เพราะความรัก ความจริงใจ อยู่ไม่ไกล เกินค้นหา
Group Blog
 
All Blogs
 

การบำบัดแนวอัตถิภาวนิยม

การบำบัดแนวอัตถิภาวนิยม
(Existential Therapy)



ประวัติผู้ก่อตั้ง
การบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมเกิดจากแนวคิดของนักปรัชญาชาวยุโรป. เข้าใจว่าเกียร์เกอร์กอร์(Gierekegaard)น่าจะเป็นคนแรกที่เขียนเกี่ยวกับความวิตกกังวลและความรู้สึกว่าชีวิตไม่แน่นอน. งานเขียนของนิทเช(Neitzsche)ที่เน้นเกี่ยวกับอัตวิสัยและเจตจำนงค์พลังอำนาจ(Will to power) ได้สร้างสีสันให้ให้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมในยุโรปเป็นอย่างมาก. ไฮเดกเกอร์และแจสเปอร์() ได้สร้างให้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมแพร่หลาย. ซาร์ต() นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้สร้างให้ทัศนะของนักปรัชญาอัตถิภาวนิยมดูเหมือนว่าจะมองโลกดลกในแง่ร้ายมากขึ้น. นอกจากนี้ นักเทววิทยาได้ผสมผสานหลักความเชื่อทางศาสนาเข้ากับปรัชญาอัตถิภาวนิยม. เช่นเดียวกับนักเขียนอย่าง ดอสโตเยฟสกี(Dostoyevski) กามุส(Kamus) และกัฟกา(Kafka) ที่ประยุกต์ปรัชญาอัตถิภาวนิยมเข้ากับละคน นวนิยาย และงานเขียนต่างๆของเขา. ดังนั้น เราจึงมักพบปรัชญาอัตถิภาวนิยมได้จากนักเขียน นักเทววิทยา และนักปรัชญาต่างๆอยู่เสมอ.

นักปรัชญาอัตถิภาวนิยม
เซอร์เรน เกียร์เกอร์กอร์(SØren Kierekegaard, 1813-1855) นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาอัตถิภาวนิยมในแง่ของการคัดค้านทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์ของเอเกล (Hegel). เกียร์เกอร์กอร์ เกิดในปี 1983 และเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 42 ปี เท่านั้น. เขาได้เขียนหนังสือหลายเล่ม เช่น The Concept of Dreal and Either/Or ซึ่งกล่าวถึงความคับข้องใจและปัญหาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์. เกอร์การ์ดมองว่าบุคคลมีความปรารถนาที่จะเป็นนิรันดรเช่นเดียวกับพระเจ้า แต่ต้องอยู่กับความจริงที่ว่า ตนเองมีชีวิตอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น. เมื่อเวลาผ่านไป บุคคลจะลืมธรรมชาติอันไม่เป็นนิรันดรของตนเองและติดข้องอยู่กับปัญหาเล็กๆน้อยๆในการดำรงชีวิต. ในวัยผู้ใหญ่ การะหนักรู้เกี่ยวกับขอบเขตจำกัดของตน และเขาต้องจมอยู่กับความระทมทุกข์ และความหวาดกลัวต่อผลที่จะเกิดขึ้น ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกียร์เกอร์กอร์สนใจ. หากปราศจากประสบการณ์เหล่านี้ บุคคลจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติและไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับทางเลือกและเสรีภาพโดยตรง. การที่ต้องเผชิญกับภาวะที่ไม่น่าปรารถนาเกี่ยวกับภาระของการเป็นมนุษย์และเป็นจุดที่เกียร์เกอร์กอร์สนใจ.

ฟรีดริช นิทเช(Friedrich Nitzsche, 1844-1900) ได้เน้นถึงความสำคัญของอัตวิสัยของความเป็นมนุษย์. เขาเชื่อว่า การให้ความสนใจกับความมีเหตุผลของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และแง่มุมที่ไร้เหตุผลของธรรมาชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก. เขาย้ำอยู่เสมอว่า พลวัตของความโกรธ ความรู้สึกผิด และความปฏิปักษ์ที่บุคคลพยายามเก็บกด. นิทเชมองว่า ชาวยุโรปควรจะเปิดเผยสัญชาตญาณการรังเกียจตนเองที่เก็บกดไว้ มากกว่าที่จะแสดงวิธีการที่สร้างวรรค์. ในการพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับ สุดยอดมนุษย์(Superman) นิทเชมองว่า มนุษย์จะต้องพัฒนาเจตจำนงค์เพื่ออำนาจ(Will to power) ของตนเองในเชิงสร้างสรรค์และมีความต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่ภาวการณ์เป็นผู้นำ. ด้วยการรู้จักศักยภาพที่แท้จริงภายในตน และมีชีวิตอยู่ด้วยการดำรงอยู่อย่างกล้าหาญ บุคคลจะบรรลุถึงสิ่งที่แนวคิดของนิทเช เรียกว่า “เจตจำนงค์เพื่ออำนาจ”. แม้ว่า แนวคิดของเกียร์เกอร์กอร์จะอยู่บนพื้นฐานของเทววิทยา แต่แนวคิดของนิทเชกลับอยู่บน พลังชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวคิดทั้งสองเน้นธรรมชาติของบุคคลในแง่อัตวิสัยละความไร้เหตุผลซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อนักปรัชญาและนักจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยม. preconception

ปรากฎการณ์วิทยาอันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมได้รับการพัฒนาโดยเอ็ดมันด์ ฮัสเซิลล์(Edmund Hussel,1859-1938). สำหรับฮัสเซิล ปรากฏการณ์วิทยาคือ การศึกษาเรื่องราวต่างๆที่บุคคลมีประสบการณ์ในระดับจิตสำนึก. และวิธีการศึกษาปรากฏการณ์วิทยายังรวมถึง การสังหรณ์ หรือการให้ความสนใจกับปรากฏการณ์หรือเรื่องราว การวิเคราะห์แง่มุมต่างๆของปรากฏการณ์ และการตนปล่อยบุคคลคาดคะเน เหตุการณ์ต่างๆโดยอิสระ เพื่อว่าผู้สังเกตจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจปรากฏการณ์ที่ถูกสังหรณ์และวิเคราะห์. วิธีการนี้ ใช้ได้ทั้งในการทำจิตบำบัดและการทดลองทางจิตวิทยาตามแนวอัตถิภาวนิยม. แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์วิทยา คือ ความตั้งใจ(Intentionality) ซึ่งหมายถึง การนำสิ่งต่างๆเข้ามาสู่ความคิดคำนึง(Mind) เพื่อสังเกตสภาวะแวดล้อมอย่างตั้งใจ. แนวคิดด้านปรากฏการณ์วิทยามีความสำคัญต่อนักเขียนทั้งแนวเกสตัลท์และอัตถิภาวนิยม.

บางที นักปรัชญาที่อาจกล่าวได้ว่ามีอิทธิพลโดยตรงต่อการบำบัดแนวอัตถิภาวนิยม คือ มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์(Martin Heidegger, 1889-1976) ซึ่งประสบความสำเร็จตามฮัสเซิลล์ซึ่งเป็นหัวหน้าสายปรัชญามหาวิทยาลัยไฟรเบิร์ก. หนังสือ Being and Mind(1962) มีอิทธิพลอย่างมากต่อการบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมในแง่ของการเน้นการตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ ซึ่งเขาเรียกว่า เดซีน(Desein)อันมีความหมายว่า การมีชีวิตอยู่ในโลก(Being in the world) เดซีน หมายถึง ความพยายามที่จะบรรลุถึงการตระหนักรู้และการเป็นเอกภาพสูงสุดโดยการสังเกตตนเอง ผู้อื่น และโลก. ความคิดนี้ ได้รับการทำให้โดดเด่นโดยสิ่งที่ ไฮเดกเกอร์เรียกว่า Das Man ซึ่งหมายถึง ความคิดธรรมดา หรือ การก้าวผ่านความเคลื่อนไหว. เมื่อบุคคลตระหนักว่า การมีอยู่ของเขาไม่ได้เป็นผลมาจากการเลือก เมื่อชีวิตของเขาดำเนินไป เขาอาจประสบกับความหวาดกลัวและความทุกข์จากการที่ต้องอยู่ในโลกที่ตนเองไม่เข้าใจและรู้สึกไม่ปลอดภัย. หากพวกเขาดำรงอยู่ในโลกนี้ด้วยการปรับตัวให้เข้ากับวิธีการคิดและการแสดงออกแบบเดิมๆ พวกเขาจะก้าวไปสู่ภาวะของการมีชีวิตอยู่อย่างไร้พลังอำนาจ(Inauthentic). แต่หากพวกเขายอมรับการไม่สามารถหลีกเลี่ยงความตายและความสูญสลายได้
มีสติอยู่กับอารมณ์และความรู้สึกของเขาอยู่เสมอ เมื่อนั้น พวกเขาจะก้าวไปสู่การมีชีวิตอยู่อย่างมีอำนาจ. บทบาทของการดำรงอยู่ในโลกมิได้มีความหมายพียงแค่การตระหนักรู้โลกของตนเองเท่านั้น แต่หมายถึง การใส่ใจความต้องการและชีวิตของคนอื่นๆในโลกของตนอีกด้วย.

คาร์ล แจสเปอร์(Karl Jaspers, 1883-1969) จิตแพทย์ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญา ได้พัฒนาปรัชญาให้ครอบคลุมปัญหาทุกอย่างที่เกี่ยวกับ การดำรงอยู่ของมนุษย์. ด้วยอิทธิพลที่ได้รับมาจากงานเขียนเกี่ยวกับภาวะความเป็นมนุษย์ของเกียร์เกอร์กอร์และผลงานที่เกี่ยวกับการทำความเข้าใจความรู้ของเดวิด ฮูม(David Hume) มนุษย์กำลังเผชิญสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความตาย ความทุกข์ ความยุ่งยากและความรู้สึกผิด แจสเปอร์ เชื่อว่า เราจะต้องค้นพบวิธีการเอาชนะสิ่งเหล่านั้นด้วยการเป็นตัวของตัวเอง อันเป็นภาวะที่เราจะต้องพึ่งการมีสติอยู่กับตนเองและแสดงออกซึ่งความกล้าหาญโดยการเลือกและการตัดสินใจ. สิ่งที่กล่าวมานี้ แตกต่างจาก Being there ซึ่งหมายถึง การรู้จักโลกผ่านการสังเกตและการทดลอง. การที่บุคคลจะเป็นตัวของตัวเองได้นั้น มิใช่เพียงต้องตระหนักรู้ตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องสื่อสารกับผู้อื่นผ่านการอภิปราย การศึกษา การเมือง และวิธีการอื่นๆ.

เป็นที่ทราบทั่วไปว่า นวนิยาย บทละคร และบทความของฌอง ปอล ซาร์ต(Jean-Paul Sartre, 1905-1980 )นั้น เกี่ยวข้องกับความหมายของการดำรงอยู่ของมนุษย์. คำตอบขอซาร์ตต่อปัญหาปัญหาคือ ไม่มีเหตุผลในตัวเองที่จะอธิบายว่า ทำไมโลกและมนุษย์จึงมีอยู่ บุคคลแสวงหาเหตุผลเรื่องนี้เอาเอง. มนุษย์มีเสรีภาพ และบุคคลมีทางเลือกได้ภายใต้ของเขตสภาพแวดล้อมที่เขาดำรงอยู่ และตองตัดสินใจเลือกทางเลือกทางใดทางหนึ่ง พวกเขาถูกบังคับให้มีเสรี. ซาร์ตเชื่อว่า การวิเคราะห์จิตแนวอัตถิภาวนิยมนั้นควรเน้นปัญหาด้านอารมณ์ที่เป็นผลมาจากการที่บุคคลไม่ตระหนักถึงทางเลือกที่ตนเองมีอยู่แต่เดิม.ด้วยเหตุที่เสรีภาพและความว่างเปล่าเป็นเรื่องยากที่จะเผชิญ นักจิตวิเคราะห์จะต้องช่วยให้ผู้รับการบำบัดเผชิญกับข้อแก้ตัว อย่างเช่น ที่ชีวิตฉันผิดพลาดเพราะฉันเกิดเป็นลูกนอกสมรส ซาร์ตเน้นย้ำว่า ไม่ว่าบุคคลจะเป็นอย่างไร เขาสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงได้.

มิใช่เพียงนักปรัชญาเท่านั้นที่สนับสนุนแนวคิดอัตถิภาวนิยม นักเทววิทยาก็สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวนี้เช่นกัน. มาร์ติน บิวเบอร์(Martin Buber, 1878-1965) ซึ่งมีชื่อเสียงจากการเสวนาเรื่องอัตถภาวนิยม เกเบรียล มาเซล(Gabrial Mercel, 1889-1973) จากประเด็นเกี่ยวกับความไว้วางใจ และพอล ทิลลิช(Paul Tillich, 1866-1965) จากเรื่องความกล้าหาญ. การบูรณาการปรัชญาอัตถิภาวนิยมเข้ากับมุมมองศาสนายิวนิกายฮาซิด(ศาสนายิวนิกายหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดในโปแลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18) บิวเบอร์ ได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ปรองดอง (Betweenness of relation). มิใช่เพียง I(ฉัน) เท่านั้น แต่ยังมี Thou(คุณ) อีกด้วย ถ้าบุคคลได้รับการปฏิบัติในฐานะบุคคลหนึ่ง แต่ถ้าบุคคลได้รับการปฏิบัติในฐานะวัตถุชิ้นหนึ่ง เมื่อนั้น ความสัมพันธ์จะอยู่ในรูปแบบ I-it(ฉัน-มัน). จากมุมมองของศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก มาเซลได้อธิบายความสัมพันธ์ที่คนสองคนจะมีต่อกันว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนสองฝ่ายเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น ความรัก ความหวัง และศรัทธา มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นวัตถุ หรือ สิ่งของ. พอล ทิลลิชนักเทววิทยาศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเขาเน้นเรื่องความกล้าหาญ ซึ่งในที่นี่หมายถึง ความศรัทธาในศักยภาพของบุคคลที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย รู้และศรัทธาในมุมมองชีวิตแนวอัตถิภาวนิยม. นักปรัชญาเหล่านี้ มีมุมมองที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคลอื่นๆ รวมทั้งพระเจ้า. ตรงกันข้ามซาร์ตที่มีทัศนะต่อการมีชีวิตอยู่ในแง่ร้าย

ทัศนะในแง่ลบอื่นๆเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์สามารถพบได้ในนวนิยาย บทละคร ของนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น ดอสโตเยฟสกี(Dostoyevsky) กามุส(Kamus) และกัฟกา(Kafka). นวนิยายเรื่อง Notes from underground ของฟิโอดอร์ เดสโตเยฟสกี(Fyodor Dostoyevsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย ตัวเอกของเรื่องต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องการมีสติและตระหนักรู้การกระทำ. อัลเบิร์ต กามุส(Albert Kamus) นักปรัชญาและนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสได้เน้นเกี่ยวกับความโง่เขลาของความพยายามที่จะเข้าใจความหมายเช่นเดียวกับซาร์ต. ทัศนคติที่คล้ายคลึงกันที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ พบได้เช่นเดียวกันในงานของฟรานซ์ กัฟกา(Franz Kafka) ซึ่งงานของเขามักจะนำเสนอสถานการณ์ทีทำให้รู้สึกสิ้นหวังและคับข้องใจที่นำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความหมาย. เรื่องสั้น นวนิยาย และบทละครทีมีเนื้อหาเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ ช่วยสร้างสีสันให้กับแนวคิดปรัชญาของนักปรัชญาแนวอัตถิภาวนิยมเป็นอย่างมาก.

มุมมองสำคัญโดยสังเขปเกี่ยวกับความเป็นมาเของปรัชญาจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อสนับสนุนที่สำคัญทางปรัชญาเท่านั้น. ดังที่จะเห็นว่า นักปรัชญาอัตถิภาวนิยมมีทัศนะที่แตกต่างหลากหลาย. ตัวอย่างเช่น ทัศนะการมองโลกในแง่ดีของนักปรัชญาเทวนิยมและการมองโลกในแง่ร้ายของนักประพันธ์แนวอัตถิภาวนิยม. ผู้ปฏิบัติงานโดยใช้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมจึงมีแนวทางที่แตกต่างกันไปตามแต่อิทธิพลที่เขาได้รับ ตัวอย่าง เช่น กัลเวน(Galven, 1989) เชื่อว่า ไฮเด็กเกอร์เป็นที่ให้ข้อสนับสนุนทางปรัชญาอัตถิภาวนิยมมากกว่าปรัชญาคนอื่นๆ ขณะที่แคนนอน(Canon, 1991) สนับสนุนแนวคิดของซาร์ตว่ามีสาระที่สำคัญที่สนใจมากกว่าของคนอื่นๆ. อย่างไรก็ตาม บอสและบินสวิงเกอร์เป็นนักจิตวิเคราะห์แนวอัตถิภาวนิยมกลุ่มแรกๆที่ใช้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมของไฮเดกเกอร์เป็นหลัก.



ผู้ก่อตั้งจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยม
ลุดวิก บินสแวงเกอร์ เมดาส บอส และวิกเตอร์ แฟรงเกิล เป็นคนกลุ่มแรกๆที่นำเอาแนวคิดปรัชญาอัตถิภาวนิยมมาใช้กับงานด้านจิตเวช. เขียนของพวกเขาไม่ได้นำเสนอทฤษฎีจิตบำบัดที่ชัดเจนนัก. อันทีจริง บอสเขียนไว้ว่า เขาคาดว่า จิตวิทยาแนวอัตถิภาวนิยมจะไม่พัฒนาไปในรูปแบบของทฤษฎีตามความหมายของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสมัยใหม่(Hall&Linzey, 1985). พวกเขาให้ความสนใจกับกับความหมายของการเป็นอยู่และสิ่งที่เกี่ยวข้องมากกว่า. ข้อสนับสนุนเกี่ยวกับจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมที่บินสวิงเกอร์ และแฟรงเกิลนั้นจะได้นำเสนอรายละเอียดต่อไป.

ลุดวิก บินสวิงเกอร์(Lidwig Binswinger, 1881-1966) จิตแพทย์ชาวสวิส มีความสนใจแนวคิดของฟรอยด์หลายเรื่อง เช่น แรงขับและแรงจูงใจ แต่เขาก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิด being-in-the-world ของไฮเดกเกอร์. ข้อสนับสนุนที่สำคัญเกี่ยวกับแนวคิด being-in-the-world คือ ทัศนะเกี่ยวกับโครงสร้างความหมายที่มีมาแต่เดิม ซึ่งหมายถึง ความสามารถที่ยังไม่ได้เรียนรู้ของบุคคลในการรับรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลก ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า existential a priori ทำให้บุคคลมีโอกาสที่จะพัฒนาวิถีการดำรงชีวิตของตนและกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเอง. โดยการมุ่งประเด็นความสนใจไปของผู้รับการบำบัดที่มีต่อโลกและประสบการณ์ในปัจจุบันของเขา บินสวิงเกอร์ช่วยให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจความหมายของพฤติกรรมตนเอง และสร้างพลังอำนาจให้กับตนเองโดยการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับโลก คนรอบข้าง และแม้กระทั่งตนเอง. same

เมดาส บอส(Medas Boss,1903-1990) จิตแพทย์ชาวสวิสอีกท่านหนึ่ง มีความสนิทสนมกับฟรอยด์อย่างมาก เนื่องจากได้รับการวิเคราะห์จากฟรอยด์ที่กรุงเวียนนา. แม้ว่าจะได้รับการฝึกอบรมจากนักจิตวิเคราะห์หลายท่าน แต่บอสก็ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์. หนังสือ Psychoanalysis and Dasien Analysis ได้นำเสนอการบูรณาการปรัชญาอัตถิภาวนิยมและจิตวิเคราะห์เข้าด้วยกัน ซึ่งบอสได้อธิบายภาวะที่บุคคลเกิดความไม่สอดคล้องกับการมีชีวิตอยู่ในโลก (being-in-the-world) ของเขาเองในระดับต่างๆ. บอสเน้นว่า บุคคลต้องอาศัยอยู่ในโลกไม่แลกแยกและแบ่งปันโลกของตนกับผู้อื่น. การกระทำเช่นนั้น บุคคลจะเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยและสร้างความเข้าใจชัดเจน(ช่องว่างของการเป็นอยู่-spatiality of existence)ให้กับผู้อื่นในระดับต่างๆ และกระทำเช่นเดียวกันตามกาลที่เหมาะสม(temporality of existence). อารมณ์ของบุคคลถูกกำหนดโดยวิธีการที่เขาเกี่ยวข้องกับโลก ตัวอย่างเช่น คนที่เศร้าโศกจะตระหนักถึงโชคร้ายและที่มีความสุขก็จะประจวบกับภาวะความสัมพันธ์ที่มีความสุข. ประเด็นด้านอัตถิภาวนิยมที่น่าสนใจอีกประเด็นความรู้สึกผิด. ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นเมื่อเราสร้างทางเลือก ในการทำตามทางเลือก เราอาจต้องปฏิเสธความเป็นได้หลายๆอย่าง. ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้เลือกอื่นที่ตนเองตนเองควรจะเลือก ไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก. ยกตัวอย่าง คนที่เลือกที่จะเป็นนักกฎหมายแทนที่จะเป็นพระ อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากการตัดสินใจเพียงอย่างเดียว. ในที่สุด ด้วยการที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง บุคคลจะต้องรับผิดชอบชีวิตทั้งหมดของตนเอง. ประเด็นด้านอัตถิภาวนิยมจึงอิทธิพลต่อทัศนะของผู้รับการบำบัดและการทำจิตบำบัดของเขา.

แม้ว่าจะมีทัศนะเบื้องต้นที่ตรงกับทัศนะของบินสแวงเกอร์ และบอส วิกเตอร์ แฟรงเกิล(Victor Frankl, 1905-1997) ได้นำเสนอแนวทางของเขาในการทำทำจิตบำบัดที่แตกต่างจากคนอื่นๆ. เช่นเดียวกับบอสและบินสแวงเกอร์ แฟรงเกิลได้รับอิทธิพลจากการศึกษาจิตวิเคราะห์. อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากการเป็นเชลยในค่ายกักกันของเยอรมันมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาการทำจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมโดยการทำให้เขาต้องเผชิญกับประเด็นด้านอัตถิภาวนิยมในระหว่างการบำบัดอยู่เสมอ เช่น ความรู้สึกผิด ศีลธรรม. แนวคิดที่สำคัญของแฟรงเกิลจะเกี่ยวข้องกับเสรีภาพและความรับผิดชอบของบุคคลที่มีต่อตนเองและบุคคลอื่น. แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ในหนังสือ Man Seearch for Meaning(1946) ของแฟรงเกิลซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมากได้นำเสนอสาระสำคัญของ logotherapy ซึ่งมีแนวคิดอยู่บนพื้นฐานที่ว่า แรงขับพื้นฐานส่วนใหญ่ของมนุษย์ คือ การเข้าใจความหมายของมีดำรงอยู่ แม้ว่า แฟรงเกิลจะใช้เทคนิคเฉพาะ แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคมากนัก แต่กลับให้ความสำคัญกับคำถามเชิงอัตถิภาวนิยมและจิตวิญญาณซึ่งมุ่งให้ความสนใจกับคุณค่า ความรู้สึกว่าตนเองบรรลุภารกิจส่วนตนและความหมายของชีวิตของบุคคล.

ผู้สนับสนุนจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมในปัจจุบัน
นักจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมหลายท่านในปัจจุบันได้นำเอาประเด็นทางอัตถิภาวนิยมใช้ในการบำบัด. ผลงานเขียนมากกว่า 40 ปีของ รอลโล เมย์(Rollo May, 1909-1994) ได้เสริมขยายประเด็นทางอัตถิภาวนิยมและการบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมให้แก่ทั้งผู้อ่านและนักวิชาชีพ. เออร์วิน ยาโลม( Irvin Yalom,1931 ) เจมส์ บิวเจนทอล(James Bugental, 1915) ได้เขียนหนังสือที่มีประโยชน์อย่ามากในการช่วยให้นักบำบัดสามารถบูรณาการปรัชญาอัตถิภาวนิยมเข้ากับการบำบัด. แนวคิดพื้นฐานอื่นๆจาก Laing และ van Deurzen-Smith(1988)

เป็นที่ทราบกันดีว่า รอลโล เมล์ เป็นนักเขียนด้านจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมในยุคปัจจุบัน แนวคิดของเมล์ได้รับอิทธิพลจากบอสและวินสวิงเกอร์ แต่คนที่มีอิทธิพลต่อเขามาที่สุดทั้งด้านงานและเรื่องส่วนตัวคือพอล ลิลลิช โดยเฉพาะจากหนังสือ Courage to be(1952). บทความและหนังสือส่วนใหญ่ของเมย์มักเกี่ยวข้องประประเด็นทางด้านอัตถิภาวนิยม อย่างเช่น ความวิตกกังวล การจัดการกับพลังอำนาจ การยอมรับเสรีภาพและความรับผิดชอบ และการพัฒนาอัตลักษณ์แห่งตน. ดังเช่นผลงานจากหนังสือ The meaning of anxiety (1950, 1977). ความวิตกกังวลของเมย์ ไม่ได้มาจากการอ่านของเขาพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมาจากการเข้ารับการรักษาวัณโรคเป็นเวลาสองปี. ในหนังสือ Man search for himself(1953)เมย์ได้เขียนถึงความวิตกกังวลและความโดเดี่ยวที่คนในสังคมปัจจุบันต้องเผชิญ. หนังสือได้รับการแก้ไขถึงสองครั้งมีความสำคัญอย่างมากในการรวมเอาแนวคิดจิตวิทยาการบำบัดเข้าด้วยกัน. ดังที่จะพบได้จากหลายๆหัวข้อในหนังสือของเขาที่สร้างประเด็นทางอัตถิภาวนิยมขึ้นมาเงียบๆ เช่น หนังสือ Love and Will(1969) Power and Innocent(1972) The Courage to Create(1975) Freedom and Destiny(1981). เมื่อเร็วๆนี้เมย์ได้รวมเอาแนวคิดที่เขารวบรวมเอาความสนใจในวรรณกรรมคลาสสิกและเป็นเวลานานเข้ากับความสนใจในอัตถิภาวนิยมในหนังสือ The Cry for Myth(1992). แนวคิดการทำจิตบำบัดของเมย์แสดงถึงการผสมผสานแนวคิดจิตบำบัดเข้ากับประเด็นทางอัตถิภาวนิยม

อาจกล่าวได้ว่า คำอธิบายเกี่ยวกับการบำบัดแนวอัตถภิภาวนิยมส่วนใหญ่พบได้จากตำราของยาลอม. ยาลอมได้นำเสนแนวคิดที่ลึกซึ่งเกี่ยวกับการทำจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมในประเด็นที่เกี่ยวกับความตาย เสรีภาพ ความโดดเดี่ยว และการไร้ความหมาย. แนวคิดของเขาพบได้จากหนังสือ Love’s Executioner (1989) ซึ่งนำเสนอกรณีตัวอย่างเอาไว้ด้วย. กรณีตัวอย่างที่นำเสนอในหนังสือดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับนักจิตบำบัดที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับความตายของผู้รับการบำบัด
เจมส์ บิวเจนทอล เป็นนักเขียนอีกผู้หนึ่งที่ผสมผสานแนวคิดอัตถิภาวนิยมเข้ากับการบำบัด. งานเขียนของเขาเน้นการช่วยเหลือผู้รับการบำบัดในการพัฒนาความเข้าใจตนเองเชิงอัตถิภาวนิยมด้วยการค้นหาสัจธรรม(Authenticity). การบำบัดของบิวเจนทอลเน้นความสามารถของบุคคลในการตระหนักและเข้าใจตนเอง. ประเด็นทางอัตถิภาวนิยมที่พัฒนาขึ้นมีวคามคล้ายคลึงกับของยาลอมแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ตัวอย่างเช่น ประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ความบังเอิญ ความรับผิดชอบ และการปล่อยวาง(Relinquishment). หนังสือ The Art of Psychotherapist(1987)ได้อธิบายแนวทางการบำบัดของเขาโดยใช้เครื่องมืองทางคลินิกมากมาย.
นอกจากนักเขียนแนวอัตถิภาวนิยมชาวอเมริกันดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีนักปรัชญาอัตถิภาวนิยมชาวอังกฤษอีกท่านหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก. อาร์. ดี. X (Laing, 1961)ได้สร้างชุมชนบำบัดขึ้นในอังกฤษเพี่อรักษาผู้ป่วยที่ประสบความทุกข์ใจอย่างรุนแรง โดยใช้ปรัชญาอัตถิภาวนิยมในแง่การให้ความเคารพต่อผู้ป่วย. เช่นเดียวกับ van Deurzen-Smith(1990) ที่เน้นองค์ประกอบของอัตถิภาวนิยมทางจิตวิญญาณในงานเขียนของเขาเป็นแนวทางในการทำจิตบำบัดซึ่งอธิบายไว้ในหนังสือ Existential Counseling on Practice(1988).

แม้ว่า นักปรัชญาและนักจิตบำบัดแต่ละท่านจะมีทัศนะทีแตกต่างกัน แต่ก็มีแนวคิดที่ตรงกันหลายๆเรื่อง. แนวคิดอัตถิภาวนิยมได้รับการนำเสนในฐานะส่วนหนึ่งของจิตวิทยาและจิตบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมได้นำเสนประเด็นซึ่งพบได้ทั่วไปในการบำบัดแนวอัตถิภาวนิยม.


หน้าที่ของผู้บำบัด
นอกเหนือจากแผนการบำบัดแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับการบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมก็คือ ผู้บำบัด. ในการช่วยเหลือผู้รับการบำบัดค้นหาความหมายของชีวิต ผู้บำบัดต้องมีความเสียสละ ความเข้าใจ ความใส่ใจ ความเคารพต่อความใสใจส่วนบุคคล ความรู้สึก พฤติกรรม การบำบัด การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและการสนับสนุน. การค้นหาความหมายเกิดจากการทำงานร่วมกันกับบุคล ครอบครัว หรือแม้กระทั่งกลุ่ม.

ตามที่อาบักเกิล(Arbuckle, 1975) กล่าวไว้ว่า ผู้ให้การปรึกษา คือผู้ที่ มองเห็นสถานการณ์ที่ยุ่งยากในบุคคลผ่านมุมมองแนวคิดอัตถิภาวนิยม

ผู้บำบัดแนวอัตถิภาวนิยมมุ่งเน้นให้ผู้รับการบำบัดมีความรับผิดชอบเพราะหากไม่มีความรับผิดชอบแล้วการบำบัดคงไม่สามารถก้าวหน้า นอกจากนี้ ผู้รับการบำบัดต้องไม่ถูกมองเสมือนว่าเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ต้องถูกประเมิน วัด รายงาน ตั้งโปรแกรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยน การเริ่มต้น การยุติการบำบัด หรือแต่ละขั้นตอนในกระบวนการบำบัดดังกล่าวมานี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว เกิดจากผู้รับการบำบัด มิใช่ผู้บำบัด

ผู้ให้การปรึกษาแนวอัตถิภาวนิยมส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า บุคลิกภาพของบุคคลสามารถแยกได้เป็นสองส่วน คือ มีสติ(Conscious) และไร้สำนึก (Unconscious). บ่อยครั้งที่คำว่า ไร้สำนึก เป็นคำที่ใช้เพื่ออ้างเหตุผลให้กับการกระทำและหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ. ผู้บำบัดแนวอัตถิภาวนิยม เชื่อว่า การหลีกเลี่ยงความเป็นจริงแห่งการดำรงอยู่. การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการบำบัดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้รับการบำบัดเกิดความรับผิดชอบเท่านั้น. โดยปกติแล้ว การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจาก 6 ประการดังต่อไปนี้
ประการแรก ผู้รับการบำบัดจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดความเข้าใจ ด้วยความเข้าใจวิธีการเป็นอยู่ของบุคคลด้วยการพัฒนาการสัมผัสกับการเลือก เสรีภาพ และความรับผิดชอบ. กระบวนการสร้างโอกาสสำหรับการมองเห็นและเสริมสร้างศักยภาพในการดำรงชีวิตและการเลือกและปฏิเสธวิถีของการอยู่ในโลก(being-in the-world)
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการพบกันของผู้บำบัดกับผู้รับการบำบัด การพูดคุยกันด้วยความจริงใจ
ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ ผู้รับการบำบัดมีความก้าวหน้าในการใช้ศักยภาพ กระบวนการนี้ถือได้ว่าเป็นการเปิดการรู้จักตนเองในด้านการมีอยู่ เป็นอยู่ และมีประสบการณ์กับศักยภาพของตนเอง
ประการที่สี่ การเลี่ยนแปลงเกิดจากกระบวนการภายในของสัมพันธภาพการบำบัดระหว่างตนเองและศักยภาพของการดำรงอยู่(existing)ของเขาหรือเธอในระดับลึก
ประการที่ห้า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อผู้รับการบำบัดหลุดพ้นจากโครงสร้างบุคลิกภาพ อัตลักาณ์ และตัวตน และเมื่อพวกเขาเข้าสู่ภาวะการมีอยู่หรือวิถีแห่งการดำรงในระดับลึก. ในกระบวนการของการตายและเกิดใหม่เชิงอัตถิภาวนิยมนี้.
และประการสุดท้าย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อผู้รับการบำบัดเปิดโลกใหม่ เมื่อพวกเขาสร้างสิ่งใหม่ๆและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชีวิต เมื่อพวกเขาเสี่ยงที่จะทำสิ่งใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีการที่จะดำรงอยู่ในโลกที่เขาสร้างขึ้น





 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2551 19:33:21 น.
Counter : 3517 Pageviews.  

การให้การปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง



ประวัติผู้ก่อตั้ง


Carl R. Rogers ผู้ให้กำเนิดการให้การปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง เกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1902 ที่ โอกปาร์ค ชานเมืองชิคาโก เป็นลูกคนที่ 4 ในบรรดาลูก 6 คน ของครอบครัว โปรเตสแตนที่เคร่งครัด และยกย่องการทำงานหนัก พ่อของเขาเป็นวิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้าง ครอบครัวของเขาจึงมีฐานค่อนข้างดี

ตอนอายุ 12 ขวบ ครอบครัวของโรเจอร์ส ได้ย้ายออกไปทำฟาร์มที่นอกเมืองชิคาโก เนื่องจากบ้านที่อยู่นอกเมืองทำให้โรเจอร์สไม่ค่อยมีโอกาสทำกิจกรรมที่โรงเรียนมากนัก ช่วงปิดเทอมเขาและพี่น้องจะง่วนอยู่กับการทำงานงานในฟาร์ม เขาชอบอ่านหนังสือด้านศาสนา นิยายแนวผจญภัย และหนังสือวิทยาศาสตร์การเกษตร และพยายามค้นคว้าเกี่ยวกับการเพาะพันธ์พืชชนิดต่าง ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ไม่เคยหายไปจากโรเจอร์สแม้ในภายหลังเขาจะทำงานเป็นนักจิตวิทยาแล้วก็ตาม

ปี 1919 เขาเข้าศึกษาที่ University of Wisconsin ที่ซึ่งพ่อแม่ และบรรดาพี่น้องของเขาก็เรียนที่นั่น โรเจอร์สเลือกเรียนด้านการเกษตร และไปทำกิจกรรมร่มกับโบสถ์อยู่เสมอๆตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

ปี 1922 โรเจอร์สเป็นหนึ่งในนักศึกษา 10 คนที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม World Student Christian Federation Conference ที่เมืองปักกิ่งประเทศจีน การได้พบปะกับผู้คนที่มาจากวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกันในระยะเวลา 6 เดือน ได้มีทำให้ทัศนคติเกี่ยวศาสนาของของโรเจอร์สเปลี่ยนไปหลังจากกลับจากประเทศจีน เขาได้เปลี่ยนจากสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มาศึกษาสาขาวิชาประวัติศาสตร์และจบการศึกษาปริญญาตรีในสาขาดังกล่าวในปี 1924

หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแล้ว โรเจอร์สได้แต่งงานกับ Helen Elliott ซึ่งต่อมามีลูกด้วยกัน 2 สองคนคือ เดวิดและนาตาลี จากนั้นได้ย้ายไปนิวยอร์กเพื่อศึกษาที่ Union Theological Seminary และใช่เวลาศึกษาที่อยู่ที่นี่สองปี จากนั้นได้เข้าศึกษาด้านจิตวิทยาคลินิกและจิตวิทยาการศึกษาที่ Columbia University Teacher Collage จนจบปริญญาโท ในปี 1928และปริญญาเอก ในปี 1931. โดยวิทยานิพนธ์ของเขาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวัดการปรับการปรับบุคลิกภาพในเด็ก

ปี 1931 หลังจากจบปริญญาเอกแล้ว โรเจอร์สได้เข้าทำงานเป็นนักจิตวิทยาในแผนกยุวชนศึกศึกษาของสมาคมป้องกันการทารุณกรรมเด็ก ในเมืองโรเชสเตอร์ นิวยอร์ก ที่ซึ่งเขาเคยมาฝึกงานตอนเรียนปริญญาเอก โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยและให้การรักษาเด็กที่มีพฤติกรรมเกเรซึ่งถูกศาลและหน่วยการของรัฐส่งต่อมาให้ ในระยะแรกของการทำงานของเขาได้รับอิทธิพลจากแนวคิดจิตวิเคราะห์ ในช่วงที่ทำงานที่เมืองโรเชสเตอร์นี้ โรเจอร์สได้เขียนหนังสือ The Clinical of Problem Child (1939) นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ฝึกอบรมและนิเทศนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยา ช่วงระยะเวลาหนึ่งของการทำงานที่เมืองโรเชสเตอร์ โรเจอร์สได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนะด้านการรักษาทางจิตเวชกับ อลิซาเบธ เดวิส นัดสังคมสมเคราะห์ที่มีประสบการณ์และ เจสซี ทาฟต์ ลูกศิษย์ของ ออตโต แรงค์(Otto Rank) นักจิตวิทยาที่มีแนวคิดแตกต่างจากฟรอยด์อย่าง โดยแรงค์จะเน้นการเสริมสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับบุคคลมากกว่า การสร้างให้ผู้รับการบำบัดยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็น และมีความรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง โดยที่ผู้ให้การบำบัดทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือที่ไม่มีทัศนคติตัดสิน ไม่ทำตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือมีแสดงบทบาทเหนือผู้รับการบำบัด

การรู้จักตัวตนที่แท้จริง(Self -actualization) ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลักของการบำบัดตามแนวของโรเจอร์ส แนวคิดที่ว่านี้ได้รับอิทธิพลจาก เคิร์ท โกลสไตน์ (Kurt Goldstein) ซึ่ง มาสโลว์ได้ขยายแนวคิดนี้ในเวลาต่อมา การพัฒนาทฤษฎีของโรเจอร์สสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะคือ

ระยะที่ 1 การให้การปรึกษาแบบไม่นำทาง(non-directive counseling) ในช่วงปี 1940 นี้ โรเจอร์มีความเห็นทางแตกต่างไปจากการบำบัดแนวทางเดิมที่มองว่า ผู้ให้การบำบัดคือผู้เชียวชาญที่รู้ดีที่สุด โดยการบำบัดของโรเจอร์มุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศที่ทำให้เกิดการมองในด้านดีและไม่ชี้นำผู้รับการบำบัด มากกว่าการให้ ให้คำแนะนำ ชี้แนะ การกำหนดแนวทาง ชักจูง สอน วินิจฉัย และตีความ. ตามความเห็นของโรเจอร์การบำบัดแบบเดิมเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการด่วนตัดสิน(prejudice) และมักจะสร้างความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง. การบำบัดแบบไม่นำทางจะเน้นไปที่การการให้ความสนใจกับการสะท้อน(Reflecting) และสร้างความชัดเจน(Clarifying) คำพูดและท่าทางการแสดงออกของผู้รับการปรึกษาเพื่อให้ผู้รับการปรึกษาเกิดการตระหนักรู้ความรู้สึกตนเองมากขึ้น

ระยะที่ 2 การบำบัดแบบเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง(Client Centered therapy) ในช่วงนี้อยู่ระหว่างปี1950 ในช่วงนี้ โรเจอร์ได้เปลี่ยนชื่อการบำบัดของเขาเสียใหม่เป็น Client-centered therapy และให้ความสำคัญกับผู้รับการบำบัดมากกว่าช่วงการบำบัดแบบไม่นำทาง จุดเน้นสำคัญอยู่ที่โลกแห่งปรากฏการณ์(Phenomenological world) ของผู้รับการบำบัด โรเจอร์เชื่อว่า จุดที่ดีที่สุดในการเข้าใจพฤติกรรมของบุคคล คือ กรอบการอ้างอิงภายใน(Internal frame of reference) ของแต่ละบุคคลนั่นเอง. นอกจากนี้ โรเจอร์ยังได้ให้ความสำคัญกับแนวโน้มที่จะรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้(Actualizing tendency) ว่าเป็นแรงจูงใจเบื้อต้นที่จะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลง

ระยะที่ 3 เกิดขึ้นในช่วงปี 1960 เมื่อโรเจอร์เปิดตัวหยังสือ Becoming a person(1961) ซึ่งนำเสนอแนวคิดของธรรมชาติแห่ง"การเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง" อันหมายถึง การเปิดรับประสบการณ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง ประเมินประสบการณ์จากกรอบแนวคิดของตนเอง และความปรารถนาที่จะดำรงตนอยู่ในกระบวนการดังกล่าว ในช่วงนี้ โรเจอร์และคณะยังได้ทำงานวิจัยหลายๆเพื่อเสริมขยายแนวคิดของการบำบัดแบบเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางทั้งในด้านกระบวนการและประสิทธิผลของการบำบัด. โรเจอร์สนใจศึกษาว่า บุคคลจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในระหว่างการบำบัดได้อย่างไร และสัมพันธภาพระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้การบำบัดเป็นตัวแปรที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้แนวคิดของเขาในด้านอื่นๆเช่น การสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กลุ่มเผชิญปัญหา(encountergroup) ฯลฯ

ระยะที่ 4 เกิดขึ้นในช่วงปี 1970-1980 แนวคิดของโรเจอร์เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Person Centered Therapy แนวคิดของเขาได้แพร่หลายไปยังวงการต่าง เช่น วงการการศึกษา อุตสาหกรรม กลุ่ม การแก้ปัญหา การแสวงหาสันติภาพโลก เนื่องจากแนวคิดของโรเจอร์ได้แพร่หลายไปอย่างกว่างขวาง และเขาเองก็สนใจว่าทำอย่างไรผู้คนจะรับ ครอบครอง แบ่งปัน และสละพลังและการควบคุมตนเองและผู้อื่น แม้ว่า แนวติดนี้จะถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในหลายๆด้าน เช่น การให้กาปรึกษารายบุคคลและกลุ่ม วงการศึกษา วิถีการดำรงชีวิต ภาวะผู้นำและการบริหาร การพัฒนาองค์กร สาธารณสุข กิจกรรมแบบข้ามวัฒนธรรมและหลากชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. ในช่วงท้ายของปี 1970-ช่วงต้นปี 1980 โรเจอร์ได้พยายามที่จะประยุกต์ใช้แนวคิดแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางของเขาเข้ากับการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสันติภาพโลกให้เกิดขึ้น.
ในปี 1940 โรเจอร์สได้ไปที่เมืองโคลัมบัส มลรัฐโอไฮโอ เพื่อเป็นอาจารย์สอนที่ Ohio State University และช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงที่สองของการพัฒนาทฤษฎีของเขา หลังจากการนำเสนอผลงานของเขาที่ University of Minnesota ในปี 1940 ทำให้เขาตระหนักว่า แนวคิดจิตบำบัดของเขาคือแนวคิดใหม่สำหรับวงการจิตบำบัด. โรเจอร์สให้ความสนใจกับการทำให้ผู้รับบริการเกิดความรับผิดชอบต่อตนเอง และให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้การบำบัดกับผู้รับการบำบัดอันเป็นการสร้างความไว้วางและความร่วมมือที่จะสำรวจความรู้สึก และเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้รับการบำบัดเอง การสะท้อนความรู้สึกและการสร้างความกระจ่างอันนำไปสู่ความเข้าใจความรู้สึกของผู้รับการบำบัดถือได้ว่าเป็นหัวใจการบำบัดตามแนวคิดของโรเจอร์ส ในช่วงเวลานั้น


ในปี 1945 โรเจอร์ส ได้ย้ายไปสอนที่ University of Chicago และยังคงพัฒนาทฤษฎีจิตบำบัดของเขาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนทำวิจัยเพื่อพัฒนาทฤษฎีของเขาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ถือเป็นพัฒนาการทฤษฎีช่วงที่ 3 (Client-Centered Stage) โดยเขาได้เขียนหนังสือชื่อ Client-Centered Therapy: Its Current Practice, Implications, and Theory (1951)

ในช่วงที่สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก นอกจากโรเจอร์สจะเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแล้วยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ให้การปรึกษาของมหาวิทยาลัยอีกด้วย และในปี 1956 โรเจอร์สได้รับรางวัล Distinguished Scientific Contribution Award จากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน และได้รับเลือกให้เป็น นายกสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ในปี 1946-1947 ด้วยหนังสือ Client-Centered Therapy และรางวัลดังกล่าวนี้เองทำให้โรเจอร์ส มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในอเมริกาและนานาชาติ

ปี 1957 โรเจอร์สย้ายมาสอนที่ภาควิชาจิตวิทยาและภาควิชาจิตเวชของ Univercity of Wisconsin และได้แต่งหนังสือ On Becoming a Person(1961) ซึ่งเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับทั้งนักจิตวิทยาและมิได้เป็นนักจิตวิทยา หนังสือได้กล่าวถึงปรัชญาชีวิตและทัศนะของเขาเกี่ยวกับการวิจัย การสอน และปัญหาสังคม ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิม เขาได้ทำโครงการศึกษาอิทธิพลของจิตบำบัดที่มีต่อผู้ป่วยจิตเภทในโรงพยาบาล แต่ความขัดแย้งกับผู้ร่วมงานที่เกิดขึ้นอยู่เสมอทำให้การทำงานไม่ราบรื่นเท่าใดนัก โรเจอร์ส จึงลาออกในปี 1963 แล้วไปทำงานที่ Behavioral Science Institute และอุทิศเวลาให้กับการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการทำ Encounter Group

ปี 1968 โรเจอร์สกับคณะ ได้ร่วมกันก่อตั้ง The Center for Studies fo the Person เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการของเขาในการการดำเนินงานในที่ต่างทั่วโลก โรเจอร์สได้เขียนหนังสือชื่อ Carl Rogers on Personal Power(1977) ซึ่งกล่าวถึง การประยุกต์ใช้หลักจิตบำบัดแบบมีบุคคลเป็นศูนย์กลางกับวัฒนธรรมที่แตกต่างเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ่อยครั้ง ที่โรเจอรส์ทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มที่มีความขัดแย้งกัน เช่น คนผิวดำและผิวขาวในแอฟริกาใต้ ชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนและคาธอลิกในไอแลนด์เหนือ ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไปเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงพละกำลังและเจตจำนงของโรเจอร์ส ดังจะเห็นได้ในหนังสือ A Way of Being(1980). โรเจอร์สยังแสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่แรงกล้าและความปรารถนาที่จะเรียนรู้จนแม้วาระช่วงสุดท้ายของชีวิต โรเจอร์สเสียชีวิต ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1987 ด้วยวัย 85 ปี.

ปัจจุบัน การบำบัดแบบมีบุคคลเป็นศูนย์กลางของโรเจอร์ส ได้แพร่หลายไปทั่วโลก วารสารสองเล่ม คือ Person-Centered Review และ Person-centered Journal เผยแพร่โดย Association for Development of the Person-centered Approach สมาคมที่มีสมาชิกมากกว่า 200 คน นอกจากนี้ ยังมี Center for Studies Person เมือง ลาโจลลา ซึ่งโรเจอร์สและคณะตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการกิจกรรมด้านการฝึกอบรม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ การประชุมระดับนานาชาติ และการให้การบำบัดและการนิเทศด้านการให้การปรึกษาตามแนวคิดของเขา

เป้าหมายของการบำบัด(Therapeutic Goals)

การบำบัดแบบเน้นบุคคลเป็นศูนย์กลางมีเป้าหมายที่แตกต่างการบำบัดที่มีมาก่อนหน้านี้ โดยจะเน้นไปที่การสร้างให้บุคคลมีรู้สึกเป็นอิสระในตัวเองมากขึ้น แทนที่จะมุ่งให้ความสำคัญกับปัญหาของบุคคล. ในทัศนะของโรเจอร์(1977) การบำบัดไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยสร้างกระบวนการแห่งความงอกมาในตัวผู้รับการบำบัดเพื่อที่จะช่วยให้เขาจัดการกับปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่ในปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย.

โรเจอร์(1961) ได้เขียนไว้ว่า ผู้ที่มาขอรับการบำบัดมักจะถามว่า โรเจอร์(1961) ได้เขียนไว้ว่า ผู้ที่มาขอรับการบำบัดมักจะถามว่า “ฉันจะค้นพบตัวตนที่แท้จริงของฉันได้อย่างไร” “ฉันจะเป็นบุคคลที่ฉันปรารถนาจะเป็นได้อย่างไร” “ฉันจะทิ้งตัวตนที่จอมปลอมและเป็นตัวนที่แท้จริงของฉันได้อย่างไร” เป้าหมายที่สำคัญของการบำบัด คือการ ช่วยสร้างบรรยากาศที่จะนำไปสู่การช่วยให้บุคคลเป็นที่ใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ การที่ผู้รับการบำบัดจะบรรลุเป้าหมายเช่นว่านั้นได้ เขาต้องทิ้งหน้ากากที่เขาสวมอยู่เสียก่อน หน้ากากที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการกล่อมเกลาของสังคม(Socialization). ผู้รับการบำบัดจะต้องตระหนักเสียก่อนว่า เขาสูญเสียความผูกพันตัวตนที่แท้จริงของเขาเพราะความจอมปลอมเหล่านั้นที่เขาใช้อยู่ทุกวัน บรรยากาศที่ปลอดภัยในช่วงเวลาของการบำบัดผู้รับการบำบัดค้นพบว่ายังมีความเป็นไปได้อื่นๆอยู่อีก.
เมื่อความจอมปลอมเริ่มจางหายไปในระหว่างกระบวนการของการบำบัด อะไรเล่าที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับการปรึกษา?. โรเจอร์(1961) อธิบายว่า ผู้ที่รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้มากขึ้นจะมีลักษณะ ดังนี้

1. เปิดรับประสบการณ์มากขึ้น
2. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
3. ประเมินสิ่งต่างๆโดยใช้มุมมองของตนเองมากกว่าจากมุมมองของผู้อื่น
4. ปรารถนาที่จะเสริมสร้างตนเองให้เจริญงอกงามเพิ่มขึ้น

การสนับสนุนให้บุคคลมีคุณลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลักของการบำบัดแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง

คุณลักษณะทั้ง 4 ประการดังกล่าว จัดได้ว่าเป็นกรอบแนวคิดคร่าวๆในการสร้างความเข้าใจถึงทิศทางของการบำบัด. นักบำบัดจะไม่ระบุเป้าหมายการบำบัดที่เฉพาะเจาะจงให้กับผู้รับการบำบัด. หลักสำคัญประการหนึ่งของการบำบัดแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางก็คือมุมมองที่ว่า ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ผู้ให้การบำบัดช่วยเหลือ ผู้รับการบำบัดจะมีศักยภาพที่กำหนดและสร้างความชัดเจนให้กับเป้าหมายของตัวเขาเอง. อย่างไรก็ตาม ผู้ให้การปรึกษาหลายคน มักประสบความยุ่งยากในการช่วยให้ผู้รับการบำบัดตัดสินใจเลือกเป้าหมายการบำบัดของตนเอง. แม้ว่ามันจะฟังดูเหมือนง่ายเมื่อถึงแนวคิดการช่วยให้ผู้รับการบำบัดสร้างเป้าหมายการบำบัดด้วยตัวเขาเอง การให้ความเคารพต่อผู้รับการบำบัด ความเชื่อมั่นต่อผู้รับการบำบัดที่จะช่วยให้ผู้รับการบำบัดกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเขาเอง ทำตามที่ใจตนเองเรียกร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทางเลือกที่ผู้รับการบำบัดต้องการผิดไปจากทางเลือกที่ผู้ให้การบำบัดคาดเอาไว้

แนวคิดที่สำคัญ

1. (Actualizing Tendency) เป็นแนวโน้มที่ของบุคคลที่จะพัฒนาตนเองในวิถีทางที่จะก้าวไปสู่ความเจริญงอกงาม (Growth) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
2. เงื่อนไขของการมีคุณค่า (Condition of worth) เงื่อนไขซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าบุคคลจะต้องแสดงพฤติกรรมอย่างไรจึงได้รับการยอมรับจากผู้อื่นว่ามีคุณค่า
3. ความสอดคล้อง (Congruence) เป็นการความสอดคล้องของการแสดงความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมที่สอดคล้องกับประสบการณ์ภายในใจ
4. การเข้าใจด้วยความเห็นใจอย่างจริงใจ (Empathic understanding)
5. ประสบการณ์ (Experience) (นาม)
6. Experience (กิริยา)
7. ความจริงใจ (Genuineness)
8. กระบวนการประเมินคุณค่าผ่านทางอายตนะ (Organismic value process)
9. การนับถือเชิงบวก (Positive regard)
10. การนับถือตนเองในด้านบวก (Positive self regard)
11. แนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความงอกงาม (Self actualizing tendency)
12.ความคิดเกี่ยวกับตนเอง (Self concept)
13. การมีประสบการณ์เกี่ยวกับตนเอง (Self experience)
14. การยอมรับในด้านบวกอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional positive regard)
15 การยอมรับตนเองในด้านบวกอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional self regard)




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2551 23:47:56 น.
Counter : 7107 Pageviews.  

การบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม(Rational Emotive Behavior Therapy)


อัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis) ผู้สร้างทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม หรือที่เรียกว่า Rational Emotive Behavior Therapy (REBT). REBT มองว่า ความเชื่อ การประเมิน ปรัชญาของบุคคลเป็นตัวควบคุมความรู้สึกของบุคคลและก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์มากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก. เอลลิสมองว่า การเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมเป็นหนทางนำไปสู่การมีสุขภาพจิตดี ซึ่งเขาได้นำเสนอหลักการดังกล่าวนี้เป็น ครั้งแรกในปี 1950 และกลายมาเป็นพื้นฐานของการบำบัดแบบเน้นความคิดทั้งมวลในปัจจุบัน.

อัลเบิร์ต เอลลิส เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1913 ที่เมืองพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา เขาเป็นพี่ชายคนโตในพี่น้อง 3 คน น้องชายคนรองอายุห่างจากเขา 2 ปี และน้องสาวคนเล็กอายุห่างจากเขา 4 ปี ครอบครัวเลลิสมีเชื้อสายยิว. พ่อของเอลลิสเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จพอสมควร การเดินทางติดต่อธุรกิจทำให้พ่อของเอลลิสห่างเหินจากครอบครัวและไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับลูกมากนัก

เอลลิสได้เล่าถึงแม่ของเขาว่า เป็นคนที่ชอบสาละวนอยู่กับตนเอง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายและชอบเอะอะเอ็ดตะโรหากใครไปขัดใจเข้า. เอลลิสเล่าว่า บ่อยครั้งที่ลูกๆไปโรงเรียนแล้วแม่ก็ยังไม่ตื่น และแม่ยังไม่กลับบ้านเมื่อเขาและน้องๆกลับมาจากโรงเรียน. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เอลลิสในฐานะพี่ชายคนโตจึงต้องทำหน้าที่ดูแลน้องๆไปโดยปริยาย เขาลงทุนซื้อนาฬิกาปลุกด้วยเงินของตนเองเพื่อจะใช้ปลุกตนเองและน้องๆเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน. แม้ว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะดูเหมือนห่างเหินกันแต่ก็ไม่ถึงขนาดจะทำให้เขาและน้องรู้สึกซึมเศร้า ตรงกันข้ามมันเหมือนกับสถานการณ์บังคับให้เอลลลิสและน้องๆพยายามหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว.

เอลลิสในช่วงวัยรุ่น ไม่ค่อยจะมีสุขภาพแข็งแรงนัก หลายครั้งที่เขาต้องเจ็บป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล. ตอนอายุ 5 ขวบ เอลลิสต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะมีโรคเกี่ยวกับไตและมีปัญหาเกี่ยวกับต่อทอลซิลถึงขนาดต้องผ่าตัด เอลลิสเล่าว่า ช่วงอายุ 5-7 ขวบ เขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 8 ครั้ง ในการป่วยครั้งหลังๆ พ่อแม่ได้ให้ความใส่ใจเขามากนัก ไม่มีแม้แต่คำปลอบโยนหรือให้กำลังใจ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เอลลิสได้เรียนรู้ที่จะเผชิญโชคร้ายด้วยตนเองโดยไม่คาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นจนกินไป.

เอลลิสเข้าสู่งานด้านจิตวิทยาคลินิกหลังจากจบการศึกษาด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค โดยหลังจากเรียบจบ เขาทำงานด้านธุรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งทำให้เขาต้องกลับคิดใหม่คิดว่า บางทีเขาอาจจะเหมาะกับงานเขียนแนวอื่นมากกว่านวนิยายก็ได้ เขาจึงเบนเข็มไปสร้างงานเขียนเกี่ยวกับปัญหาเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักพอสมควรที่เดียว. ด้วยเหตุที่ไม่มีนักเขียนแนวนี้มากนักทำให้ทำให้เขาต้องแสวงหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในด้านนี้. การต้องขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ ทำให้เขางานเขียนของเขาได้รับการตอบรับและทำให้เขาพบว่า สายงานด้านจิตวิทยาคลินิกเป็นงานหนึ่งที่เขาน่าจะทำได้ดี.

ปี 1942 เอลลิสเข้าเรียนปริญญาเอกด้านจิตวิทยาคลินิก ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและเข้ารับการฝึกฝนเป็นนักจิตวิเคราะห์. นับตั้งแต่จบปริญญาโทด้านจิตวิทยาคลิก จากวิทยาลัยครูโคลัมเบีย ในเดือนมิถุนายน ปี 1943 หลังจบการศึกษาเอลลิสก็เริ่มทำงานล่วงเวลาไปด้วยในระหว่างเรียนปริญญาเอกไปพร้อมกัน เป็นไปได้ว่าช่วงนั้น นิวยอร์คยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับใบประกอบวิชาชีพนักจิตวิทยา.

เอลลิสเริ่มพิมพ์เผยแพร่งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ก่อนที่เขาจะจบปริญญาเอก. ยกตัวอย่างงานเขียนไปปี 1946 เขาได้เขียนวิจารณ์ความน่าเชื่อถือของแบบทดสอบบุคลิกภาพแบบใช้ปากาและดินสอ. เขาสรุปว่า แบบทดสอบบุคลิกภาพ Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI) เท่านั้นที่มีมาตรฐานพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยได้.

หลังจากจบปริญญาเอก เอลลิสเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักจิตวิเคราะห์. เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาส่วนใหญ่ในสมัยนั้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์. ในระยะเวลาสั้นหลังจบปริญญาเอกในปี 1947 เอลลิสรับการวิเคราะห์รายบุคคลกับริชาร์ด ฮัลเบค(Richard Hulbeck) ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์ที่ได้รับการฝึกฝนโดยตรงจากสถาบันคาเรน ฮอร์นาย. ฮอร์นายเป็นที่คนที่มีอิทธิพลแนวคิดอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของ อัลเฟรด แอดเลอร์ อีริคฟรอมม์ และแฮร์รี สแตก ซัลลิแวน.

จากการมีประสบการณ์ การอ่านของเขาที่ได้รับอิทธิพลอย่างมาก และธรรมชาติของจิตวิเคราะห์ที่ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ทำให้เขาแยกตัวเองออกมาจากจิตวิเคราะห์ และเรียกตัวเองใหม่ว่า นักจิตวิเคราะห์แบบเน้นเหตุผล ในปี 1953. มาถึงตอนนี้ เอลลิสอุทิศตนให้กับการพัฒนาการบำบัดแบบใหม่ที่เขามองว่าเป็นเชิงรุกและตรงเป้ามากกว่า.

ในปี 1955 เขาได้เผยแพร่การบำบัดแบบใหม่ที่เรียกว่า การบำบัดแบบเน้นเหตุผล และอารมณ์ ซึ่งเน้นให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจและแสดงพฤติกรรมตามที่เข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาซึ่งประกอบไปด้วย ความเชื่อซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ทางอารมณ์. แนวคิดดังกล่าวนี้ เน้นการทำงานเพื่อเพื่อเปลี่ยนแปลง ความเชื่อและพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อตนเอง โดยการทำให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจความไม่สมเหตุสมผลและความจำกัดของความเชื่อและพฤติกรรมดังกล่าว.

ปีถัดมา เอลลิสเริ่มสอนเทคนิคใหม่ของเขาให้กับนักบำบัดคนอื่นๆ โดยปี 1957 ได้ตั้งกรอบแนวคิดของทฤษฎีบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรมขึ้นมาอย่างเป็นทางการโดยเสนอว่า ผู้บำบัดจะช่วยผู้คนปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเขาในรูปของการรักษาโรคประสาท. สองปีต่อมา เอลลิสได้เขียนหนังสือชื่อ How to Live with a Neurotic ซึ่งนำเสนอแนวคิดทฤษฎีที่ละเอียดมากขึ้น. ปีต่อมา เขาได้นำเสนอแนวคิดใหม่นี้ในงานประชุมของ สมาคมจิตวิทยาอเมริกันที่ชิคาโก. ในสมัยนั้น จิตวิทยาการทดลองจะสนใจแนวคิดพฤติกรรมนิยม ส่วนจิตวิทยาคลินิกจะสนใจแนวคิดจิตวิเคราะห์ เช่นของ ฟรอยด์ จุง แอดเลอร์ และเพิร์ล เป็นต้น

แม้ว่าแนวคิดของเอลลิสจะเน้นวิธีการเกี่ยวความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่จุดเน้นด้านความคิดของเขาก็กระตุ้นบุคคลด้วยข้อยกเว้นที่เป็นได้ของนักจิตวิทยาแนวแอดเลอร์. เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะได้รับการต่อต้านในการประชุมเชิงวิชาชีพและในงานเขียน น่าสนใจว่า ในการประชุมของสมาคมจิตวิทยาอเมริกันหลายครั้ง เฟเดอริก เพิร์ล ผู้ตั้งการบำบัดแนวเกสตัลมักจะอ้างถึงแนวคิดความเป็นเหตุเป็นผล(Rationality)ของเอลลิสในเชิงเหน็บแนม แต่ก็ไม่เคยเหน็บแนมเรื่ององค์ประกอบด้านประสบการณ์และพฤติกรรมของทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผลและอารมณ์เลย.
ที่มา: //en.wikipedia.org/wiki/Albert_Ellis


แนวคิดที่สำคัญ


ทฤษฎีว่าด้วยเหตุผล(Theory of causation)
REBT ไม่ใช่ชุดของเทคนิคต่างๆเท่านั้น แต่ยังเป็นทฤษฎีที่ประมวลความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เอาไว้อีกด้วย. REBT ได้นำเสนอคำอธิบายชีวจิตสังคมเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผล เช่น องค์รวมของปัจจัยต่างทั้งทางด้านชีวิวิทยา จิตวิทยา และสังคมซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของมนุษย์
หลักฐานส่วนใหญ่ของ REBT ซึ่งสอดคล้องอยู่กับทฤษฎีด้านความคิดและพฤติกรรมอื่น แสดงให้เห็นว่า อารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลมาจากสิ่งที่พวกเขาคิด สันนาฐาน หรือเชื่อ(เกี่ยวกับตัวเขาเอง ผู้อื่น และสิ่งต่างๆในโลกนี้). ไม่ใช้ตัวของสถานการณ์เอง แต่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่พวกเขาได้ประสบที่เป็นตัวกำหนดว่าบุคคลและรู้สึกและแสดงออกย่างไร.
อย่างไรก็ตาม REBT ให้เหตุผลว่า ชีววิทยาของบุคคลก็ส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของบุคคลด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่า ผู้บำบัดเองก็มีข้อจำกัดในการช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลง. ระบบความเชื่อของบุคคลถูกมองว่าเป็นผลมาจากทั้งการสืบทอดทางชีวิวิทยาและการเรียนรู้จากการดำรงชีวิต.
‘ABC’ model ของเอลลิส นับเป็นวิธีการที่เป็นประโยชน์ในการอธิบายบทบาทของความคิด. ในกรอบแนวคิดนี้ ‘A’ เป็นตัวแทนของเหตุการณ์หรือประสบการณ์, และการลงความเห็น (inferences) หรือการตีความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น. ‘B’ แทนความเชื่อเชิงประเมินผลซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการลงความเห็น. ‘C’ แทน อารมณ์หรือพฤติกรรมเกิดขึ้นหลังจากความเชื่อเชิงประเมินผลดังกล่าว.
นี่คือตัวอย่างของ เหตุการณ์ในแง่ของอารมณ์ซึ่งมีเกิดขึ้นโดยบุคคลที่มีแนวโน้มที่จะซึมเศร้า เมื่อเขาตีความหมายการกระทำของบุคคลอื่นผิดไปจากความเป็นจริง
A1. เหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น(Activating event) –ส่งที่เกิดขึ้น:
เพื่อนเดินผ่านฉันไปโดยไม่สนใจฉันเลย.
A2. การลงความเห็น(Inferences) เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น:
เขาไม่สนใจฉัน. เขาไม่ชอบฉัน.
B. ความเชื่อ (Beliefs) เกี่ยวกับ A:
ฉันไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน – ดังนั้น ฉันจึงเป็นคนไร้ค่า. (การประเมิน)
C. การตอบสนอง:
อารมณ์: รู้สึกซึมเศร้า.
พฤติกรรม(Behaviours): หลบหน้าผู้คนทั่วไป.

หมายเหตุ ‘A’ อย่างเดียวไม่ก่อให้เกิด ‘C’ – ‘A’ ส่งผลกระทบต่อ ‘B’, และจากนั้น ‘B’ ก็ส่งผลต่อ ‘C’., ABC ไม่ได้ดำรงอยู่เป็นเอกเทศ: มันวิ่งต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่, เพราะ ‘C’ มักจะนำมาซึ่ง ‘A’ของสิ่งอื่นๆอีก – พวกเราสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองและแสดงการตอบสนอง. ยกตัวอย่าง บุคคลในตัวอย่างข้างต้นจะสังเกตการณ์ไม่หลีกหนีผู้คนของเขา ตีความว่าเป็นความอ่อนแอ และทำความรู้สึกของตนเองตกต่ำ
หมายเหตุ, เช่นเดียวกัน, คือความเชื่อส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือการตระหนักรู้ในระดับจิตสำนึก. มันกลายเป็นนิสัยเคยชินและอัตโนมัติ, โดยปกติมักประกอบด้วยกฎที่จำเป็นเกี่ยวกับวิถีทางที่โลกและชีวิตจะเป็น. ด้วยการลงมือปฏิบัติ, แม้ว่า, บุคคลสามารถเรียนรู้ที่จะปกปิดแกนหลักของความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก.

ทฤษฎีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง(Theory of change)
ตามแนวคิดของ REBT ความเปลี่ยนแปลงมีหลายระดับ. ยกตัวอย่าง ถ้าคุณวิตกเพราะคิดว่าตนเองไม้ได้รับการยอมรับ. ระดับผิวเผินที่คุณสามารถรู้สึกดีขึ้นได้โดยการเปลี่ยนเคมีในร่างกายของคุณ(เช่น ออกกำลังกาย เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการฝึกสมาธิ) ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ (เช่น หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้อื่น) หรือด้วยการเปลี่ยนแปลงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์(เช่น ทำให้ตนเองกังวลน้อยลงโดยการสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองว่าการไม่ได้รับการยอมรับไม่ได้เกิดขึ้น).
สำหรับบุคคลที่มีความรู้สึกดีเกินกว่าที่ควรจะเป็น– นั่นคือ, การบรรลุถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานและยั่งยืน – เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแกนหลักของความเชื่อซึ่งสร้างความยุ่งยากสำหรับพวกเขาในขอบเขตของสถานการณ์. ดังตัวอย่างข้างบน, คุณต้องยอมรับว่ามันอาจเกิดขึ้นได้มากกว่าการสร้างความรู้สึกมั่นใจให้กับตนเองว่าการถูกปฏิเสธจะไม่เกิดขึ้น แต่จัดการกับความเชื่อแกนหลักที่ว่าคุณจะต้องได้รับการยอมรับและจะต้องไม่ได้รับการปฏิเสธ.
นักบำบัดแนวREBT ยอมรับว่า บางครั้ง ผู้รับบริการบางคนก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับผิวเผินเท่านั้น แต่มุ่งที่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตรงไหนก็ตามที่เป็นไปได้. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ REBT จะต้องใช้ระดับของแผนการด้านความคิด อารมณ์และพฤติกรรมกรรมแตกต่างกันไป

ความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล คืออะไร ?
พวกเราได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่พวกเราคิดเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของเรา. แต่ความคิดแบบไหนละที่เป็นสร้างปัญหาให้กับมนุษย์ ?
คำจำกัดความ
ลักษณะของ ความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล มีดังนี้:
1. ขัดขวางบุคคลไม่ให้บรรลุเป้าหมาย, ก่อให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงซึ่งฝังแน่นและก่อให้เกิดความเครียดและติดขัด, และนำมาซึ่งพฤติกรรมทำลายตนเอง ผู้อื่น และหลายสิ่งในชีวิต
2. บิดเบือนความจริง (ตีความสิ่งที่เกิดขึ้นผิดไปจากความเป็นจริงและไม่มีหลักฐานสนับสนุน);
3. ประเมินตนเอง ผู้อื่น และโลกในลักษะที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล: ความต้องการ (demandingness), การมองในแง่ร้าย ( awfulising),ไม่อดทนต่อความยากลำบาก( discomfort-intolerance) และมองคนแบบแบ่งแยก(people-rating);
เมื่อพูดคุยกับผู้รับการบำบัด พวกเรามักมองว่าเป็น ความเชื่อแบบทำลายตนเอง มากกว่า ไม่สมเหตุสมผล เพื่อเน้นว่า เหตุผลสำคัญสำหรับการเปลี่ยนความเชื่อเนื่องจากมันส่งผลลบต่อชีวิตของพวกเขา.

ความทุกข์ 2 ประเภท
REBT ชี้ว่ามนุษย์จะทำลายตนเองหรือทำให้ตนเองได้รับความทุกข์ได้ในสองลักษณะ คือ (1) โดยการยึดถือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับตนเอง (ego disturbance) หรือ (2) โดยการยึดถือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับความสุขสบายทางอารมณ์หรือทางกาย(discomfort disturbance). บ่อยครั้งที่ความทุกข์ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน. บุคคลอาจจะอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับทั้งตัวเขาเองและโอกาสของเขาเอง แม้ว่าตนเองและสิ่งอื่นๆจะมีอิทธิพลมากกว่า
ความทุกข์เพราะอัตตา(Ego disturbance) หมายถึง ความวิตกกังวลเกี่ยวภาพลักษณ์ของตนเอง. ความทุกข์ชนิดนี้เป็นผลมาจากการยึดถือความต้องการที่เกี่ยวกับตนเอง เช่น ฉันจะต้อง...ได้ดี ฉันต้องไม่ล้มเหลว ต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่น; ตามมาด้วยการประเมินตนเองในแง่ลบ อย่างเช่น: ถ้าฉันล้มเหลว ฉันจะไม่ได้รับการยอมรับ เป็นต้น.นั่นแสดงว่าฉันไม้ดีพอ และอื่น. ความเชื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับตนเอง – ความตึงเครียดทางอารมณ์เป็นผลมาจากการรับรู้ว่าตนเองหรือคุณค่าในตนเองถูกคุกคาม – และนำไปสู่ปัญหาอื่น อย่างเช่น การหลีกหนีสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความล้มเหลว การไม่ได้รับการยออมรับ เป็นต้น ที่อาจเกิดขึ้น; แสวงหาการยอมรับจากบุคคลอื่น; และไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวในสิ่งที่คนอื่นอาจจะคิด.
ทุกข์เพราะไม่สุขสบาย(Discomfort disturbance) เป็นผลมาจากความต้องการที่มีต่อบุคคลอื่น (เช่น คนอื่นต้องทำดีกับฉัน) และเกี่ยวกับโลก (เช่น สิงที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันจะต้องดำเนินในแบบที่ฉันต้องการให้เป็น’). ความทุกข์เพราะไม่สมใจแยกออกได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะได้ ดังนี้:
Low frustration-tolerance (LFT) เป็นผลมาจากความปรารถนาว่า ความคับข้องใจต้องไม่เกิดขึ้น, ตามด้วยความเสียหายหากเป็นเช่นนั้น. มันอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า: ‘โลกต้องทำให้รู้เบิกบานและมีความสุข;’ หรือ: ‘สิ่งต่างๆควรจะเป็นอย่างที่ฉันอยากให้มันเป็น, และฉันทนไม่ได้ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น.’
Low discomfort-tolerance (LDT) เกิดจากความปรารถนาว่า ตนเองต้องไม่ประสบกับความไม่สุขสบายทางอารมณ์หรือทางกาย, ด้วยว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะเกิดขึ้นหากไม่มีความสุขสบาย. มันอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า: ‘ฉันควรจะรู้สึกเป็นสุขตลอดเวลา;’ ‘ฉันต้องรู้สึกสุขสบายตลอดเวลา;’ ‘ความสุขสบายและความเจ็บปวดเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่สามารถอดทนได้, และฉันจะต้องหลีกเลี่ยงไปให้พ้น;’ ‘ฉันต้องไม่รู้สึกแย่;’ และอื่นๆ.
ทั้ง LFT and LDT – คล้ายคลึงกันและเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด (โดยปกติ การแสดงออกอย่างเดียวกันใช้หมายถึงทั้งสองอย่าง). ความทุกข์เพราะไม่สมใจนำมาซึ่งปัญหา เช่น :
‘ความกังวลเกี่ยวกับความไม่สุขสบาย (Discomfort anxiety)’ (ความตึงเครียดทางอารมณ์ที่มีผลมาจากการรับรู้ว่า ความสุขสบายของตนหรือชีวิตถูกคุกคาม).
ความกังวล(Worrying) (‘เพราะ … มันเป็นเรื่องที่เลวร้าย, และฉันทนไม่ได้, ฉันจะต้องกับมันถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ).
การหลีกเลี่ยง(Avoidance) เหตุการณ์และโอกาสซึ่งถูกมองว่า “ยากมาก”ที่จะรับภาระหรือ “ยากเกินไป”ที่จะเอาชนะ.
ความทุกข์ซ้อนทุกข์(Secondary disturbance) (วุ่นวายในเกี่ยวปัญหาที่ตนเองมีอยู่, เช่น กังวลเกี่ยวกับความกังวลของตนเอง, ซึมเศร้าเกี่ยวกับความรู้สึกซึมเศร้าของตนเอง, และอื่นๆ).
ความสนุกสนานในระยะเวลาสั้นๆ– การแสวงหาความพึงพอใจในระยะเวลาสั้นๆเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดอันนำมาซึ่งความเครียดในระยะยาว – ยกตัวอย่าง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล, เสพสารเสพติด หรือบริโภคอาหารเกินความจำเป็น; ดูโทรทัศน์มากกว่าออกกำลังกาย; มีเพศสัมพันธ์ที่เสียง; ใช้จ่ายสิ้นเปลืองเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น.
การผัดผ่อน(Procrastination) – หลีกหนีงานที่ยากและสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจ.
มองอะไรในแง่ลบและชอบบ่น(Negativity and complaining) – รู้สึกเครียดกับอุปสรรคและความล้มเหลวที่เล็กน้อย, .ให้ความสำคัญกับความไม่ยุติธรรมจนเกินพอดี และมีแนวโน้มที่ชอบเปรียบเทียบระหว่างโอกาสของตนเองและผู้อื่น.

กฎต่างๆที่บุคคลดำรงชีวิตอยู่โดย
สิ่งสำคัญที่พวกเราคิดในสถานการณ์หนึ่งคือสิ่งที่พวกเรารู้กันว่า ‘ความเชื่อแกนหลัก(core beliefs)’, อันเป็นกฎที่สำคัญที่กำหนดว่าบุคคลจะตองสนองกับเหตุการณ์และโอกาสโดยทั่วไปในชีวิตเขาอย่างไร. เอลลิส เสนอว่า ความเชื่อแกนหลักเพียงไม่กี่ข้อเหล่านี้เป็นสาเหตุของอารมณ์และพฤติกรรมที่สิ้นหวัง. นี่คือตัวอย่างของความกฎในการดำรงชีวิตดังกล่าว:
1. ฉันต้องได้รับความรักและการยอมรับจากบุคคลที่ฉันให้ความสำคัญ– และฉันต้องไม่พบการไม่ยอมรับจากทุกคน.
2. ฉันต้องมีคุณค่า, ประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่ฉันทำ, และต้องไม่ผิดพลาด.
3. คนอื่นๆต้องทำอะไรถูกต้องเสมอ. หากพวกเขาทำอะไรที่น่ารังเกียจ, ไม่ยุติธรรมหรือเห็นแก่ตัว, พวกเขาจะต้องถูกตำหนิหรือลงโทษ.
4. สิ่งต่างๆจะต้องเป็นไปตามที่ฉันต้องการอยากให้เป็น, ไม่เช่นนั้น ชีวิตกำลังตกลงอยู่ในภาวะวิกฤต.
5. ความทุกข์ของฉันเกิดมาจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของฉัน – ดังนั้น จึงมีอยู่ไม่อย่างเท่านั้นที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น.
6. ฉันต้องกังวลในสิ่งที่อาจจะเป็นอันตราย, ไม่น่าพึงใจหรือทำให้เกิดการต่อสู้ดิ้นรน – ไม่เช่นนั้น มันอาจจะเกิดขึ้น.
7. เพราะชีวิตของฉันมีเรื่องยุ่งยากมากพออยู่แล้ว, ฉันต้องหลีกเลี่ยงความยากลำบาก, ความไม่น่าพึงใจ, ความรับผิดชอบ.
8. ทุกคนต้องพึ่งพิงบุคคลที่แข็งแรงกว่าเขามากกว่าตัวเขาเอง.
9. เหตุการณ์ในอดีตเป็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดกับฉัน – และเหตุการณ์เหล่านั้นยังคนส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของฉันจวบจนทุกวันนี้.
10. ฉันควรจะวุ่นวายใจเมื่อคนอื่นๆปัญหาและรู้สึกไม่เป็นสุขไปด้วยเมื่อเขาเสียใจ.
11. ฉันไม่ควรที่จะรู้สึกไม่สบายและเจ็บปวด – ฉันไม่สามารถทนได้และต้องหลีกให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้.
12. ทุกปัญหาจะต้องมีวิธีแก้ไขที่เยี่ยมยอด – และเป็นสิ่งที่เกินจะอดทนได้หากบุคคลหาวิธีที่ว่านั้นไม่เจอ.

ความเชื่อเชิงประเมิน(Evaluative Beliefs) 4 ประเภท
ความเชื่อแกนหลักดังรายการข้างต้นนี้มีเชื้อของความจริงอยู่ตัวมันเอง. ความรัก การยอมรับ ไม่ใช่สิ่งดีๆที่จะได้รับหรือ? มันไม่ดีกว่าหรือที่จะประสบความสำเร็จ, ได้รับการปฏิบัติจากคนอื่นเป็นอย่างดี, และพบวิธีการแก้ปัญหาที่เยี่ยมยอด?
หมายเหตุ แม้ว่า, วิธีการที่ความเชื่อแกนหลักส่วนใหญ่ถูกเรียก: สิ่งทั้งปวงที่ยกเว้นเพียงเล็กน้อยเรียกว่า ความอยาก (demands) – อธิบายลักษณะได้โดยคำว่า ‘ควรจะ(should)’, ‘ต้อง(must)’, ‘จำเป็น(need)’. บางอย่างประกอบด้วยความเชื่อหลายชนิดซึ่งจะกล่าวเพียงสั้นๆ.
REBT เสนอว่า ความคิดเชิงประเมินผลซึ่งใช้ไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้นนั้นมีอยู่ 4 ประเภท:
ความอยาก(Demandingness). หรือที่เอลลิสเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘musturbation’, การเรียกร้อง หมายถึงวิธีการที่บุคคลจะได้มาซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นควรจะเป็นอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional shoulds) และสิ่งที่จะต้องได้ต้องเป็นอย่างสมบูรณ์แบบ(absolutistic musts) – ความเชื่อว่าสิ่งต่างๆจะต้อง/ต้องไม่เกิดขึ้น, และสถานการณ์ (เช่น ความสำเร็จ ความรัก การยอมรับ) เป็นความจำเป็นที่ขาดเสียมิได้. ความอยากป็นสิ่งที่แสดงถึง กฎสากลของธรรมชาติที่จะต้องที่บุคคลยึดมั่นเอาไว้. ความอยากอาจเป็นได้ทั้งภายในภายนอก. REBT ชี้ว่า musts มีอยู่ 3 ประเภท คือ :
1. ความอยากเกี่ยวกับตนเอง;
2. ความอยากเกี่ยวกับคนอื่น;
3. ความอยากเกี่ยวกับโลก.
ความอยากเกี่ยวกับตนเองนำไปสู่ความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance); ความอยากเกี่ยวกับคนอื่นนำไปสู่ความทุกข์เพราะไม่สุขสบาย (discomfort disturbance). นอกจาก จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อแกนหลักแล้ว, ความอยากยังเกิดขึ้นเพราะความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงอีกด้วย. ยกตัวอย่าง, ความเชื่อแกนหลักอย่างเช่น: ‘บุคคลควรจะในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมอยู่ตลอด’ อาจนำไปสู่ความเชื่อที่เฉพาะเจาะจงว่า: ‘เขาไม่ควรทำแบบนี้อีก’.
การเกิดขึ้นของความอยากที่บุคคลมีต่อตนเอง ผู้อื่น และโลก แบ่งได้เป็นความคิดเชิงประเมินผล(evaluative thinking) 3 ประเภท ความหวาดกลัว(awfulising) ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance) และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating).
ความหวาดกลัว(Awfulising) เกิดขึ้นเมื่อพวกเราปรุงแต่งผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจนเกินจริง; มองในแง่ร้ายว่ามันอาจจะเกิดขึ้นอีก. ความหวาดกลัว อธิบายได้ด้วยคำว่า ‘น่าหวาดกลัว’, ‘เลวร้าย’, ‘น่าสยดสยอง’.
ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(Discomfort intolerance),โดยปกติ หมายถึง ความรู้สึกว่า ‘ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว(can’t-stand-it-it is)’, อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่าไม่สามารถที่จะแบกรับโอกาสและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป. โดยปกติมักจะตามด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความอยากสิ่งต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้น.
การประเมินคน(People-rating) หมายถึง กระบวนการการประเมินตนเองและผู้อื่น; หรืออีกนัยหนึ่ง, การตัดสินค่านิยมและคุณค่าของบุคคล. มันเป็นตัวแทนของปรุงแต่งที่เกินความจริงจากการที่บุคคลประเมินลักษณะนิสัย(trait), พฤติกรรม(behaviour) หรือการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมาตรฐานของการไร้ค่าหรือมีคุณค่า. จากนั้น มันจะถูกนำไปใช้กับการประเมินบุคคลโดยรวม– เช่น. ‘ฉันทำสิ่งที่เลว, ดังนั้น ฉันเป็นคนเลว.’ การประเมินคนนำไปสู่การทำให้ตนเองรู้สึกด้อยค่า(self-downing), ซึมเศร้า(depression), การปกป้องตนเอง(defensiveness), การโอ้อวด(grandiosity), ความไม่เป็นมิตร(hostility), or หรือการกังวลการยอมรับหรือถูกปฏิเสธจนเกินพอดี, และเป็นปัจจัยสำคัญของความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance).
ใน REBT, ความอยาก (demandingness) โดยทั่วถูกมองว่าเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลชนิดหลักประเภทหนึ่ง, ด้วยสิ่ง 3 ชนิดนอกนี้เกิดจากความเชื่อดังกล่าว. ยกตัวอย่าง, คุณมักจะประเมินตนเองว่า ‘ไร้ค่า’ ถ้าทำอะไรบางอย่างล้มเหลว ถ้าคุณเชื่อว่าคุณ ‘ต้อง’ ประสบความสำเร็จเสมอ; หรือพียงแต่คุณมีแนวโน้มที่จะมองว่าความรู้สึกไม่สุขสบายเป็นสิ่งที่หนักเกินจะแบกรับ เพราะคุณเชื่อว่า คุณ ‘ต้อง’ไม่รู้สึกไม่สุขสบาย. ตามประสบการณ์ข้าพเจ้า, ดูเหมือนว่าเกือบทุกครั้งที่ความต้องการเป็นสาเหตุของปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล; มีบางครั้งเท่านั้นที่ผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดค้นหาความอยากไม่พบ.

ความเชื่อแกนหลักดังรายการข้างต้นนี้มีเชื้อของความจริงอยู่ตัวมันเอง. ความรัก การยอมรับ ไม่ใช่สิ่งดีๆที่จะได้รับหรือ? มันไม่ดีกว่าหรือที่จะประสบความสำเร็จ, ได้รับการปฏิบัติจากคนอื่นเป็นอย่างดี, และพบวิธีการแก้ปัญหาที่เยี่ยมยอด?
หมายเหตุ แม้ว่า, วิธีการที่ความเชื่อแกนหลักส่วนใหญ่ถูกเรียก: สิ่งทั้งปวงที่ยกเว้นเพียงเล็กน้อยเรียกว่า – อธิบายลักษณะได้โดยคำว่า ‘ควรจะ(should)’, ‘ต้อง(must)’, ‘จำเป็น(need)’. บางอย่างประกอบด้วยความเชื่อหลายชนิดซึ่งจะกล่าวเพียงสั้นๆ. REBT เสนอว่า ความคิดเชิงประเมินผลซึ่งใช้ไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้นนั้นมีอยู่ 4 ประเภท:. หรือที่เอลลิสเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘musturbation’, ความอยาก หมายถึงวิธีการที่บุคคลจะได้มาซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นควรจะเป็นอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional shoulds) และสิ่งที่จะต้องได้ต้องเป็นอย่างสมบูรณ์แบบ(absolutistic musts) – ความเชื่อว่าสิ่งต่างๆจะต้อง/ต้องไม่เกิดขึ้น, และสถานการณ์ (เช่น ความสำเร็จ ความรัก การยอมรับ) เป็นความจำเป็นที่ขาดเสียมิได้. Demandingness implies certain ‘Laws of the Universe’ that must be adhered to. ความอยากอาจเป็นได้ทั้งภายในภายนอก. REBT ชี้ว่า musts มีอยู่ 3 ประเภท คือ :1. ความอยากเกี่ยวกับตนเอง;2. ความอยากเกี่ยวกับคนอื่น;3. ความอยากเกี่ยวกับโลก.ความอยากเกี่ยวกับตนเองนำไปสู่ความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance); ความอยากเกี่ยวกับคนอื่นนำไปสู่ความทุกข์เพราะไม่สุขสบาย (discomfort disturbance). นอกจาก จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อแกนหลักแล้ว, ความอยากยังเกิดขึ้นเพราะความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงอีกด้วย. ยกตัวอย่าง, ความเชื่อแกนหลักอย่างเช่น: ‘บุคคลควรจะในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมอยู่ตลอด’ อาจนำไปสู่ความเชื่อที่เฉพาะเจาะจงว่า: ‘เขาไม่ควรทำแบบนี้อีก’.การเกิดขึ้นของความอยากที่บุคคลมีต่อตนเอง ผู้อื่น และโลก แบ่งได้เป็นความคิดเชิงประเมินผล(evaluative thinking) 3 ประเภท ความหวาดกลัว(awfulising) ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance) และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating).เกิดขึ้นเมื่อพวกเราปรุงแต่งผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจนเกินจริง; มองในแง่ร้ายว่ามันอาจจะเกิดขึ้นอีก. ความหวาดกลัว อธิบายได้ด้วยคำว่า ‘น่าหวาดกลัว’, ‘เลวร้าย’, ‘น่าสยดสยอง’.,โดยปกติ หมายถึง , . โดยปกติมักจะตามด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความอยากสิ่งต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้น. หมายถึง กระบวนการการประเมินตนเองและผู้อื่น; หรืออีกนัยหนึ่ง, การตัดสินค่านิยมและคุณค่าของบุคคล. มันเป็นตัวแทนของปรุงแต่งที่เกินความจริงจากการที่บุคคลประเมินลักษณะนิสัย(trait), พฤติกรรม(behaviour) หรือการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมาตรฐานของการไร้ค่าหรือมีคุณค่า. จากนั้น มันจะถูกนำไปใช้กับการประเมินบุคคลโดยรวม– เช่น. ‘ฉันทำสิ่งที่เลว, ดังนั้น ฉันเป็นคนเลว.’ การประเมินคนนำไปสู่การทำให้ตนเองรู้สึกด้อยค่า(self-downing), ซึมเศร้า(depression), การปกป้องตนเอง(defensiveness), การโอ้อวด(grandiosity), ความไม่เป็นมิตร(hostility), or หรือการกังวลการยอมรับหรือถูกปฏิเสธจนเกินพอดี, และเป็นปัจจัยสำคัญของความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance).
ใน REBT, ความอยาก (demandingness) โดยทั่วถูกมองว่าเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลชนิดหลักอย่างหนึ่ง, ด้วยสิ่ง 3 ชนิดนอกนี้เกิดจากความเชื่อดังกล่าว. ยกตัวอย่าง, คุณมักจะประเมินตนเองว่า ‘ไร้ค่า’ ถ้าทำอะไรบางอย่างล้มเหลว ถ้าคุณเชื่อว่าคุณ ‘ต้อง’ ประสบความสำเร็จเสมอ; หรือพียงแต่คุณมีแนวโน้มที่จะมองว่าความรู้สึกไม่สุขสบายเป็นสิ่งที่หนักเกินจะแบกรับ เพราะคุณเชื่อว่า คุณ ‘ต้อง’ไม่รู้สึกไม่สุขสบาย. ตามประสบการณ์ข้าพเจ้า, ดูเหมือนว่าเกือบทุกครั้งที่ความต้องการเป็นสาเหตุของปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล; มีบางครั้งเท่านั้นที่ผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดค้นหาความอยากไม่พบ.

ความคิด 3 ระดับ
มนุษย์มีความคิดอยู่ 3 ระดับ คือ: (1) ลงความเห็น(Inferences); (2) ประเมินผล(Evaluations); และ (3) ความเชื่อแกนหลัก(Core beliefs).
ดังอธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่า ทุกคนมี “กฎ” สามัญประจำตัวในจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบที่พวกเขาจะตอบสนองต่อชีวิต. เมื่อมีเหตุการณ์มากระตุ้นกระสวนความคิด, สิ่งที่จะผุดขึ้นในความคิดของคุณขึ้นอยู่กับกฎสามัญในจิตใต้สำนึกที่คุณจะนำมาใช้กับเหตุการณ์.
ทีนี้มาพูดถึงคนที่ถือกฎว่า: ‘การที่ฉันจะมีความสุขได้นั้น, ชีวิตของฉันต้องปลอดภัยและอยู่ภายใต้การคาดการณ์.’ ความเชื่อแกนหลักดังกล่าวจะนำพวกเขาไปสู่ความร้อนรนต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายและประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเกินกว่าที่ควรจะ. สมมติว่าพวกเขาได้ยินเสียงอะไรสักอย่างในเวลากลางคืน. การร้อนรนต่ออันตรายจนเกินจริงนำพวกเขาไปสู่การปลงใจเชื่อว่ามีขโมยเข้ามาในบ้าน. จากนั้น พวกเขาก็จะประเมินความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงและเกินจะแบกรับได้ซึ่งทำให้เขารู้สึกหวาดวิตกอย่างหนัก.
REBT มุ่งให้ความสนใจกับการช่วยให้บุคคลตรวจสอบกฎสามัญ (‘ความเชื่อแกนหลัก’):ซึ่งเกี่ยวกับการปลงใจเชื่อ(inferences)ในเบื้องต้นของบุคคลต่อการประเมิน(evaluations)ของเขาเอง, และจากการขจัดแกนความเชื่อหลักที่พวกเขาใช้อยู่เป็นปกติ.
การลงความเห็น(Inferences). ในชีวิตประจำวัน, เหตุการณ์และโอกาสจะกระตุ้นการลงความเห็น(inferences) เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังดำเนินไป– นั่นคือ, พวกเราจะต้องเดาว่าอะไรที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้น. การปลงใจเชื่อคือคำบรรยายของข้อเท็จจริง (หรืออย่างน้อยสิ่งที่พวกเราคิดว่าเป็นข้อเท็จจริง– ซึ่งอาจเป็นได้จริงหรือเท็จ). ใน REBT, เวลาเพียงเล็กน้อยถูกใช้ไปกับการปลงใจเชื่อของผู้รับการบำบัด– มันถูกมองว่าเป็นนัยสำคัญที่จะทำให้สัมผัสได้ว่ามันได้ให้ช่องทางสำหรับความคิดแบบประเมิน(evaluative thinking).
การประเมิน(Evaluations). เป็นสิ่งที่สำคัญมากในมุมมองของ REBT, และได้สร้างข้ออนุมานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว, เราให้ความสนใจกับข้อเท็จจริงเพื่อประเมินมันในรูปของสิ่งที่มีความหมายสำหรับเรา. การประเมินบางครั้งเกิดขึ้นในระดับจิตสำนึกและบางครั้งก็เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก. การประเมินที่ไม่สมเหตุสมผลจะประกอบด้วยความเชื่อหนึ่งหรือมากกว่าตามรายการก่อนหน้านี้: ความอยาก(demandingness), การหวาดวิตก(awfulising), การไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance), และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating). การประเมินตามข้ออนุมานดังอธิบายไว้ก่อนหน้านี้อาจเป็น: ‘ฉันอยากให้เธอรักฉัน – เพราะไม่เช่นนั้น, แสดงว่าฉันไม่มีคุณค่า.’
ความเชื่อแกนหลัก(Core beliefs). การชี้นำการอนุมานและประเมินของบุคคลคือความเชื่อแกนหลักโดยทั่วไป. ตัวอย่างของความเชื่อแกนหลักโดยทั่วไปที่ถูกนำไปใช้กับการอนุมานการประเมินที่พวกเรากำลังใช้ตามตัวอย่างอาจเป็น: ‘ฉันจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทุกคนรักฉัน.’

เอาทั้งหมดมารวมกัน
นี้เป็นตัวอย่างซึ่ง(ใช้ ABC model)แสดงการทำงานของทั้งหมด:
A. ญาติโทรมาขอให้คุณช่วยดูและเด็กให้เขาสักวัน. คุณวางแผนไว้แล้วว่าวันนี้จะทำสวน. คุณ อนุมานว่า: ‘ถ้าฉันปฏิเสธ เธอจะมองฉันในแง่ร้าย.’
B. คุณประเมินข้ออนุมานของคุณว่า: ‘ฉันทนไม่ได้ถ้าเธอจะมองว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว’
ข้ออนุมานและการประเมินที่เกิดขึ้นเป็นผลของการยึดถือความเชื่อแกนหลักที่ว่า: ‘การที่จะรู้สึกดีกับตนเองได้นั้น, ฉันจะต้องเป็นที่ชื่นชอบ, ดังนั้น ฉันต้องหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธไม่ว่าจากใครก็ตาม.’ (ตัวอย่างของความทุกข์เพราะอัตตา).
C. คุณรู้สึกกังวลแต่ก็ตอบตกลง.
สรุปว่า, บุคคลมองตัวเองและโลกรอบตัวเขาเป็น 3 ระดับ คือ: (1) ระดับอนุมาน (inferences), (2) ประเมิน(evaluations), และ (3) ความเชื่อแกนหลัก. วัตถุประสงค์หลักของผู้บำบัดคือการจัดการกับความเชื่อแกนหลักทั่วไปที่สำคัญ ค่อนข้างถาวรซึ่งยังคงสาเหตุของปฏิกิริยาที่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้รับการบำบัด.
REBT เน้นการจัดการกับความคิดแบบประเมินมากกว่าการบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรมแบบอื่นๆซึ่งเน้นจัดการกับความคิดแบบอนุมาน. (อันที่จริง ใน REBT, การอนุมานของผู้รับการบำบัดจะเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของ ‘A’ มากกว่า ‘B’, ขณะที่การบำบัดแนว CBT ทั่วไปมองการอนุมานว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘B’). โดยเฉพาะอย่างยิ่ง REBT มองว่าความอยาก (demandingness) เป็นที่มาของความคิดชนิดอื่นๆ.อย่างไรก็ตามทั้ง REBT และ CBT ต่างก็ให้ความสนใจกับความเชื่อแกนหลักที่สำคัญ.

ความทุกข์ซ้อนทุกข์(Secondary disturbance)เอกลักษณ์ประการหนึ่งของ REBT คือ แนวคิดเกี่ยวกับ ‘ความทุกข์ซ้อนทุกข์’, ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับปัญหา (เช่น ความรู้สึกผิดเกี่ยวกับความรู้สึกโกรธ, หรือความกังวลเกี่ยวกับความกังวล).

การช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลง(HELPING PEOPLE CHANGE)
ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้รับการบำบัดเปลี่ยนแปลงสามารถสรุปได้กว้างๆดังนี้:
1. ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมมีสาเหตุมาจากความเชื่อและความคิด. โดยอาจอธิบายสั้นๆตามด้วยการมอบหมายให้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้อง.
2. แสดงให้เห็นว่าความเชื่อที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร. ตามรูปแบบของ ABC โดยใช้ประสบการณ์ขึ้นกับผู้รับการบำบัดเมื่อเร็วๆนี้, ผู้บำบัดจะอธิบาย ‘C’, จากนั้นก็ ‘A’. แล้วให้ผู้รับการบำบัดใคร่ครวญ (เกี่ยวกับ ‘B’): ‘สิ่งที่ฉันกำลังบอกตัวเองเกี่ยวกับ ‘A’, แล้วรู้สึกและแสดงออกจนนำมาซึ่ง ‘C’ คืออะไร? ขณะที่ผู้รับการบำบัดกำลังพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล, กระบวนการของการอุดช่องว่างนี้จะง่ายขึ้น. การศึกษาดังกล่าวอาจเกิดจากการอ่าน การฟังคำอธิบายโดยตรง และการวิเคราะห์ตนเองโดยความช่วยเหลือของผู้รับการบำบัดและทำการบ้านระหว่างการบำบัดไปพร้อมกัน.
3. สอนวิธีการโต้แย้งและเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล, ปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลด้วยความเชื่อที่สมเหตุสมผล. การศึกษาก็นำไปสู่สิ่งนี้เช่นเดียวกัน. แผนภาพ ABC จะถูกขยายเพื่อรวม ‘D’ (การโต้แย้ง(Disputing)ความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล), ‘E’ (ผลกระทบ(Effect)ใหม่ที่ผู้รับการบำบัดต้องการให้เกิดขึ้น, เช่น ความรู้สึกและพฤติกรรมใหม่), และ ‘F’ (การกระทำเพิ่มเติม(Further Action) ที่ผู้บำบัดจะต้องกระทำ).
4. ช่วยให้ผู้รับการบำบัดนำไปปฏิบัติ. การต่อต้านความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล – ยกตัวอย่าง, การโต้แย้งความเชื่อว่า การไม่ได้รับการยอมรับเป็นสิ่งเลวร้ายเกินกว่าจะยอมรับ, จากนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าบุคคลยังสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้– คือองค์ประกอบพิเศษของ REBT ซึ่งเน้นทั้งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการลงมือปฏิบัติอันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการเปลี่ยนแปลง. โดยปกติแล้ว กิจกรรมดังกล่าวจะอยู่ในรูปของ ‘การบ้าน(homework)’.

กระบวนการบำบัด(The Process of Therapy)
ต่อไปนี้คือ ข้อสรุปขององค์ประกอบของการบำบัดแบบเน้นเหตุผล ความเชื่อ อารมณ์และพฤติกรรม.
นัดหมายผู้รับการบำบัด(Engage client)
1. ขั้นตอนแรกคือการสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับการบำบัด. โดยใช้เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึกอบอุ่น และการให้การยอมรับนับถือ.
2. มองหา‘ความทุกข์ซ้อนทุกข์ (secondary disturbances)’ เกี่ยวกับการมาขอรับการบำบัด: ความรู้สึกว่าตนเองด้อยเนื่องจากมีปัญหา หรือความช่วยเหลือที่จำเป็น; และความกังวลเกี่ยวการมาเข้ารับการบำบัด.
3. ท้ายสุด, วิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการสนับสนุนผู้รับการบำบัดตามแนว REBT คือการอธิบายให้พวกเขาทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้และสิ่งที่ REBT จะช่วยให้เขาบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้.
ประเมินปัญหา บุคคล และสถานการณ์
การประเมินจะกระทำแบบตัวต่อตัว, แต่ประเด็นต่างๆต่อไปนี้เป็นสิ่งที่จะถูกประเมินว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดตามแนว REBT.
1. เริ่มด้วยทัศนะของผู้รับการบำบัดเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดพลาดสำหรับเขา.
2. ตรวจสอบความทุกข์อันดับสองที่มีอยู่: ผู้รับการบำบัดรู้สึกอย่างไรกับปัญหานี้?
3. ดำเนินการประเมินโดยภาพรวม: กำหนดสภาพปัจจุบันของความผิดปกติทางคลินิกใดๆที่มีอยู่, ประวัติส่วนตัวและทางสังคม, ประเมินความรุนแรงของปัญหา, บันทึกเกี่ยวกับปัจจัยทางบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้อง, และตรวจสอบปัจจัยที่เป็นสาเหตุทนอกเหนือจากจิตวิทยา: สภาพทางกาย; การรักษาพยาบาล; การใช้ยาเสพติด; ปัจจัยด้านวิถีชีวิต/สภาพแวดล้อม.

เตรียมผู้รับการบำบัด
1. สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายการบำบัด, ให้แน่ใจว่าเป็นรูปธรรม, เฉพาะเจาะจงและเป็นที่ยอมรับของทั้งผู้รับการบำบัดและผู้บำบัด; และประเมินแรงจูงใจที่เปลี่ยนแปลงของผู้รับการบำบัด.
2. นำเข้าสู่การอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของ REBT, รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางชีวจิตสังคม.
3. อภิปรายเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำมาใช้และการทำบำบัด, จากนั้นก็สร้างสัญญา(contract).

ทำการบำบัดตามโปรแกรมที่วางไว้
ชั่วโมงการบำบัดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะการลงมือทะการบำบัด กิจกรรมที่ใช้มีดังนี้:
วิเคราะห์สถานการณ์ที่ปัญหา, ค้นหาความเชื่อที่เกี่ยวข้อง, เปลี่ยนแปลงความเชื่อ และสร้างการบ้าน (homework) (ข้าพเจ้าเรียกว่าการวิเคราะห์ความสมเหตุสมผล’).
วิเคราะห์งานมองหมายเชิงพฤติกรรมเพื่อขจัดความกลัวและปรับเปลี่ยนวิธีการแสดงพฤติกรรม.
แผนการและเทคนิคเพิ่มเติมตามความจำเป็น เช่น การฝึกการผ่อนคลาย(Relaxation training) การฝึกฝนทักษะระหว่างบุคคล (interpersonal skills training) เป็นต้น.

ประเมินความก้าวหน้า
โดยปกติ เมื่อมาถึงระยะสุดท้ายของการทำงาน จะมีการตรวจสอบว่า ความคิดของผู้การบำบัดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หรือเป็นการดีขึ้นโดยบังเอิญเพราะสภาวะการณ์ภายนอกเป็นเหตุ.

เตรียมยุติการบำบัด
หลังจากบำบัดจนหายแล้ว ก็จะคิดว่าพวกเขามีชีวิตที่ปกติสุขดังเดิมแล้ว. เพราะฉะนั้น, เมื่อพวกเขามีอาการแย่ลงและต้องเผชิญกับปัญหาเดิมที่แสดงออกมาแอย่างเป็นได้ชัด พวกเขามักจะสิ้นหวังและล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำงานกับปัญหาของตนเอง.
สัญญาณที่แสดงถึงอาการที่กลับแย่ลงอย่างเช่นปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมหลายๆอย่างและทำให้มั่นในว่าพวกเขารู้ว่าควรจะทำอย่างไรเมื่ออาการของพวกเขากลับมากำเริบอีก. พูดคุยถึงมุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับการช่วยเหลือหากจำเป็นสำหรับอนาคต. การจัดการกับความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับอาการที่แย่ลง, อย่างเช่น: ‘ฉันควรจะหายดีแล้ว, หรือ: ‘ผู้ให้การบำบัดจะมองว่าฉันไม่เอาไหนถ้าฉันกลับมาเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง’.

การสัมภาษณ์ตามแนว REBT
เกิดอะไรขึ้นในการสัมภาษณ์ตามแนว REBT? การสัมภาษณ์ดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐาน ABC model โดยปกติจะดำเนินการดังนี้:
1. ตรวจงานมอบหมายครั้งก่อนๆ(Review the previous session’s homework). สนับสนุนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นและการเรียนรู้. ถ้างานมอบหมายไม่สมบูรณ์, การช่วยเหลือผู้รับการบำบัดจะถูกตรวจสอบและจัดการกับสิ่งที่เป็นอุปสรรค.
2. สร้างปัญหาที่เห็นเป้าหมาย เพื่อการทำงานร่วมกันในการบำบัดแต่ละครั้ง.
3. ประเมิน ‘A’: ว่าเกิดอะไรขึ้น, เมื่อมันเกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว? อะไร คือสิ่งที่ผู้รับการบำบัด อ้างว่า เกิดขึ้น หรืออาจเป็นผลมาจากสิ่งที่เกิดขึ้น?
4. ประเมิน ‘C’: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรคืออารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาที่เกิดขึ้นกับผู้รับการบำบัด, และอารมณ์ดังกล่าวรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ?
5. ตรวจสอบและประเมินปัญหาทางอารมณ์ชั้นรองลงมา (อารมณ์ด้านลบที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับปัญหา, ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกอายที่มีตนเองรู้สึกซึมเศร้า).
6. ตรวจสอบความเชื่อ (‘B’) อันเป็นสาเหตุของปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอยาก(demanding ness), สิ่งที่กลัว, ความไม่อดทนต่อวคามไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance) และการประเมินค่าโดยผู้อื่น(people-rating).
7. เชื่อมโยง ‘B’ กับ ‘C’ (เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมองเห็นปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์อันเป็นผลมาจากความคิดของเขาเอง).
8. สร้างความชัดเจนจัดจัดระดับเป้าหมาย (‘E’): ผู้รับการบำบัดอยากมีความรู้สึก(และมีพฤติกรรม)อย่างไร เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ(A) ในครั้งต่อไป ‘A’?
9. ช่วยผู้รับการบำบัดขจัดความเชื่อของตนเอง (Help the client dispute their beliefs), ใช้เทคนิคต่างๆ. ปรับเปลี่ยนความเชื่อซึ่งไม่สมเหตุสมผล.
10. วางแผนงานมอบหมายครั้งหน้า (Plan next homework assignments (‘F’) to enable the client to put their new rational beliefs into practice. พิสูจน์และดำเนินการกับงานมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์.

เทคนิคที่ใช้ในการบำบัดแบบ REBT
เอลลิส แนะนำวิธีการบำบัดแบบผสมผสานเป็นรายอย่าง, โดยใช้แผนการบำบัดจาก REBT ร่วมกับวิธีการอื่นๆ, แต่ต้องแน่ใจว่าเข้ากันได้กับทฤษฎี REBT. ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของวิธีการที่ใช้โดยทั่วไป.


เป้าหมายการบำบัดแบบ REBT

เป้าหมายโดยทั่วไปของ REBT คือ การช่วยให้ผู้รับการบำบัดลดความทุกข์ทางอารมณ์ พฤติกรรมที่เป็นโทษต่อตนเองและรู้จักตนเองมากขึ้นเพื่อที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข(Eliis & Bernard, 1985). เป้าหมายที่สำคัญรองลงมาคือ มีความคิดที่ชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล มีความรู้สึกที่เหมาะสม และแสดงออกในวิถีทางที่จะบรรลุถึงเป้าหมายของชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ. บุคคลจะเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกด้านลบ เช่น ความเสียใจ ท้อถอย คับข้องใจ วุ่นวายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น. บพวกเขาจะจัดการกับความรู้สึกด้านลบที่ไม่เหมาะสม เช่น ความรู้สึกซึมเศร้า กังวล ไร้ค่าโดยการใช้ปรัชญาเกี่ยวกับเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2549 3:29:46 น.
Counter : 7982 Pageviews.  

ทฤษฎีวิเคราะห์ความสัมพันธ์(Transactional Analysis)



ประวัติผู้ก่อตั้ง



อีริค เบิร์น(Eric Berne) เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1910 ที่เมืองมอนทรีอัล คิวเบค ประเทศแคนนาดา เดิมชื่อว่า เลนนาร์ด เบิร์นสไตลน์ พ่อของเบิร์น เดวิด ฮิลเลอร์ เบิร์นสไตน์ เป็นหมอ ส่วนแม่ของเบิร์น ซารา กอร์ดอน เบิร์นสไตน์ มีอาชีพเป็นนักเขียน เบิร์น มีพี่น้องคนเดียวคือ เกรซ น้องสาวซึ่งมีอายุน้อยกว่าเขา 5 ปี พ่อแม่ของเบิร์นอพยพมาจากรัสเซียและโปแลนด์.
ทั้งพ่อและแม่ของเบิร์น จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์, อีริค ซึ่งสนิทกับพ่อของเขามาก, ได้เล่าถึงการเป็นผู้ช่วยพ่อดูรักษาผู้ป่วย. คุณหมอเบิร์นสไตน์เสียชีวิตด้วยวัณโรคด้วยวัย 38 ปี. แม่ของเบิร์นของเสาหลักของครอบครัวหลังพ่อเขาเสียชีวิต เธอสนับสนุนให้เบิร์นเรียนด้านแพทย์เพื่อดำเนินรอยตามคุณหมอเบิร์นสไตน์พ่อของเบิร์น. เบิร์น จบแพทยศาสตร์ และศัลยศาสตร์จากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ในปี 1935.

ก่อนสงครามโลก
เบิร์นได้เข้าเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลอีเกิลวูด รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา. ปี 1939 เบิร์นเข้าทำงานที่คลินิกจิตเวช วิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยเยล และทำงานที่นั่นเป็นเวลา 2 ปี. ช่วงปี 1938-1939 เบิร์นได้โอนสัญชาติเป็นอเมริกันและเปลี่ยนชื่อจาก เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ เป็น อีริค เบิร์น. งานแรกของเขาคือ ผู้ช่วยจิตแพทย์ ที่โรงพยาบาลเมาเทนไซออน เมืองนิวยอร์ค จนกระทั่งปี 1943 เขาได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ในกองทัพ. ปี 1940 ได้ประกอบวิชาชีพส่วนตัวที่คอนเนคติกัต นิวยอร์ค. เขาแต่งงานกับเอลิเนอร์ ภรรยายคนแรก และมีบุตรด้วยกันสองคน คือ เอลเลน และเดวิด. ปี 1941 เบิร์นเข้ารับการฝึกฝนเป็นนักจิตวิเคราะห์ที่สถาบันจิตวิเคราะห์แห่งนิวยอร์คโดยมีพอล เฟเดิร์นเป็นผู้ดูแล

เข้าทำงานในกองทัพ
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐต้องการจิตแพทย์เข้าประจำกองทัพ. เบิร์นเข้าทำงานในเหล่าเสนารักษ์กองทัพสหรัฐในปี 1943-1946 ในตำแหน่งร้อยโทและออกจากราชการเมื่อติดยศพันตรี. นอกจากนี้เขายังได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในที่ต่างๆ เช่น เมืองสโปแกน วอชิงตัน รัฐแคลิฟอร์เนียและเบอร์มิงแฮม รัฐยูทาห์. สองปีต่อมาเข้าทำงานด้านการบำบัดแบบกลุ่มในแผนกจิตเวชของโรงพยาบาลบุชเนลล์.
เมื่อออกจากกองทัพและหย่ากับภรรยาคนแรกในปี 1946 เบิร์นได้ย้ายไปอยู่ที่คาเมล แคลิฟอร์เนีย และพบรักใหม่ที่นั่น หนึ่งปีก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือหนังชื่อ The Mind and Action จบ เขาได้ทำสัญญาจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวกับสำนักพิมพ์ Simmon and Schuster of New York .ในปีเดียวกันเขาได้เข้ารับการฝึกฝนด้านจิตวิเคราะห์อีกครั้งที่สถาบันจิตวิเคราะห์แห่งซานฟรานซิสโก. ปี 1947 เข้าเป็นผู้ดูแลการฝึกจิตวิเคราะห์ของอีริค อีริคสันซึ่งทำงานกับเขาถึงสองปี

ชีวิตครอบครัวในแคลิฟอร์เนีย
หลังจากเริ่มทำงานกับอีริคสันได้ไม่นาน เบิร์นได้พบรักครั้งใหม่กับม่ายสาวนามว่า โดโรธี. อีริคสันเคยพูดกับเบิร์นว่า เขาไม่ควรแต่งงานจนกว่าจะจบการวิเคราะห์เชิงนิเทศของเขาในปี 1949 และเสนอให้อีริคและ โดโรธีให้คำมั่นสัญญาต่อกัน และสร้างบ้านอยู่ในคาเมล.โดโรธี มีลูกติดสามคนและมีบุตรชายกับเบิร์นอีกสองคนคือ และริกกี้ และเทอร์รี่. เบิร์นสามีและเป็นพ่อที่ดีของครอบครัว โดยนิสัยแล้วเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากๆ อบอุ่น มากกว่าจะเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมีเวลาเสมอในการเขียนของเขา.
การศึกษาโดยลำพังของเบิร์นได้ถูกสร้างขึ้น ณ ท้ายสวนของเขาที่ปราศจากเสียงดังของเด็ก. การศึกษาดังกล่าวนำมาซึ่งงานเขียนระหว่างปี 1949-1964 เมื่อเขากับโดโรธีหย่าร้างกันด้วยดี.
ปี 1951 เข้ารับหน้าที่เป็นจิตแพทย์ผู้ช่วย ที่โรงพยาบาลเมาเทนไซออน แห่งซานฟรานซิลโก และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าทีเป็นศัลยแพทย์ที่ปรึกษาของกองทัพสหรัฐ.
ปี 1951 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นจิตแพทย์สบทบและชำนาญการที่กองอำนวยการทหารผ่านศึกษา และคลินิกสุขภาพจิตในซานฟรานซิสโก. แม้ว่าเขาจะมีหน้าที่เพิ่มขึ้นถึงสามตำแหน่งเขาก็ยังคงทำงานส่วนตัวของเขาที่คาเมลและซานฟรานซิสโก.

แยกตัวจากจิตวิเคราะห์และสร้างการวิเคราะห์ความสัมพันธ์
เชื่อว่าแนวคิดที่สำคัญส่วนใหญ่ของพื้นฐานการวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะประกอบไปด้วยหัวข้อ 5-6 หัวข้อแรกๆ ในช่วงปี 1949. อันที่จริง ก่อนหน้านี้ เมื่อเบิร์นฝึกงานเพื่อเป็นนักจิตวิเคราะห์ เขากล้าที่จะปฏิเสธแนวคิดจิตไร้สำนึกของฟรอยด์ในงานเขียนของเขา. เมื่อเขาข้ารับการฝึกในช่วง 1941 ที่สถาบัน จิตวิเคราะห์แห่งนิวยอร์ค และต่อมาเขาได้เข้ารับการฝึกอบรมอีกครั้งที่สถาบันจิตวิเคราะห์แห่งซานฟรานซิสโก แต่เดิมมาเบิร์นมองว่าการเป็นนักจิตวิเคราะห์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขา. อย่างไรก็ตาม เบิร์นได้ล้มเลิกความคิดดังกล่าว เมื่อการของสมัครเป็นสมาชิกของเขาไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะลูกขุนของสถาบันซึ่งวินิจฉัยว่าเขายังไม่มีความพร้อม แต่เป็นไปได้ว่าสามถึงสี่ปีต่อมาการวิเคราะห์ส่วนตัวและการฝึกของเขาอาจจะสมัครใหม่. สำหรับอีริคการถูกปฏิเสธเป็นแรงผลักดันเจตนารมณ์อันแรงกล้ามากขึ้นที่จะเพิ่มอะไรใหม่ๆเข้าไปสู่จิตวิเคราะห์. เขาวางแผนเพื่อพัฒนาแนวทางใหม่ในการทำจิตบำบัดโดยตัวเขาเอง. ก่อนปี 1956 เบิร์นได้เขียนเอกสารประกอบการสัมมนา 2 เรื่อง คือ "Intuition V: The Ego Image": และ "Ego States in Psychotherapy." ซึ่งมีพื้นฐานมาจากงานเขียนช่วงก่อนที่เขาจะมาทำงานที่คลินิกจิตเวชที่โรงพยาบาลเมาเทนไซออน ซานฟรานซิสโก และที่คลินิกประสาทและจิตเวชของวิทยาลัยการแพทย์ ยู.ซี.
การอ้างอิงถึง พี. เฟเดิร์น อี. คานน์ และ เอช. ซิลเบอร์เรอร์ ในบทความชินแรกขแงเขาแสดงให้เห็นถึงที่มาของแนวคิดภาวะตัวตนและการแยกภาวะผู้ใหญ่อออกจากภาวะเด็ก.หัวข้อต่อมาที่เขาได้พัฒนาแนวคิดภาวะตัวตน 3 รูป(พ่อแม่(Parent) ผู้ใหญ่(Adult) และเด็ก(Child) )แบบที่ใช้กันทุกวันนี้ ในรูปแบบแผนผังวงกลม 3 วง ซึ่งแสดงภาพร่างของการสื่อสาร เป็นชื่อทฤษฎี “การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง” และตั้งชื่อว่า “จิตบำบัดแนวใหม่”. และหัวข้อที่สามถูกตั้งชื่อว่า “การวิเคราะห์ความสัมพันธ์: กลุ่มบำบัดแบบใหม่และมีประสิทธิภาพ” ซึ่งใช้เวลาเขียนหลายเดือนต่อมา และถูกเชิญนำเสนอในการประชุมภาคพื้นตะวันตกของสมาคมจิตบำบัดแบบกลุ่มอเมริกัน (American Group Psychotherapy Association) ในปี 1957 ที่ลอสแองเจลลิส.
ด้วยบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Psychotherapy การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นชื่อของวิธีการใหม่ที่เบิร์นใช้ในการวิเคราะห์และรักษา ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในตำราด้านจิตบำบัด. นอกจากนี้ การอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ การวิเคราะห์โครงสร้างแบบ P-A-C และภาวะตัวตน(Ego States)แล้ว และในปี 1957 เบิร์นได้เพิ่มเนื้องใหม่เกี่ยวกับเกมส์(Ganes)และบทชีวิต(Script)เข้าไปในงานเขียนของเขาอีกด้วย.

งานสัมมนา
แต่เดิมมา เบิร์นใช้เวลาทุกคืนวันศุกร์ทำสัมมนาด้านคลินิกที่มอนเทอเร เป็นกลุ่มทดสอบทฤษฎีและวิธีการใหม่ของเขา. ในปี 1950-1951 เขาเริ่มใช้การสัมมนาคืนวันอังคารในซานฟรานซิสโก จนนำไปสู่การจัดสัมมนาจิตเวชศาสตร์สังคมแห่งซานฟรานซิสโก ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1958 เพื่อระดมทุนจัดพิมพ์หนังสือ Transactional Analysis Bulletin ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม 1962 โดยมีเบิร์นเป็นบรรณาธิกร.
ปี 1964 เบิร์นพร้อมด้วยคณะที่ร่วมจัดสัมมนาที่มอนเทอเร และซานฟรานซิสโกของเขา ได้ตัดสินใจตั้งสมาคมวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยใช้ชื่อว่า International Transactional Analysis Association(ITTA) ซึ่งเป็นชื่อซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่วิชาชีพวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในประเทศต่างๆ. องค์กรใหม่ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการจัดสัมมนาจิตเวชศาสตร์สังคมแห่งซานฟรานซิสโกและการสัมมนาที่ซานฟรานซิสโกได้ตั้งชื่อใหม่ว่า การสัมมนาการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แห่งซานฟรานซิสโกอันเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นหนึ่งในหลายสาขาของ ITAA.

ช่วงสุดท้ายของชีวิต
ตั้งแต่ปี 1964-ถึง1970 นับเป็นช่วงชีวิตที่วุ่นวายสำหรับเบิร์น. หลังการหย่าครั้งที่สอง ชีวิตส่วนตัวของเขาสาละวนอยู่กับนานกับการแสวงหาคู่ชีวิตใหม่. ความรักที่ไม่สมหวังผลักดันให้เบิร์นทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่กับการเขียนหนังสือ. แม้ว่าเขาแต่งงานใหม่กับทอร์รี เพตเตอร์สัน ในปี 1967 เขาก็ยังไม่ลดละที่จะงานเขียนที่มีแฝงไปด้วยแนวคิดที่สุขุมลุ่มลึก. และแล้วปี 1970 ชีวิตของเบิร์นก็ต้องพบกับการหย่าอีกครั้ง เดือนมิถุนายน ปี 1970 โรคหัวใจของเบิร์นกำเริบถึงสองครั้ง. 10 พฤษภาคม อันเป็นเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้เป็นวันเกิดครบรอบหกสิบปีของเขา. เบิร์นบอกกับเพื่อนๆของเขาว่าเขายังสบายดี. เขายังคงส่งต้นฉบับหนังสือ What do You Say After You Say Hello ไปให้กับสำนักพิมพ์ โกรฝ เพรส และปรารถนาที่จะให้หนังสือเล่มนี้ออกจำหน่ายโดยเร็ว. โดยปกติ ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เบิร์นจะให้เวลาให้ตนเองได้พักผ่อน โดยหยุดงานเขียนทั้งหมดและใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่เขาชอบ. อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 เดือนมิถุนายน ปีเดียวกันนั้น เบิร์นได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บหน้าอกและหลังอันเนื่องมากจากโรคหัวใจ. เขาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและมีอาการดีขึ้นในสามสัปดาห์ต่อมา วางแผนงานเปิดตัวหนังสือ What do You Say After You Say Hello ได้ดำเนินไปพร้อมกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั่นเอง อาการกำเริบของโรคหัวใจที่รุนแรงในครั้งหลังสุดได้นำพาเบิร์นจากโลกนี้ไปอย่างสงบ.
อีริค เบิร์น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1970 ร่างของของถูกฝังไว้ที่สุสานเอล คาเมโล ในแปซิฟิก โกรฝ แคลิฟอร์เนีย.

แนวคิดที่สำคัญ


ภาวะตัวตน(EGO STATES) และความสัมพันธ์ (TRANSACTIONS)
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นที่มาของความสัมพันธ์(Transactions). ความสัมพันธ์หนึ่งๆจะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ สิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนอง (Response).
โดยปกติแล้วความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์โดยรวม. แต่ละด้านของความสัมพันธ์หรือผลของความสัมพันธ์อาจอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ทางตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ เหมาะสม หรืออ้อมค้อม สูญเปล่าและไม่เหมาะสม.
เมื่อบุคคลมีปฏิสัมพันธ์ พวกเขาจะแสดงในรูปของสภาวะตัวตน(Ego State) 3 ประเภทซึ่งแตกต่างกันไป. สภาวะตัวตนชัดเจนของความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม และสภาวะอัตตาแต่ละอย่างมีแหล่งที่มาจากแต่ละส่วนของสมอง. บุคคลสามารถแสดงพฤติกรรมจากสภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ (Parent Ego State). สภาวะตัวตนของเด็ก(Child ego State) หรือจาก สภาวะตัวตนของผู้ใหญ่ (Adult ego State). เช่นเดียวกัน พฤติกรรมของเราก็มาจากสภาวะตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้.

สภาวะตัวตนแบบเด็ก(Child Ego State)
เมื่อเราอยู่สภาวะตัวตนแบบเด็ก เราจะแสดงออกเหมือนเด็ก. ไม่ใช่แค่แสดงออกเท่านั้น เราจะคิด รู้สึก มอง ได้ยิน และตอบสนองราวกับเด็กอายุสามขวบ ห้าขวบ หรือแปดขวบ. สภาวะตัวตนเกิดจากสภาวะที่บุคคลมีประสบการณ์อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงแค่บทบาทหนึ่งเท่านั้น. เมื่อเด็กมีความรู้สึกเกลียดหรือรัก ตื่นเต้น เป็นธรรมชาติ หรือชอบเล่นสนุก เราจะเรียกเด็กประเภทนี้ว่า เด็กตามธรรมชาติ(Natural Child). เมื่ออยู่ภาวะช่างคิด ชอบทำโน่นทำนี่ ช่างจินตนาการ เราจะเรียกภาวะแบบนี้ว่า ศาสตราจารย์ตัวน้อย (Little Professor). เมื่อเขารู้สึกกลัว รู้สึกผิด ขี้อาย สภาวะนี้จะถูกเรียกว่า เด็กที่อยู่ในโอวาท(Adapted Child). เด็กอาจมีความรู้สึกได้ทุกอย่างที่กล่าวมา เกลียด รัก โกรธ สนุกสนาน เศร้าสร้อย เขินอายหรืออื่นๆ. โดยปกติ เด็กมักจะถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุของความวุ่นวาย เนื่องจากเขามักจะเอาแต่ใจตนเอง เจ้าอารมณ์ แข็งกร้าว ต่อต้านต่อความกดดันที่มากระทบ
ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์(TA) ภาวะเด็กมักจะถูกมองว่าเป็นแหล่งของความคิดสร้างสรรค์ การสร้างสิ่งใหม่ๆและการผลิตสิ่งใหม่ๆ เป็นแหล่งเดียวของการนำสิ่งใหม่ๆมาสู่ชีวิต. ภาวะตัวตนแบบเด็กสามารถสังเกตได้ในเด็กๆที่เจริญเติบโตและมีประสบกับสถานการณ์ซึ่งได้รับอนุญาตให้แสดงภาวะตัวตนแบบเด็กออกมา เช่น การเล่นกีฬา และการจัดปาร์ตี้. ภาวะตัวตนแบบเด็กจะปรากฏออกมาในช่วงเวลาสั้นๆในสถานการณ์อื่นๆ อย่างเช่น คณะกรรมการประจำชั้นเรียน การอภิปรายที่เอาจริงเอาจังซึ่งอาจไม่ได้ดั่งใจ. ในรูปแบบที่ไม่พึงปรารถนา สภาวะตัวตนแบบเด็กจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของบุคคล ดังในกรณีขอบบุคคลที่ถูกอารมณ์อย่างได้อย่างหนึ่งรบกวนอย่างมาก อยู่ในภาวะสับสน ซึมเศร้า คุ้มคลั่ง หรือหมกมุ่น ภาวะตัวตนแบบเด็กจะผลักดันเขาไปสู่โครงสร้างตัวตนที่จำลองขึ้นในรูปของพฤติกรรมการควบคุมตนเองไม่ได้(Out-of-Control behavior). ภาวะตัวตนแบบเด็กอาจปรากฏเป็นเวลานานในรูปของ ความซึมเศร้า หรือเศร้าโศรก ดังในกรณีของคนที่ประสบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต.

ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ (Parent ego State)
ภาวะตัวแบบพ่อแม่มีลักษณะตรงกับข้ามกับภาวะตัวตนแบบเด็ก. ภาวะตัวตนแบบพ่อมีจะมีลักษณะเก็บจำล่วงหน้า ด่วนตัดสิน มีอคติล่วงหน้าในการดำรงชีวิต. เมื่อบุคคลอยู่ในภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ เขาจะคิด รู้สึก และแสดงออกเหมือนพ่อแม่หรือคนที่เขาถือเป็นแบบอย่าง. ภาวะตัวแบบพ่อแม่จะตัดสินใจ ว่าจะต้องสนองต่อเหตุการณ์อย่างไร อะไรดีหรือไม่ดี และบุคคลจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องอิงอยู่กับหลักเหตุผล. ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่อาจแสดงออกในรูปของการตัดสิน ต่อต้าน ควบคุม หรือให้การสนับสนุนก็ได้. ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ที่แสดงออกในรูปการติเตียน จะถูกเรียกว่า พ่อแม่ช่างตำหนิ(Critical Parent). ภาวะตัวตัวแบบพ่อแม่ที่แสดงออกในรูปของการสนับสนุนจะถูกเรียกว่า พ่อแม่ผู้อารีย์(Nurturing Parent).
ภาวะตัวตนหนึ่งอาจควบคุมภาวะตัวตนอื่นๆเพื่อแยกตัวเองจากภาวะตัวตนที่เหลืออีกสองประเภท. ยกตัวอย่าง การแยกตัวของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ผู้อารีย์และช่างตำหนิซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่สามารถใช้ภาวะตัวแบบเด็กและผู้ใหญ่ของเขา. บุคคลนี้จะสูญเสียผลประโยชน์ที่เขาจะพึงได้รับจากภาวะตัวตนทั้งสองที่เหลือ เนื่องจากในการที่จะเป็นบุคคลปฏิบัติหน้าที่ได้ดีนั้น ภาวะตัวตนทั้งสามจะถูกนำมาใช้ให้ตามสถานการณ์ที่จำเป็น. ด้วยภาวะตัวตนแบบพ่อแม่แยกตัวออกมาทำหน้าที่โดดเด่นอยู่ภาวะเดียวจะส่งผลให้บุคคลใช้ชีวิตโดยปราศจากประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากภาวะตัวตนแบบเด็กและแบบผู้ใหญ่ และตัดขาดจากภาวะตัวตนทั้งสองดังกล่าวด้วยประการฉะนี้.
ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่จะใช้วิธีการแบบ “เทปเก่า” ในการแก้ปัญหา ทั่วไปอาจเป็นข้อมูลย้อนหลังไป 25 ปีก่อน(และอาจเป็น 250 ปี หรือ 2,500 ปีก่อน)และจะเป็นประโยชน์เมื่อไม่มีข้อมูลสำหรับภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ หรือไม่มีเวลาให้ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ได้คิด. หรืออีกนัยหนึ่ง ภาวะตัวตนแบบเด็ก จะสร้างนิยายบนพื้นฐานของลางสังหรณ์ แต่วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้อาจไม่น่าเชื่อถือมากพอสำหรับการตัดสอนใจของภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่.

ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่(THE ADULT)
เมื่ออยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่(Adult ego state) บุคคลจะแสดงออกเหมือนคอมพิวเตอร์. คอมพิวเตอร์จะทำงานตามข้อมูลที่รวบรวมได้และเก็บข้อมูลและใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจตามโปรแกรมที่อิงตามหลักตรรกะ.เมื่ออยู่ในในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ บุคคลจะใช้ความคิดแบบตรรกะในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้แน่ใจว่าภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่และแบบเด็กไม่ระบบกวนกระบวนการ. ดังนั้น การใช้อารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีในความคิดของคนที่มีภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่. ในที่นี้หมายถึงการใช้เหตุผลหรือการคิดแบบตรรกะที่พวกเราต้องการที่จะแยกตัวเราเองออกจากอารมณ์ของเราเท่านั้น. ไม่ได้หมายความว่า การมีเหตุผลหรือหลักการคิดแบบตรรกะจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในทุกเวลา. อันที่จริง ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่แบบแยกตัวออกมาอย่างเด่นชัดเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ที่แยกตัว จะมีผลกระทบชัดเจนต่อบุคคลเช่นเดียวกัน. บุคคลอาจตั้งวัตถุประสงค์เอาไว้ว่า ฉันเป็นผู้ใหญ่และฉันก็มีอารมณ์ แบบนี้ใช่หรือไม่. การเป็นมนุษย์ที่มีวุฒิภาวะและเจริญเติบโตขึ้นไม่เหมือนกับการอยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่. เด็กเล็กก็สามารถอยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ของพวกเขาได้ และปรับเปลี่ยนไปตามวัย พร้อมกับสามารถใช้ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่และเด็กได้ตลอดเวลาเช่นกัน.
ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่จะคำนวณข้อเท็จจริงทั้งหมดที่มีอยู่. ถ้าข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลง คำตอบก็จะแปรไปตามข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป และมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการแก้ปัญหาของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ ถ้าเท็จจริงไม่ถูกต้อง คอมพิวเตอร์ก็จะให้คำตอบที่ผิด. หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ก็คือการคาดคะเนผลลัพธ์ล่วงหน้าและให้คำวิจารณ์บนพื้นฐานของประสิทธิภาพของพฤติกรรมของบุคคลในการแสงหาเป้าหมายที่ตั้งไว้ หน้าที่ในการวิจารณ์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงนี้ แตกต่างจากการทำหน้าที่บนพื้นฐานของค่านิยมของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ชอบตำหนิ. บางครั้ง ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่จะใช้ข้อมูลจากภาวะตัวตนแบบเด็กหรือจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง. สภาวะการณ์เช่นนี้เรียกว่า การปนเปื้อนของข้อมูล (Contamination). เมื่อข้อมูลที่ปนเปื้อนมาจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ การปนเปื้อนนี้เรียกว่า อคติ (Prejudice). ยกตัวอย่าง เมื่อใครบางคนตั้งสมมตฐานว่า ผู้หญิงชอบเป็นผู้ตาม ส่วนผู้ชายชอบเป็นผู้นำในการตัดสินใจ ข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลที่ปนเปื้อนที่ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่รับมาจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่เพราะเป็นการยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบกับความเป็นจริง.
การยอมรับข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบทำนองเดียวกันนี้กันสามารถเกิดขึ้นด้วยข้อมูลที่เกิดจากภาวะตัวตนแบบเด็ก ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่า การหลงผิด(Delusion). การหลงผิด โดยปกติแล้วมักจะมีสาเหตุจากความกลัวและความหวังในวัยเด็กซึ่งภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ยอมรับว่าเป็นจริง. ยกตัวอย่าง เมื่อบุคคลปักใจเชื่อว่า เขากำลังถูกปองร้ายโดยหน่วยงานของรัฐนั้น ความเชื่อนี้มีความกลัวของภาวะตัวตนแบบเด็กซึ่งภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่รับเอามาเป็นพื้นฐาน มากกว่าความเป็นจริง. กระบวนการที่สำคัญยิ่งในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ คือ การปนเปื้อนของข้อมูลของภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่


เสียงในหัว(VOICES IN THE HEAD)
ดังที่ทราบก่อนก่อนหน้านี้ ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่จะเป็นเหมือนกับเครื่องบันทึกเทปที่เต็มไปด้วยการด่วนตัดสิน, อคติ, คำพูดที่ถูกโปแกรมไว้ล่วงหน้า. คำพูดที่ถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าเหล่านี้ยังทำงานแม้ในขณะที่บุคคลอยู่ในภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งโดยปกติแล้วเราสามารถได้ยินมันในฐานะ “เสียงในหัวของพวกเรา”. เทปบันทึกของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่จะรู้สึกดีหรือแย่ขึ้นอยู่กับภาวะตัวตนแบบพ่อแม่จะทำให้มันเป็นแบบไหน. ในทฤษฎีบุคลิกภาพอื่นๆ เสียงของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิด้วยจุดประสงค์ร้ายอาจะเป็นที่รู้จักในรูปของซูเปอร์อีโก้ที่หยาบคาย(Harsh super-ego) การพูดกับตนเองในแง่ลบ (negative self-talk) หลุมพรางความคิด (cognitive traps) หรือภาวะการเห็นคุณค่าตนเองต่ำ (low self-esteem) ผู้ดูแลการลงโทษ (punitive protector) หรือความคาดหวังในแง่ร้าย (catastrophic expectations).
ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิมักแสดงออกในรูปของคำพูด เช่น คุณช่างเลว, งี่เง่า, น่าเกลียด, บ้า, ประสาท ฯลฯ. พ่อแม่ผู้อารีย์จะให้ความรักกับเด็กอย่างไม่มีเงื่อนไขและพูดถ้อยคำ เช่น ฉันรักเธอ เธอคือผู้ชนะ เธอเก่งมาก เธอคือเจ้าหญิง เธอสวยมาก.
บางครั้ง ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิจะควบคุมภาวะตัวตนแบบเด็กโดยการป้องกันไม่ให้บุคคลรู้สึกดีต่อตนเอง.ถ้าภาวะตัวตนแบบเด็กต้องการความรัก ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิรักก็จะพูดว่า เธอไม่คู่ควรหรอก. ถ้าภาวะตัวตนแบบเด็กต้องการแสดงความรัก ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิก็จะพูดว่า “ไม่จำเป็น”. ถ้าภาวะตัวตนแบบเด็กรู้สึกโกรธเมื่อทำงานที่มีค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิก็จะพูดว่า “ดีเท่าไหร่แล้วที่คนขี้เกียจอย่างเธอมีงานทำ”. ถ้าภาวะตัวตนแบบเด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ขึ้นมาแต่สวนกระแสกับความคิดเห็นแบบเก่า ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิก็จะตำหนิว่า “คิดแบบนี้ได้ยังงัย จะบ้าเหรอ”. ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิสามารถทำให้บุคคลรู้สึกไม่ดี(Not OK) และบังคับให้บุคคลทำสิ่งที่เขาไม่ต้องการจะทำ. การที่ตอบโต้กับภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิได้นั้น บุคคลจะต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ผู้อารีย์(Nurturing Parent) แบบผู้ใหญ่ (Adult) หรือแบบเด็กตามธรรมชาติ(Natural Child)
ด้วยวิธีสร้างแผนผังอัตตา(egogram) พวกเราสามารถแสดงความเข้มแข็งที่ต่อเนื่องของภาวะตัวตนของบุคคล. ภาวะอัตตาในรูปของแผนผังเป็นประโยชน์อย่างมากในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการที่บุคคลจะขจัดภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิ และเพิ่มภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ผู้อารีย์ และแบบผู้ใหญ่หรือเด็ก

ความสัมพันธ์(TRANSACTIONS); แบบบตรงไปตรงมา (COMPLEMENTARY), แบบตัดขวาง(CROSSED) และ ซ่อนเร้น(COVERT).
ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับอีกบุคคลหนึ่ง. ความสัมพันธ์แต่ละรูปแบบ จะสร้างสิ่งเร้าและการตอบสนอง และความสัมพันธ์สามารถดำเนินจากภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ ผู้ใหญ่ หรือเด็กของบุคคลไปยัง ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ ผู้ใหญ่ หรือเด็กของอีกบุคคลหนึ่ง.
ความสัมพันธ์แบบตรงไปตรงมาและตัดขวาง(Complimentary and Crossed Transactions).
ความสัมพันธ์แบบตรงไปตรงมาจะเกี่ยวข้องกับภาวะตัวตนในแต่ละคน. ในความสัมพันธ์แบบตัดขวาง ความสัมพันธ์ตอบสนองจะเกิดจากภาวะตัวตนที่แตกต่างจากภาวะตัวที่เป็นตัวกระตุ้นการสื่อสาร. การสื่อสารระหว่างคนสองคนจะดำเนินไปตราบเท่าที่คนสองคนยังคงสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา: การสื่อสารแบบตัดขวางเป็นการรูปแบบที่สำคัญเนื่องจากเป็นตัวทำลายการสื่อสาร. การทราบถึงรูปแบบการสื่อสารจึงมีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากช่วยให้ผู้วิเคราะห์การสื่อสารเข้าใจและวิธีสารและสาเหตุที่การสื่อสารขัดข้อง. กฎก็คือ “เมื่อใดก็ตาม การสื่อสารเกิดขัดข้อง การสื่อสารแบบตัดขวางจะเกิดขึ้น” การสื่อสารแบบตัดขวางชนิดหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การติดต่อสัมพันธ์แบบขาดความสมบูรณ์ (discount transaction). สำหรับบุคคล ในการตอบสนองโดยไม่สนใจกับเนื้อหาของตัวกระตุ้นให้เกิดการติดต่อสัมพันธ์. การขาดความสมบูรณ์มักไม่ชัดเจนแต่มักขาดความสมบูรณ์สำหรับฝ่ายรับสารและถ้าเกิดขึ้นซ้ำๆจะก่อให้เกิดการขัดข้องที่รุนแรงมากขึ้นสำหรับฝ่ายรับสาร
ความสัมพันธ์แบบแฝงนัยยะ(Covert Transactions)
ความสัมพันธ์แบบแฝงนัยยะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพูดอย่างหนึ่งแต่หมายความอีกอย่างหนึ่ง. ความสัมพันธ์แบบแฝงนัยยะเป็นพื้นฐานของการเล่นเกม และจุดที่น่าสนใจก็คือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เป็นการหลอกลวง. ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นทั้งความสัมพันธ์ระดับสังคม(เปิดเผย) และระดับจิตวิทยา(ปกปิด). การทราบถึงความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ในระดับสังคมกับระดับซ่อนเร้นเพื่อที่จะเข้าใจและพยากรณ์การกระทำของบุคคลเป็นเรื่องทีสำคัญมาก ความสัมพันธ์ระดับซ่อนเร้นจะให้ข้อมูลมากกว่าระดับเปิดเผย. เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พวกเราพูดถึงสิ่งหนึ่งแต่หมายความถึงอีกสิ่งหนึ่งซึ่ง ถึงแม้ว่า พวกเราจะแสดงพฤติกรรมตามความปรารถนาและแสดงความรู้สึกเหล่านี้ออกมาขณะที่พวกเราแกล้งทำอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่าง พวกเราอาจจะใช้การยิ้มถากถางแทนการแสดงความรู้สึกโกรธออกมาตรงๆ หรือเมื่อกลัว พวกเราอาจจะเข้าเผชิญกับความกลัวนั้นแทนการแสดงความรู้สึกกลัวออกมา. เมื่อพวกเราต้องการความสนใจ หรือความรัก พวกเรามักจะทำในทางตรงกันข้ามและจะประสบกับความยุ่งยากในการให้หรือรับ. ในความเป็นจริง เนื่องจากในชีวิตของเราเต็มไปด้วยข้อมูลที่กึ่งเท็จ-กึ่งจริง และการหลอกลวงซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำโดยที่เราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ภาวะตัวตนแบบเด็กต้องการ. เราไม่ได้คาดหวังว่าบุคคลจะซื่อตรงอย่างเต็มที่โดยที่เช่นเดียวเราไม่รู้ว่าพวกเราจะสามารถไว้วางใจกับสิ่งที่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งพูดหรือไม่. การวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ทำให้บุคคลแสดงออกสิ่งที่พวกเขาต้องการและรู้สึกอย่างจริงใจกับผู้อื่นได้ดีขึ้นและด้วยตัวเขาเองมากกว่าการมีติดต่อสัมพันธ์แบบไม่ตรงไปตรงมาหรือปกปิด. ในลักษณะดังกล่าวนี้ บุคคลสามารถพบกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ วิธีการที่ร้องขอและวิธีการได้มา ถ้าเป็นไปได้

ความสนใจ(Stroking)
ความสนใจ(Stroking)คือ การที่บุคคลรับรู้ว่ามีบุคคลหนึ่งอยู่. ความสนใจเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิต. หากปราศจากความสนใจแล้ว เบิร์นบอกว่า “สไปนัล คอร์ดคงจะกลายเป็นอวัยวะที่เปล่าประโยชน์” จะเห็นได้ว่า เด็กเล็กๆต้องการความเอาใจใส่ทางกายเพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้. ผู้ใหญ่อาจได้รับความใส่ใจทางกายได้ในหลากหลายรูปแบบตามที่เขาเรียนรู้ที่จะแลกเปลี่ยนความใส่ใจทางคำพูด ความใส่ใจทางบวก เช่น การขอบคุณ หรือการแสดงความประทับใจ หรือความใส่ใจในแง่ลบ เช่น การตัดสินหรือตำหนิในแง่ลบ. เพราะฉะนั้น การแลกเปลี่ยนความใส่ใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา.

เกม(Games)
เกม(Gemes). ลักษณะที่สำคัญของเกมคือ การแลกเปลี่ยนความใส่ใจแบบไม่ตรงไปตรงมาหรือซ่อนเร้น. เกมส์ คือ เรื่องราวที่ซ้ำๆของความสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และท้ายสุด และค่าใช้จ่าย(Payoff). ค่าใช้จ่าย(Payoff) คือ ผลประโยชน์แอบแฝงซึ่งกระตุ้นให้ผู้เล่นเข้ามามีส่วนร่วมในเกมส์. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์กลายเป็นที่นิยมในระดับชาติในปี 1960 เมื่อหนังสือ Games People Play ของเบิร์นกลายเป็นหนังสือขายดี. ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้ตั้งชื่อเกมส์ที่คนรู้จัก (“Now I’ve got you,” “Kick me,” “I only trying to help.”). ยกตัวอย่าง เมื่อเจนเล่นเกม “ทำไม คุณไม่... ใช่แต่...” เธอจะขอคำแนะนำจากผู้อื่น แต่จะปฏิเสธทุกคำแนะนำเพื่อที่ว่าทุกคนจะจบลงด้วยความรู้สึกโกรธที่เพิ่มมากขึ้น. ความสัมพันธ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบำบัดที่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ตรงไปตรงมาและมีนัยยะแอบแฝง. ในความสัมพันธ์ระบบสังคม ความสัมพันธ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในรูปของการการสนทนาระหว่างบุคคลที่สื่อสารโดยใช้ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ตั้งคำถามบุคคลหนึ่งหรือมากกว่าซึ่งจะสื่อสารกลับด้วยภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน. สิ่งที่ทำให้การการสนทนาแบนี้เป็นเกมกคือไม่มีคำแนะนำได้เลยที่ผู้ถามยอมรับ. เหตุผลก็คือ ในระดับทางจิตวิทยาและความหมายที่มากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น คือเจนอาจจะต้องการคำแนะนำขณะเดียวกันก็ต้องการความใส่ใจด้วย. ด้วยเหตุที่ความใส่ใจเหล่านี้อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งไม่นำมาซึ่งความพึงพอใจเช่นกับการใส่ใจแบบตรงๆให้ได้นี่คือเหตุผลว่าทำไมเกมจึงจบลงด้วยความคับข้องใจที่ซึมเศร้า.

ค่าใช้จ่าย(Payoff) ในการเล่นเกมมีหลายรูปแบบ แต่ทุกเกมมีค่าใช้จ่าย 3 ระดับ คือ
1. ค่าใช้จ่ายทางชีวภาพ (Biological pay-off) ของเกมคือความใส่ใจ. ถึงแม้ว่า เกมจะจบลงอย่างเลวร้าย แต่ผู้เล่นทุกคนจะได้รับความใส่ใจทั้งด้านบวกและลบจำนวนหนึ่งในการเล่นเกมส์แต่ละครั้ง.
2. ค่าใช้จ่ายทางสังคม (social pay-off) คือ รูปแบบการใช้เวลา (time-structuring). บุคคลจะใช้เวลาอย่างเต็มที่ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะมึนงงหรือซึมเศร้ากับกิจกรรมที่เต็มไปด้วยรสชาติ
3.ค่าใช้จ่ายด้านชีวิต (existential pay-off) ของเกม คือ วิธีการที่เกมส์จะยืนยันตำแหน่งชีวิตของผู้แล่นแต่ละคน


ตำแหน่งชีวิต(Existential Position)
ในกระบวนการของการพัฒนาอัตลักษณ์(Identity) บุคคลจะกำหนดตนเองว่า อะไรคือความหมายของชีวิตหรือ
การมีอยู่ของเขา. บางคน จะมองว่า พวกเขาดี(OK) และมีชีวิตที่ดี แต่บางคนจะมองว่า พวกเขาแย่ (Not OK) และ
ล้มเหลวในด้านใดด้านหนึ่ง. ความคาดหวังที่อยู่บนพื้นของการตัดสินใจ(Decision)ว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไรจึงเรียกว่า
ตำแหน่งชีวิต(Existential Position). บุคคลจะรู้สึกดี(OK) หรือแย่(Not OK) ต่อตนเองหรือบุคคลอื่นโดยจะอยู่ใน
ตำแหน่งชีวิตตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในสี่ตำแหน่งดังนี้


ฉันดี คุณดี (I’m OK, You’re OK),
ฉันดี คุณแย่ (I’m OK You’re not OK)
ฉันแย่ คุณดี (I’m not OK You’re OK)
ฉันแย่ คุณแย่ (I’m not OK You’re not OK)


ยกตัวอย่างในเกม “ทำไมคุณไม่…, ใช่ แต่…” ตำแหน่งชีวิตของเจนคือการไม่ต้องทำอะไร ดังนั้น ทุกครั้งที่เกิดการเล่นเกม เกมจะเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของชีวิตและตัดสินว่าความซึมเศร้าจะเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน.โดยปกติบุคคลจะเล่นเกมด้วยความรับผิดชอบและความสนใจเพื่อรักษาความสนใจที่ผู้อื่นมีต่อตนเอง. ผู้เล่นทุกคนในเกมมีความสำคัญเท่าๆกันและพวกเขาและมีโอกาสเท่าๆกันในการออกจากเกม. ในขณะเล่นเกม ผู้เล่นส่วนใหญ่จะเชื่ออยู่มากที่เดียวว่า เกมจะจบลงด้วยความล้มเหลว. พวกเขาต้องการความใส่ใจและไม่แปลกใจเมื่อเจนปฏิเสธคำแนะนำทั้งหมดและทุกคนซึมเศร้าหรือโกรธจะเป็นผลลัพธ์ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า คุณไม่สามารถช่วยเหลือบุคคลที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือและมองว่าความรู้สึกแย่เป็นผลลัพธ์.

มาตรการประหยัดความใสใจ(THE STROKE ECONOMY)
การทำร้ายด้านหนึ่งในหลายด้านของภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ช่างตำหนิก็คือการตั้งกฎเพื่อการได้รับหรือให้ความใส่ใจ(ไม่ให้, ขอ, ยอมรับหรือความใส่ใจกับตัวเอง) ผลของกฎดังกล่าวนี้เรียกว่า มาตรการประหยัดความใสใจ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลถูกป้องกันจากการรับและให้ความใส่ใจต่อกันและกันโดยอิสระ. ผลที่ตามมาก็คือ มนุษย์ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ในภาวะที่เรียกว่า โหยหาความใส่ใจซึ่งทำให้เขาต้องใช้กระเสือกกระสนกับความใส่ใจที่มีอยู่อย่างจำกัด เหมือนกับบุคคลที่ขาดแคลนอาหาร และต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการพยายามที่ระงับความโหยหานั้น
ความใส่ใจด้านบวก(Positive Strokes) บางครั้งจะถูกเรียกว่า ไออุ่น (Warm fuzzies) อย่างเช่น การจับมือ หรือการพูดว่า “ฉันรักคุณ” ซึ่งทำให้บุคคลที่รับรู้ รู้สึกดี(OK)
ส่วนความใส่ใจด้านลบ(Negative strokes) ซึ่งเป็นการการจดจำที่ระคนด้วนด้วยความเจ็บปวด อย่างเช่น การเย้ยหยัน การดูหมิ่น การตบตี การพูดว่า “ฉันเกลียดคุณ”. ความใส่ใจเชิงลบจะทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกแย่(Not OK). ถึงแม้ว่า นั่นจะไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนา แต่การใส่ใจเชิงลบ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการเป็นที่รู้จักและป้องกัน “ไม่ให้สมองว่างงาน”. ยกตัวอย่าง บุคคลมักจะชอบสถานการณ์ของความใส่ใจเชิงลบมากกว่าสถานการณ์ที่มีความใส่ใจใดๆเลย.
นี่คือคำอธิบายว่า ทำไมจึงยอมทำร้ายตนเองเมื่อมีความสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ใช่เพราะ “พวกเขามีความสุขที่ได้ทำร้ายตนเอง” แต่เป็นเพราะว่าเขาไม่เป็นที่รู้จักในเชิงบวก (Positive Recognition) จึงเลือกที่ได้รับความใส่ใจเชิงลบดีกว่าไม่ได้รับความใส่ใจใดๆเลย.
บุคคลสามารถเรียนรู้แลกเปลี่ยนการใส่ใจได้โดยอิสระ เปิดใจ ให้หรือร้องขอความใส่ใจ(Stroke) โดยไม่จำเป็นต้องอายหรืออึดอัดใจ. การร้องขอความใส่ใจในรูปแบบต่างๆต่อหลายๆคนและทุกคนก็มีความปรารถนาที่จะเป็นพิเศษบุคคลพิเศษของผู้อื่น. ความใส่ใจเชิงบวกมีหลายรูปแบ เช่น ความใส่ใจทางกายและคำพูด. ความใส่ใจทางกายอาจอยู่ในรูปของการกอด การจูบ การกุมมือ การดูแล ความแข็งแรงหรือแจ่มใส การมีเสน่ห์ การคลอเคลีย หรือมิตรภาพ การเลี้ยงดูหรือการกระเซ้าเย้าแหย่กัน เป้นต้น. การใส่ใจทางกายอาจในรูปของการแสดงออกทางสีหน้า กาย ท่าทาง การเคลื่อนไหว หรือด้านบุคลิกภาพ เช่น เชาวน์ปัญญา ความรัก ธรรมชาติ ความไวต่อความรู้สึก หรือ ความกล้าหาญ.
ในบางกรณี บุคคลต้องการและสมควรได้รับความใส่ใจและถ้าพวกเขาร้องขอ พวกเขามักจะพบว่าบางคนมีความใส่ใจที่พวกเขาต้องการและปรารถนาที่ให้พวกเขา. พิธีการ(Ritual) การฆ่าเวลา(Pastime) เกมส์(Games) ความสัมพันธ์แบบลึกซึ้ง(Intimacy) งาน(Work) คือวิธีการที่บุคคลสร้างขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่ง ความใส่ใจ(Strokes)
1. พิธีการ(Ritual) การแลกเปลี่ยนความใส่ใจที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้า.
2. การฆ่าเวลา (Pastime) คือ การสนทนาเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า. การฆ่าเวลามักจะพบเห็นได้ในงานเลี้ยงและวงสนทนาในครอบครัว. ตัวอย่าง การคุยฆ่าเวลาที่พบทั่วไป เช่น สภาพอากาศ(อากาศร้อนมั๊ย) กีฬา(ทีมแยงกี้เป็นงัยบ้าง) ยา(ควรกำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายหรือไม่?) หรือ ใครอย่ากับใคร?
3. เกม(Games) เป็นเรื่องของความสัมพันธ์แบบแข่งขัน ไม่ตรงไปตรงมาเพื่อให้ได้มาซึ่งความใส่ใจ. ยิ่งไปกว่านั้น ความใส่ใจที่ได้รับในเกมมักจะเป็นความใส่ใจในเชิงลบ. เกมจึงเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องในการได้มาซึ่งความใส่ใจ.
4. ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง (Intimacy) คือ การแลกเปลี่ยนความใส่ใจแบบตรงไปตรงมาและทรงพลังสำหรับบุคคลที่ปรารถนาความใส่ใจและได้รับมันในบางโอกาส เนื่องจากเด็กจะถอยห่างจากความสัมพันธ์ดังกล่าวเมื่อมีประสบการณ์ที่เลวร้าย. ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แตกต่างจากเพศสัมพันธ์ แม้ว่าบ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์แบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเพศสัมพันธ์. อย่างไรก็ตาม เพศสัมพันธ์ อาจจะอยู่ในรูปของพิธีการ การฆ่าเวลา การเล่นเกม หรืองานได้เช่นกัน.
5. งาน(Work) เป็นกิจกรรมซึ่งมีผลลัพธ์. งานที่ดีจะมีผลในการแลกเปลี่ยนความใส่ใจในฐานผลข้างเคียง

ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและงานเป็นวิธีที่น่าพึงใจที่สุดในการให้ได้มาซึ่งความใส่ใจ. แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ยั่งยืนจะประสบความสำเร็จง่ายๆ เนื่องจากบุคคลมักจะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์และงานที่ทำออกมาก็ไม่เป็นที่น่าพอใจเมื่อบุคคลทำงานในภาวะที่โดดเดี่ยวและไม่รับความขอคุณเมื่องานนั้นสำเร็จ.
เพราะฉะนั้น บุคคลมักจะใช้พิธีการ เกม และการฆ่าเวลาซึ่งเป็นวิธีการปลอดภัยกว่า ถึงแม้ว่า จะมีโอกาสได้รับความใส่ใจน้อยกว่า. ยกตัวอย่าง การแต่งงานอาจเป็นเรื่องราวของไม่มีวันจบและน่าเบื่อของพิธีการ การฆ่าเวลา และเกม. บ่อยครั้ง ที่การแต่งงานเป็นสาเหตุให้คู่สมรสใช้ชีวิตร่วมกันโดยใช้บทชีวิตแบบห่างหายจากความใส่ใจ(stroke-depriving life scripts) เป็นพื้นฐาน ซึ่งป้องกันฝ่ายชายจากการแสดงอารมณ์และการสร้างสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และฝ่ายหญิงจากใช้ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่ของเธอเพื่อร้องขอและได้มาซึ่งความรักที่พวกเขาต้องการ

ระดับความรุนแรง(Degrees). เกมสามารถเล่นได้ในหลายระดับ. ยกตัวอย่าง จากตัวอย่างเกม ทำไมคุณไม่, ใช่ แต่... ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นั่นคือ เกมแบบที่นุ่มนวลที่สุด(ระดับแรก)เนื่องจากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการทำร้าย. แบบที่หนักที่สุด(ระดับที่สาม) ขอเกมนี้อาจเล่นโดยคนที่ติดสุราซึ่งจะเล่นเกม ใช่ แต่.... กับทุกคำแนะนำของผู้ช่วยเหลือต่อผลกระทบที่จะทำให้เขาเสียชีวิตในที่สุด. เกมระดับที่สามจะเกี่ยวข้องกับการทำลายเยื่อใยที่มีต่อกัน

บทบาท(Roles).
แต่ละคนจะมีบทบาท(Roles) แตกต่างกันในการเล่นเกมส์แต่ละครั้ง เมื่อบุคคลต้องการจะเล่นบทใดบทหนึ่งในเกมส์ เขามักจะพบว่าตนเองกำลังเล่นบทอื่นๆในเกมส์. บทบาทมีหลายบทด้วยกัน แต่บทบาทหลักๆในเกมส์จะมีอยู่ 3 บทบาท คือ ผู้ทำร้าย (Persecutor) ผู้ช่วยเหลือ (Rescuer) และ เหยื่อ (Victim). ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัว ที่ทำงาน โรงเรียน และในกลุ่มเพื่อนมักจะมีพื้นฐานอยู่บนบทบาท. บทบาททั้งสามนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ในรูปแบบสามเหลี่ยมเพื่อแสดงสิ่งที่เกิดขึ้น.

สามเหลี่ยมละครชีวิต(THE DRAMA TRIANGLE
สามเหลี่ยมละครชีวิต สามารถอธิบายได้ในรูปของเกมการเสพติด(Addiction game). การเกมแบบเสพติด ผู้ติดจะเล่นบทบาทของเหยื่อของการเสพติด, การอับอายขายหน้า อคติ การไม่ได้รับความใส่ใจด้านสุขภาพ และการทำผิดกฎหมาย จากนั้นก็แสวงหาและค้นหาผู้ช่วยเหลือ. ผู้ช่วยเหลือจะเล่นบทบาทโดยการพยายามที่จะช่วยเหลือผู้เสพติดอย่างเต็มที่และไม่คำนึงถึงตนเองโดยไม่ตรวจสอบให้มั่นใจว่าตัวผู้เสพติดทุ่มเทในกระบวนการเลิกการเสพติดมากน้อยแค่ไหน. หลังจากการช่วยเหลือจบลงด้วยความล้มเหลว ผู้ช่วยเหลือก็เริ่มโกรธและเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้ทำร้าย(Persecutor) โดยการต่อว่า พูดจาดูถูก เลิกใส่ใจ หรือลงโทษผู้เสพติด. เมื่อถึงตรงนี้ ผู้เสพติดก็เปลี่ยนจากเหยื่อไปเป็นผู้กล่าวหา โดยการต่อต้าน การพูดจาดูถูก ทำตัวเป็นคนเลว และสร้างสถานการณ์วุ่นวาย. ถึงตอนนี้ ผู้ช่วยเหลือคนเดิมจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ถูกทำร้าย(Victim) ในเกม. กระบวนการของการสับเปลี่ยนในสามเหลี่ยมละครชีวิตจะดำเนินไปอย่างไม่มีจุดจบ. เพื่อหลีกเลี่ยงสามมุมละครชีวิตในจิตบำบัด นักวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะพยายามสร้างสัญญา(Contract) ซึ่งบุคคลจะพูดสิ่งที่เขาหรือเธอต้องการแก้ไขเป็นการเฉพาะ. ข้อสัญญาดังกล่าวนี้จะปกป้องทั้งผู้รับบริการและผู้บำบัด: ผู้บำบัดจะรู้ว่าอะไรคือความต้องการแท้จริงของบุคคล และบุคคลจะรู้ว่าผู้บำบัดกำลังทำอะไรและเมื่อการบำบัดจะสิ้นสุดลงเมื่อใด. ในบางกรณี ทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงสามเหลี่ยมละครชีวิตคือการหลีกเลี่ยงบทบาทผู้ช่วยเหลือ ผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกทำร้ายโดยการสื่อสารด้วยภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่.

บทชีวิต(SCRIPTS)
นักวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อว่า โดยพื้นฐานแล้ว คนส่วนใหญ่จะรู้สึกดี(OK) กับตัวเองแต่ที่พวกเขาอยู่ในตำแหน่งชีวิตฉันแย่ (not OK) ก็เนื่องมาจากพ่อแม่ของเขา (หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆและคนวัยเดียวกันที่มีอิทธิพลต่อบุคคลนั้น) ที่นำพาพวกเขาไปสู่คำสั่งสอนและการให้เหตุผลที่มีอิทธิพลต่อผลกระทบอันเลวร้ายในระยะยาว. ช่วงชีวิตก่อนหน้าที่บุคคลจะสรุปว่า ชีวิตของพวกเขาเผยออกมาในลักษณะการคาดการณ์ว่า สั้น ยืนยาว มีสุขภาพกายและจิตดีหรือไม่ดี มีสุขหรือทุกข์ ซึ่งเศร้าหรือโกรธ สำเร็จหรือล้มเหลว มีชีวิตชาหรือเฉื่อยชา. เมื่อบทสรุปออกมาในเชิงว่าชีวิตช่างเลวร้ายหรือเต็มไปด้วยความเจ็บปวด บทสรุปดังกล่าวนี้จะถูกมองว่าเป็น บทชีวิต(Life script).
แหล่งที่มาของบทชีวิต(Script matrix) คือ แผนผังที่ใช้เพื่อทำความเข้าใจบทชีวิตของบุคคล. แผนผังดังกล่าวพวกเราจะเห็นพ่อและแม่ และลูกๆและสามารถสร้างแผนผังข้อความที่ใช้ในการสื่อสาร คำสั่งสอน(Injunctions) และการอ้างเหตุผล (attributions) ซึ่งเป็นสาเหตุให้วัยรุ่นเปลี่ยนจากตำแหน่งชีวิตแบบฉันดี (OK) ไปสู่ตำแหน่งฉันแย่ (not OK).
เมื่อชีวิตต้องดำเนินไปตามบท เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งที่บุคคลจะเริ่มอยากหลีกหนีจากวีถีชีวิจที่ปราศจากความสุข. ช่วงเวลาโดยปกติของการดำรงชีวิตตามบทนี้แบบนี้ เรียกว่า การต่อต้านบทชีวิต(counterscript).
การต่อต้านบทชีวิตจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อแผนการใช้ชีวิตของบุคคลให้ทางออกสำหรับช่วงเวลาที่มีความสุขมากกว่า. อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงช่วงเวลาชั่วครู่ชั่วยามและเอาแน่นอนไม่ได้. สำหรับคนที่ติดสุรา ช่วงเวลาดังกล่าวอาจเป็นช่วงเวลาของการมีสติ สำหรับคนที่ซึมเศร้าเพราะบทผู้อยากฆ่าตัวตาย ช่วงเวลาแห่งความสุขช่วงสั้นๆซึ่งจบลงอย่างเสียมิได้เมื่อคำสั่งให้แสดงตามบทเกิดขึ้น.
ในแหล่งกำเนิดบทชีวิต(Script Matrix) ของโจเซฟ เราจะมองว่าการติดสารเสพติดว่าเป็น คำสั่งให้แสดงตามบท (script injunction) “ไม่ต้องคิด เมาดีกว่า”. ไปยังภาวะตัวตนของโจเซฟจากตัวตนแบบเด็กของพ่อ. ข้อความที่ทรงพลังทำให้ชีวิตของโจเซฟดำเนินไปราวกับละคร เมื่อเขาทำตามคำสั่งสอนของพ่อโดยใช้ยาเสพติดแทนสุราอันเป็นเหตุให้เขาแอบใช้ยาเสพติดอยู่เสมอตลอดช่วงชีวิตวันรุ่นและวัยผู้ใหญ่ของเขาแม้ว่าข้อความจากการต่อต้านบทละครชีวิตว่า “นายไม่ควรดื่มอีกมากไปกว่านี้” จะกระตุ้นเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ความพยายามในการเลิกยายังไม่เพียงพอ
ข้อความจากบทชีวิตว่า “ไม่ต้องคิด เมาดีกว่า” ที่ได้รับมากจากการสื่อสื่อสารแบบภาวะตัวตนแบบเด็กไปยังภาวะตัวตนแบบเด็กมีอิทธิพลมากกว่าข้อความการต่อต้านบทชีวิตแบบภาวะตัวแบบพ่อแม่ไปยังภาวะตัวตนแบบพ่อแม่เพื่อทำผิด: นั่นเหตุผลว่าทำไมข้อความจากบทชีวิตมักจะมีอิทธิพลมากกว่าเว้นเสียแต่ว่า บุคคลจะเปลี่ยนบทชีวิตของเขาหรือเธอ. เมื่อบทชีวิตไม่เปลี่ยนแปลงบทชีวิตเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป เช่นเดียวกับ “มันฝรั่งร้อน” จากผู้ใหญ่ไปสู่เด็กในรูปของลูกโซ่ของรูปแบบพฤติกรรมที่ผิดปกติและเป็นผลร้ายต่อตัวบุคคลที่ไม่ได้รับการแก้ไข.

การตัดสินใจ(DECISIONS)
ในบ้านที่มีสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาที่ดี พ่อแม่มักจะดูแลบุตรของตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข เว้นเสียแต่ว่า สิ่งที่พวกเขาอาจจะทำ. เมื่อใดที่พ่อแม่สร้างการดูแลเด็กโดยมีการทำตามคำสั่งสอนและให้เหตุผลของตนเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน เด็กจะสร้างบทชีวิต(Scripts) ขึ้นมา. การตัดสินใจเลือกบทชีวิตมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอเพื่อที่จะให้เกิดการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ ถึงแม้ว่า มันจะขัดกับความสนใจตนเองที่ดีที่สุดของภาวะตนแบบเด็ก ณ จุดนี้ วัยรุ่นจะยอมขาดความเป็นตัวของตัวเองเพื่อแลกกับความคุ้มครองจากพ่อแม่เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษและการถูกตำหนิ. การตัดสินใจจะเกี่ยวข้องกับการสับเปลี่ยนจากตำแหน่ง “ฉันรู้สึกดี” ไปสู่ตำแหน่ง “ฉันรู้สึกไม่ดี”. โดยปกติแล้วจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่าคนอื่นรู้สึกดีหรือไม่. เมื่อบุคคลตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง พวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากนักบำบัดเพื่อละทิ้งบทบาท(Script) และเริ่มต้นวิถีการดำเนินชีวิตโดยอัตโนมัติหรือที่เบิร์นเรียกว่า “เลิกแสดงละคร”. ขณะที่บุคคลจะได้รับการช่วยเหลือให้กลับไปสู่ประสบการณ์ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความจำเป็นสำหรับความอยู่รอดทางกายและจิตวิทยา แต่ในวิถีชีวิตปัจจุบันของเขา พวกเขาสามารถตัดสินใจแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างเพื่อเติมเต็มชีวิตปัจจุบันได้มากขึ้น. เป็นไปได้ที่จะสังเกตบทของบุคคลจากผลลัพธ์ของพฤติกรรมที่เรียกว่า บทบาทย่อย(miniscripts) ซึ่งเป็นแบบจำลองถาวรและเป็นตัวกระตุ้นบทบาท. ข้อเท็จจริงคือทุกสิ่งยังดำเนินต่อไปในชีวิตแห่งจิตใจและอารมณ์ของบุคคลซึ่งสะท้อนอออกมาในพฤติกรรมของเรา. นั่นคือวิธีในการศึกษาการติดต่อสัมพันธ์ของบุคคล การวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์สามารถเข้าใจวิธีการและเหตุผลในการแดงพฤติกรรมของบุคคลและช่วยบุคคลหยุดการเล่นเกมส์ เปลี่ยนแปลงบทชีวิตของบุคคลและสิ่งอื่นๆในชีวิต

บทชีวิตที่น่าเศร้าและซ้ำซาก(TRAGIC AND BANAL SCRIPTS)
บทชีวิตบางบทน่าเศร้าและบางบทก็ซ้ำซากน่าเบื่อ. บทชีวิตที่น่าเศร้ามักจะคล้ายคลึงกับละครเป้นอย่างมากเช่น การติดยาเสพติด การฆ่าตัวตาย หรือ ความเจ็บป่วยทางจิต บทที่ซ้ำซาก หรือมีความหลากหลายแบบพื้นๆจะมีลักษณะคล้ายละครน้อยกว่าที่เป็น. บทละครเหล่านี้เป็นเหมือนละครประโลมโลกของชีวิตในทุกๆวัน.
โดยปกติแล้ว บทชีวิตเหล่านี้จะมีผลต่อคนกลุ่มย่อยของกลุ่มใหญ่ เช่น ผู้ชาย ผู้หญิง กลุ่มเชื้อชาติ หรือวัยรุ่น. บุคคลในกลุ่มย่อยเหล่านี้จะกำหนดบทให้ดำรงชีวิตตามที่บทกำหนดไว้: ผู้หญิงในอดีตจะถูกมองว่าแม่บ้านอ่อนหวานและไม่ได้ถูกมองในฐานะคนที่มีเหตุผล แข็งแรง หรือพึ่งพาตนเองได้ ส่วนผู้ชายถูกมองว่ามีเหตุผล แข็งแรง เป็นผู้ชนะ ไม่ได้ถูกมองว่ามีนิสัยงอแง ขึ้ตกใจ ขาดความอบอุ่น หรือความรักอย่างเปิดเผย.
ชีวิตที่ต้องดำเนินไปตามบทที่ซ้ำซากน่าเบื่ออาจก้าวจากสถานะที่เลวร้ายไปสู่สถานะที่เลวร้ายยิ่งกว่า ไม่มีความสนุกสนานเอาเสียเลย บ่อยคร้งที่ตกอยู่ในภาวะลูกไล่ ต้องคอยเอาใจผู้อื่นและละเลยตนเอง.
สมาชิกของชนชาติหรือชาติพันธุ์มักจะได้รับการคาดหมายว่าฉลาดหรือโง่หรือ ซื่อสัตย์หรือคดโกง หรือเป็นนักกีฬาที่ดี หรือบู่มบ่าม หรือใจเย็น หรืออื่นๆ. บางวัฒนธรรมจะกำหนดบทชีวิตให้เด็กของตนเองให้เป็นคนชอบเอาชนะทำให้เด็กเหล่านั้นจะเกิดความยุ่งยากในการทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่น. บางวัฒนธรรมจะเน้นการทำงานร่วมกันและทำให้คนที่แข็งแรงกว่าคนอื่นๆรู้สึกไม่ดีกับตนเอง. บทชีวิตในแต่ละวัฒนธรรมเหล่านี้ สามารถส่งผลต่อประชากรทั้งหมดในลักษณะทำร้าย.

ตะกร้าอารมณ์ (RACKETS)
ลักษณะประการหนึ่งของตะกร้าอารมณ์ คือ ค่าใช้จ่ายในการเล่นเกมในแง่ของการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายซึ่งพอกพูนขึ้นทีละเล็กทีละน้อยและนำไปสู่ความเสียหายทางอารมณ์ในที่สุด. ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของการเล่นเกมแต่ละอย่างจะเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยเพื่อก่อให้เกิดบทชีวิตที่กำหนดไว้ในที่สุด. บางคนรวบรวมรู้สึกความโกรธซึ่งจะทำให้เขาตัดสินใจอย่างในที่สุด. บางคนเก็บสะสมความรู้สึกซึมเศร้าเพื่อฆ่าตัวตาย. ความจริงก็คือ พวกเขากำลังพยายามสร้างสถานการณ์ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบของการเลือกบทชีวิตซึ่งเราเรียกว่า ตะกร้าอารมณ์(Emotional racket).

การยินยอม(PERMISSION), การคุ้มครอง (PROTECTION) และศักยภาพ (POTENCY)
การยินยอมเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งของการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์. การยินยอมเป็นสถานการณ์ซึ่งผู้ศึกษาหรือนักบำบัดพูดว่า “คุณสามารถทำสิ่งที่พ่อแม่ของคุณหรือคนอื่นบอกว่าผิด” หรือ “คุณไม่จำเป็นต้องเก็บสิ่งที่คุณตั้งใจในวัยเด็กว่าจะทำอีกต่อไปแล้ว”. ยกตัวอย่าง ถ้าตอนนี้ บุคคลละอายมากที่จะพูดว่า “อย่าถามอะไรทั้งสิ้น” การยินยอมอย่างใดอย่างหนึ่งจะถูกร้องขอสำหรับสิ่งที่ต้องการหรือปรารถนา. “ร้องขอความสนใจ แล้วทำให้คุณได้รับความสนใจ.” เมื่อบุคคลได้รับการยินยอมและต่อต้าน ความต้องการและความปรารถนาของพ่อแม่และสังคม เด็กของพวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะเกรงกลัวมากขึ้น. นั่นเหตุผลว่าทำไม การปกป้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลง. การปกป้องถูกหยิบยื่นหรือให้โดยครูหรือผู้บำบัด บางครั้งอาจเกิดจากการสนับสนุนของกลุ่ม แก่บุคคลที่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงบทชีวิตของเขาหรือเธอ. ผู้บำบัดและกลุ่มจะให้ความคุ้มครองบุคคลเมื่อเขาพูดว่า “อย่ากังวลเลย ทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยดี. พวกเราจะคอยช่วยเหลือและดูแลคุณเมื่อคุณรู้สึกกลัว.” การยินยอมและการคุ้มครองจะเพิ่มศักยภาพการบำบัดของนักวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์โดยการนำภาวะตัวตนแบบพ่อแม่ผู้อารีย์เข้าไปในสถานการณ์. การใช้ภาวะตัวตนแบบพ่อแม่และเด็กของผู้บำบัด(ขณะสร้างความสนุกสนานระหว่างทำกลุ่มบำบัด) จะทำให้การวิเคราะห์การติดต่อสัมพัมพันธ์มีประสิทธิภาพมากกว่านักวิชาชีพที่ใช้บุคลิกภาพเพียงด้านใดด้านหนึ่งในสามด้านและสร้างความสัมพันธ์กับผู้รับการบำบัดโดยใช้ภาวะตัวตนแบบผู้ใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น.

สัญญา(Contracts)
นักบำบัดตามแนววิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์จะทำงานตามสัญญาที่ตกลงไว้กับผู้รับการบำบัด โดยการสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงที่ผู้รับการบำบัดปรารถนา. โดยทั่วไป สัญญามักอยู่ในรูปข้อความว่า “เอาชนะความซึมเศร้า” หรือ “หายปวดหัว” หรือ “หยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล” หรือ “ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง” หรือ “มีผลการเรียนดีขึ้น”. ขณะที่ คนจำนวนมากไปทำจิตบำบัด สัญญาการบำบัดในระยะยาว คือ “มักอยู่ด้านบน” ในรูปของเป้าหมายนำทางของนักวิเคราะห์ด้านการสื่อสาร. นอกจากนี้ นักวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์มักจะสร้างรูปแบบสั้นๆสำหรับการบ้าน หรือ ความมีเหตุผล ต่อการ “ไม่ฆ่าตัวตาย” เพื่อช่วยเหลือผู้รับการบำบัดให้ประสบความสำเร็จตามบำบัดตามเป้าหมายโดยรวมที่กำหนดไว้ในสัญญาของเขา. เมื่อบุคคลเกิดภาวะรู้สึกดีต่อตนเอง ภาวะดังกล่าวจะเป็นเหตุผลให้กับศักยภาพในอันที่จะช่วยให้บุคคลสามารถย้อนกลับไปที่ตำแหน่งรู้สึกดี(OK position) ของเขาเอง. ศักยภาพที่รู้สึกดียังคงรอเวลาอยู่ในทุกคนที่พร้อมที่จะปลดปล่อยตนเองจากข้อห้ามของบทชีวิต. นักวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์จะรู้ได้โดยการทำให้เป้าหมายการบำบัดที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นให้ชัดเจน การวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ของบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้บุคคลเปลี่ยนแปลงและปกป้องเขาจากความกลัวของเขาเอง. มันคือความเป็นไปได้สำหรับบุคคลที่จะมีโอกาสมีความสุขมากขึ้น มีความรักและใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิผล.
ที่มา: //www.itaa-net.org/ta/KeyIdeasSummary.htm




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 19:00:40 น.
Counter : 16595 Pageviews.  


Xomega
Location :
เพชรบูรณ์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Xomega's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.