Group Blog
 
All blogs
 

ครบรอบ 33 : Finding Neverland



เฟื่องเชื่อมั่นอย่างแรงในคำที่เขาว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข มาแต่ไหนแต่ไร
ยิ่งหลังๆ มารู้จักกับเพื่อนสาวรุ่นพี่ เปรี้ยวสุดกู่ มันสุดฮา หลายๆ คน (ขอสงวนนามไว้ ณ ที่นี้ แต่เจ้าตัวน่ะ รู้ดีแน่ สะดุ้งเฮือกเลยสิ อิอิ) แต่ละนางๆ ดูราวกับว่าไม่รู้จักคำว่าอายุเสียด้วยซ้ำไปละมัง เราจะยอมแพ้ได้ยังไง จริงไหม

แต่เรื่องของเรื่องก็คือ เฟื่องไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่เลยน่ะสิ อยากแต่จะเป็นเด็กอยู่ร่ำไป ทำไงดี

เดี๋ยวแม่หนีตามปีเตอร์แพน ไปเนเวอร์แลนด์เสียเลยดีไหมเนี่ย

เฟื่องสังกตดูว่า ผู้หญิงเรา ต่างกับผู้ชายตรงที่เรายังเติบโต และพัฒนาทางอารมณ์อยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ชายนั้น หากตัดเรื่องหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบในสังคมออกไปแล้ว ร้อยทั้งร้อย ยังมีความเป็นเด็กไม่รู้จักโตไปจนแก่ตายโน่นแน่ะ
อย่างที่เขาเรียก Boys with Toys นั่นไง ยิ่งมีเงินมาก ของเล่นก็แพงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จากรถของเล่น ก็กลายเป็นบีเอ็มดับเบิลยู เครื่องเสียง ทีวี ดีวีดี เกมส์ ธุรกิจ หุ้น ดาวเทียม... อ๊ะ

ถ้าไม่มีเงินมาก อย่างน้อยอยู่บ้านกับเมียก็ได้เป็นผู้คุมรีโมทคอนโทรล กดทีวีเปลี่ยนช่องเล่นก็ยังดี (วะ)

ตอนยังเป็นวัยรุ่น เมื่อนึกถึงวัยเบญจเพส ก็รู้สึกว่า อื้อหือ ฟังดูเป็นผู้ใหญ่จัง พออายุ 25 เข้าจริงๆ ยังเห็นว่าตัวเองยังเด็ก เหลวไหล ทำอะไรไม่ได้เรื่องได้ราวเหมือนตอนอายุ 13 ขวบอยู่เลย

คำว่าสาวโสดวัย 28 ปี ก็ฟัง "ทึนทึก" แล้ว
ตอนนั้น หารู้ไม่ว่าตัวเองจะต้อง ทึนทึกกับเขาเหมือนกัน
พอผ่านมาถึงตอนนี้ นึกๆ แล้วกลับเสียดาย ไม่น่าปล่อยให้ตาแมวสอยลงมาจากบันไดเมฆเลย
ไม่งั้นป่านนี้ คงฮอทน่าดู อยากทึนทึกไปจนสี่สิบเหมือนยายแซม โจนส์ ในซีรีส์ Sex and the City

อย่างไรก็ตามที เฟื่องรู้สึกชอบตัวเองในวัย 30 Some thing เป็นอย่างมาก
เพราะเฟื่องรู้สึกว่า ได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดก็ตอนนี้เอง และความคิดความอ่านของเฟื่องไม่เคย fit in กับอายุเมื่อยังเยาว์เอาเสียเลย เพราะอย่างนั้นถึงได้รู้สึกว่า ตัวเองขาดๆ เกินๆ อย่างไรอยู่ ในสายตาของเพื่อนร่วมรุ่น เพราะเฟื่องคิดเหมือนผู้ใหญ่ แต่หัวใจยังอาลัยความสนุกสนาน จินตนาการฝันเฟื่องเหมือนเด็กๆ ดังนั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเฟื่องจึงเข้ากันได้ดีกับเด็กเล็กๆ หรือ เพื่อนรุ่นพี่ๆ ผู้ใหญ่ไปเลย มากกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

ตอนวัยรุ่น ช่วงที่เพื่อนๆ ยังแต่งตัวตามๆ กัน พูดอะไรตามๆ กัน ฮิตอะไรตามๆ กัน เฟื่องซึ่งไม่เคยตามแฟชั่นวัยรุ่น ไม่เคยเห่ออะไรตามใครๆ ไม่พูดจาเหมือนใคร ๆเลยดูประหลาดชอบกล ในสายตาวัยรุ่นด้วยกัน (เฟื่องโตช้ามาก ผูกผมทรงน้ำพุอยู่จน ม. 2)

พอเป็นสาววัยต้น 20 ซึ่งกำลังแย้มบานเจริญพันธุ์ หากจะทำอะไรทีก็ต้องหนีบอยู่ในกรอบ ขืนทำอะไร "ไม่งาม" ออกไป อาจจะเสียประวัติได้ ชายหนุ่ม (ดี ๆ) ที่ไหน จะมาขอแต่งงานด้วยละจ๊ะ
นอกจากนั้น ก็ยังเป็นช่วงที่เพิ่งหลุดออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่สังคมวัยทำงาน อ้าว ต้องเริ่มต้นกันใหม่อีกแล้ว สิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้ งกๆ เงิ่นๆ อยู่หลายปีเชียวแหละ กว่าจะรู้เหลี่ยมเล่ห์กระเท่ของโลกแห่งความเป็นจริงกับเขา
บางรายก็กลายเป็นลูกแกะให้เขาเชือดสังเวยความไม่เท่าทันคนไปอย่างน่าเสียดาย (ก็หนีบซะจนประสาทกินขนาดนั้น ก็น่าอยู่หรอก)

กว่าจะหลุดเข้ามาสู่ความเป็นสาวใหญ่วัย 33 ที่กำลังบานสะพรั่งท้าแดด ท้าลม ท้าฝนอย่างไม่พรั่นประหวั่นใจอย่างนี้ เฟื่องเองไม่ได้บอกว่ามันราบรื่นราวกับหนทางราดโรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะ แต่มันกลับ "บ่ม" ให้เราสุกงอม หอมหวานได้ที่ เหมือนมะม่วงสุกคาต้น รู้จักการวางตัว รู้ความควรไม่ควร สะเทิ้นบกสะเทิ้นน้ำได้อย่างเป็นจังหวะจะโคน น่าดูยิ่งขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เฟื่องไปฉลองวันเกิดสุดวิเศษที่ยูโรดิสนีย์กับเพื่อนสนิทซึ่งยังอาลัยรักความเป็นเด็กอยู่พอกัน ต้องขอปรบมือให้ทีมงานของดิสนีย์ ที่สามารถเก็บฝัน จินตนาการวัยเยาว์ที่แตกฉานซ่านเซ็นไปกับกาลเวลาจนดูเลือนลางในความรู้สึก..มาประกอบเป็นรูปเป็นร่าง เป็นรูปธรรม เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ และฝีมือได้อย่างเป็นมืออาชีพที่สุด

ที่ดิสนีย์แลนด์ ไม่เพียงแต่เด็กเล็กๆ เท่านั้น ที่ตื่นเต้น สนุกสนาน โลดแล่นไปกับเครื่องเล่นและดินแดนในเทพนิยาย เฟื่องเชื่อว่า ผู้ใหญ่หลายคนก็คงได้ดื่มด่ำกับความสุขเก่าๆ แบบที่เคยได้รับเมื่อยังเป็นเด็ก ไม่มากก็น้อย

ความสุขเก่าๆ ในวัยเยาว์ซึ่งหาง่าย เพียงใช้จินตนาการกับสิ่งเล็กๆ น้อย ใกล้ตัว ซึ่งดูเหมือนความเป็น "ผู้ใหญ่" หน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง ชีวิตผู้อื่น การงาน และสังคม จะทำให้เราลืมเลือนความสุขง่าย ๆ ที่เสกได้จาก "มนต์วิเศษ" ที่เรียกว่า จินตนาการ ที่เรามีในวัยเด็กไปเสียสิ้น

เมื่อใดกันหนอ ที่เราเลิกสนุกกับการเล่นสร้างบ้านสมมติในห้องเก็บของ เลิกอร่อยกับข้าวแกงของเล่นที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าใบชบาสับฝอยเคล้ายางเหนียวหนืด และขนมครกดิน

เฟื่องกลับมาจากดิสนีย์แลนด์แต่ตัว ฝากหัวใจเอาไว้กับมิคกี้ เพราะยังตัดความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อความสุขในวัยเยาว์ไม่ขาด และยังถวิลหาอยู่เสมอ

อย่างน้อย เฟื่องก็ยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองอย่างเหนียวแน่น ว่าจะไม่ลืมความเป็นเด็กในตัวเองเด็ดขาด และจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

วันหนึ่ง หากหาเฟื่องในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เจอ คงรู้กันแล้วนะว่าจะหาเฟื่องเจอได้ที่ไหน


We don't stop playing because we grow old; We grow old because we stop playing!


~ George Bernard Shaw ~









Create Date : 20 กันยายน 2548
   
Last Update : 24 กันยายน 2548 4:49:06 น.
Counter : 151 Pageviews.  

คุณหมอขา..ขอนินทาหน่อย


สงสัยช่วงนี้ จะหักโหมมากไปหน่อย ไม่ค่อยจะมีเวลาพักผ่อนเลยเปื่อย...
อาการป่วยแบบมึนๆ งงๆ คล้ายอาการเมายาแก้หวัดมันเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ตอนเช้า แล้วก็งอมมาทั้งวัน แหม ก็เมื่อวันอาทิตย์พาเพื่อนไปตะลอนทัวร์ตั้งแต่สิบโมงเช้า ยันห้าทุ่ม แถมอาการป่วยคราวนี้ มันพิกล เพราะไม่ปวดหัว ไม่ตัวร้อน ไม่เจ็บคอ มีอาการไอแค้กๆ พอเป็นพิธีนานๆ ครั้ง แต่อาการมึนๆ ลอยๆ เพลียๆ นี่ ทำเอาอยากนอนท่าเดียว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แตะยาแก้หวัดสักเม็ดเดียว

แล้วจำเพาะจะต้องมาป่วยมันวันนี้ด้วยนะ
ที่สำนักงานเฟื่องกำลังเตรียมจัดงานเลี้ยงรับรองบรรดานักการทูตประเทศต่างๆ (วันที่ 6 กันยายน) มีคณะนาฎศิลป์จากเมืองไทยมารำโชว์เคล้าค็อกเทลฝรั่ง อาหารไทย ๆ อร่อยๆ หลายจาน และแชมเปญที่เสิร์ฟไม่อั้นในงาน
เตรียมงานมาเป็นหลายเดือน แล้วยายเฟื่องก็ป่วย เวรกรรม

ความสำออยที่มีอยู่เป็นเจ้าเรือนทำให้เฟื่องต้องรีบไปหาหมอโดยด่วน ไม่ใช่อะไรหรอก หมอหล่อน่ะ อิอิ แล้วเฟื่องก็ไม่ป่วยมานานแล้ว จำได้ว่าล่าสุดคือ เดือนมีนา 2004 ที่เฟื่องไปติดอีสุกอีใสมาจากไอ้เด็กเวรที่ไหนไม่รู้ในเมโทร (อย่าให้รู้ตัวนะ ฮึ่มมม) เฟื่องเลยกลายเป็นคางคกตกสะเก็ดอยู่ตั้งสองอาทิตย์ ใครยังไม่เป็นลองดูก็ได้นะคะ อีสุกอีใสตอนอายุกว่าสามสิบเนี่ย ทรมานเหลือใจ

รู้งี้ เลียหน้านังพริ้ม เพื่อนชั้นประถมสองที่เป็นอีสุกอีใสเสียตั้งกะตอนเจ็ดขวบซะก็ดี

จะว่าไปเฟื่องก็ไม่ได้ป่วยนานแล้วนะ ตอนมาอยู่ปารี้ดใหม่ ๆ เฟื่องเป็นหวัดมันทุกฤดูกาล ที่เขาเรียกว่าไข้หัวลมกระ มัง พอเปลี่ยนฤดูปุ๊บ ยายเฟื่องเป็นเปื่อยทุกทีสิน่ะ ฤดูไหนฤดูนั้น ไม่มีพลาดเชียว

ด้วยความที่สำออยจัดอย่างที่บอก แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยซื้อยาหมอตี๋กินเอง แค่เป็นหวัดยายเฟื่องต้องแล่นไปซบอกหมอที่วิชัยยุทธเป็นประจำ ดังนั้น พอมาป่วยต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ เฟื่องก็ต้องรบเร้าให้แมวพาไปหาหมอในโอกาสแรกที่ทำได้

คาบิเน็ท หรือคลีนิกของบรรดาหมอๆ ปารีเซียง ก็สิงสู่กันอยู่ตามตึกอพาร์ทเมนท์ดีๆ นี่เอง เรียกว่าถ้าคุณยังไม่ปางตาย ก็เห็นจะไม่มีโอกาสได้เข้าโรงพยายม เอ๊ย โรงพยาบาลกับเขาหรอก บางทีก็มีแบบที่หน้าตาเป็นคลีนิคจริงๆก็มี มีหมอประจำอยู่หลายๆคน แล้วก็มีเลขาคอยนัดคนไข้ เรียกคนไข้อยู่ข้างหน้าคนเดียว ส่วนการออกใบเสร็จ เขียนใบสั่งยา ออกใบประกัน ใบรับรองแพทย์นั่น หมอจะทำเองหมด ไม่เหมือนหมอไทยที่มีเลขามีพยาบาลคอยรองมือรองเท้าทีละสามสี่คนหรอกนะ


หมอคนแรกของเฟื่อง ชื่อหมออองรี ตาสีฟ้า หน้าตาเยือกเย็น สำรวมวางมาดราวกับเป็นหมอในพระราชสำนักหลุยส์สิบสี่ยังไงยังงั้นเลย คาบิเน็ทของหมออองรี อยู่ห่างบ้านเฟื่องไปประมาณชั่วสองนาทีเดินเท้า (แมว) เป็นอพาร์ทเม้นต์กว้างขวาง หรูพอประมาณ สไตล์ออกคลาสสิคเข้ากับหน้าหมออองรีเปี๊ยบเชียว หมออองรีไม่พูดภาษาอังกฤษ แรกๆ แมวเลยต้องไปหาหมอกับเฟื่องด้วย ด้วยความที่หมอสำรวมเยือกเย็นราวกับหินอ่อน เฟื่องเลยไม่ค่อยชอบหมออองรีเท่าไหร่ พอเป็นหวัดฤดูถัดมา เฟื่องเลยเลี่ยงไปหาเพื่อนร่วมคาบิเน็ทของหมออองรีแทน

เพื่อนร่วมคลีนิคของหมออองรี ตาสีฟ้า ชื่อ หมอนิโึคลา ตาสีเขียว หมอนิโคลาหน้าตาไม่เหมือนฝรั่งเศสเลย ตัวโตผมสีน้ำตาล ตาสีเขียว หน้าตากระเดียดไปทางอเมริกันเสียมากกว่า (คล้าย เดนนิส เควด นิดหน่อย) หมอนิโคลาใจดี๊ แถมพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย เฟื่องเลยไปหาหมอได้คนเดียว หมอนิโึคลาดูจะระวังมากว่า คนไข้จะเป็นอะไรมากไปกว่าที่เห็น (ประสาทกินแทนเจ้าตัว) ถามเฟื่องด้วยคำถามหลายประการแล้วก็สั่งยาให้หลายขนาน

ผลก็คือ อีกสองอาทิตย์ถัดมา อาการป่วยของเฟื่องก็ยังทรงอยู่ตามเดิม
ทำท่าจะทรุดด้วยซ้ำไปมั๊ง เพราะป่วยนานเหลือเกินนี่ เฟื่องแสนจะรำคาญอาการไอแค้กๆ น้ำมูกไหลไม่หยุดนี่เหลือเกิน

ทั้งๆ ที่แสนเสียดายรอยยิ้มอบอุ่น นัยน์ตาสีเขียวสดใส และภาษาอังกฤษตะกุกตะกักสำเนียงเศสๆ ของหมอนิโคลา เฟื่องก็จำใจเซย์กู้ดบาย

ผลสุดท้ายก็ต้องกลับไปซบอก (เย็นๆแข็งๆ) ของหมออองรี ตาสีฟ้า ตามเดิม

หมออองรีน่ะ เห็นแกเยือกๆ อย่างนั้นเหอะ แกสั่งยาชะงัดนัก คาถาแกดี สองวันเท่านั้น หวัดหนีกระเจิง หลังๆ เฟื่องเลยชักติดหมอ โดยทำลืมๆ ท่วงท่าปลาแช่เย็นของหมออองรีไปเสีย

แถมทีหลัง ยังเพิ่มความสนิทสนมกับแกมากขึ้นเป็นลำดับด้วยความที่หมอฟันของเฟื่อง คือหมอฟรองซัวส์นั้น ที่แท้แล้วคือ ภริยาของหมออองรีเองแหละ (หมอฟรองซัวส์ เปิดคลีนิคอยู่ใกล้บ้านเฟื่องเหมือนกัน สรุปว่า สองสามีภริยาเลยตกเป็นหมอประำจำตัวของเฟื่องทั้งคู่)

นี่ เฟื่องไม่ป่วยมาเป็นปีแล้ว พอป่วยหนนี้ เลยต้องรีบไปหาหมออองรีให้เป่ากระหม่อม ปัดรังควานโดยด่วน หวังว่า วันพรุ่งนี้จะไปทำงานได้ตามปกติ

ต่อให้ไม่หาย หมอก็ออกใบลางานมาให้เฟื่อง 2 วันเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ
เพราะเฟื่องบอกหมอว่า เฟื่องขาดงานวันนี้ แล้วไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะไปทำงานไหวไหม หมอตอบทันทีว่า หมอออกให้สองวันก็ได้ ไม่เห็นเป็นไรนี่ เอาไหม แล้วหมออองรีก็ออกใบลาให้เฟื่องเสร็จสรรพ สำหรับวันนี้ และวันพรุ่งนี้

ตามใจคนไข้ขนาดนี้แล้วจะไม่ให้รักหมอได้ยังไง๊

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหมอไหนๆ พอนั่งบนเตียงตรวจปุ๊บจะต้องสั่งถอดเสื้อทู้กทีเลย แต่เฟื่องเจอหมอกี่ที เฟื่องไม่เคยถอดเสื้อสักที แหม ก็คาบิเน็ทหมอน่ะมันก็เหมือนอยู่ในอพาร์ทเม้นท์คนอาศัยเราดีๆ นี่เอง แถมอยู่กันสองต่อสองกับหมอเท่านั้น ต่อให้ป่วยแสนป่วย เฟื่องก็ไม่ยอมถอดเด็ดๆ แต่ดูท่าทางหมอก็คงเข้าใจน่ะนะ เลยไม่เคยคาดคั้นให้ถอดเสื้อจริงๆสักที

หมอล้วง (ตรวจ) เอาแล้วกันนะคะ หนูยอม..




 

Create Date : 07 กันยายน 2548    
Last Update : 24 กันยายน 2548 3:02:10 น.
Counter : 192 Pageviews.  

1  2  

*ProuD*
Location :
Paris France

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ซุ้มเฟื่องแก้ว
Friends' blogs
[Add *ProuD*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.