุ่งเรืองมิตร ได้ไปหาหลวงปู่ทิมเพื่อนมัสการท่าน ขากลับได้บูชาเหรียญ รูปถ่ายและปลักขิก กลับมาได้ครึ่งทางนายนิวัฒน์จึงชวนนายจำลองเพื่อขอลองของ ทั้ง 3 ก็ได้ทำการทดลองโดยทั้ง 3 นำเอาเครื่องรางดังกล่าวอาราธนาแล้วแขวนกิ่งต้นไม้ นายจำลองได้ใช้ปืน .22 ยิงในระยะห่างกันประมาณ 1 คืบ ปรากฏว่ายิงไม่ถูก นายนิวัฒน์จึงขอยิงบ้าง จ่อยิงปรากฏว่าไม่ถูกอีกเช่นกัน ทั้งคู่บอกว่าถ้าระยะนี้ยิงไม่ถูกก็ไม่ต้องใช้ปืนแล้ว เพราะทั้งคู่เป็นผู้ที่สนใจปืนอยู่แล้ว

ถ่ายรูปหลวงปู่ไม่ติดถ้าไม่ขออนุญาต
เมื่อคราวปลุกเสกของที่วัดพลา จังหวัดระยอง หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปนั่งปลุกเสกด้วย มีช่างภาพหนังสือพิมพ์ไปถ่ายรูปโดยไม่ขออนุญาตจากหลวงปู่ก่อนปรากฏว่า กดชัตเตอร์เท่าไรๆ ชัตเตอร์ก็ไม่ทำงาน แต่พอนึกได้เข้าไปขออนุญาตก็ติดและได้ภาพที่ชัดเจนดี

เสกตะกรุดใต้น้ำ
คุณป้าอยู่ งามศรี บ้านอยู่ใกล้ๆ วัดละหารไร่และเป็นหลานของหลวงปู่ทิมได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยหลวงปู่ทิมอายุประมาณ 60-70 ปี เวลาท่านทำตะกรุดท่านจะลงไปทำใต้น้ำโดยถือตะกรุดแล้วเดินลุยน้ำลงไปจากศาลาหน้าวัด มีผู้เห็นกันหลายคน เมื่อหลวงปู่ทิมทำตะกรุดเสร็จเดินลุยน้ำขึ้นมาทุกคนประหลาดใจ เพราะเนื้อตัวและจีวรของหลวงปู่ทิมหาได้เปียกน้ำไม่



เหรียญใหญ่



เสกตะกรุดลอย
ท่านอาจารย์รัตน์เจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จ.ระยองเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ทิมเป็นพระที่มีพลังจิตกล้าแข็งมากสามารถเสกจนตะกรุดลอยได้ ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งได้นิมนต์พระอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดระยองมา 4 รูปด้วยกัน มีหลวงพ่อหอม หลวงพ่ออ่ำ หลวงพ่อชื่น และหลวงปู่ทิม ให้หลวงพ่อที่มาทั้ง 4 รูปนำตะกรุดสาริกามาด้วย แล้วนำลงใส่บาตรให้หลวงพ่อทั้ง 4 องค์นั่งล้อมรอบบาตร และขอให้ท่านทุกองค์เรียกตะกรุดให้ลอยขึ้นจากบาตร หลวงพ่อหอมเป็นผู้เรียกก่อนโดยนั่งบริกรรมอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมา จากนั้นหลวงพ่ออ่ำ และหลวงพ่อชื่อก็ได้นั่งบริกรรมทำนองเดียวกัน ตะกรุดก็ไม่ยอมลอยขึ้น จนถึงองค์สุดท้ายคือหลวงปู่ทิม ท่านนั่งบริกรรมอยู่สักครู่ก็ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมาจากก้นบาตร หลวงพ่อหอมและเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอกเห็นเช่นนั้นก็ตกใจแลบอกว่า ขอให้ช่วยทำให้วิ่งรอบบาตรด้วย หลวงปู่ทิมก็นั่งหลับตาภาวนา ตะกรุดก็วิ่งอยู่รอบๆ บาตรท่ามกลางความตื่นตะลึงของพระสงฆ์ทุกองค์ และเรื่องนี้ได้เป็นที่โจษขานกันทั่วไปในจังหวัดระยอง

อำนาจจิตอันกล้าแข็งของหลวงปู่ทิม
แม้แต่เครื่องปั่นไฟท่านก็สามารถบังคับให้หยุดได้โดยไม่ทราบสาเหตุ คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดละหารไร่มีลิเกมาเล่น พอลิเกกำลังจะออกแขกก็ปรากฏว่าไฟฟ้าดับพรึบลง พอแขกเข้าโรงไฟฟ้าก็สว่างขึ้นเป็นอย่างนี้ถึง 3ครั้ง จนต้องมีคนเตือนคณะลิเกให้ไปขออนุญาตหลวงปู่ทิมเสียก่อน เมื่อไปขออนุญาตแล้วก็ปรากฏว่าไฟฟ้าที่เคยปิดๆ ดับๆ ก็ติดสว่างตลอดทั้งคืน

หลวงปู่ทิมเป็นพระที่สร้างของยาก
มีผู้ไปขอสร้างของเสมอ แต่ถูกปฏิเสธไปเกือบทุกราย ท่านบอกว่าท่านไม่เก่ง แต่นับเป็นการประหลาดมากเมื่อครั้งที่คุณชินพร สุขสถิตย์ บรรณาธิการหนังสืออภินิหารและพระเครื่องไปกราบนมัสการและขออนุญาตท่านสร้างพระเครื่องเพื่อหารายได้สร้างศาลาการเปรียญท่านอนุญาตให้โดยดี ทั้งๆ ที่ตัวผู้ขอสร้างเองยังหนักใจเรื่องทุนที่จะนำมาลงทุนสร้างซึ่งต้องใช้เงินหลายแสนเพราะมีการหล่อพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พราะสังกัจจัยและพระปิดตาถึง 4 รายการด้วยกัน แต่หลวงปู่ทิมท่านบอกว่า "ทำไปเถิดและจะสำเร็จเอง" ถึงปรากฏเป็นเรื่องจริงขึ้น บรรดาทุนรอนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะต้องจ่ายให้ช่างหล่อกันก็มีลู่ทางและได้มาอย่างไม่น่าเชื่อในการสร้างพระเครื่องครั้งนี้ หลวงปู่ทิมท่านพูดว่า "เป็นการสร้างของลูกศิษย์แท้ๆ และเงินทองจะไหลมาเทมา" หลวงปู่ทิมจึงอนุญาตให้คุณชินพรและคุณอารมย์ ทับสุวรรณ ครอบครูเป็นศิษย์ของท่านได้ทั้งๆ การจะครอบครูเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงปู่ทิมนั้นนับว่ายากมาก ศิษย์ที่จะได้รับครอบครูต้องปรนนิบัติรับใช้เป็นเวลาหลายๆ ปีจึงจะครอบครูให้
เรื่องจากคุณธงชัย อุดมความสุข
ตะกรุด 3 กษัตริย์
นับเป็นยอดตะกรุดมหานิทรา ยิงไม่ออก ถ้านำไปแขวนไว้ที่เสาหมอจะสะกดคนในบ้านให้หลับใหลหมด ขึ้นหยิบทรัพย์สินได้และดูเหมือนจะประสบกับโยมวัดผู้หนึ่ง เสียของเกือบหมดบ้านเพราะนอนไมรู้สึกตัวเลย เนื่องจากเอาตะกรุด 3 กษัตริย์ไปแขนไว้ที่เสาหมอกลางบ้าน หลวงปู่ทิมทราบเรื่องจึงไม่คิดจะทำอีก

อาของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่านางเอี้ยน เกสารัตน์ เสมียนประจำสำนักงานสหกรณ์ระยองไปขอตะกรุด 3 กษัตริย์จากหลวงปู่ทิม พอได้มาก็เอากลัดไว้กับเสื้ออย่างมั่นคง พอลากลับหลวงปู่ทิมถามว่าตะกรุดยังอยู่ดีหรือ? นางเอี้ยนก็ตอบว่าอยู่ค่ะ หลวงปู่หัวเราะแบมือให้ดู ปรากฏว่าตะกรุดอยู่ในมือหลวงปู่ทิม นายเอี้ยนหันมาดูที่เสื้อไม่พบตะกรุดก็ตกใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าหลวงปู่ทิมทราบดีว่านางเอี้ยนไม่ค่อยเชื่อถือท่านเท่าใดนัก จึงลองให้ดู ตะกรุด 3 กษัตริย์ของท่านนี้เล่ากันว่าเอาปืนยิงใส่บ้านยังไม่ออกเลย ไปยิงลิงยิงค่างถ้าเอาตะกรุดไปด้วยก็จะทำให้ยิงไม่ออกเช่นกัน


เรื่องจากคุณชินพร สุขสถิตย์
ปลาของหลวงปู่ทิม
ช่างมงคล นาคแทน ผู้รับเหมาสร้างโบสถ์และศาลาการเปรียญได้เล่าให้ผมฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งคุณมงคลได้มาที่วัดเพื่อควบคุมงานก่อสร้าง หลวงปู่ได้เรียกเข้าไปหาและสั่งว่าได้ขอร้องไม่ให้ลูกน้องไปยุ่งเกี่ยวกับปลาในสระแล้วทำไมลูกน้องจึงเข้าไปยุ่งอีก ขอให้ช่วยไปตักเตือนสั่งสอนด้วย คุณมงคลได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เพราะหลวงปู่ได้สั่งไว้หลายหนแล้วว่าให้กำชับคนงานอย่าให้ไปยุ่งกับปลาในสระน้ำ คุณมงคลจึงกลับไปที่พักคนงานและเรียกลูกน้องมาด่าทุกคน แล้วถามว่าใครไปจับปลาของหลวงปู่ ซึ่งทุกคนปฏิเสธ คุณมงคลจึงไปหาหลวงปู่อีกและออกรับแทนลูกน้องว่า ไมมีลูกน้องคนใดไปยุ่งเกี่ยวกับปลาของหลวงปู่เลย หลวงปู่ทิมจึงว่า "ไอ้คนดำมืดยังไง" คุณมงคลก็กลับไปใหม่ และไปเรียกนายดำซึ่งมีผิวกายดำมะเมื่อมอยู่คนเดียวมา และบอกว่า "หลวงปู่บอกว่าลื้อไปจับปลาของท่านมาจริงหรือเปล่า" นายดำได้ยินก็ตกใจพูดกับช่างมงคลว่า "ท่านรู้ได้อย่างไรก็ผมไปแอบจับตอนตี 1 แล้วนี่ครับ

เกี่ยวกับปลานี้ คุณเพียรวิทย์ จารุสถิติศิษย์ก้นกุฏิของท่านเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อถึงวันดีคืนดี หลวงปู่จะเดินลุยน้ำลงไปในสระ คลี่ชายจีวรออก จับกางสองมือแล้วช้อนปลาเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง มีปลาเข้ามาขังอยู่ที่ชายจีวรแน่นไปหมด คุณเพียรวิทย์บอกว่าหลวงปู่ใช้มนต์จินดามณีเรียกปลามาหา


เรื่องจากคุณ พ.เด็กวัด..หลวงปู่ทิมของผม
สมัยที่หลวงปู่ทิมเดินจงกรม ท่านกำหนดจิตยกมือพนมเหนืออก ข้อศอกคู้แนบติดกับลำตัวย่างเท้าก้าวเดินอย่างช้าๆ กำหนดเดินไปข้างหน้าเก้าสิบเก้าก้าว และกันหลังกลับถอยไปอีกเก้าสิบเก้าก้าว บริเวณที่หลวงปู่ทิมเดินจงกรม บริเวณที่เดินจงกรมนี้ต้นหญ้าไม่กล้างอกขึ้นมา แต่แปลกที่สุด ไม่ว่าพวกมดหรือสัตว์สี่เท้าใดๆ ไม่กล้าเดินผ่านบริเวณนั้น จะต้องเดินอ้อมพ้นเขตบริเวณจงกรม

คาถาของหลวงปู่ทิม
"มะอะอุ ทุกขัง อนิจัง อนัตตา พุทโธ พุทโธ"
หลวงปู่ทิมท่านว่าเป็นคาถาที่ดีและก็สั้น และพุทธคุณของคาถาบทนี้ก็สูงมากอยู่ที่คนปฏิบัติ ท่านยังกรุณาเล่าให้ฟังว่า มีใครคนหนึ่งที่อยู่ตลาดมาปรับทุกข์ให้ท่านฟังว่า ขายของก็ไม่ดีทะเลาะกับเมียอยู่ที่บ้านแทบทุกวัน ญาติพี่น้องต่างเกลียดชัง อยากจะขอคาถาให้เขารัก หลวงปู่จึงให้คาถาบทนี้ไป ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ชายผู้นั้นมีความสุขแล้ว จะไปไหนเมียก็ตามไปด้วย ญาติพี่น้องก็รักใครกันดี ผู้เขียนจึงมั่นใจว่าพุทธานุภาพในคาถาบทนี้จะประสบผลสำหรับผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าผู้ใดได้รับคาถานี้ไป ขอให้นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณหลวงปู่ทิมเป็นที่ตั้งทุกอย่างก็จะอำนวยโชคพอสมควรกับบุญกรรมของบุคคลนั้น

พัดโบกหลวงปู่ทิม
ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2517 ได้เกิดน้ำป่าไหลท่วมบริเวณวัด ขณะนั้นหลวงปู่ทิมนั่งฟังเสียงน้ำหลากอยู่หน้าห้องของท่านพลันลุกขึ้นเข้าห้องหยิบผ้ายันต์ผืนสี่เหลี่ยม ถือเดินออกไปยังหอฉันเก่า ซึ่งผู้เขียนเกรงว่าจะถูกน้ำพัดพาไปด้วย หลวงปู่ท่านยืนเสกผ้าผืนนั้นซักอึดใจหนึ่งท่านก็โยดผ้าผืนนั้นลงไปตามกระแสน้ำ ผ้าผืนนั้นก็ลอยไปตามน้ำอย่างรวดเร็วท่ามกล่างคนงานที่ได้ช่วยกันเก็บเครื่องครัวอยู่บนวัดโดยไม่ทราบว่าหลวงปู่ได้ทำอะไร สักครู่หนึ่งทุกคนต่างตะลึงได้เห็นผ้าผืนนั้นไหลทวนน้ำขึ้นมาหาหลวงปู่โดยหอบเอาอะไรมาสิ่งหนึ่ง หลวงปู่ได้หยิบผ้าผืนนั้น ปรากฏมีลูกไก่เล็กๆ สีขาวคู่หนึ่งอยู่ในอุ้งมือ ท่านเอามือลูบไล้ไปที่ลูกไก่สีขาวคู่นี้ด้วยความปราณีอย่างยิ่ง








 

Create Date : 06 มีนาคม 2555    
Last Update : 6 มีนาคม 2555 19:26:55 น.
Counter : 3391 Pageviews.  


คนใหญ่ในห้องแคบๆ
Location :
ระยอง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




มีหลายอย่างที่เราอยากทำ
แต่เราทำไม่ได้ทุกอย่างหรอก
ต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อน

บางครั้งสิ่งที่ได้ทำจริงๆ
ไม่ใช่อย่างที่เคยคิดเอาไว้เลยด้วยซ้ำ





มี Blog กะเขาแล้ว
23 ก.ย. 54



คน ผู้ชม blog ขณะนี้
Friends' blogs
[Add คนใหญ่ในห้องแคบๆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.