Group Blog
 
All blogs
 

เยี่ยมนรก (เรื่องสั้น)

พงศ์ณุภา อินทุเสนา



คุณรู้ไหมว่า นรกน่ะมีจริง ผมน่ะเห็นมาเสียนักต่อนักแล้ว แล้วไอ้ประตูนรกที่ว่ามันก็อยู่บนดินเราดีๆนี่แหละ เผอิญผมมันเป็นพวกไม่มีกรรมหนักพอที่จะตกนรก แต่บุญที่สะสมแต้มไว้ก็ไม่พอตีตั๋วขึ้นสวรรค์เสียด้วย ผมก็เลยติดแหง็กอยู่บนโลกนี้ไงล่ะคุณ

ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด และด้วยความที่ชีวิตตัวเองมันเรียบง่ายเสียจนไม่มีอะไรชวนตื่นเต้น ผมก็เลยชอบดูชีวิตคนอื่นๆ อย่างคุณเอื้อที่เป็นกึ่งๆ นายคนหนึ่งของผมนี่ไง แกเป็นคนดีนะคุณ แต่ก็ยังไม่วายจะโดนฉุดลงนรกไปด้วย ทั้งที่แกก็สูงใหญ่ล่ำสันออกอย่างนั้นก็เหอะ เกือบได้ตั๋วฟรีไปเยี่ยมนรก ก็เพราะ ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น

คุณเอื้อแกรูปหล่อแล้วก็ยังหนุ่มแน่น การศึกษาดี จบตั้งปริญญาโทนั่นแน่ะ ผมรู้จักแกมาสองสามปี ตั้งแต่ตอนที่แกเข้ามาทำงานใหม่ๆ ในบริษัทนี้ โอ๊ย องค์กรเขาใหญ่โต คุณ อย่าให้เอ่ยชื่อเลย ใครๆ ก็ต้องร้อง อ๋อ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ ขายตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ ใครที่มีตำแหน่งหน้าที่ การงานที่นี่ หรือแค่ได้ชื่อว่าเคยได้ผ่านงานที่นี่มาก่อน ก็เหมือนมีบัตรวีไอพีชั้นดีปูทางสำหรับอนาคตทางการงานแหละครับ ก็เพราะไอ้อย่างนี้แหละ บริษัทใหญ่โตหรูหราที่ว่า มันเลยขูดเลือดกับปูซิบๆ พนักงานบริษัทหนักไปทางได้หน้าตา เงินดาวเงินเดือนมันเลยเบาไปหน่อย คนเรามันก็แปลกนะคุณ ข้าวสารไม่ต้องมีกรอกหม้อไม่เป็นไร ขอมีหน้ามีตาไว้ก่อน พนักงานตำแหน่งเล็กๆที่นี่หลายร้อยคน จึงทนหวานอมขมกลืนอยู่ได้

ผมเองนั้น ก็เป็นหนึ่งในพนักงานต่ำต้อยทั้งหลาย แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้อยากมั่งอยากมีอะไรนัก จึงพอเลี้ยงตัวอยู่ได้โดยอัตภาพ ส่วนพวกนายใหญ่ๆ น่ะหรือ โอย ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก เงินเดือนนี่ สูงระยับ ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยเชียว บางที มนุษย์เรามันอาจจะอยู่ได้ด้วยความหวังกระมัง พวกพนักงานระดับล่างๆ เขาถึงทนอยู่ก้นเหว เผื่อว่า วันหนึ่งจะได้ไต่เต้าขึ้นไปถึงเงินเดือนระดับห้าดาวกับเขาบ้าง ไอ้ผมน่ะ ปลงครับ อนาถใจที่เห็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกของเรานี่แหละ ที่ทารุณเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยการ เอารัดเอาเปรียบอย่างไม่อายฟ้าดินเสียเลย พวกนี้น่ะ เกาะ ๆ อยู่ขอบ ๆ ประตูนรกแล้วครับ คอยวันร่วงหล่นลงไปเท่านั้นเอง

อย่างคุณเอื้อนี่ แกก็ได้เงินเดือนระดับปานกลาง พอเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้ตามอัตภาพ คุณเร ภริยาแกเป็นผู้หญิงเรียบร้อยน่ารัก ทำงานเป็นครูสอนโรงเรียนอนุบาลเอกชนใกล้ๆ บ้านนั่นแหละ ตอนนี้ ลูกแกยังไม่ชนสองขวบ แต่โชคดีที่ฝากไว้กับเนิร์สเซอรี่ของโรงเรียนได้ คุณเอื้อแกเลยไม่ค่อยห่วงทางบ้านเท่าไหร่นัก เพราะได้เมียดีที่เข้าอกเข้าใจ คุณเอื้อจึงทุ่มเทเวลากับงานได้เต็มที่ แกทำงานเป็นผู้ช่วยคนหนึ่ง ในสำนักงานของผู้อำนวยการฝ่ายแน่ะ วันๆ หน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับงาน ไม่ใช่แค่งานสำนักงานนะคุณ แต่เป็นความซวยหรือเปล่าไม่รู้ที่คุณยศกร ผู้อำนวยการ เกิดมาถูกใจคุณเอื้อเข้า แกก็เลยให้รับใช้สนองพระเดชพระคุณอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องงานราษฎร์ งานหลวง

คุณยศกรน่ะ ส่วนตัวแกก็ดีหรอก ถ้าไม่ติดว่าลูกเมียเยอะเหลือเกิน แค่ธุระบ้านใหญ่ของคุณยศกร ก็เล่นเอาคุณเอื้อแกประสาทกินแล้วคุณ คุณมัลลิกา ภริยาของคุณยศกรแกเป็นคนไม่ค่อยคิดเกรงใจใคร เห็นคุณเอื้อเป็นลูกน้องสามีที่บริษัท แกก็ใช้ราวกับเป็นบริวารรับใช้ส่วนตัวไปด้วย ขนาดวันไหน คนขับรถที่บ้านติดไปส่งคุณหนูไปไหนๆ ผมต้องขับรถให้คุณยศกร แกยังมาใช้คุณเอื้อขับรถพาแกไปช็อปปิ้งเสียอีกแน่ะ เรียกว่าใช้หัวไม่วางหางไม่เว้นเลยแหละครับ ตัวคุณยศกรแกก็ไม่ว่าอะไรเสียอีก นี่แหละคุณ คุณเอื้อแกเลยรับบทหนักอยู่คนเดียว เป็นลูกน้องเขานี่จะพูดอะไรได้เล่า ก็ก้มหน้าก้มตาทำไป ทีนี้ พองานประจำในหน้าที่ไม่เรียบร้อย แกก็พลอยซวยซ้ำสอง เรียกว่างานนี้มีแต่เสมอตัวครับ เงินทองพิเศษไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยมีหรอกคุณ แถมบางทียังเบียดบังเวลาที่คุณเอื้อควรให้แก่ครอบครัวเสียอีก
ผมยังเคยถามแกว่า ทำไมถึงทนทำงานอยู่ที่นี่ได้ คนมีความรู้ดีๆ อย่างแก น่าจะได้งาน ได้นายที่ดีกว่านี้ แกก็หัวเราะ ตอบผมอย่างคนมองโลกในแง่ดี ที่มีความหวังอยู่เต็มเปี่ยมว่า
“โบราณเขาว่า เป็นผู้น้อยต้องก้มประนมกร เหนื่อยไปก่อนจะสบายเมื่อปลายมือไม่ใช่หรือ พี่รักชาติ ?”

ผมฟังแล้วได้แต่ทำคอย่น ผมว่า เหนื่อยไปก่อนจะตายเมื่อปลายมือ.. มากกว่าละมั้ง

ผมบอกคุณแล้วว่า คุณเอื้อแกเป็นคนดี มีน้ำอกน้ำใจกับทุกคน แกถึงได้ทำงานหัวปักหัวปำอยู่ที่นี่ได้โดยไม่ปริปากบ่น คุณยศกร เจ้านายแกเสียอีกที่กินตำแหน่งเงินเดือนสูง ๆ กลับมีเรื่องให้บ่นไม่เว้นแต่ละวัน เรื่องที่คุณยศกรบ่นมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทอง ๆ เพราะรายจ่าย แกมักจะสูงเกินรายได้จนผมแปลกใจ ไอ้คนขับรถกระจอกๆ อย่างผมนี่ ยังไม่เคยเดือนร้อนหมุนเงินตัวเป็นเกลียวอย่างคุณยศกรสักที ทั้งๆ ที่เงินเดือนผมมันก็น้อยกว่าคุณยศกรไม่รู้กี่เท่า เพราะผมมีน้อยก็ใช้น้อย ไม่เคยฟุ่มเฟือยหรูหรา ไม่มีหน้าตาให้รักษา เลยอยู่ได้อย่างสบายกว่าคนมั่งคนมีเขาน่ะสิ

ใครๆ ก็บอกว่า คุณยศกรแกเป็นคนเก่ง ดูแค่ดีกรีการเล่าเรียนของแกก็ได้ ยาวเป็นหางว่าวเชียวคุณ คุณมัลลิกาภริยาแกก็เหมือนกัน ความรู้สูง หน้าที่การงานดีเด่นอยู่ในสังคม แต่ผมยังสงสัยว่า ไอ้การเล่าเรียนสูงๆนี่มันสร้างให้คนเป็นมนุษย์ได้จริงไหม เพราะผมไม่เคยเห็นคนพวกนี้หยุดโลภโม โทสันได้สักวินาทีเดียว เห็นมีแต่ความ อยากได้ อยากมี อยู่ร่ำไป ดังนั้น ผมว่าคุณยศกรแกเลยไม่มีความสุขเท่าที่ควรกับชีวิตของแก ทั้งๆ ที่แกมีอะไรๆ มากกว่าใครๆ เสียอีก ด้วยความมีตัวตนที่แกขนพอกใส่ตัวไว้เยอะแยะอย่างนั้นแหละครับ แกเลยไม่เคยรู้จักความสุขสงบที่แท้จริงของชีวิต แต่ผม จะไปสอนอะไรเขาได้คุณ ปริญญาผมยังไม่มีติดฝาบ้านสักใบเลย ใครเขาจะมาฟังคนอย่างผม

ฉากของประตูนรกที่ผมว่า มันเริ่มเปิดตั้งแต่ต้นปีนี่เอง เมื่อบริษัทมีโครงการร่วมกับรัฐบาลมูลค่าเฉียดพันล้านเชียวนะคุณ แถมยังเป็นโครงการชนิดมาพร้อมกล่อง เพราะมันเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กยากจนทางการศึกษาอะไรเทือกๆ นั้น ผมก็ฟังไม่สู้ถนัด รู้แต่ว่า ไม่ว่าใครที่ได้ข้องเกี่ยวลงขันในโครงการนี้ ย่อมมีภาพพจน์ดีๆ ติดตัวไปเป็นเกียรติประวัติทีเดียวแหละ ของดีๆ อย่างนี้แหละคุณ ที่มันชักพาพวกกิเลศหนามาเกี่ยวข้อง ท่ามกลางหมู่แร้งที่ลงทึ้งโครงการนี้ ก็มีคุณหญิง ดร.เวธกา วรวิชญ์ รวมอยู่ด้วย
คุณหญิงเวธกานี่ แกไม่ได้เป็นหม่อมราชวงศ์หรอกนะคุณ แล้วก็ไม่ได้เป็นคุณหญิงของนายพลที่ไหนด้วย ที่แกได้รับตราตั้งเป็นคุณหญิงมาตั้งแต่อายุสี่สิบ เพราะแกทำงานการกุศลมาแยะ เป็นอีกคนหนึ่งที่พกดีกรีการศึกษายาวเหยียด คนเก่งนี่คุณ แถมยังมีภาพพจน์ของคนดีมีคุณธรรม แปะตามหน้า หนังสือพิมพ์ช่วยส่งเสริมอยู่บ่อยๆ ผมเองเคยรู้จักผลงานแกมาบ้างก็ยังนึกศรัทธาอยู่ ลงว่าแกจับงานนี้คงได้ดังขึ้นอีกพะเรอ และคงจะเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมได้อีกมาก ผมยังอนุโมทนาด้วยกับเด็กๆ ขาดโอกาสพวกนั้นไปด้วย

(ยังมีต่อ)




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2548    
Last Update : 24 กันยายน 2548 3:38:56 น.
Counter : 270 Pageviews.  

เยี่ยมนรก II

ตั้งแต่เริ่มงานโครงการนี้ คุณเอื้อแกก็มีงานหนักเพิ่มขึ้นอีกสองสามเท่าตัวละครับ ก็ยังไม่มีท่าทีหงุดหงิดหรือบ่นว่าเหนื่อยอะไร ขนาดเวลาพักผ่อนไม่ค่อยจะมี วันหนึ่ง แกก็ยังชวนผมไปที่บ้านเพื่อกินข้าวเย็นง่ายๆ กับครอบครัวแก ผมเพิ่งรู้ว่า แกเป็นคนไม่ค่อยเอาเรื่องงานเข้าบ้าน ผมหลุดปากเอ่ยชื่อ คุณหญิงเวธกาออกไปต่อหน้าคุณเร คุณเรยังหันมาทำตาโตอย่างแปลกใจ

“คุณเอื้อได้ร่วมงานกับคุณหญิงเวธกาด้วยหรือคะ เรไม่ยักทราบ”
คุณเอื้อหัวเราะ
“ผมทำงานกับคนตั้งเยอะ จะเล่าให้เรฟังหมดได้ยังไงล่ะ”
“แหม แต่คนดังระดับคุณหญิงเวธกานี่ คุณน่าจะเล่าบ้าง ดูแกเก่ง แถมยังเป็นคนดี๊ดีนะคะ ตัวจริงคุณหญิงแกเป็นยังไงคะ”
คุณเอื้อหันมาทางผม “แกก็เป็นกันเองดีนะ ใช่ไหมพี่รักชาติ แล้วก็เป็นคนเก่ง คล่องมาก เสียอย่างเดียวชอบชวนผมเข้าวัด ผมมันคนไกลวัดจะตาย” ว่าแล้วแกก็หัวเราะ

ผมนิ่ง นึกถึงคุณหญิงเวธกาที่ผมเคยพบหลายครั้งอยู่ ดูแกออกจะเย็นชาห่างเหินกับผม แต่จะไปคิดอะไรมาก ผมไม่ได้ทำงานใกล้ชิดท่านอย่างคุณเอื้อ แล้วคุณเอื้อก็พูดต่อ

“ดูๆ ท่านจะถูกใจการทำงานของผมมากอยู่ บอกว่า ผอ. ไม่น่าจะเอาผมมาเก็บไว้เป็นผู้ช่วยเล็กๆ อย่างนี้เลย จะช่วยคุยๆ กับผู้อำนวยการ ให้หาตำแหน่งทางบริหารให้ ขนาดนั้นแน่ะ”
คุณเรทำตาโตอีก พลางหัวเราะอย่างดีใจ พลางยื่นมือไปบีบมือสามีเบาๆ
“ดีจังเลยนะคะ เรน่ะ รู้สึกมานานแล้วว่าคุณตั้งใจจริง และทำงานหนัก แต่ขาดคนเห็นค่า แต่ในที่สุด ก็มีคนดีได้พบเพชรแท้อย่างคุณเสียที”

ผมมองสองสามีภรรยาสบตากันอย่างมีความหวังเรืองรอง
ในหัวใจ แล้วก็ให้หยุดคิดอีกที

ยังสงสัยว่า คุณหญิงเวธกา เห็นอะไรกันแน่ในตัวคุณเอื้อ ?

ผมว่า คนเราทุกคนมันจะต้องมีคุณสมบัติอะไรดีๆ ติดตัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อยแหละ อย่างผมนี่ บอกแล้วไงว่า ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด เพราะอย่างนี้กระมังที่ผมขับรถให้กับบริษัทนี้ได้นาน เอาเป็นว่า บ้านเมียน้อยของผู้อำนวยการกี่คนๆ ผมรู้จักหมดแหละครับ แต่ผมจะพูดไปทำไม รังแต่จะให้ชาวบ้าน เขาเดือดร้อนใจกันเปล่าๆ อย่างในกรณีของคุณเอื้อนี่ ผมก็เห็นจะไม่พูดไปเหมือนกัน แต่ผมจะเล่าให้คุณฟัง
............ทำไมน่ะหรือ ?

ก็เพราะว่าวันที่คุณหญิงเวธกาพูดประโยคนี้กับคุณเอื้อน่ะ ไอ้ผมเองก็บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์อย่างไม่ได้ตั้งใจจริงๆครับ ให้ตาย.. แต่ผมมันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ บ่ายวันนั้นก็ว่างๆ อยู่เลยขึ้นไปอ่านหนังสืออยู่บนชั้นลอยซึ่งปกติมีไว้เก็บตู้วัสดุอุปกรณ์ เหนือห้องทำงานของคุณเอื้อ ซึ่งกั้นไว้ต่างหาก ถัดจากห้องผู้อำนวยการนั่นเอง ผมได้ยินเสียงคุณหญิงพูดแว่วๆ ว่า “ขอดูมือหน่อยสิ เอื้อการย์” ผมจึงชะโงกหน้าออกไปมองนิดหนึ่ง

แล้วผมก็ได้เห็น..

คุณหญิงเวธกานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของคุณเอื้อ กุมมือทั้งสองข้างของคุณเอื้อซึ่งนั่งฝั่งตรงกันข้าม พลางพิจารณาดูเส้นลายมือ กิริยาที่เธอค้อมตัวนิดๆ เท้าศอกไว้บนโต๊ะทำงานนั้น จึงทำให้เห็นเนินเนื้อนวลรำไรเหนือเสื้อคอแหลมนั้นมากกว่าปกติ ผมไม่ทราบว่าคุณเอื้อเห็นหรือเปล่านะครับ แต่สำหรับผมซึ่งอยู่มุมสูงกว่านั้น ...เห็นชัดถนัดตาเลยเชียวคุณ

คุณหญิงเวธกาอาจจะเลยวัยสาวสดมาหลายปีแล้วก็จริง แต่ด้วยความที่แกดูแลตัวเองอย่างดี ในวัยสี่สิบ กว่าๆ นี่ คุณหญิงจึงเป็นสาวใหญ่ที่สวยสะพรั่งน่าดูชมทีเดียวละครับ

คุณเอื้อดูจะไม่เห็นเป็นเรื่องจริงจังนักกับเรื่องดูลายมือ จึงหัวเราะเบาๆ แต่เพียงสุภาพ
“ผมไม่ยักทราบว่า คุณหญิงเก่งทางดูหมอ ดูลายมือด้วย”
คุณหญิงยิ้มนิดๆ ค้อนน้อยๆ
“ก็บอกแล้วให้ไปหาท่านอาจารย์ของพี่ด้วยกัน ท่านเก่งเรื่องนี้จะตาย พี่ก็พลอยศึกษามาบ้าง แต่อย่าไปบอกใครนะจ๊ะ ยังไม่อยากมีชื่อด้านนี้”
แล้วเธอก็พลิกมือของคุณเอื้อไปมา พลางก้มมองดูอย่างสนใจ
“ อื้อ.. อย่างเอื้อการย์นี่ พี่บอกได้เลยว่า อนาคตสดใส ไม่มีทางที่เธอจะต้องเหยียบย่ำอยู่กับงาน ตำแหน่งนี้ตลอดไปหรอก”
“หรือครับ ? ผมยังไม่เห็นทางเลยว่า ผมจะไปอยู่ที่ไหนได้ สมัยนี้ คนเก่งๆ จบนอกมา เขามีภาษีกว่าผมทั้งนั้น”
“แหม คนเก่งๆ น่ะ ก็แค่นั้นแหละจ้ะ”

คุณหญิงยังลูบมือทั้งสองของคุณเอื้อไปมา หากสายตาจับจ้องอยู่บนใบหน้าของคุณเอื้อไม่วางตา พลางยิ้มละไม
“คุณน่ะ พี่เห็นว่าเป็นคนดีต่างหาก แถมยังขยัน ช่วยเหลือดูแลพี่ทุกอย่าง ไหนจะงานของคุณยศ ดูแลบ้านคุณลิกาอีก คุณยศไม่ควรเอาคุณมาเก็บไว้แค่นี้ งานรูทีนแบบนี้น่ะใครๆก็ทำได้ อย่างคุณ พี่ว่าน่าจะไปได้ไกลกว่านี้”

คุณเอื้อคงจะเขิน ผมมองเห็นแต่ใบหูขาวๆนั้นออกแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด
“เอ่อ ขอบพระคุณครับ คุณหญิง ผมเองก็พยายามรับใช้ท่านผู้อำนวยการให้ดีที่สุดแหละครับ ไม่ได้คิดถึงเรื่องเลื่อนตำแหน่งหรืออะไร”
“อ้าว นี่ พี่พูดจริงๆนะจ๊ะ เอาเถอะ คุณทำงานให้ดี พี่จะช่วยพูดสนับสนุนกับคุณยศให้อีกแรง ถ้าพี่เองมีโอกาสได้เจอท่านผู้อำนวยการใหญ่เมื่อไหร่ จะช่วยพูดให้ คนเก่งๆ อย่างคุณ จะได้ไปเป็นฝ่ายบริหาร ได้เงินเดือนสูงๆ ไงล่ะ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าคุณเป็นคนดีมีน้ำใจหรอกนะ”

ว่าแล้วคุณหญิงก็ยิ้มหวานใส่ตาคุณเอื้ออีกรอบ
ไอ้ผมน่ะมันคนแก่..สายตาเลยยาวไกลเป็นพิเศษ จึงเห็นแววกิเลศกระพริบแพรวพรายอยู่ในสายตาคู่นั้นอย่างชัด เจน ในขณะที่คุณเอื้อแกเป็นคนซื่อ แกเลยมาเล่าให้คุณเรฟังอย่างบริสุทธิ์ใจอยู่ตรงหน้าผมนี่ไง ถ้าผมไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ผมก็คงไม่เชื่อเด็ดๆ เลยคุณ ก็คุณหญิงเวธกาน่ะ แกมีภาพลักษณ์ที่แสนจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง ราวกับนางวิสาขาในพุทธประวัติก็ไม่ปานครับ ว่างๆ แกยังออกราย การสนทนาธรรมกึ่งเทศน์ออกอากาศทางทีวีมั่ง ทางวิทยุมั่งให้คึกโครมไป อย่างที่ผมบอกคุณ ถ้าผมพูดไป คนเขาจะได้หัวเราะเยาะผมตายปะไรล่ะ

(ยังมีต่อ)





 

Create Date : 31 สิงหาคม 2548    
Last Update : 24 กันยายน 2548 3:40:39 น.
Counter : 129 Pageviews.  

เยี่ยมนรก III

สองสามเดือนถัดจากนั้น คุณเอื้อยังต้องทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต คุณเร ยังเคยบ่นๆ กับผมบางครั้งเวลาที่ผมแวะไปเยี่ยมที่บ้าน หรือเวลาผมโทรไปหาคุณเอื้อบ้าง บางทีดึกดื่นค่อนคืนก็แล้ว คุณเอื้อก็ยังไม่กลับถึงบ้าน ผมเองก็ดีทราบว่า แกไม่ได้ไปไถลที่ไหนหรอกครับ แต่ด้วยความสำคัญระดับชาติของไอ้โครงการที่ว่านี่แหละ ที่ทำให้คุณเอื้อต้องติดอยู่ที่ทำงานดึกๆ ทั้งประชุม ทั้งงานเอกสาร มีบ่อยครั้งที่คุณเอื้อยังต้องไปกินข้าว ประชุมนอกรอบกับคุณหญิงเวธกา หรือผู้อำนวยการ ดูๆ ไป คุณหญิงแกก็จะมาแนวเดียวกับคุณยศกร และคุณมัลลิกา คือจะต้องมีข้ออ้างให้คุณเอื้ออยู่ทำงานกับแก บ่อยๆ ดึกๆ ดื่นๆ โดยปราศจากความเกรงใจ ทั้งๆ ที่คุณหญิงก็ไม่ใช่เจ้านายโดยตำแหน่ง แต่ด้วยความ ที่แกเป็นคนอ่อนหวาน คุณเอื้อก็สุภาพเกินกว่าที่จะปฏิเสธ ผมเองไม่ได้มีโอกาสที่จะคุยกับคุณเอื้อบ่อยๆ เหมือนก่อน ก็หวังแต่ว่า เร็ว ๆ นี้ แกคงจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไป อย่างที่คุณหญิงเวธกาเธอเคยสัญญาไว้

จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง ผมได้ยินคุณหญิงกับคุณยศกรคุยงานกันโดยบังเอิญ ท่านมักจะแง้มประตูไว้เสมอ ผมเองนั่งคอยอยู่จึงได้ยินเต็มสองหู คุณหญิงกำลังบ่นๆ ว่า การดำเนินงานของโครงการนี้ออกจะล่าช้าไม่ทันการ งบประมาณต่างๆก็ยังไม่ลงตัว รวมทั้ง การประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่เพียงพอกับชื่อ เสียงที่ควรจะได้รับ เรียกว่า สารพัดจะบ่นละครับ

แรก ๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจฟังอะไรหรอก แต่เผอิญคุณหญิงเวธกาเธอดันเอ่ยชื่อคุณเอื้อขึ้นมาน่ะสิ ผมเลยหูผึ่งทันที
“อย่างเอื้อการย์น่ะ ช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่เลยนะ คุณยศ ภาษางี้ ไม่ไหวเลย ดิฉันถึงกับต้องมานั่งแก้งานให้เขาเชียวนะ แก้แล้วแก้อีก เข็นแทบไม่ขึ้น ดิฉันหัวเสียไปหลายรอบแล้ว คุณจะจ้างไว้ทำไมกัน ลูกจ้างไม่เอาไหนแบบนี้”

คุณหญิงเวธกายังตำหนิคุณเอื้อให้ผู้อำนวยการฟังอีกหลายคำ แต่ผมหูชักอื้อเสียแล้ว เลยไม่ได้ใส่ใจฟังให้ได้ความ
มันเหมือนกับมีอะไรหนักๆ กระแทกหัวผมอย่างแรง มันเกิดกลับตาลปัตรอะไรขึ้นมาละนี่ ?

ช่วงนี้ คุณเอื้อหน้าตาไม่ผ่องใส ผมจับตัวแกได้เมื่อสองวันก่อนเลยได้ไต่ถามทุกข์สุข ด้วยความที่แกไว้ใจผม ผมเลยได้ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น

คุณหญิงเวธกาเกิดกิเลศตัณหาครอบงำหน้ามืดตามัวน่ะสิครับ มันจะมีอะไร คุณเอื้อเล่าว่า คุณหญิงหลงรักคุณเอื้ออย่างถอนตัวไม่ขึ้น แกไม่ถึงกับยื่นคำขาดให้คุณเอื้อเลิกกับเมียหรืออะไรหรอก เพียงแค่ขอให้มีเวลาส่วนตัวเป็นครั้งคราวกับคุณหญิงบ้างเท่านั้นเอง แต่คุณเอื้อปฏิเสธไปหลายหนอย่าง สุภาพ และยังคงปฏิบัติตัวต่อคุณหญิงอย่างอ่อนน้อมเป็นปกติ แต่ดูเหมือนว่า การถูกปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมจากคุณเอื้อนี่เอง ยิ่งกลับทำให้คุณหญิงรู้สึกอยากเอาชนะให้ได้

โธ่ ก็คุณหญิงเธอเป็นคนเก่ง เฉลียวฉลาด อะไรๆ ในชีวิตเธอก็มีเกินจะมีกว่าคนอื่น ทั้งหน้าตา ชื่อเสียง เกียรติยศ แล้วคุณเอื้อแกมีอะไรมาจากไหน จึงกล้าดีที่จะปฏิเสธคนอย่างคุณหญิงเวธกาได้ คุณเอื้อเล่าว่า พอเจอคุณเอื้อเซย์โนบ่อยๆ เข้า คุณหญิงเวธกาถึงกับโกรธหน้าเขียวหน้าแดง ชนิดที่ว่าคุณเอื้อหรือใครๆ คงไม่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของคุณหญิงเวธกาเช่นนี้ ได้จากทีวีช่องไหนเลยละครับ

“พี่มีอะไรไม่ดีตรงไหน เอื้อถึงคบกับพี่ไม่ได้ ถ้าเธอคิดจะปฏิเสธพี่ตรงนี้ “ทุกอย่าง” ที่เคยพูดกันไว้ ก็เป็นอันจบ”
คุณเอื้อดูจะงง ๆ ว่า เคยพูดอะไรไว้กับคุณหญิงเวธกา ผมจึงช่วยเตือนความจำให้ฟัง... คุณเอื้อ ถึงกับคราง

“พี่รักชาติ.. ทำไมคุณหญิงกลับเห็นผิดเป็นชอบไปได้ขนาดนี้ ท่านออกจะธรรมะธรรมโม ผมไกลวัดกว่าท่านไม่รู้เท่าไหร่ ..ผมยังกลัวตกนรกจากการผิดศีลข้อสาม”

ผมหัวเราะหึๆ ไม่อยากเล่าให้คุณเอื้อแกเสียกำลังใจเปล่าๆ ด้วยความแค้นนี่เองคุณหญิงเวธกาจึงกลับมาแว้งกัดคุณเอื้อลับหลังเสียเลย แทนที่จะช่วยพูดส่งเสริม กลับยุแยงใส่ร้ายป้ายสีเสียอีก ยังไม่นับคำพูดที่ผมได้ยินหลังจากนั้นอีกสอง-สามเดือนถัดมา เมื่อหนังสือพิมพ์เริ่มระแคะระคายการทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณในโครงการไป หลายสิบล้าน ในการประชุมนอกรอบของผู้อำนวยการหนนั้น ผมได้ยินคุณหญิงเวธกา กล่าวฉาดฉาน ต่อหน้ากรรมการคนอื่นๆ

“เราทำงานอย่างโปร่งใสมาตลอด ดิฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หากจะมีเงินทองรั่วไหล ก็อาจจะเป็นคนในที่ทำงานใกล้ชิด คุณยศกร มอบให้คุณเอื้อการย์ซึ่งเป็นผู้ช่วยดูแลเรื่องบัญชี รู้ทางหนีทีไล่ดีกว่าเพื่อน น่าจะลองตั้งกรรมการสอบสวนดูให้แน่นะคะ ”

บังเอิญหรอกว่า คุณยศกรไม่เล่นด้วยกับคุณหญิงเวธกา ไม่งั้นอนาคตคุณเอื้อคงจะเสียหายไปแล้ว ก็ช่วงนั้น คุณมัลลิกาเล่นไปช็อปปิ้งในยุโรปมาหลายประเทศเลยเชียว เงินในบัญชีคุณยศกรคงพร่องไปไม่น้อยแหละน่า ขืนสอบสวนเข้าจริงๆ คนที่จะซวยคงไม่แคล้วเป็นตัวคุณยศกรเอง หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวครึกโครมดังกล่าวก็จางหายราวคลื่นกระทบฝั่ง คุณยศกรคงต้องจ่ายไปไม่น้อยทีเดียวล่ะ เพื่อการปิดปากสื่อมวลชนทั้งหลายคราวนี้ เรื่องของคนที่มีตัวตนสูงๆ ในสังคมนี่ลำบากครับ คนพวกนี้ เขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ที่ต่อชีวิตด้วยลมหายใจ เขาอยู่ได้ด้วยเปลือกนอกที่เรียกว่า หน้าตา ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง เท่านั้น แถมยังต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ โดยที่ไม่ยอมเสียอะไรเลย ที่สำคัญคือไม่ยอมเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี คนบางคนยิ่งมีความรู้สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งฉลาด รู้เล่ห์ที่จะโกง ฉลาดที่จะหลอกล่อเอาเปรียบคนที่ฉลาดน้อยกว่าตน โดยที่ไม่คิดถึงศีลธรรมจรรยาใด ๆ ทั้งสิ้น โฮ้ย คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างผม ฟังแล้วเหนื่อยแทน ที่พูดนี่ไม่ได้ต่อต้านหรืออิจฉาคนเรียนสูงจริงๆนะ ถ้าผมมีลูกคงส่งให้มันเรียนจบปริญญาสูงๆ เหมือนกันแหละ เพียงแต่งคงต้องคอยกระทุ้งให้มันรู้จักบาปบุญคุณโทษไว้บ้างก็พอ

ตอนนี้ คุณเอื้อสบายแล้วครับ หลังจากเฉียดขุมนรกมาหนนั้น แกลาออกจากงานมาเป็นผู้จัดการ และหุ้นส่วนของซุปเปอร์มาเก็ตในหมู่บ้านของแกนั่นเอง เช้าคุณเรก็มาส่งแกก่อนไปทำงาน ตกเย็นคุณเร กับลูกก็มารับแกกลับบ้าน ใช้ชีวิตครอบครัวอย่างอบอุ่น และสบายใจขึ้นอีกพะเรอเกวียน

คุณเอื้อแกดูจะแปลกใจเมื่อผมเสนอเงินให้กว่าครึ่งในการลงทุนเปิดซุปเปอร์มาเก็ตหนนี้ ผมน่ะ มันคนขับรถเศรษฐีนักธุรกิจนะคุณ คนจนๆ เล่นหวย แต่เศรษฐีน่ะเล่นหุ้นครับ ผมบอกแล้วว่าผมมันชอบฟังคนเขาคุยกัน ได้ยินว่าเขาเล่นอะไรผมก็เล่นด้วย ก็เลยพอมีเงินเก็บมาตั้งตัวกับเขาบ้าง ผมก็ไว้ใจ ให้คนดีมีความรู้อย่างคุณเอื้อเขาดูแลงานไป ส่วนผมมันคนเรียนน้อยนี่ครับ เลยได้แต่ช่วยๆ งานเขาบ้างเท่าที่พอจะทำได้ ตอนนี้ ผมเลิกขับรถแล้วละครับ เลยพอมีเวลาว่างมากกว่าแต่ก่อนแยะครับ..

หือ ?....พอว่างแล้วผมทำอะไรน่ะหรือ ผมก็มานั่งเขียนเรื่องอะไรต่อมิอะไรให้คุณ ๆ อ่านอยู่นี่ไงละครับ ถามได้.




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2548    
Last Update : 24 กันยายน 2548 3:42:42 น.
Counter : 117 Pageviews.  

คือวิมาน ? (Part II)

ตอน 2

นลินหลับตาอย่างอ่อนแรง เพียงครู่เดียวก็รู้สึกตัวตื่นเพราะได้ยินเสียงประตูปิดปัง สามีกลับเข้าบ้านแล้ว แปลกเหลือเกิน นลินเกิดความรู้สึกหนาวเยือกในหัวใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

"อะไรจะมืดค่ำแล้วยังนอนอยู่อีก นี่ ไม่เห็นเตรียมอะไรไว้ให้กินเลยหรือ"

สามีของหล่อนพูดห้วนดังด้วยน้ำเสียงกระด้าง นลินลุกออกมาดูเห็นเขานอนเอกเขนก อยู่บนโซฟา ทั้งแจ๊กเก็ต รองเท้า กระเป๋ากระจาย เกลื่อน นลินก้มหน้าลงเก็บของเข้าที่ ทำไมนะ เขาต้องเป็นแบบนี้ทุกวัน หล่อนประหลาดใจนิดๆที่ได้ยินเสียงตัวเอง โต้ตอบอย่าง สงบเสงี่ยมออกไปว่า
“ ลินไม่สบายน่ะค่ะ กินยาแล้วเลยเผลอหลับไป ขอโทษด้วย “
นลินยกน้ำมาให้สามีอย่างเคย เขารับไปหน้าตาเฉย ไม่สนใจแม้แต่จะเอ่ยขอบใจภรรยา นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่ทีวี นลินกล้ำกลืนก้อนแข็งๆลงคอ คำน้อยเขาก็ไม่เคยกล่าวขอบใจ

...แม้กระทั่งว่าทราบแล้วว่าหล่อนป่วย เขาก็ไม่เห็นแสดงทีท่าว่าแยแส หล่อนเข้าครัวเตรียมอาหารไทยง่ายๆ เท่าที่ของมีในครัว หล่อนไม่ได้ไปจ่ายตลาดวันนี้ นลินทำกับข้าวอย่างใจลอย ด้วยความรู้สึกแห้งผากที่เหมือนจะสะสมมานานปี สามีของหล่อน เรียกหาเบียร์เย็นๆอย่างเคย นลินต้องรีบนำออกไปรินให้ แต่เขากลับทำหน้าเมื่อย โบกมือ เหมือนไล่

“ ช้าจริง จนหมดอยากเสียแล้ว ไม่เอาละเบียร์ ชักหิว จะได้กินเมื่อไหร่นี่ คนทำงานมาเหนื่อยๆ หาเงินหาทองมาเลี้ยง แล้วต้องกลับมาเจอบริการห่วยๆที่บ้านแบบนี้ อีกเหรอ"

นลินชะงักงัน แต่ก็ต้องทนนิ่งเพราะตอบโต้ไปกึคง็ไม่มีประโยชน์ จึงกลับเข้าไปจัดการ เตรียมกับข้าว ตั้งโต๊ะและเรียกสามีเมื่อทุกอย่างพร้อม เมื่อเขามานั่ง

“ ทำง่ายๆเท่าที่มีนะคะ ลินไม่ได้ออกไปจ่ายกับข้าววันนี้ เพราะไม่สบายน่ะค่ะ “

สามีของหล่อนตักอาหารรับประทานอย่างไม่ยินดียินร้าย เขากินไปได้สองสามคำแล้วก็วางช้อน ผลักจานออกห่างตัวแล้วก็ลุกยืน หันมาทำหน้าเบ้กับหล่อน

“ ฝืดคอ กับข้าวมีแต่แห้งๆ ไม่กินละ “

นลินสะอึก ไม่ว่าเมื่อไหร่ หล่อนก็ไม่เคยทำ อะไรให้เขาพอใจไดเลย นี่อีกเดี๋ยวเขา คงออกไปกินเหล้าข้างนอกอีกตามเคย แม้ว่าจะชินเสียแล้วที่จะได้ยินแต่คำติเตียน แต่วันนี้ ความอดทนของนลินก็ถึงขีดสุด ความน้อยใจที่สะสมมานานแปรเป็นโืทสะพุ่งจี๊ดขึ้นมาทันที

“ ทำกับข้าวไม่เป็นตะกินอย่างนี้ ทีหลังจะไม่กลับมากินข้าวบ้านนะ ไปซื้อเขากินดีกว่า กลับมาบ้านทีเห็นเมียหน้าเป็นจวักตลอดเวลา ไม่รู้จะกลับมาทำไม"

“ จะให้ทำหน้าระรื่นได้ยังไงล่ะคะกับสามีอย่างคุณ เมียไม่สบายแท้ ๆ สักนิดคุณยังไม่สนใจ เอาเรื่องกับข้าวไม่ถูกปากมาเป็นข้ออ้างจะออกไปหาความสุขนอกบ้าน เท่านั้น “

นลินสวนกลับทันควันอย่างเหลืออด วันนี้ ถึงที่สุดแล้วกับความอดทนต่อการเชือดเฉือน น้ำใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของสามี เขายักไหล่ทำท่าจะเดินออกไปแล้ว แตjหล่อนพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือกึ่งอ้อนวอน

“ วันนี้ ลินไม่สบาย งดออกนอกบ้านสักวันไม่ได้หรือคะ กินข้าวด้วยกันก่อน"
สามีของหล่อนหันขวับมาทันทีนัยน์ตาลุกวาบด้วยเปลวโทสะ เขาโมโหเป็นไฟทุกครั้งที่ หล่อนขอร้องให้เขาทำอะไรแบบนี้ คราวนี้เขาแผดเสียงลั่น

“ ไม่กินโว้ย ผมจะทำอะไรมันก็เรื่องของผม อย่าคิดว่าจะมาทำเป็นเมียประเภท ขึ้นขี่คอผัวไ้่ด้ ผมนี่ คนทำงานหาเงินมา อย่าแส่มาสั่งให้ทำนั่นทำนี่"

นลินสะดุ้ง เมื่อเขากระชากดึงผ้าปูโต๊ะขึ้นอย่างแรง จานชามอาหารทุกอย่างที่อยู่บน โต๊ะ กระเด็นคว่ำ แตกกระจายเกลื่อนบนพื้น นลินตัวสั่น มองสามีอย่างเจ็บช้ำแล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินออกนอกห้อง แต่ไม่ทันก่อนที่เขาจะกรากเข้ามาคว้าต้นแขนหล่อนบีบแน่น

“ จะไปไหน เป็นเมียไม่ใช่เหรอ มาเก็บกวาดเสียก่อน"
“ ไม่เก็บ ใครทำคนนั้นก็เก็บสิ ชั้นไม่เอาแล้ว เลิกทนกันทีกับคนอย่างคุณ"

นลินแหวกลับ พยายามสะบัดให้หลุดจากมือแข็งๆที่บีบแน่นจนเจ็บ แต่คำพูดของหล่อนกลับเป็นการเติมเชื้อไฟให้สามีหล่อนบ้าคลั่งยิ่งขึ้น คราวนี้เขาคว้าแขนหล่อนไว้ทั้งสองข้าง

“ อ๋อ หือเหรอ ผัวสั่งให้เก็บกวาด จะเก็บไม่เก็บ"
“ ไม่!ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะไป ฉันจะไม่อยู่แล้วกับสามีใจยักษ์ใจมารอย่างคุณ บอกให้ปล่อย!!"

สิ้นคำ นลินก็ปลิวไปปะทะกำแพงด้านหลังด้วยแรงตบจากฝ่ามือของสามี นลินทั้งเจ็บทั้งมึนงง ความเจ็บช้ำที่แล่นเป็นริ้วๆ นั้นยิ่งกว่าความเจ็บแสบที่แก้มข้างที่โดนตบด้วยน้ำมือสามีมาก มายนัก หล่อนกุมแก้มข้างนั้นและหันไปมองกระจกบานยาวติดผนังอย่างอัติโนมัติ น้ำตาไหลริน
แต่แล้วนลินก็ชะงักตัวชา อะไรกัน! เงาในกระจกที่มองตอบออกมานั่น ..ไม่ใช่เงาของหล่อน แต่กลับเป็นเงาของแม่ของนลินเอง เงาแม่ในกระจกกุมแก้มข้างที่ช้ำเป็นปื้นแดง คราบน้ำตา รินเป็นทาง นัยน์ตาแดงช้ำทุกข์ทนที่สบตานลินในกระจกนั้น มีแววชอกช้ำและปลอบประโลมในคราเดียวกัน

นลินนิ่งงันสบตากับมารดาในเงาสะท้อนของตัวเอง ก่อนที่จะสะดุ้งอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ามีมือมากระชากที่ไหล่อีกครั้ง
หล่อนหลับตาปี๋ ยกมือขึ้นปัดป้องอย่างอัติโนมัติ แต่กลับถูกดึงเข้าไปกอดอย่างแนบแน่น

“ ลิน เป็นอะไร ร้องไห้ทำไม"

นลินแทบหยุดหายใจ เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูของนิโคลา หล่อนลืมตามองไปรอบๆอย่างงุนงง นลินยังอยู่บนเตียง นี่หล่อนฝันไปทั้งเพหรอกหรือ ?
นิโคลาลูบผมชื้นเหงื่อของนลิน สายตาฉายแววเป็นห่วง เขาพูดว่า
“ กลับมาเห็นลินนอนร้องไห้น้ำตาไหล ใจไม่ดีเลย นี่ ผมลางานมาครึ่งวัน จะพาลินไปหาหมอนะ “
นลินยิ้มทั้งน้ำตา พึมพำขอบคุณสามีแล้วก็เข้าไปกอดอย่างขอความอบอุ่นอีกครั้ง ก่อนจะพูดรัวเร็ว ด้วยความรู้สึกที่ยังปนเประหว่างความฝันและความจริง

“ ลินฝันถึงแม่น่ะค่ะ แต่มันเหมือนจริงมาก ฝันร้ายถึงเรื่องเก่าๆของแม่ที่ลินเคยฟังมา แต่ลินไม่เคยเข้าใจเลยว่ามันเลวร้ายแค่ไหน การที่ผู้หญิงเราไปเลือกคนผิดมาเป็นสามี"

นิโคลาหัวเราะ เขาขยับลุกขึ้นมานั่งด้วยกันบนที่นอน แล้วโอบนลินไว้หลวมๆ ถามล้อๆว่า

“ ทำไม? ลินเริ่มรู้สึกว่าเลือกคนผิดหรือไง “

นลินนิ่งไปนิดๆ เหมือนจะึคิดทบทวน ตอนนี้ เหมือนมีอะไรที่วนเวียนอยู่ในหัวแต่ นลินไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเป็นความคิดที่ชัดเจนได้ พอดีนิโคลาขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ เดี๋ยวก่อนนะ ผมมีอะไรให้ลิน ก่อนที่ลินจะตัดสินใจว่าเลือกคนผิดไหม"

นิโคลาออกไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาพร้อมกล่องกระดาษสีขาว พร้อมดอกไม้ช่อเล็กบนฝากล่อง เขาวางกล่องลงบนตักนลิน นลินยิ้มสดใส รัับดอกไม้มาชื่นชมพร้อมกับขอบคุณ หล่อนมองกล่องอย่างสงสัย นิโคลาอมยิ้มซุกซนบอกว่า

“ นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมไม่ลางานวันนี้ตั้งแต่เช้า ผมต้องไปรับกล่องนี้มาจากเพื่อนที่ทำงาน เพื่อจะได้เอามาให้ลิน"

นลินมองตาไม่กระพริบเมื่อ นิโคลาเปิดฝากล่อง ลูกแมวตัวเล็กขนสีขาวสะอาดในกล่อง แหงนหน้าสบตานลินด้วยนัยน์ตาสีฟ้าสดใส หล่อนหัวเราะออกมาได้

“ ตายแล้ว นิโคลา น่ารักจังเลย ขอบคุณค่ะ ขอบคุณล้านครั้งเลย ดีใจจัง ลินนึกว่าคุณไม่ชอบแมวเสียอีก ลินอยากได้มานานแล้วแต่ไม่กล้าบอก"

นิโคลายิ้มตอบอย่างพึงใจที่เห็นรอยยิ้มของนลิน
“ ลินอยากเลี้ยงแมว ทำไมไม่พูดล่ะ น่าจะรู้ว่า มีอะไรเราพูดกันได้เสมอ และผมก็อยากให้ลินอยู่ที่นี่อย่างมีความสขที่สุด ผมก็ไม่ได้ชอบแมวขนาดว่าอยากเลี้ยงหรอกนะ แต่เห็นว่าลินชอบ และพักนี้ลินไม่ค่อยสดใส เลยคิดว่าลินอาจจะเหงา น่าจะมีแมวมาเป็น เพื่อนเล่น อะไรก็ได้สำหรับผมถ้าได้เห็นรอยยิ้มของลินคืนมา"

นลินวางลูกแมวน้อยคืนไว้ในกล่อง ก่อนที่จะหันมากอดสามีอย่างขอบคุณอีกครั้ง
หล่อนมองหน้าสามีด้วยด้วยตาสุกใส เขาไม่มีอะไรเหมือนสามีใจร้ายในฝันของหล่อนสักนิด แต่ไหนแต่ไรมา นิโคลาเป็นคนใจดี อ่อนโยน อะไรก็ตามที่นลินทำให้เขา ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน นิโคลาจะขอบอกขอบใจอย่างซาบซึ้งเสมอ หล่อนโชคดีเหลือเกินที่เลือกคนไม่ผิด
....คิดได้อย่างนี้ นลินก็ตอบสามีออกไปเหมือนใจ

“ ตอนนี้ ลินแน่ใจแล้วค่ะ ว่า ลินเลือกสามีไม่ผิดคน “
นิโคลาหัวเราะ จูบหล่อนเบาๆอย่างรักใคร่ก่อนจะถามว่า
“ ตกลงว่า เป็นเพราะแมวใช่ไหม เลยแน่ใจ “

นลินหัวเราะออกมาได้ และส่ายหัว มองหน้าสามีด้วยแววตาสดใส
“ ค่ะ เพราะแมวแท้ๆเลย ไม่งั้นลินหนีกลับเมืองไทยแน่นอน “

นิโคลาแกล้งทำตาขึงแล้วก็กลับกอดนลินไว้และแกล้งจั๊กกะจี้เอว สองสามีภรรยาหัวเราะกันอย่างแจ่มใส ตอนนี้ นลินได้รับคำตอบอันกระจ่างใจแล้วว่า หล่อนโชคดีที่สุดแล้วที่ได้สามีที่รักหล่อนอย่างจริงใจ ให้เกียรติ เอื้ออาทรอย่างสม่ำเสมออย่างนิโคลา คำน้อยเขาก็ไม่เคยกล่าวให้เจ็บช้ำน้ำใจ หล่อนต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกเล่า

นลินนึกขอบคุณแม่ในใจ ไม่ว่าอะไรก็ตามทีที่ทำให้นลินฝันอย่างนั้น ประสบการณ์ความรู้สึกอันเลวร้ายที่เกิดกับตัวหล่อนเองในฝันนั้นทำให้หล่อนเห็นค่าในคุณความดีของสามี พี่ชายของหล่อนพูดถูก หล่อนมัวแต่หมกมุุ่นอยู่กับปัญหาจนเกือบจะลืมคิดไปว่า หล่อนแต่งงานกับ
สามีด้วยความรัก หล่อนมาอยู่ต่างแดนเพื่อที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่หล่อนรัก


การใช้ชีวิตในต่างแดนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตราบใดที่หล่อนมีสามีที่น่ารัก เอาใจใส่ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขเสมอในชีวิต ไม่ว่าจะพลัดบ้านพลัดเมืองมาไกลแค่ไหน นลินเชื่อว่า ชีวิตในต่างแดนของหล่อนคงดำเนินไปได้อย่างมีความสุข เพราะ ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากใจ

นลินยิ้มสดใสกับตัวเอง ดวงหน้าซุกอยู่กับอกสามีคนดีของหล่อน นลินเลิกคิดขุ่นข้องสงสัยแล้ว หล่อนจะไม่ยอมให้ปัญหาอุปสรรคใดๆก็ตาม มาแทรกในชีวิตคู่ของหล่อนได้อีกต่อไป นลินและ นิโคลาจะร่วมสร้างบ้านใหม่หลังนี้ให้งดงามเหมือนความฝันที่เึึคยวาดไว้ ด้วยความรักจากใจ ของกันและกัน

นลินมาด้วยรัก และจะอยู่ต่อไป..ด้วยรัก


หมายเหตุ คือวิมาน ? ลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร บุษบา ของสมาคมสตรีไทยในฝรั่งเศส
ฉบับที่ 7 ประจำเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2003




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2548    
Last Update : 28 สิงหาคม 2548 3:30:07 น.
Counter : 116 Pageviews.  

คือวิมาน ?



พราว พิมพ์ชนก

ยามบ่ายอากาศมัวซัวด้วยเมฆฝน นลินนอนจับไข้ตัวร้อนผ่าวอยู่คนเดียวบนเตียงกว้าง หล่อนรู้สึกตัวตื่นมาตอนเช้าตรู่ครั้งหนึ่งเมื่อนิโคลากำลังเตรียมตัวไปทำงานอย่างเคย แล้ว ก็งีบหลับไปอีก

ตื่นมาอีกครั้ง นลินเซซังไปหยิบยามากินด้วยอารมณ์ไม่ค่อยแจ่มใสนัก ความป่วยไข้ ทางกาย มักจะมาพร้อมกับความอ่อนแอทางอารมณ์ของหล่อนมาแต่ไหนแต่ไร นี่ไม่ใช่ ครั้งแรกที่นลินนึกท้อแท้กับความไร้ซึ่งจุดหมายในชีวิตตอนนี้ บางที นลินก็อดสงสัยตัวเอง ไม่ได้ว่า หล่อนตัดสินใจ ผิดไหม ที่แต่งงานกับนิโคลา และมาเริ่มต้นชีวิตสมรสในต่างแดน เช่นนี้

หนึ่งปีที่หล่อนใช้ชีวิตในปารีส นลินยังหาทางออกให้แก่อนาคตไม่เจอ สิ่งแวดล้อมใหม่ ขาดเพื่อน ภาษาใหม่ที่นลินต้องเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ความยากเย็นของภาษาเริ่มทำให้ นลินเริ่มท้ออีก หล่อนพบว่า ช่างเป็นไปไม่ได้ เสียเลยที่จะหางาน “ดีๆ “ ทำ ถ้าหากว่า ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาฝรั่งเศสได้ การหาสถาน ที่เรียนก็ช่างยากเย็นเข็ญใจ ค่าเล่าเรียนในโรงเรียนเอกชนก็ช่างแสนแพง นิโคลาเป็นแค่ พนักงานบริษัทเอกชนธรรมดา ลำพังเงินเดือนของเขาที่ต้องผ่อนรถผ่อนบ้าน จ่ายค่ากินค่าอยู่ให้ทั้งกับคนสองคนก็แทบจะ ไม่เหลือเก็บเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพักร้อนประจำปีเสียแล้ว การส่งเสียให้นลินเข้าคอร์ส ฝึกภาษาแพงๆนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

ตั้งแต่จำความได้ นลินไม่เคยต้องมานั่งเดือดร้อนกับเรื่องเงินทองเท่าใดนัก แต่ค่า ครองชีพที่นี่สูงลิบลิ่วจนนลินตกใจ หล่อนไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายก็จริง แต่ก็ไม่ได้คุ้นเคยกับการต้อง มานั่งแบมือขอเงินใคร แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อหล่อนไม่อาจออกไป หางานทำได้ใน ภาวะเช่นนี้

นลินเคยวาดฝันว่าชีวิตใหม่ในแดนไกลจะสดใสงดงาม แต่สภาพแวดล้อมใหม่ที่ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ใช้ภาษาสื่อสารไม่ถนัดปากถนัดใจเหมือนภาษาแม่ ความเหงาเพราะขาดเพื่อนที่คุย ปรับทุกข์ กลับก่อคลื่นความเครียดอย่างเงียบๆภายในตัวนลินมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

ทุกวันนี้ หล่อนได้แต่ถามตัวเองว่า หรือมันจะเป็นได้เพียงวิมานในอากาศ ?

หล่อนเคยออกปากรำพึงรำพันความเครียดกับนารา พี่ชายคนเดียว เพื่อระบายความ กลัดกลุ้ม นานาที่หล่อนได้รับจากการใช้ชีวิตในต่างแดน หล่อนนึกท้อจนแทบไม่อยากอยู่ต่อเสีย แล้ว แต่นารากลับตอบเหมือนไร้เยื่อใย

“ลินน่ะ สบายจนเคยตัว แต่งงานแต่งการแล้วยังไม่รู้จักคิด ปรับตัวอะไรบ้างเลย ปัญหาแบบนี้น่ะ ไม่มีใครหาทางแก้ให้ลินได้หรอก เพราะปัญหามันมาจากไอ้อะไรๆที่อยู่ในหัว เราน่ะแหละ ถามตัวเองซิว่าแต่งงานกับสามีเราเพราะอะไร ถ้าคิดไม่ออกก็ไม่รู้จะ ช่วยยังไงเหมือนกัน หอบผ้ากลับมาให้พ่อเลี้ยงต่อเหมือนเดิมเหอะ “

นาราเป็นพี่ชายคนละพ่อ น้ำใสใจจริงของเขาดีนัก และนลินก็ทราบดีว่าเขารักและ หวังดีกับนลินเหมือนพี่ชายแท้ๆ นลินก็เคารพรักพี่ชายคนนี้มากอยู่ เหตุผลข้อหนึ่งที่นลินติดพี่ชาย ก็เพราะนารามีส่วนเหมือนมารดาที่ล่วงลับไปแล้วของทั้งคู่ ในเรื่องของความเป็นที่ปรึกษาที่ดี จริงอยู่ที่นาราถอดแบบอย่างความคิดอ่านอย่างมีเหตุผลมาจากแม่มาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม พี่ชายของหล่อนก็มีความต่างจากแม่ ตรงที่เขาเป็นผู้ชาย และไม่ค่อยละเอียดอ่อนกับความ รู้สึกของคนอื่นได้เท่าแม่

" พี่โต" นลินน้ำตาร่วง "ลินแค่อยากปรึกษาพี่บ้าง ลินไม่มีใครเลย ไม่มีแม่ เสียคนหนึ่ง ลินก็ไม่รู้จะปรึกษาใครแล้วยังพลัดบ้านพลัดเมืองมาอยู่ไกลแบบนี้อีก"

“ ถ้าแม่ยังอยู่แม่ก็คงตอบเหมือนพี่นี่แหละ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าลินพลัดบ้านพลัดเมืองนะ ต่อให้อยู่เมืองไทย ลินก็คงจะบ่นอยู่ดี ถ้าไม่รู้จักคิด แม่น่ะ เจอมายิ่งกว่าเราอีก ตอนอยู่กับพ่อของพี่ แม่ก็เล่าให้เราฟัง จำไม่ได้หรือ"

นลินนิ่งอั้นไป หล่อนไม่เคยใส่ใจจำเรื่องราวเก่าๆของแม่เลย แม่บอกว่าเล่าให้ฟังไว้ เป็นอุืืทาหรณ์แต่นลินไม่เคยใส่ใจกับเรื่องเก่าๆที่ผ่านไปนมนานแล้ว ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์ แึต่ตอนนี้ แม่ไม่อยู่เล่าอะไรๆให้ฟังอีกแล้ว นลินคิดถึงแม่แล้วน้ำตายิ่งไหลพรากด้วยความ อัดอั้นตันใจ

"แม่ขา นี่ถ้าแม่ยังอยู่ แม่คงรู้ว่าลินควรทำอย่างไร"

(ยังมีต่อ)

หมายเหตุ คือวิมาน ? ลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร บุษบา ของสมาคมสตรีไทยในฝรั่งเศส
ฉบับที่ 7 ประจำเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2003




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2548    
Last Update : 28 สิงหาคม 2548 3:29:14 น.
Counter : 174 Pageviews.  

1  2  

*ProuD*
Location :
Paris France

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ซุ้มเฟื่องแก้ว
Friends' blogs
[Add *ProuD*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.