เพราะความรัก ความจริงใจ อยู่ไม่ไกล เกินค้นหา
Group Blog
 
All Blogs
 

ทักษะการสะท้อน(Reflecting skill )

การสะท้อน(reflecting)เป็นวิธีหนึ่งในการแสดงให้ผู้รับบริการทราบว่า ผู้ให้การปรึกษาเข้าใจผู้รับการปรึกษาอย่างแท้จริง. การสะท้อนอาจกระทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ การสะท้อนเนื้อความ(Content) ความรู้สึก(Feeling) และประสบการณ์(Experience) จุดประสงค์ของการสะท้อนก็เพื่อทราบประสบการณ์ของผู้รับการปรึกษาและแสดงให้ผู้รับบริการทราบว่าผู้ให้การปรึกษารับทราบประสบการณ์ของเขา

การสะท้อนเนื้อความ (Reflecting Content)การสะท้อนเนื้อหา เป็นการพูดซ้ำความคิดที่สำคัญที่ผู้รับการปรึกษาพูดไปและในรูปประโยคที่กระชับความมากว่า ลักษณะคล้ายกับการทวนความ(Paraphrasing).

จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้ความคิดของผู้รับการปรึกษาที่ยังคลุมเครือ เนื่องจากผู้รับบริการไม่สามารถหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายความคิดของเขาในขณะนั้นให้มีความชัดเจนขึ้น.
ในกรณีนี้ เมื่อผู้รับการปรึกษาสะท้อนเนื้อความ ผู้ให้การปรึกษาจะเลือกใช้ถ้อยคำที่สามารถอธิบายความคิดของผู้รับการปรึกษาได้ดีที่สุดเพื่อทำให้ความคิดของผู้รับการปรึกษามีความชัดเจนมากขึ้น

การสะท้อนความรู้สึก(Reflecting Feeling)
เป้าหมายของการสะท้อนความรู้สึก คือการมุ่งเน้นที่จะทำให้ความรู้สึกของผู้รับการปรึกษามีความเด่นชัดมากกว่าเนื้อหา เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาตระหนักรู้ความรู้สึกที่ยังไม่ชัดเจนมากขึ้น
ความชำนาญในการจับความรู้สึกขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ให้การปรึกษาในการไวต่อความรู้สึกและสัญญาณ(Cues) ที่ส่งที่ผู้รับการปรึกษาแสดงออกมาทางกายและวาจา

การสะท้อนประสบการณ์ (Reflecting Experience
การสะท้อนประสบการเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการแสดงออกของผู้รับการปรึกษา

ความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นเสมอเวลาสะท้อนความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นเสมอเวลาใช้ทักษะการสะท้อน คือ
1. การพูดซ้ำประโยคที่ผู้รับการปรึกษาพูดไปแล้ว โดยอาจเริ่มต้นด้วยคำขึ้นต้น เช่น “คุณรู้สึกว่า....” “ดูเหมือนว่าคุณ......” “คุณคิดว่า…….” การสะท้อนในลักษณะนี้จะดูเหมือนการสนทนาที่ไม่จริงใจ หรือแข้งทื่อไรชีวิตชีวา
2. ความผิดพลาดประการต่อมาคือ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสะท้อน. บ่อยครั้งที่ ผู้ให้การปรึกษามือใหม่ มักจะพยายามสะท้อนทุกประโยคที่ผู้รับการปรึกษาพูด หรือไม่เช่นนั้น ก็ปล่อยให้ผู้รับปรึกษาพูดจนยืดยาวเป็นเวลานาน แล้วจึงสะท้อนประโยคสักประโยคหนึ่ง. ในความเป็นจริง ผู้ให้การปรึกษาไม่จำเป็นต้องสะท้อนทุกประโยคที่ผู้รับการปรึกษาพูดเพราะจะเป็นการรบกวนความต่อเนื่องในการเล่าเรื่องราวของผู้รับการปรึกษา” ดังนั้น ในระหว่างการรับฟังผู้รับการปรึกษาเล่า ผู้ให้การปรึกษาอาจใช้การผงกศรีษะแล้วเปล่งเสียง “อือฮึ” หรือ “ครับ” “ค่ะ” เป็นสัญญาณให้ผู้รับปรึกษาทราบว่าผู้ให้การปรึกษากำลังรับฟังและเป็นหารกระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษาเล่าเรื่องราวต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ทักษะการสะท้อน
3. การตีความเกินความจริงไปนับเป็นความผิดพลาดอีกประการหนึ่ง ยกตัวอย่างถ้าผู้รับการปรึกษาพูดว่า “ผมไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าต้องไปอยู่ต่างประเทศปีหนึ่งโดยไม่มีเธอไปด้วยจะเป็นอย่างไร” . ผู้ให้การปรึกษาที่ตีความความรู้สึกและเนื้อความลึกซึ้งเกินไปอาจสะท้อนว่า “คุณรู้สึกว่า คุณคงสับสนมากเมื่อคิดว่าจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีเธออยู่”
4. ความผิดพลาดประการสุดท้ายที่ควรระวังคือ ภาษาที่ใช้ในการสะท้อน. ภาษาที่ใช้ในการสะท้อนต้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมและระดับการศึกษาของผู้รับการปรึกษา

แนวทางโดยสรุปในการใช้ทักษะการสะท้อน
1. ทำความเข้าใจกับ เนื้อหาทั้งหมดที่ผู้รับการปรึกษาแสดงออก ความความรู้สึก ภาษากาย และเนื้อหาของเรื่องราว
2. เลือกเนื้อหาและความรู้สึกที่จะทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น3. สะท้อนสิ่งที่ผู้ให้การปรึกษารับรู้กลับไปยังผู้รับการปรึกษา
4. รอให้ผู้รับการปรึกษายืนยันหรือปฏิเสธการสะท้อนของผู้รับการปรึกษา




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 19:44:34 น.
Counter : 3876 Pageviews.  

ทักษะการทวนความ(Paraphrasing Skills)

การทวนความ(Paraphrasing) เป็นการพูดซ้ำในเนื้อความที่ผู้รับการปรึกษาได้พูดไปแล้ว ในรูปแบบที่กระชับกว่าโดยที่ไม่สูญเสียใจความที่ต้องการสื่อสาร เป้าหมายต่อมาของการทวนความคือ การสื่อสารให้ผู้รับการปรึกษาทราบว่าผู้ให้คำปรึกษาพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

ไอวี(Ivey,2003) กล่าวว่า การทวนความที่ถูกต้อง ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
1. ประโยคหลัก(Sentence stem)
2. คำสำคัญ(Key words)
3. สาระสำคัญของสิ่งที่ผู้รับการปรึกษาเล่า(Essence of what the client has said)
4. การตรวจสอบ (Check-out)

บรามเมอร์และแมคโดนัล(Brammer and McDonald, 1996) ได้สรุปแนวทางในการทวนความเอาไว้ดังนี้
1. รับฟังเนื้อความที่ผู้รับการปรึกษาเล่า
2. พูดซ้ำเนื้อความที่ผู้รับการปรึกษาได้พูดไปแล้วด้วยประโยคที่กระชับและเข้าในง่ายกว่า
3. สังเกตการปฏิกิริยาของผู้รับการปรึกษาว่ายอมรับหรือปฏิเสธถ้อยความที่ผู้ให้การปรึกษาได้ทวนความไปแล้ว




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 19:38:38 น.
Counter : 2596 Pageviews.  

ทักษะการใส่ใจ(Attending skill)

การใส่ใจ(Attending) อาจแสดงออกได้ในหลายลักษณะ ในแต่ละวัฒนธรรมจะมีการแสดงความใส่ใจในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น วัฒนธรรมในตะวันออกกลาง การสบตาใช้ได้เฉพาะชายกับชายเท่านั้น

1. การสร้างความสัมพันธ์(Contact) ในที่นี้หมายถึง การสบตา(Eye Contact) การสบตา เนื่องจากสายตาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า การสบตาผู้ให้การปรึกษาอยู่ตลอดเวลาจะเป็นวิธีการในการใส่ใจที่มีประสิทธิภาพ. ถ้าผู้ให้การปรึกษา


2. ท่าทาง(Posture) โดยปกติ ผู้ให้การปรึกษาจะแสดงความใส่ใจโดยการโน้มตัวไปหาผู้รับการปรึกษาเล็กน้อยด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย. ท่าทีที่ผ่อนคลายถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจาก


3. อิริยาบถ(Gesture)

4. คำพูด(Verbal behavior) ขณะผู้รับการปรึกษากำลังเล่าเรื่อง ผู้ให้การปรึกษาจะไม่ถามแทรก หรือเปลี่ยนเรื่องโดยกะทันหัน แต่อาจพูดถึงหรือสะท้อนคำพูดเพื่อให้เรื่องที่เล่ามีความชัดเจนมากขึ้น. คำพูดที่แสดงการยืนยัน เช่น “ผมเข้าใจครับ” จะช่วยให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกมั่นใจว่าผู้ให้การปรึกษากำลังรับฟังสิ่งที่เขาพูด. การแสดงความสนใจโดยใช้คำพูดเป็นการสนับสนุนให้ผู้รับการปรึกษาพูดต่อไป. บ่อยครั้งที่ การเปล่งเสียงในลำคอ เช่น “อืม” หรือ “โอ้” พร้อมกับสีหน้าที่แสดงถึงความสนใจก็ช่วยให้สนับให้ผู้รับการปรึกษาเล่าเรื่องต่อไป.

เจอราร์ด อีแกน(1990) กล่าวว่า การแสดงความใส่ใจ อาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ

1. ระดับจุลทักษะ (Micro skills Level)
2. ระดับภาษากาย (Bodily Language Level) และ
3. ระดับปัจจุบันขณะทางสังคมและอารมณ์ (Social-emotional presence Level)

1. ระดับจุลทักษะ (Micro skills Level) ถือได้ว่าเป็นระดับของการแสดงความใส่ใจที่นับได้ว่าผิวเผินที่สุด นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความใส่ใจ. การแสดงความใส่ใจในระดับจุลทักษะนี้อาจสรุปได้ในรูปของ S-O-L-E-R

S=Face squarely หมายถึง การนั่งทำมุมฉากกับผู้รับการปรึกษา ถามว่าทำไมต้องนั่งทำมุมกับผู้รับการปรึกษาด้วย นั่งหันหน้าเข้าหาผู้รับการปรึกษาได้หรือไม่ การหันหน้าเข้าหาผู้รับการปรึกษาไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด การนั่งประจันหน้ากัน ในบางกรณีอาจทำให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกอึดอัด สร้างความรู้สึกว่าเป็นฝักฝ่ายว่า ด้านหนึ่งเป็นผู้ให้การปรึกษาและอีกด้านหนึ่งเป็นผู้รับการปรึกษา
การนั่งทำมุมฉากมีข้อดี คือ
-ในระยะแรกของการปรึกษา ผู้รับการปรึกษาอาจยังไม่ไว้วางใจและคุ้นเคยผู้ให้การปรึกษา การนั่งทำมุมฉากจะช่วยให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกว่า ไม่เร่งเร้า หรือคาดคั้นให้เขาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองมากเกินไป
-ทำให้มีพื้นที่ว่างในการมอง ในบรรยากาศของการปรึกษาในระยะเริ่มแรก ผู้ให้คำปรึกษามือใหม่หรือผู้รับการปรึกษาที่ยังไม่ไว้วางใจ อาจรู้สึกอึดอัด หากตนเองมีนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยกล้าสบตา และต้อง
-ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกว่าผู้ให้การปรึกษากับผู้รับการปรึกษาเป็นพวกเดียวกันมากกว่าที่จะเป็นคนละฝ่าย

O=Open Gesture หมายถึง ท่าทีที่เปิดรับ หรือแสดงให้เห็นว่า ผู้ให้การปรึกษาต้องการและพร้อมที่จะรับฟังสิ่งที่ผู้รับการปรึกษากำลังจะเล่า หากเราสังเกตจะพบว่าท่าทางของร่างกายอาจแสดงให้เห็นว่าการใส่ใจ เช่น การใช้มือจับคาง แสดงว่าผู้ฟังกำลังคิดตามไปด้วย การใช้มือค้ำคาง หรือผงกศรีษะเป็นระยะ แสดงว่าผู้ฟังกำลังสนใจฟังอยู่

L=Lean หมายถึง การโน้มตัวเข้าหาผู้รับการปรึกษาเล็กน้อยขณะพูดคุยกับผู้รับการปรึกษา. การโน้มตัวเป็นภาษากายที่แสดงถึงความใส่ใจ ถ้าเราจะสังเกตการณ์สถานการณ์หลายๆอย่าง เช่น วงสนทนาหรือการฟังการบรรยาย จะพบว่า หากใครสักคนสนใจเรื่องที่ผู้พูดกำลังพูด เขาอาจแสดงความสนใจโดยขยับเข้าไปนั่งใกล้ผู้พูดมากขึ้นหากอยู่ในระยะไกล หรือโน้มตัวเข้าหาผู้เล่าเล็กน้อยเมื่ออยู่ในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถรับฟังเรื่องราวได้อย่างชัดเจนและไม่พลาดเรื่องตนกำลังสนใจ

ดังนั้น ในระหว่างพูดคุยการปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพจะโน้มตัวเข้าหาผู้รับการปรึกษาเล็กน้อย เพื่อแสดงให้ผู้รับการปรึกษาทราบว่า “ฉันกำลังตั้งใจเรื่องที่คุณเล่านะ เรื่องที่คุณเล่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

E=Eye Contact หมายถึง การสบตา คนทั่วไปมักกล่าวกันว่า ดวงตา เป็นหน้าต่างของดวงใจ นั่นคือ เราสามารถสื่อสารความรู้สึกหลายหลาก เช่น โกรธ เศร้า ดีใจ เสียใจ ซึมเศร้า ฯลฯ. แต่ละวัฒนธรรมรับรู้ความหมายของการสบตาแตกต่างกัน

R=Relaxation หมายถึง ท่าทีที่ผ่อนคลายไม่เป็นธรรมชาติ ดูเป็นกันเองกับผู้รับการปรึกษา

2. ระดับภาษากาย (Bodily Language Level)
สิ่งที่สำคัญกว่า การใส่ใจในระดับจุลทักษะ คือ การตระหนักว่าพฤติกรรมการเคลื่อนไหวก็เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง. ผู้ให้การปรึกษาที่มีประสิทธิภาพจะใส่ใจกับ สัญญาณ(Cues) และสื่อความหมาย (massage) ที่เขาแสดงออกทางกายขณะพูดคุยกับผู้รับการปรึกษา. การอ่านปฏิกิริยาทางกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญขั้นแรก. ยกตัวอย่างถ้าคุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึงเครียดขณะพูดคุยกับผู้รับการปรึกษา ผู้ให้การปรึกษาอาจพูดกับตนเองว่า “ฉันกำลังกังวล อะไรคือสาเหตุของความกังวล และฉันกำลังส่งสัญญาณอะไรไปยังผู้รับการปรึกษา” เมื่อผู้รับการปรึกษาสามารถอ่านปฏิกิริยาของตนเองก็จะสามารถใช้ร่างกายในการสื่อสารได้อย่างเหมาะสมทั้งยับยั้งการแสดงความรู้สึกที่ไม่เหมาะสมที่แสดงออกทางกาย ยกตัวอย่าง ถ้าผู้รับการปรึกษาพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกโกรธโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้ให้การปรึกษาสามารถควบคุมการแสดงความรู้สึกโกรธเพื่อให้มีเวลาในการสะท้อน. การแสดงความใส่ใจในระดับที่สองนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ให้การปรึกษาสนใจแต่เพียงอย่างเดียวว่า ร่างกายเป็นแหล่งเดียวในการสื่อสารกับผู้รับการปรึกษา แต่หมายถึงผู้ให้การปรึกษาจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ร่างกายเป็นทางเลือกหนึ่งในการสื่อสาร. การตระหนักและอยู่กับการสื่อสารทางกายสามารถสะท้อนความเยือกเย็นภายในตัวผู้ให้การปรึกษา กระบวนการ และผู้รับการปรึกษา.

3. ระดับการแสดงออกทางสังคมและอารมณ์ (Social-emotional presence level)
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพของการอยู่กับปัจจุบันกับผู้รับการปรึกษา. ทั้งการแสดงออกทางกายและวาจาควรแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่ชัดเจนที่จะทำงานกับผู้รับการปรึกษา. ถ้าผู้ให้การปรึกษาสนใจและใส่ใจสวัสดิภาพผู้รับการปรึกษาจึงเป็นการไม่เหมาะสมเลยที่จะแสดงปฏิกิริยาในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับคำพูด. ดังนั้น ผู้ให้การปรึกษาที่มีประสิทธิภาพจะให้ความสำคัญกับการแสดงออกต่อผู้รับการปรึกษาอย่างเป็นธรรมชาติ




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 19:28:06 น.
Counter : 4282 Pageviews.  


Xomega
Location :
เพชรบูรณ์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Xomega's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.