ความรู้ ควบคู่ ความฮา
space
space
space
space

จริงหรือไม่ ที่เราจะ “สวยด้วยเลือด” ของเราเอง
วิวัฒนาการทางการแพทย์พัฒนาไม่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับแวดวงความงามที่มีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ล่าสุดเทรนด์ “คลีน” กำลังมาแรง แพร่ขยายเข้ามาแวดวงความงามจนกลายเป็นเทรนด์ ซึ่งตอนนี้เท่าที่ศึกษา คิดว่าทั่วโลกกำลังตอบรับวิถีแห่ง “Back to Basic” คือ ใช้สิ่งที่มาจากร่างกายตัวเองมาซ่อมแซมตัวเอง ดังที่เห็นได้จากแวดวงกีฬา ใช้เกร็ดเลือดรักษาอาการบาดเจ็บของเอ็น, กล้ามเนื้อ กระทั่งคนดังฝั่งยุโรปและฮอลลีวูด นิยมโปรแกรม Vampire Lift โดยการนำเลือดของตนเองมาผ่านกระบวนการแยกเพื่อนำเกร็ดเลือดซึ่งมี โกรทแฟคเตอร์เข้มข้น ฉีดกลับมาที่ใบหน้า โดยอนุมานว่า โกรทแฟคเตอร์ จะช่วยการสร้างคอลลาเจนที่ผิวให้เยอะขึ้น ตอบโจทย์ทุกอย่าง ความเก๋คือ ไม่ต้องใช้สารสังเคราะห์ หรือ สารสกัดจากสัตว์ชนิดอื่น ฯลฯ หันกลับมาสู่การรักษาด้วยตัวเอง



คือเราจะสวยด้วยเลือดของเรา!!



ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราไม่แน่ใจถึงผลลัพธ์ที่ดี แต่ก็ได้มีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์พื่อหาข้อมูลกับทางคลินิกแห่งหนึ่ง เอ่ยชื่อไป หลายคนคงรู้จักดี แต่เพื่อความเป็นกลาง ไม่ต้องพูดถึงดีกว่า เอาเฉพาะข้อมูลล้วนๆ “ เทรนด์การรักษาและฟื้นฟูในระดับเซลล์ ซึ่งในวงการแพทย์นั้น อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่จะนำเอา “เลือดของตัวคนไข้เอง” มาคัดแยกให้เหลือเพียง เกร็ดเลือด บริสุทธิ์ เพื่อนำ ไปใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยหลายชนิด ซึ่งจะไปช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย เร่งการซ่อมแซมในส่วนที่บกพร่อง คล้ายกับการเติมสารอาหารให้กับเซลล์เหล่านั้น”



แต่ก่อนที่เราจะรู้จักวิธีการทำสวยแบบนี้ เราควรต้องทำความรู้จักกับเกร็ดเลือดก่อน ซึ่งคนตอบเราคือแพทย์ (แกะมาทุกคำ)
“เรื่องของการนำ เกร็ดเลือด มาช่วยฟื้นฟูเซลล์นั้น ในวงการแพทย์เรียกว่า PRP(Platelet-Rich Plasma) เลือดของเรานั้นจะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด และส่วนที่เป็นของเหลวเรียกว่า พลาสม่า(Plasma) เมื่อนำเลือดมาใส่ในหลอดชนิดพิเศษแล้วใส่ในเครื่องปั่นแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง(Centrifuge) หลังจากปั่นด้วยรอบความถี่และเวลาที่เหมาะสมแล้ว เราจะได้ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดที่แยกชั้นออกมา ซึ่งชั้นที่มีเกล็ดเลือดเยอะนี้จะเรียกว่า PRP(Platelet-Rich Plasma) โดยในเกร็ดเลือดนั้นมีสารที่เรียกว่า Growth Factor เป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มีการเพิ่มจำนวน เพิ่มการเจริญเติบโต เพิ่มการทำงาน Growth Factor ในเกร็ดเลือดนั้นมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็จะส่งผลที่มีความจำเพาะต่อเซลล์หรืออวัยวะแตกต่างกัน เช่น การสร้างกระดูก การสร้างหลอดเลือดใหม่ กระตุ้นการหายของแผล การสังเคราะห์คอลลาเจน เป็นต้น



เกล็ดเลือด(PRP) ซึ่งอุดมไปด้วย Growth Factor ได้ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์สาขาต่างๆมานานแล้ว เช่น สาขากระดูกและข้อ สาขาเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อใช้ในการรักษาการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน เป็นต้น โดย PRP จะไปกระตุ้นและเร่งให้เกิดการซ่อมแซมของเซลล์ที่ไม่สมบูรณ์ในส่วนที่บาดเจ็บ รวมถึงช่วยในการสร้างคอลลาเจนด้วย สำหรับการใช้PRPในด้านเสริมความงามนั้น บางครั้งมีการเรียกว่า PRT(Platelet Rich Therapy)เป็นเทรนด์ที่มาจากทางยุโรปและอเมริกาซึ่งได้มีการประยุกต์ด้วยการฉีดเข้าผิวหน้า ตามแนวคิดที่ว่า เมื่อเกิดการกระตุ้นให้เซลล์ผิวมีการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวก็จะดูอ่อนวัยลง ชุ่มชื้นมีน้ำมีนวล เต่งตึงกระชับเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้น เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวหน้าจากปัญหาผิวต่างๆที่เกิดจากมลภาวะรอบตัวที่ทำร้ายผิวหรืออายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายก็จะน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาผิวต่างๆตามมา เช่น ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ เป็นต้น



ท้ายสุด คุณหมอทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ดี การทำทรีตเม้นท์ PRP ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เนื่องจากคนไข้แต่ละท่านก็จะมีโครงสร้างปัญหาที่แตกต่างกันไป การรักษาก็จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันด้วย



ถามเรืองความปลอดภัย คือ อันนี้เป็นเลือดของเราเอง และการนำวิทยการมารักษาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นผู้สนใจอาจต้องขอดู เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของคลินิก และ ใบประกอบวิชาชีพของแพทย์ ซึ่งถ้าเป็นคลินิกที่น่าเชื่อถือ จะวางโชว์ที่เคาท์เตอร์ด้านหน้าพร้อมระบุวันเวลาที่ได้รับเลย เท่านี้น่าจะสบายใจไปเปราะหนึ่ง



ถ้าเห็นบทความนี้ดี ช่วยกดไลค์เป็นกำลังใจที่เพจ FB : PRWOWWOW
ด้วยค่ะ ขอบน้ำใจค่ะ
ขอบคุณภาพจาก อินเทอร์เน็ต




 

Create Date : 23 มีนาคม 2559   
Last Update : 23 มีนาคม 2559 21:29:49 น.   
Counter : 415 Pageviews.  
space
space
ชุดเจ้าสาวเงินล้าน เริ่มต้นชุดละพัน
#บางคนอ่านข่าวเป็นข่าว# บางคนอ่านข่าวแล้วเห็นเป็นลายแทงขุมทรัพย์ทางธุรกิจ# อยากให้ทุกคนสวยรวยเฮง# ขยันจัดข่าว #ช่องทางสร้างอาชีพ # PRWOWWOW จัดหั้ย



จริงอยู่ที่ว่างาน “แต่ง” ไม่ได้มีหลายครั้ง แต่ครั้งเดียวของ “วิวาห์” นั้น ทั้งเจ้าบ่าว เจ้าสาว และเจ้าภาพ ล้วนอยากจัดเต็ม!! กระแสถ่ายพรีเว็ดดิ้งจึงลุกลามกลายเป็นวัฒนธรรมก่อนแต่งงาน โดยหนึ่งในไฮไลท์ที่จะเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์หนีไม่พ้น “ชุดเจ้าสาว” ที่สวมใส่ ทั้งถ่ายรูปพรีเว็ดดิ้งและภายในงาน โดยรวมๆ ที่ใช้ก็ประมาณ 6-10 ชุดเป็นอย่างต่ำๆ อยู่แล้ว



ดีมานด์ที่มีมากมายและในทางธุรกิจเรียกว่ามี “ปลาตัวใหม่”เกิดขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงนี้ ทำให้ พี่ลักษณ์-ภูมิรัตน์ เลิศวิศิษฏ์ชัย ผู้จัด-นักปั้นนางงามมือทอง เจ้าของลิขสิทธิ์ประกวดเวทีนางงาม ส่งสาวไทยไปประกวดเมืองนอกและคว้ารางวัลมามากมาย เอ่ยชื่อไม่หมด (นางว่าอย่างนั้น!!) เกิดแนวความคิดที่อยากจะทำ “ชุดเจ้าสาว” ขึ้นมาซัพพอร์ทตรงนี้



เพราะแต่เดิมไม่มีใครทำ ต้องนำเข้าชุดจากจีนและไต้หวัน ไม่สะดวกและบางชุดก็ไม่ต้องตา ต้องใจ ว่าที่เจ้าสาวของไทย ซึ่งก็ข้อจำกัดทั้งแฟชั่น รูปร่าง สเป๊คและรสนิยมที่แตกต่างกันไป อาศัยกับที่ตัวเองอยู่เบื้องหลังการทำชุดราตรีสวยเจิดให้สาวๆ ในสังกัด ใส่ขึ้นเวที ประกวดประขันมาแล้วมากมาย ฉะนั้นเรื่องทำชุด “กรุยกราย-อลังการณ์” “เรียบง่าย-ไฮคลาส” “เซ็กซี่-ขยี้ใจผู้พบเห็น” หรือกระทั่ง “ฟูฟ่อง-มองตะลึง” อยู่ในสายเลือด บวกกับทีมหน้า,ผม แสงสีเสียง ก็รู้จัก ยกมือไหว้กันเป็นแถบ มิใยจะรอช้า จึงเปิดร้าน Bride Wholesale ขายส่ง ชุดวิวาห์ ชุดเจ้าสาว ขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองไทย ที่เน้นจำหน่ายชุดเจ้าสาวและอุปกรณ์,แอคเซสเซอรี่ต่างๆ อย่างครบวงจร เลือกพื้นที่ชั้น 4 วอเตอร์เกท ประตูน้ำ ตียาวไปทั้งหมดเกือบครึ่งฟลอร์เป็นฐานทัพ ให้เหล่าเว็ดดิ้งทั่วประเทศได้มาเลือกสรรชุดสวย สนนราคา เจ้าของเล่นแบบกันเอง บอกนโยบาย “พี่ขายแพงแล้วไม่สบายใจ” เริ่มต้นแค่ชุดละ 1,000 บาทเท่านั้น เปิดไม่นานคนแน่ ถึงปัจจุบันเพื่อนบ้าน พม่า,ลาว, มาเลเซีย ยังต้องมาช็อปฯ



“เรื่องครีเอทชุดเจ้าสาว กะเทยไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” พี่ลักษณ์ ที่เหล่านางงามหลายคนเรียกขานกันว่า “คุณแม่” เนื่องจากเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์จัดประกวดเวทีนางงามในเมืองไทยและต่างแดนหลากหลายเวที บอกถึงจุดเด่นของร้าน ซึ่งจะว่าไปก็กลายเป็นจุดแข็งคือ “พี่เกิดมาจากแวดวงนางงาม ใจรักล้วนๆ ไม่ได้จบทางด้านนี้มาหรอกนะ จบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แต่สมัยเรียน เห็นเพื่อนสวยก็แนะนำว่าเธอไปประกวดโน่นนี่นั่น มีมากมายหลายเวที แต่ก่อนก็ทำคนเดียวหมด หน้าผม รวมถึงชุด ชุดนี้บอกเลยเป็นไม้ตายของพี่ ลองถ้านางงามได้เดินชุดราตรี กินขาด เพราะเรารู้ เราชอบ เราศึกษาไง ว่าชุดราตรีแบบไหนที่ส่งเสริมให้ตัวนางงามมีความโดดเด่น ทั้งเฉดสี ลวดลายของผ้า ความหนา ความบาง รูปแบบของชุด ไม่ใช่ทุกคนทีใส่ทุกชุดสวย มันจะมีที่เหมาะมากๆ พวกนี้บอกไม่ได้ แล้วแต่ประสบการณ์”



“เกิดจากนางงาม เกิดจากชุดนี้แหล่ะ ส่งนางงามไม่กี่เวที ก็มีคนสนับสนุน เชียร์ให้เป็นผู้จัด สมัยก่อนเวลามีงานฉลอง, งานครบรอบ งานประจำปี ไล่ไปตั้งแต่ อบต. อบจ. จังหวัด หน่วยงาน องค์กร เล็กใหญ่ ล้วนชอบของสวย ของงา ให้มีเวทีนางงามไปประกวด จนเขาเรียกเป็นยุคนางงามเดินสาย ซึ่งผู้จัด พี่เลี้ยงนางงาม ก็เดินสายเหมือนกันนะ (หัวเราะ) ระหว่างทำก็คิดว่า จัดประกวดไปแบบนี้ ก็มีแต่คนไทยที่ได้เห็นว่าสาวไทยสวยสง่า เวลาจับแต่งหน้า ทำผม จัดแสงไฟบนเวที นี่สวยราวกับคนละคน ที่เด็ดสุด ถ้าได้ชุดที่ส่งเสริมกับตัวเอง ยิ่งกินขาด เห็นอยู่นาน ก็เลยทนไม่ไหว จัดในประเทศแล้วก็เท่านั้น อยากเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ส่งสาวไทยไปประกวดในเวทีอื่นๆ ด้วย ก็บินไปเจรจา แล้วก็ได้มาหลายเวที ของแบบนี้ปากต่อปาก ผลงานต่อผลงาน อย่างเวทีที่ผ่านมา ก็คือ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ที่ญี่ปุ่น, มิสแกรนด์ ทัวริสซึ่ม ฯลฯ



กว่าสามสิบปีที่คร่ำหวอดบนถนนสายนี้ กอปรกับความเป็นคนที่ “แอ๊คทีฟ” ตลอดเวลา และหมั่นท่องเที่ยวเปิดโลกกว้างเสมอๆ เจ้าตัวไป “สะดุดตา” ไม่ใช่สิ ถ้าเรียกให้ถูกต้องไป “สะดุดราคา” กับชุดเจ้าสาวสวยงาม ฟูฟ่อง ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไป คงมองเป็นชุดอลังการณ์ ทั้งเลื่อมลาย รูปแบบการตัดเย็บ จับจีบ ทำฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้ง อลังการณ์ สนนราคาก็หลักหมื่น ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลในตอนนั้น แต่ทว่า “สายตาเพชร” ของขุ่นพี่ลักษณ์ มองอย่างมืออาชีพ ถอดแบบ ถอดชิ้นส่วน และประมวลราคาในเบื้องต้น รวมไปถึงสแกนชุดอื่นๆ ที่สนนราคาหลักหมื่นไม่ต่างกัน พลันใจก็เสียววาบ อุยตะ ทำไมราคาถึงสูงนัก ขนาดชุดราตรี หางปลา เลื่อมระยับ กรุยกราย อลังการณ์ ตัดเย็บด้วยทักษะยากแค่ไหน ที่ผ่านมาเราก็ทำได้ไม่ถึงหลักพัน แล้วทำไม “ชุดราตรี-ชุดเจ้าสาว” สมองคิดกลับไปมา หลักการทำไม่น่าแตกต่างกัน เท่าที่เห็นอาจทำง่ายกว่าด้วยซ้ำ! เลยเป็นที่มาของการแตกไลน์ ทำชุดเจ้าสาว และเจ้าตัวคิดในทันที ในเมื่อ “ช่องว่างการตลาด” บีบบังคับให้เราควรขายถูก ระบบธุรกิจก็ต้องตอบรับว่า “คุณต้องทำจำนวนมาก” ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา มี “กองทัพน้องรัก” ทั้งออกแบบ, ตัดเย็บ ฯลฯ พร้อม ใช้เวลาไม่นาน แค่ชั่วข้ามคืน ประสาคนคิดเร็วทำเร็ว พี่ลักษณ์ก็เปิดร้าน Bride Wholesale ขายส่ง ชุดวิวาห์ ชุดเจ้าสาว ขึ้นมาในทันที ขายดีจนห้างใหญ่ๆ ต้องมาเชิญไปพำนัก มอบพื้นที่ให้เปิดร้านใหญ่ สมฐานะ!!



“เปิดครั้งแรกก็ติดเลย เป็นคนทำอะไรไม่เคยลำบาก ทุกอย่างผ่านฉลุย สมัยตั้งแต่เป็นผู้จัดนางงาม ทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง หรือน้องๆ เอ็นดู พอบอกว่าเราจะทำ ทุกคนก็เชียร์ เปิดร้านก็มาอุดหนุนกันเนืองแน่น ช่วยกันบอกต่อ แล้วเราก็เป็นคนที่ บอกตรงๆ นะ ชอบทำบุญเยอะ และขายของแพงไม่เป็น เอาเงินเขามามากแล้วไม่สบายใจ อันนี้พูดเลยไม่ได้แกล้ง ลูกค้ามาซื้อก็ติดใจ ตอนแรกแค่เห็นแบบ เห็นราคา เห็นร้าน เห็นทุกๆ อย่างรวมกันก็รู้สึกว่าแตกต่างแล้ว มีที่ไหน ชุดกรุยกราย หางปลา ใช้ลูกไม้ ปักเลื่อมขนาดนี้ แต่ราคา 1,000 บาท ชุดเจ้าสาวนะคะ คือร้านเราขายราคาส่ง ราคาต้องติดชัดเจน ถ้าซื้อปลีกก็เพิ่มมาหน่อย ทาร์เก็ตคือเว็ดดิ้ง เจ้าสาวตัวจริงคือทาร์เก็ตรองๆลงมา ส่วนใหญ่มาดูไอเดีย แล้วก็สั่งเราตัด เพราะเราทำได้ถูก ให้คำปรึกษาเขาได้ ว่าชุดแบบไหน แบบไหนเหมาะ ข้อจำกัดมันเยอะนะ ไม่ใช่แค่รูปร่าง รสนิยม หลังๆ สถานที่ เวลา ก็มีส่วน ฉะนั้นคำตอบของเจ้าสาวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความที่เราทำเยอะ รู้มาก ใจรัก ชุดเจ้าสาวของพี่บอกได้เลยว่าครอบคลุมทุกความต้องการ สวยงามเก็บเนี๊ยบ และที่สำคัญ เปิดราคามานี้ รักเลย เรียกคุณแม่กันเป็นทิวแถว บอกตรงๆว่าบางชุดล้ำกว่าแม๊คกาซีนเมืองนอกอีกนะ ไม่เคยเห็นที่ไหน มาเห็นที่ร้าน ปลื้มใจมาก”



“ตอนนี้ร้านมีเป็นพันชุด เฉพาะแบบก็หมื่นกว่าแบบ ไม่นับรวมแอ๊คเซสเซอรี่ ที่ดีไซน์เพิ่มมาอีก เพื่อเพิ่มจุดเด่น กลบจุดเด่น และบางชุดแค่เสริมพวกนี้เข้าไปก็เหมือนได้ชุดใหม่แล้ว คือมันเยอะมาก เราทำงานแต่งงานให้เป็นเรื่องสนุก คุณจะใส่กี่ชุดก็ใส่ไป แค่ไม่กี่พัน สมัยนี้แค่ชุดแบรนด์เนมชุดเดียวก็หลักหมื่นแล้ว นี่ชุดเจ้าสาวนะจ๊ะ มาทำแบบนี้ พี่ดีใจอยู่อีกอย่างคือทำให้คนที่กำลังจะมีความสุข ซึ่งก็คือคนที่กำลังจะแต่งงาน ดีใจ ไม่ต้องปวดหัวเรื่องค่าใช้จ่าย และไม่ต้องกังวลว่าชุดเจ้าสาวถูกๆ จะไม่สวย เพราะวัสดุ พูดเลย ไม่ต้องหลังไมค์ จะเนื้อผ้า เลื่อม ลูกไม้ ไม่ต่างกัน ออกมาจากพับเดียวกัน โรงงานเดียวกัน แต่ที่พี่ทำได้ถูก เพราะพี่ทำนาน รู้จักแหล่ง และเป็นคนอย่างที่บอก ขายแพงแล้วไม่สบายใจ”
อีกสิ่งที่การันตีความใจบุญ ใจกุศล เสียงจากรอบข้างจะพูดเลยว่าพี่ลักษณใจบุญหนักมาก ทำบุญ ทำทาน โดยเฉพาะให้อาหารสุนัขจรจัดและแมวก็ครั้งละสี่ห้าหมื่น ทุกเดือน นอกจากนั้นก็ชอบบริจาคอุปกรณ์การศึกษาด้วย โดยที่เจ้าตัวบอกว่า “บุญทำไปเถอะ แล้วจะดี ไปไหน ทำอะไรก็สะดวกโยธิน และไม่ติดขัดอะไรเลย เชื่อว่าที่มาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะเป็นคนใจบุญด้วย”


ปัจจุบัน ร้าน Bride Wholesale ขายส่ง ชุดวิวาห์ ชุดเจ้าสาว อยู่ที่ชั้น 4 วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน โทรศัพท์ 092 254 5343, 081 3040445 เฟสบุ๊ค //www.bridewholesale.com, facebook.com/ bridewholesale ซึ่งแม้จะมีทีมงานเหลือล้น แต่พี่ลักษณ์ก็เข้าร้านไปดู “ชุดเจ้าสาว” ฝีมือตัวเองทุกวัน อีกอย่างที่เจ้าตัวภูมิใจคือ “หุ่นดำ” ซึ่งเกิดจากการเบื่อหน่าย หุ่นผู้หญิงสีขาว สีเนื้อ ดูแล้วน่ากลัว อารมณ์เหมือนโดนสิง เจ้าตัวก็เลยครีเอทหุ่นดำ มาใช้กับชุดเจ้าสาวสีขาวสง่า ตัดกันฉุ้งฉิ้ง พร้อมลีลาที่ครีเอทท่าโพสต์เอง แล้วสั่งโรงงานทำ ชอบเองไม่เท่าไหร่ เหล่าลูกค้าเว็ดดิ้งทั่วประเทศเห็นแล้ว อึ้ง ตะลึง ซื้อที่ไหน พี่ลักษณ์มองสั่งทำ ตอนนี้เลยขายหุ่นดำได้อีกทาง ยังความปลาบปลื้มให้กับเจ้าตัวมาก ถามก้าวต่อไป เจ้าตัวบอกทำวันนี้ให้ดีที่สุด เวลาที่ขับเคลื่อนไป จะพาให้เราก้าวไปข้างหน้าเอง ทุกวันนี้มีความสุขที่ของขายได้ มีกำไรเลี้ยงลูกน้อง ทั้งโรงงานที่จีน และไทย ชุดเจ้าสาวนอกจากขายหน้าร้านแล้ว ในเฟสบุ๊คก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งซึ่งมีออร์เดอร์เข้ามากระหน่ำกระนั้นอีกสิ่งที่อัศจรรย์คือ “ลูกค้าใหม่พี่ไม่รับนะ ส่งแต่ลูกค้าเก่าก็ไม่ทันแล้ว”


อะนะ รักไม่มีวันตาย คนแต่งงานกันเรื่อยๆ ขุ่นพี่คงทำงานจนมือหงิกเป็นแน่ แต่ว่ารับเงิน ขอให้แบนะจ๊ะ!!!



*** เช่นเคย TIP&TRICK ทำอะไรที่รักที่ชอบ จะได้มีความสุขทุกวัน
เมื่อรักและชอบอะไร ให้ตั้งใจ ฝึกฝน ทำจนมีทักษะดีเลิศกับสิ่งนั้น
ทำของถูกไม่ต้องกลัวขายไม่ได้ อย่าไปกลัวใครเขาว่าตัดราคา เพราะมันกำลังเอาเปรียบผู้บริโภค อย่าไปร่วมโครงการหรือเข้าแวดวง
ขายส่งรวยกว่าขายปลีก รับทีรับเป็นปึก ลูกค้างบหนา แม้เรื่องมาก สีก็ทนได้
ขายของให้ถูกทำเล เจ๊แกขายส่งก็ดั้นด้นปักหลักที่ประตูน้ำ
ทำอะไรให้เป็นเลิศในอาชีพ อยู่ในตรอกเขาก็ตามมาเอง อันนี้ขุ่พนี่เขาได้ Offer ทำเลเปิดร้านเชียว

ถูกใจสำหรับข้อมูล ชวนกดไลค์เป็นกำลังใจ ที่เพจ FB : PRWOWWOW กันด้วยนะฮ๊า



มิสโคลัมเบีย เพลียหัวจัยยยย รายงาน




 

Create Date : 23 มีนาคม 2559   
Last Update : 23 มีนาคม 2559 20:40:37 น.   
Counter : 667 Pageviews.  
space
space
แนวทางการสร้าง SQ ให้เจ้าตัวน้อย
โลกมอบมรดกให้กับเราคือ ทรัพยากรธรรมชาติ แต่สำหรับเรามรดกที่จะทิ้งไว้กับโลก นอกจากคุณงามความดีแล้ว อีกอย่างก็คือ ทรัพยากรบุคคล ซึ่งจะว่าไปทุกบ้านก็ล้วนอยากเลี้ยงลูกหลานให้มีคุณภาพเต็มเปี่ยม



ก่อนหน้านี้เรารู้จัก ความฉลาดที่เกิดจากพัฒนาด้านสมอง (IQ) และ ความของการอารมณ์ (EQ) แต่ยุคนี้มีการศึกษาที่เชื่อถือได้ล่าสุดว่าทั้งสองอย่าง อาจไม่เพียงพอกับคนรุ่นใหม่ซะแล้ว!!! เพราะหากลูกหลานของเรา ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ดี จะมีประโยชน์อะไรถ้าเขาประสบความสำเร็จ
เข้าทำนอง “นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน” “มีทุกอย่าง แต่ไม่มีใคร” (อันนี้เราคิดเอง แรงบันดาลใจจากคนรอบข้างที่ไม่น่าคบ อิอิ)



ข้อมูลของสถาบันเทคโนโลยีคาร์เนกี้ ในการติดตามสถิติของคนที่มี IQ ดี มีการฝึกอบรมทางด้านสมอง รวมทั้งมีทักษะความสามารถในการทำงานดีพบว่า คุณสมบัติดังกล่าวทำให้คนประสบความสำเร็จเพียง 15% เท่านั้น แต่อีก 85% มาจากปัจจัยด้านบุคลิกภาพ และการปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือที่เรียกว่า การพัฒนาทักษะความฉลาดทางสังคมที่ดี (Social Quotient: SQ) ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหม่ที่เหล่าคนรักลูก รักหลาน ทุกคน ต้องศึกษาให้จงหนัก



อย่าเพิ่งเหนื่อย เพิ่งล้า ว่าการจะปั้นเด็กสักคนหนึ่ง ทำไมต้องใส่อะไรไปเยอะแยะมากมาย คิดง่ายๆว่า เพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง อาหารยังต้องทานให้ครบ 5 หมู่เลย เลี้ยงตัวยุ่งยาก เยอะอย่าง ฉันใด เลี้ยงหัวใจ ก็ฉันนั้น!!!



นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์
วชิรพยาบาล เผยว่า “ปัจจุบันแนวคิดในการให้ความสำคัญกับความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) อารมณ์ (EQ) ถูกลดทอนลงจากความคาดหวังของพ่อแม่ยุคใหม่ไปแล้ว เมื่อมีผลวิจัยล่าสุดที่ระบุว่า กว่า 96% ของพ่อแม่ในยุคนี้หันมาให้ความสำคัญกับการอยู่รอดในสังคมอย่างมีความสุขของลูกมากกว่าการสร้างอัจฉริยภาพทางสติปัญญาและอารมณ์ให้กับลูก นั่นหมายความว่า พ่อแม่อยากให้ลูกมีสุขภาพจิตดี มีน้ำใจ ไม่ก้าวร้าว สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ ความฉลาดทางสังคม (Social Quotient: SQ) ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สนับสนุนให้ลูกน้อยประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่มีความสุข โดยพ่อแม่สามารถพัฒนาทักษะนี้ได้ตั้งแต่ลูกเกิด”



การเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ได้คิดและทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสังคม โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันและแสดงความรักเพื่อทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น เป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่มั่นคง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาด้านสังคม โดยการทำกิจกรรมและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเสริมสร้าง SQ นี้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข”



“นอกจากการเสริมสร้างพื้นฐานร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการเลือกโภชนาการที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยแล้ว การดื่มนมที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่าง แอล แรมโนซัส (L-RHAMNOSUS) ที่มีผลวิจัยมากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งและได้รับการยอมรับ ทางการแพทย์ว่า โดดเด่นด้วย 3 พลังการปกป้องในการช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจที่จะให้เขาออกไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกกว้าง เพื่อเรียนรู้การปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง พัฒนาความฉลาดทางสังคม พร้อมสู่การเป็นผู้นำตัวน้อย หัวใจยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด”


การฝึกฝนให้ลูกมี SQ (หรือบางที อาจเรียกว่า SI (Social Intelligence) ซึ่งความหมายเหมือนกัน) ต้องสอนอย่างรู้เขา รู้เรา และ 3 สิ่งต้องสร้าง คือ ต้องมีคุณธรรม, ต้องคิดได้, ต้องสื่อสารเป็น สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้ในการสร้างให้ลูกมี SQ คือ เข้าใจ, รับฟัง, ยืดหยุ่น, เท่าทัน, หนักแน่น, สม่ำเสมอ, อดทน ด้านกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก คือ พวกเขาเรียนรู้จากการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ รอบตัว, เรียนรู้จาการตอบสนองของผู้คนรอบข้าง, จากสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติ และสุดท้าย ผู้ปกครองและญาติทุกคนคือต้นแบบ เพราะเขาเรียนรู้จากแบบอย่างรอบตัวเป็นหลัก



การสร้าง SQ ให้กับลูก แบ่งเป็น ตั้งแต่แรกเกิด-1 ปี ว่ากันว่าพ่อแม่ที่มี SQ ดีย่อมส่งเสริมให้ลูกมี SQ ดีตามมาได้ไม่ยาก เด็กๆ จะมีพ่อแม่และคนรอบข้างเป็นต้นแบบ!! ฉะนั้นต้องทบทวนตัวเองว่าอยากให้ลูกเติบโตไปในทิศทางไหน แล้วทำแบบนั้น!! สำหรับเด็กช่วงนี้ มีความสามารถในการแยกแยะตนเองออกจากพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด สังเกตได้ปลายขวบปีแรก เขาจะไม่ฟัง อะไรบอกให้ ทำ จะไม่ทำ และอะไรบอกไม่ให้ทำ ค่อยๆ ฝึกเขาอย่างช้าๆ และปลูกฝังวินัย เวลากินและนอนให้เป็นเวลา ช่วงนี้เด็กจะจำชื่อตัวเองและสื่อสารทางภาษากายง่ายๆ เอา ไม่เอา ชอบ ไม่ชอบ ผู้ปกครองจะเสริมพื้นฐานให้เขาโดยให้รู้จักการแบ่งปันหยิบยื่นขนมหรือของเล่นให้กับผู้อื่นก่อน


สร้าง SQ วัยเตาะแตะ 1-3 ปี หมั่นพูดคุย ต่อยอด สร้างพัฒนาการความรู้และความจำ อาจมีตัวช่วยคือนิทาน เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม ให้เด็กมี Self-Esteem อย่าง กินข้าว กินน้ำ หยิบโน่นนี่ด้วยตัวเอง เปิดโอกาสให้เขาเล่นกับคนที่ไม่คุ้น เด็กวัยเดียวกัน ถ้าทะเลาะกัน ไม่ต้องไปเร่งสอน ค่อยๆ บอก ค่อยๆ ให้เขาคุ้นเคย เราแค่ใกล้ชิด ชี้ชวน ชี้แนะ สร้างปฏิสัมพันธ์ ให้เป็นแบบอย่าง



สร้าง SQ ลูกวัยก่อนเรียน 3-5 ปี วัยเผชิญโลกและสังคมที่โรงเรียน วัยนี้พร้อมมากขึ้นต่อการส่งเสริมด้านคุณธรรมผ่านการควบคุมตนเอง ตามกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติ หากมีการ์ตูน ดูด้วยกัน และพยายามสอดแทรกวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมตามบรรทัดฐานของครอบครัวและสังคม ช่วงนี้ความฉลาดในทุกๆ ด้านจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน จึงหมั่นดูแลอบรมเขาให้หนัก และอยากให้เขาเห็นมุมมองอย่างรูปธรรม แนะให้ลูกได้ฝึกคิดผ่านการเล่น อาจเป็นการจำลองสถานการณ์ง่ายๆ แล้วสอบถามความเห็น ข้อนี้อย่ากลัวว่าจะชวนลูก “มโน” ไปหรือเปล่า เพราะคุณหมอบอกว่ามีประโยชน์มากๆ ฝึกให้เขาคิดจากหลายมุม ได้มุมมอง นำมาสู่การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ที่อยู่คนละฝั่งกับเรา และสุดท้ายถ้าลูกทำถูก อย่าลืมสนับสนุน เป็นแรงเสริม ให้กำลังใจ



หลักการสื่อสารเพื่อสร้าง SQ สำคัญว่าควรพูดความจริง ต้องให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ รับมือกับความคับข้องใจที่เกิดขึ้น เข้าใจถึงความจำเป็น (อันนี้เป็นเหตุการณ์จริง ตอนที่ผู้ปกครองหลายท่าน จำต้องโกหกเด็ก ที่เห็นกันตามคลินิก หลอกว่าไม่ฉีดยา สุดท้ายเด็กร้องจ้าทุกทีเวลาเห็นเข็ม ที่สุดก็จะกลัว ไม่เชื่อถือผู้ปกครอง และงอแง)



ฉะนั้นเราควรสื่อสารกับลูกอย่างตรงไปตรงมา และมีประสิทธิภาพ ทีนี้คำถามถือทำอย่างไร จะขอสรุปง่ายๆ ดังนี้ 1.ฟังเขาอย่างตั้งใจ อย่าด่วนตัดสิน จริงๆ เด็กอาจไม่มีเหตุผล แต่ฟังเพื่อให้รู้มุมมองของเขา จะได้รับมือกับปัญหาของเขาได้ถูก 2. ช่วยลูกเข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเอง เพื่อการจัดการกับอารมณ์ และแก้กับข้อกังขา ที่เป็นอุปสรรค และปัญหาของตัวเองได้ในอนาคต 3.ใช้จินตนาการช่วยลูก ข้อนี้ไม่น่าแปลกใจ ทำไมเด็กๆ ถึงหลงใหลโลกการ์ตูน เพราะเด็กมีจินตนาการ และโลกของเขาสวยงาม ใช่ว่าโลกแห่งความจริงโหดร้าย และโลกของความสวยงามไร้เหตุผล ผู้ปกครองต้องรู้จักอนุมาน เล่าทั้งสองอย่างออกมาเป็นข้อคิดให้เด็กเข้าใจ 4.สะท้อนพฤติกรรมเท่าที่เห็น ข้อนี้สำคัญ มีตัวอย่างอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีเหตุการณ์จริงด้วย เป็นความสมดุลที่จะไม่ทำร้ายเขา ให้เข้าข้างตัวเองในอนาคต จากการคิดเอาเอง เด็กต้องรู้จักแยกความจริงกับความฝัน ตัวเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้เขาอยู่กับความเป็นจริงได้



ที่เหลือเป็นรายละเอียด ขออนุญาตสรุปเป็นคำๆ คือ เมื่อต้องการสอนอะไร บอกลูกให้ชัดเจน เอาสั้นๆ แต่มีความหมาย, บอกความรู้สึกของตัวเองให้ลูกรู้ (ฝึกให้เขามีเหตุผล เพราะเวลาสอน เรามักมีข้อคิดประกอบ), ฝึกให้เขาเขียนบันทึก (ฝึกให้รู้จักเรียบเรียงความคิด), บอกพฤติกรรมที่ต้องการ และเหตุผลของพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ (เพื่อความเข้าใจของลูก), ชื่นชมในความพยายามของลูก,ฝึกให้ลูกค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง (ทุกบริบทของการค้นคว้า เขาจะได้ข้อมูลจากการอ่าน และทักษะในการถามจากแหล่งข่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอาวุโสกว่า), ให้เขาได้รับผลการกระทำของเขาเอง (เด็กจะได้เรียนรู้ ** ปล่อยซะตั้งแต่เด็ก ขณะที่ความผิดยังเล็ก ดีกว่าหลายบ้านที่ปล่อยจนรู้ตัว ทำความผิดใหญ่ ขั้นอาญา อันนี้สังคมไม่ให้อภัย เป็นเรื่องใหญ่มากๆ) , ระดมสมอง ช่วยกันคิด และหมั่นพูดสร้างกำลังใจ (จุดนี้นำไปสู่ ทัศนคติที่ดี)



เป็นอย่างไรบ้าง การเสริม SQ จริงๆ แล้ว ไม่ยากเลย สุดท้ายกับคำถามหากต้องชั่งน้ำหนัก SQ IQ และ EQ อะไรสำคัญกว่ากัน??? สัดส่วนเท่าไหร่ ลูกเราถึงจะประสบความสำเร็จ และมีความสุข เป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้างและเป็นที่รักด้วย แม้จะเป็นคำถามที่ดี แต่ตรงนี้ไม่มีใครกล้าชี้ชัด เอาเป็นว่า
ให้อาหารกายแล้ว
ให้อาหารสมองแล้ว
ให้อาหารอารมณ์ เพื่อลูกน้อยจะได้แข็งแรง พร้อมทุกด้าน เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของสังคม ไปอีกสักอย่างก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไร ขนาด วิตามิน ยังต้องกินหลากหลายประเภทเลย
ว่ากันว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คือ การลงทุนกับลูก เราจะได้กำไรมหาศาลของชีวิต



ขอบคุณข้อมูลและผู้จัดงาน “แคมป์ผู้นำตัวน้อย หัวใจยิ่งใหญ่” โดยผลิตภัณฑ์ นมผงตราหมี แอดวานซ์ โพรเท็กซ์ชัน สูตร 3 บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
หนังสือ Social Intelligence ปฏิบัติการสร้างทักษะสังคมให้เด็กเก่ง




 

Create Date : 21 มีนาคม 2559   
Last Update : 21 มีนาคม 2559 11:08:45 น.   
Counter : 871 Pageviews.  
space
space
ย้อนรอยที่มา โปโลช้าง Elephant Polo หนึ่งเดียวในโลก
จากกีฬาที่เร็วที่สุด กลายเป็นกีฬายุรยาท แสนจะเชื่องช้าแต่ทว่ามั่นคง ลีลาองคาพยพ หนักแน่น สง่างาม อีกทั้งยังเป็นเกมกีฬาที่สะท้อนถึง สติปัญญา ความเอาใจใส่ การวางกลยุทธ์ รวมไปถึงพละกำลังและน้ำจิตน้ำใจของผู้ร่วมทีม ที่กล่างถึงนี่คือ กีฬาโปโลช้าง ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองไทยเป็นแห่งแรก และจากข้อมูล ณ ตอนนี้น่าจะเป็นแห่งเดียว



น่าสนใจขนาดนี้ เลยอยากพาทุกคนไปเที่ยวชมงาน “2016 King’s Cup Elephant Polo” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งคณะผู้จัดงานเผยว่า ช้างเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย การแข่งขันโปโลช้างจึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเคารพ และเงินรายได้ที่ระดมจากการแข่งขันทั้งหมดได้ถูกนำไปช่วยเหลือให้ช้างเหล่านี้เพื่อคุณภาพการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น การรักษาพยาบาลที่เหมาะสม รวมทั้งการฝึกอบรมและการจ้างงานควาญช้างอีกด้วย



การแข่งขันคำนึงถึง สุขภาพและสวัสดิภาพของช้างเป็นสำคัญ ตามมาตรฐานของสมาคมโปโลช้างโลก (T.E.P.A) โดยการกระทำทารุณแก่ช้างเป็นความผิดร้ายแรงที่สุด ห้ามช้างล้มตัวนอนขวางประตู หากผิดกติกาฝ่ายตรงข้ามจะได้ตีลูกโทษ ณ จุดครึ่งวงกลมหน้าประตู, ห้ามช้างใช้งวงหยิบลูกบอลขึ้นมาในขณะการแข่งขัน หากผิดกติกาฝ่ายตรงข้ามจะได้ตีลูก ณ จุดที่ทำผิดกติกา และอีกฝ่ายจะต้องถอยห่างจากจุดตีลูกออกไป 15 เมตร, ช้างในแต่ละทีมจะถูกสุ่มเลือกจากฝูงช้าง โดยจะดูความสูงและความเร็วของช้างให้ใกล้เคียงกันเพื่อความยุติธรรม หลังจากเลือกช้างได้แล้ว จะทำสัญลักษณ์ตัวอักษณ A, B, C, D, E, F บนช้างแต่ละตัว, หลังจบแต่ละเกม ช้างจะได้รับอาหาร อาทิ อ้อย หรือฟางข้าว และวิตามิน (กากน้ำตาลผสมเกลือ) ซึ่งงานนี้ เปรมช้างมาก เพราะกินได้เต็มที่ ไม่ต้องรอการบริจาค รู้หรือไม่ว่าช้างที่โตเต็มที่ สามารถกินกล้วยได้ถึงวันละ 240 กิโลกรัม (การซื้ออ้อย กล้วย ให้ถุงละ 20 บาท คือน้อยไปเลย พีช้างไม่ระคายกระเพาะ)



ภาพกีฬาในลักษณะโปโล มีมานานในเมืองไทย เห็นได้จากภาพวาดตามพระอุโบสถ



โดยเชื่อว่า “โปโล” คล้ายกับกีฬา “ตีคลี” ของชาติไทย ก่อนจะหลอมรวมและดัดแปลงมาเป็นโปโลช้าง ซึงเราเชื่อว่าเป็นแห่งแรก





ย้อนกลับก่อนจะมาเป็น “โปโลช้าง” เป็นกีฬา “โปโลม้า” ในบันทึกประวัติศาสตร์ เริ่มเมื่อ 2600 ปีก่อน ที่อาณาจักรเปอร์เซีย เริ่มแรกใช้ลูกบอลจากหนังสัตว์ ต่อมาเผ่ามองโกลเรืองอำนาจ รุกรานอาณาจักรต่างๆ และด้วยความที่เป็นชาติที่ขี่ม้าเก่ง จึงได้รับกีฬาชนิดนี้ไว้ ว่ากันว่าเล่นกันอย่างโหดร้าย เพราะใช้ “หัวของนักโทษเชลยศึก” เป็นลูกบอลแทน สำหรับประเทศไทย เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 7 สันนิษฐานทหารจากอังกฤษ นำมาเล่นถวาย และกลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ ที่ตั้งรกรากในเมืองไทย และเจ้านายชั้นสูง ต่อมากลายเป็นกีฬาเฉพาะ เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะการดูแลม้า ความแพงและยุ่งยาก ทำให้ค่อยๆ หมดความนิยมไป



โปโลเป็นกีฬาที่เร็วที่สุดในโลก ในบรรดากีฬาที่ใช้ลูกบอล ดังนั้นการแต่งกายของนักกีฬาจะต้องเน้นความคล่องตัวควบคู่ไปกับความปลอดภัย เสื้อขี่ม้าโปโลจะเน้นความสบายเวลาสวมใส่ ส่วนกางเกงจะใช้สีขาวเป็นหลักรองเท้าบู้ท สำหรับขี่ม้า ก็จะเน้นเป็นสีน้ำตาล ส่วนถุงมือจะใส่หรือไม่ก็ได้ และจะต้องสวมสนับเข่าและหมวกกันน๊อค สำหรับโปโลเสมอ เพื่อความปลอดภัย นอกจากนั้นอาจจะสวมแว่นกันลมด้วยก็ได้
ส่วนการนับแต้มนั้น เมื่อลูกเข้าประตูอย่างถูกกติกา ก็จะนับทีละ 1 แต้ม สังเกตุได้ง่ายๆ ว่า ทุกครั้งที่ลูกเข้าประตูอย่างถูกต้อง ผู้กำกับเส้นจะยกธงขึ้นโบกไปมา แต่หากไม่เข้า ก็จะชี้ธงลงพื้นด้านที่ลูกออกจากสนามเพื่อให้ตั้งลูกเริ่มเล่นใหม่ ซึ่งกรรมการในสนามจะมี 2 ท่าน และจะมีกรรมการอีก 1 ท่าน ทำหน้าที่ชี้ขาดในกรณีที่กรรมการในสนามทั้ง 2 ท่าน มีความเห็นที่แตกต่างกัน
และเป็นประเพณีของการแข่งขันโปโลอีกอย่างหนึ่งคือ ในระหว่างพักครึ่งของการแข่งขัน ผู้เข้าชมจะมีโอกาสได้ลงย่ำสนาม เพื่อเป็นการช่วยเกลี่ยดินที่ถูกขุดขึ้นมาจากการวิ่งของม้า(Divoting) และทำให้พื้นสนามเรียบขึ้น รวมทั้งการแข่งขันครึ่งหลังเป็นไปอย่างราบรี่น และถือเป็นธรรมเนียมการพบปะ พูดคุยกันระหว่างผู้ชม หรือกับนักกีฬา และยืดเส้นยืดสายระหว่างการแข่งขันด้วย


สำหรับปัจจุบัน โปโลช้าง คิงส์คัพ (อังกฤษ: King's Cup Elephant Polo) เป็นการแข่งขันโปโลช้าง ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งโดยปกติแล้ว ในแต่ละแมตช์ จะเป็นการแข่งขันระหว่างสองทีม แต่ละทีมประกอบด้วยผู้เล่นห้าคนและช้างห้าเชือก ซึ่งไม่มีเงินรางวัล หากแต่ได้รับถ้วยคิงส์คัพที่ทำจากสำริด การแข่งขันโปโลช้าง คิงส์คัพ จัดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2544 ที่อำเภอหัวหิน ใช้ระยะเวลาในการแข่งขันครั้งดังกล่าวเพียง 2 วัน แต่ในภายหลังได้กลายมาเป็นรายการแข่งขันระดับสากลที่ได้รับความนิยมของประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2554 ได้มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่สำคัญ อาทิ พระราชวงศ์จากเยอรมนี, นักกีฬารักบี้ที่มีชื่อเสียงจากนิวซีแลนด์ ตลอดจนได้รับการตอบรับจากบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างชาติหลายราย ต่อมาโรงแรมอนันตราฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและเป็นอีกหนึ่งเกมกีฬาเชิงอนุรักษ์จึงจัดการแข่งขันโปโลช้างขึ้นทุกปี ในแต่ละปีก็จะหาสปอนเซอร์รายใหญ่ร่วมสนับสนุน



บริเวณด้านหน้าบูธ ให้ดูเป็นตัวอย่าง นักกีฬาจะมาถ่ายด้านหน้า เช่นที่เห็นเป็น ทีมแม่โขง ประกอบด้วย มร.ทิม โบมองต์, มร.แฟรงค์ คอน สแตนท์, มร.เดวิด ไวลด์ริดจ์, มร.วิลเลียม ไวลด์ริดจ์ และ มร.เดวิด แพทริดจ์ ฯลฯ



กติกา เหมือนฟุตซอลและฟุตบอล พยายามทำประตูฝ่ายตรงข้าม โดยผู้แข่งขันอยู่บนหลังช้าง และใช้ไม้โปโล (ยาวประมาณ 94 นิ้ว) บังคับทิศทางของลูก (มองผิวเผินเหมือนตีกอล์ฟ) ซึ่งการมูฟในแต่ละองศา ขวา ซ้าย หน้า หลัง นั้น ต้องสั่งการผ่านควานช้าง โดยความพิเศษของงาน ถึงท่อนนี้แล้ว อย่าเพิ่งคิดว่ากีฬาดังกล่าวเป็นการทนมานสัตว์นะฮะ เพราะข้อเท็จจริงคือ ช้างที่เข้าร่วมการแข่งขันจะฟังคำสั่งภาษาไทยจากควาญช้างเท่านั้น, เกมโปโลช้างครั้งแรกเล่นโดยใช้ลูกฟุตบอล แต่มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ลูกโปโลมาตรฐานทันทีหลังจากพบว่าช้างชอบเหยียบลูกฟุตบอล, ผู้เล่นบางคนฝึกซ้อมด้วยการนั่งอยู่บนรถจี๊ปที่เคลื่อนไปช้าๆ และใช้ไม้โปโลที่ใช้จริงในการแข่งขันโปโลบนหลังช้างตีลูกบอล บางคนก็ฝึกซ้อมในสระว่ายน้ำโดยการแกว่งไม้กอล์ฟผ่านน้ำด้วยมือข้างเดียวเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ข้อมือของพวกเขา, จะมีการป้อนอ้อยหรือก้อนข้าวที่อัดแน่นด้วยวิตามิน (กากน้ำตาลและเกลือ) ให้แก่ช้างหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง และจะเสิร์ฟเบียร์เย็น ๆ หรือเครื่องดื่มต่างๆให้กับคนบังคับช้าง ท้ายที่สุดรายได้ทั้งหมดก็เข้าโครงการอนุรักษ์ช้าง ช่วยเหลือช้างเร่ร่อนนั่นแหล่ะ





ควานช้างจากแคมป์ช้างในรีสอร์ทใหญ่ท่านหนึ่งเผยกับเราว่า การแข่งขันในแต่ละปี จะมีช้างเร่ร่อนกว่า 50 เชือก ได้ออกจากท้องถนนเพื่อมาร่วมในการแข่งขัน ระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรม ช้างทุกเชือกจะได้รับอาหารที่เหมาะสมและมีประโยชน์ ได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่ดีตามธรรมชาติ และยังเป็นโอกาสที่ช้างเหล่านี้จะได้รับการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี พร้อมรับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย (การใช้ชีวิตบนท้องถนนนับเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับช้าง ช้างเร่ร่อนต้องเดินผ่านย่านท่องเที่ยวที่แออัดและถนนที่วุ่นวายกว่า 10 ชั่วโมงในแต่ละคืน ถูกบังคับให้พักในตอนกลางวันบนพื้นที่สีแคบๆกลางเมืองอย่างไม่มีทางเลือก บ่อยครั้งที่ปราศจากร่มเงา หรือน้ำดื่ม โปรแกรมการแข่งขันโปโลช้างจึงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ช้างเหล่านี้ได้พักผ่อนและผ่อนคลายอย่างเต็มที่ในแบบพวกเค้าไม่เคยได้รับในชีวิตประจำวัน)



ประโยชน์ของกีฬาชนิดนี้ เราได้รับเกียรติจากนักกีฬาโปโลต่างชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนลงแข่งในนามทีมแม่โขง ให้รายละเอียด
มร.เดวิด ไวลด์ริดจ์ เป็นนักบินเก่าจากเมืองผู้ดีประเทศอังกฤษ ได้เริ่มเล่นกีฬาโปโลช้างมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2531 และได้ แนะนำให้ลูกชาย คือ มร.วิลเลียม ไวลด์ริดจ์ ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่ประเทศ ไอร์แลนด์ มาร่วมเล่นกีฬานี้ด้วย เพราะต้องใช้ทักษะมากมาย ทั้งกำลังและจิตวิทยา ในการสื่อสารควานช้างและช้าง และการเคลื่อนไหวที่ช้าและหนักแน่น ต่างกับสัตว์ชนิดอื่นเช่นม้า ช่วยให้ผมมีสมาธิ ไตร่ตรอง สังเกตรายละเอียดและมองเกมอย่างรอบคอบขึ้นด้วย และคิดว่านอกจากเมืองไทยแล้ว คงหาเล่นกีฬาแบบนี้ในประเทศอื่นๆ ไม่ได้ ส่วนตัวแล้วคิดว่าช้างไทยสุดยอดจริงๆ



ด้านเพื่อนร่วม ทีมอย่าง มร.เดวิด แพทริดจ์ อดีตนักบินจากสหรัฐอเมริกา เผยเคล็ดลับในการเล่นกีฬาโปโลช้างว่า “เป็นกีฬาที่ต้องมียุทธวิธีในการเล่น จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพราะต้องสื่อสารทั้ง กับช้าง ควาญช้างและเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ จึงเป็นกีฬาที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิและความสามัคคีให้กับ คนในทีมด้วย ส่วนตัวก็ฝึกสมาธิ มีอารมณ์ที่นิ่ง จากการเล่นโปโลช้าง ซึ่งเพื่อนๆ ที่ต่างประเทศ เห็นรูปผมแล้ว อยากมาเล่นตาม เพราะแปลกดี คือบ้านเราไม่มีสัตว์ที่ว่าง่ายแบบนี้ และที่สำคัญไม่มีควานช้างที่จะฝึกช้างให้อัจฉริยะได้ขนาดนี้ด้วย”



ด้าน มร.แฟรงค์ คอนสแตนท์ ผู้ที่หลงใหลในการเล่นกีฬาและธรรมชาติ กล่าวว่า “นอกจากความแปลกใหม่ ไม่เคยเห็นที่ไหนจัดแข่งกีฬาแบบนี้ ผมมองว่าการแข่งขันโปโลช้างชิงถ้วยพระราชทานครั้งนี้ ยังได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย นอกเหนือจากการออกกำลังกายแล้ว ยังได้เป็นการช่วยช้างเร่ร่อนบนท้องถนน ให้ได้มีโอกาสพักผ่อน ให้ได้ได้รับอาหารและการดูแลด้านสุขภาพที่เหมาะสมอีกด้วยครับ ดูสิ มันมหัศจรรย์มากนะ นี่คือช้างที่อัจฉริยะที่สุดเท่าที่พวกเราเห็นมาเลย”



เห็นมั๊ย ชาวต่างชาติยังเห็นดีงาม แล้วคนไทยอย่างเราล่ะ รออัลไล ร่วมภาคภูมิในกันเถอะ
สำหรับคนที่พลาดไป อยากเก็บภาพงานกีฦาเอกลักษณ์ไทยแบบนี้ ต้องรอ งานกีฬาโปโลช้าง King’s Cup Elephant Polo ในปีหน้า ซึ่งจะจัดราวๆ เดือน มีนาคม



และขอขอบคุณเป็นอย่างสูง ข้อมูล โปโลช้าง จาก วิกีพีเดีย, ข้อมูลงานจาก โรงแรมอนันตรา ริเวอรไซด์, ข้อมูลประวัติโปโล คุณเอ้ บล็อกจากโอเคเนชั่น
ส่วนเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบบทความและข่าวสารกิจกรรมดีๆ แบบนี้ สามารถติดตามได้ที่บล็อก “คนอวดฉลาดที่พลาดตลอด” รวมถึงเฟสบุ๊คชือ PRWOWWOW จะเป็นกำลังใจอย่างสูง




 

Create Date : 17 มีนาคม 2559   
Last Update : 20 มีนาคม 2559 16:38:10 น.   
Counter : 502 Pageviews.  
space
space
ระวังภัยร้ายทางสายตาที่มากับ “ไฮเทคโนโลยี”
ระวังภัยร้ายทางสายตาที่มากับ “ไฮเทคโนโลยี”



แรงบันดาลใจจากสายตาสั้นและเอียงของผู้เขียน ครั้นจะไปฟ้องร้องเอากับ .. สต๊อฟ จี๊บ (นามแฝง กลัวโดนหมาย Head) ก็ไม่อยากตีตั๋วไปปรโลก 55 หรือต่อให้ได้ ก็ไม่อยากให้วีซ่าผ่าน!! ฉะนั้นจึงหาข้อมูลบวกกับสัมภาษณ์ “จักษุแพทย์” โดยตรง เพื่อเราๆ ท่านๆ จะได้ระวังไม่ให้โรคภัยมาเยือนสายตา



พญ.วิลาวัณย์ พวงศรีเจริญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขสายตา เผยว่า วิถีชีวิตยุคใหม่ ที่มีทั้งแท็บเลต, สมาร์ทโฟน ฯลฯ พาคนสายตาสั้นและเอียงเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น จากสถิติโดยเฉลี่ย อายุ 40 ปีขึ้นไป ถึงมีปัญหาสายตา (ยกเว้นกรรมพันธุ์) กลายเป็นว่าสมัยนี้เร็วขึ้น แถมมีแนวโน้มสั้นและเอียงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการแก้ไขโดยถูกต้อง ซึ่งวิธีการที่นิยมคือ การตัดแว่นสายตา และ สวมใส่คอนแทคเลนส์ โดยอย่างหลังจะมีปัญหาเรื่องตาแห้ง ตาอักเสบ ตามมา ดังนั้นวิถีเก่าอย่างการสวมใส่แว่นสายตา ที่ตรงกับปัญหาสายตา จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด!!



นอกจากนี้จักษุแพทย์ยังเผยว่า “ควรให้ความสำคัญกับสายตา ตรวจครั้งแรกตั้งแต่ก่อนวัยเรียน 3 ขวบเป็นต้นไป เพราะเด็กยุคใหม่จะมีปัญหาเรื่องสายตาขี้เกียจร่วมด้วย ควรรับรู้และกระตุ้นการทำงานเสียแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้วิถียุคใหม่ ทั้งเรียน ทำงาน ทำให้ไม่อาจปฏิเสธนานาเทคโนยีได้ คุณหมอจึงขอให้สูตรสำหรับการถนอมสายตาของตัวเอง 20 20 20 ป้องกันอาการตาแห้ง ซึ่งจะส่งผลให้ระคายเคือง ตาอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นเพราะใช้สายตานานๆ ให้นั่งทำงานแค่ 20 นาที พักสายตา 20 นาที เช่น ไม่มองจอ หลับตา มองระยะไกลที่มีสีเขียวๆ ฟ้า เพราะให้ความรู้สึกสบาย มองไกลไปสัก 20 ฟุต โยไม่มีสิ่งกีดขวาง จะเป็นระยะที่สบายมาก แล้วกลับมาทำงานใหม่ กรณีสายตาล้า อย่าฝืน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้เปลี่ยนโฟกัส ลุกออกไปทำโน่นนี่ก่อน พร้อมหมั่นตรวจสายตาปีละครั้ง ถ้ามองไม่ชัดแล้ว ควรใส่แว่นสายตา ป้องกันอาการสั้นและเอียงรุนแรงขึ้น นอกจากนี้การรับประทานอาหาร ผักห้าสี ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ก็มีส่วนช่วยได้มากค่ะ”



ด้านปัญหาสายตา แต่ละช่วงวัย ข้อมูลจาก คุณภาคี ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด เคยให้ไว้ว่า “วิถีการดำรงชีวิต, การทำงาน รวมถึงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ต่างๆ ในปัจจุบันนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้คนประสบปัญหาเรื่องสายตามากขึ้น จากแต่ก่อน แนวโน้มปัญหาด้านสายตาที่พบ ช่วงวัยรุ่น วัยเรียน ประสบปัญหาเรื่องสายตาสั้น เอียง กลุ่มนี้จะตัดแว่นเฉลี่ย ปีละครั้ง เพราะสายตายังไม่คงที่ แก้ไขด้วยการใส่แว่นสายตา วัยทำงาน ประสบปัญหาเรื่องสายตาสั้น เอียง และในกลุ่มนี้มักพบปัญหาตาเมื่อยล้าเนื่องจากการทำงานหน้าจอเป็นเวลานานๆ ส่งผลให้การมองไกลไม่ชัดชั่วคราว จะตัดแว่นเฉลี่ย ปีละครั้ง แก้ไขด้วยการใส่แว่นสายตา อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ประสบปัญหาเรื่องสายตายาว และสายตายาวสูงอายุเพิ่มเข้ามา ซึ่งจะทำให้มีปัญหาในการมองมากกว่า 1 ระยะ กลุ่มนี้จะตัดแว่นเฉลี่ย 1-2 ครั้งต่อปี แก้ไขด้วยการใส่แว่นสายตา 2 เลนส์ หรือเลนส์โปรเกรสซีฟ โดยส่วนใหญ่ลูกค้าที่มีปัญหาสายตาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์นิยมตัดแว่นสายตา เนื่องจากใช้งาน และใส่ได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องระคายเคืองจาการถอดเข้า-ออก และในบางรายที่สายตาคงที่แล้ว อาจแก้ปัญหาด้วยการทำเลสิค



ข้อดีของการทำคือ เป็นการรักษาที่ให้ผลถาวร, ใช้เวลารักษาน้อยและมีระยะพักฟื้นที่รวดเร็ว เพียง 1 วันก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ, ไม่มีความเจ็บปวด เนื่องจากมีการใช้ยาหยอดตา ไม่ต้องฉีดยาหรือยาสลบและไม่มีการเย็บแผล นอจากนี้เพิ่มอิสระให้กับชีวิตมากขึ้น เพราะไม่ต้องใช้แว่นตาในการทำกิจกรรมต่างๆ, เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพในบางอาชีพ, เพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน



พญ.ปัจฉิมา จันทเรนทร์ ศูนย์รักษ์สายตา รพ.กรุงเทพคริสเตียน ได้ให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการถนอมและรักษาดวงตา มาฝากทุกๆ คน อยากให้ทดลองทำ! บริหารกล้ามเนื้อตา ดังนี้ เริ่มจากการหลับตาโดยให้เปลือกตาแตะกันเบาๆ นับ 1-10 และกำหนดหายใจเข้าออก, กระพริบตาขึ้นลงอย่างช้าๆ เบาๆ 10 ครั้ง, จ้องมองสิ่งของนิ่งๆ นับ 1-15, เหลือบตามองลงล่าง ค้างไว้ 10 วินาที, กลอกลูกตามองด้านซ้ายค้างไว้ 10 วินาที ตามด้วยด้านขวา 10 วินาที หลังจากนั้นให้ค่อยๆ หลับตาอย่างช้าๆ เบาๆ ค้างไว้ 15 วินาที แล้วค่อยลืมตาอย่างช้าๆ นอกจากนี้ ทานอาหารบำรุงดวงตา อาทิ นมวัว, หัวแครอทแดง, ฟักทอง, ผักบุ้ง, ส้มโอ, มะนาว, น้ำเปล่าบริสุทธิ์ นอกจากนี้ถ้ามีเวลาว่าง ใช้แตงโมหรือมันฝรั่งฝานบางๆ ประกบรอบดวงตา ลดอาการตาช้ำ, รอยดำ บรรเทาอาการเมื่อยล้า





ด้านผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาแล้ว แพทย์แนะ “เลสิค” ยังเป็นคำตอบที่ดี โดยปัจจุบันมีเครื่องมือและวิทยาการก้าวหน้า ไม่มีแผล ใช้เวลาแค่ 10-15 นาที ไม่เจ็บ





แต่ทางออกที่ดีที่สุด คือ ป้องกัน ดีกว่า รักษา อ่านบทความนี้เสร็จแล้ว
ก็จัดการทำตามเคล็ดลับที่ให้ไปได้ทั้งหมด
เพื่อสายตา จะได้วิงค์ วิงค์ เหมือนหนุ่มท่านนี้



ขอบคุณข้อมูล จาก หอแว่น, จักษุแพทย์ทั้งสองท่าน และรูปภาพจากอินเทอร์เน็ต

สนใจข่าวเมาท์ ชอบให้เล่าข่าวเผือก รวมถึงสาระเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจ
ติดตามเราได้อีกช่องทางที่เพจชื่อ PRWOWWOW ฮะ




 

Create Date : 14 มีนาคม 2559   
Last Update : 14 มีนาคม 2559 22:11:50 น.   
Counter : 672 Pageviews.  
space
space
1  2  3  4  5  6  7  8  

คนอวดฉลาดที่พลาดตลอด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






space
space
[Add คนอวดฉลาดที่พลาดตลอด's blog to your web]
space
space
space
space
space