UPGRADE YOUR VOICE TO BE PROFESSIONAL SINGER.....
 
 

อธิบายศัพท์เพิ่มเติมครับ

โทษทีที่เขียนยากครับเพราะไม่ค่อยมีเวลาเลยเอาบทความที่ผมใช้สอนแพทย์ในมหาลัยมาแปะลง เลยขอแก้ตัวด้วยการอธิบายศัพท์ละกันครับ

****ศัพท์กายวิภาค****

lip ริมฝีปาก
tongue ลิ้น
nasal cavity โพรงจมูก
nasopharynx โพรงหลังจมูก
palate เพดานปาก
pharynx คอหอย
hypopharynx คอหอยส่วนล่าง
suprฟglottis กล่องเสียงส่วนบน ได้แก่ ฝาปิดกล่องเสียง เป็นต้น
larynx หรือ glottis กล่องเสียง
resonance chamber ช่องว่างทั้งหมดที่ใช้สร้างการสะท้อนก้องหรือกำธรของเสียง

**ศัพท์ทางกล่องเสียงวิทยา**
abdominal out position คือยืนท้องหย่อนมาด้านหน้า ถ่วงกระบั
ลมลงล่าง
abdominal in position คือยืนท้องราบยืดอก พยายามขยายช่องอกตอนหายใจเข้าไปด้านหน้า
airflow ลมหายใจออก
rima glottidis ช่องว่างขอบของเส้นเสียง อธิบายคือเส้นเสียงมีลักษณะเป็นแผ่น ส่วนที่สั่นมากที่สุดได้แก่ขอบๆ ซึ่งจะสั่นมาน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราบังคับสายเสียงสองเส้นเข้าใกล้กัน
subglottic pressure แรงดันลมใต้เส้นเสียงซึ่งดันเส้นเสียงเอาไว้อยู่ ยิ่งแรงมากก็จะสามารถออกเสียงได้ดังมากแต่กล่องเสียงก็จะถูกกระผือมากอาจบาดเจ็บได้

มีต่อตอนที่ 2




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2551 18:54:48 น.   
Counter : 1389 Pageviews.  


การทำงานของเส้นเสียง (Sound source generator )

**********เมื่อ airflow มาถึงกล่องเสียงซึ่งมีส่วนของสายเสียงที่นิ่ม สายเสียงจะถูกดูดเข้ามาสู่ ช่องว่างระหว่างสายเสียง (rima glottides)

(ในภาวะที่ไม่ได้มีการเปล่งเสียง ตามกฏทางฟิสิกส์ของของไหล (Bernoulli effect) ซึ่งทำให้เกิดเป็น Turbulent flow ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงหายใจได้หากหายใจแรงพอจนทำให้เกิดแรงดูดในช่องว่าง ทำให้เส้นเสียงทั้งสองข้างวิ่งเข้าหากัน)

**********ในภาวะที่มีการเปล่งเสียง สายเสียงจะถูกบังคับด้วยกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปิดกล่องเสียง มาปิดกั้น airflow ทำให้เกิด แรงดันใต้กล่องเสียง (subglottic pressure) ขึ้น และบีบให้ลมลอดผ่านช่อง rima glottides ที่แคบเข้าเพื่อให้เกิดการสั่นไหวของสายเสียงตามทฤษฎี Cover-Body (ดูในหัวข้อกายวิภาคฯ)

**********โดยการเปิดของกล่องเสียงจะเป็นภาวะที่มีการปิดเปิดให้เสียงผ่านโดยมีทั้งจังหวะร่วม (convergent) และแยก (divergent) ของสายเสียง ซึ่งมีความถี่เท่ากับเสียงที่เปล่งออกมา ซึ่งการปิดเปิดนี้ไม่สามารถมองเป็นได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องใช้การตรวจพิเศษ

เสียงที่ออกมาจากการสั้นไหวของสายเสียงมีความแตกต่างกัน โดยแยกได้หัวข้อดังนี้

1.Intensity (ความดัง)
ตัวแปรคือ subglottic pressure ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเกิดได้จาก 2 กรณี คือ
1.) การปรับเปลี่ยนแรงลมจากปอดเป็นการเพิ่มโดยตรง
2.) การเพิ่มแรง adduction ของสายเสียง โดย intrinsic laryngeal muscles
+++ซึ่งวิธีที่ 2 ไม่แนะนำในการร้องเพลงเพราะจะมีผลให้เกิดการบาดเจ็บของสายเสียงได้ง่าย นอกจากใช้กับ falsetto เท่านั้น
+++ดังนั้นการร้องเพลงที่ดีหากต้องการเพิ่มความดังของเสียงร้อง ควรแนะนำให้ฝึกการหายใจให้ดีขึ้นมากกว่าการเกร็งสายเสียง

2.Frequency (ความถี่)
เริ่มจากความถี่พื้นฐาน คือ ความถี่เฉพาะคิดเป็นรอบต่อวินาที (Hz) ที่เกิดจากสายเสียง
ความถี่เสียงสูงเกิดจากการสั่นไหวที่เร็วขึ้นของสายเสียงทีจะมีลักษณะบางลงและตึงขึ้น

ความถี่พื้นฐานนี่เองที่ในแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ทำให้การร้องเพลงโดยเฉพาะในการแสดงอุปรากร (Opera) จึงแบ่งลักษณะของเสียงนักร้องเป็นหลายแบบ โดยดูจากข้อจำกัดทางความถี่ และเนื้อเสียงที่ต่างกัน (Fach) ในแต่ละเพศ ดังนี้

---1. เพศชาย ได้แก่ เสียง Tenor, Baritone, Bass, Counter Tenor, Heldentenor
---2. เพศหญิง ได้แก่ เสียง Soprano, Mezzo Soprano, Contralto (Alto)
---3. เพศชายที่ถูกตัดอัณฑะตั้งแต่เด็ก เพื่อรักษาเสียงเอาไว้ ได้แก่ เสียง Castrato

+++ซึ่งในแต่ละเสียงนั้นยังมีลักษณะการใช้เสียงได้หลายกลไก ซึ่งเรียกว่า Registers ของเสียง ซึ่งมีลักษณะการทำงานของกล่องเสียงต่างกันไปแม้จะในความถี่เดียวกัน ซึ่งปัจจุบันแบ่งได้ดังนี้

1. Glottic fry (vocal fry, creak)
เสียงที่ออกมาเกิดจากลมที่ผุดขึ้นจากสายเสียงที่ถูกบีบให้ชิดกันมาก
เสียงที่ออกมาจะคล้ายเครื่องจักร
พบได้ในการใช้เสียงร้องเพลงประเภท rock

ปัญหาของการใช้เสียงลักษณะนี้คือสายเสียงชิดกันเกินไป หากใช้ความถี่ที่สูงจะเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย
ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้ และควรใช้เฉพาะกับความถี่ต่ำที่ไม่ดังเกินไปเท่านั้น

2. Modal (regular, chest tone)
เป็นเสียงปกติที่ใช้พูด และร้องเพลงทั่วไป ที่อยู่ในระดับความถี่พื้นฐาน
การทำงานของสายเสียงอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการทำงานของ TA (กล้ามเนื้อ thyroarytenoid) เป็นหลัก

3. Falsetto (head tone, light)
เป็นเสียงที่เกิดจากการคลายความตึงของ TA (กล้ามเนื้อ thyroarytenoid) แต่ปรับไปใช้ CT (กล้ามเนื้อ cricothyroid) ทำให้เกิดการตึงของสายเสียงแทน ซึ่งจะย่นระยะห่างของ thyroid cartilage กับ cricoid cartilage ด้วย ทำให้เสียงแหลมขึ้นโดยจะฟังได้ชัดเจนในเพศชายที่จะมีเสียงเลียนแบบคล้ายเพศหญิง

แต่จะมีเสียงลมหายใจรั่วออกมามาก เพราะสายเสียงจะไม่ชิดกันเท่ากับการ chest tone เสียงจะออกเกือบจะแหบ และถ้าควบคุมลมไม่ดีก็จะแหบเลย

สำหรับการสั่นไหวจะเกิดกับส่วน cover ที่ ส่วนหน้าของสายเสียงเท่านั้น
เสียงลักษณะนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในการร้องเพลงอุปรากรเพราะในระยะหลังไม่มีการตัดอัณฑะของเด็กชายเพื่อรักษาเสียงไว้ (นิยมในยุค Baroque) จึงต้องพัฒนาการใช้เสียงแบบ falsetto แทน โดยเฉพาะในการร้องแนว coloratura

สำหรับปัจจุบันในเพลงแนว pop ก็มีการใช้เสียง falsetto กันมากขึ้น อย่างไรก็ดีหากผู้ป่วยมาด้วยอาการพูดได้แต่เฉพาะ Falsetto ก็อาจจะแสดงถึงพยาธิสภาพของกล่องเสียง รวมไปถึงหากผู้ป่วยมีปัญหา "เส้นประสาทกล่องเสียงส่วนบนอัมพาต" ก็จะทำเสียง falsetto ไม่ได้เช่นกัน

ประโยชน์ของหนึ่งของ falsetto ในการร้องเพลงคือ การลด tension ที่เกิดจาก การร้องด้วย chest tone ในภาวะเสียงสูงมากๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บของสายเสียงได้ ดังนั้นในการฝึกร้องเพลงจึงมีการกำหนด range ของความถี่ ว่าจะใช้ modal หรือ falsetto ซึ่งก็จะมีบางส่วนคาบเกี่ยวกันซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามศักยภาพของนักร้องและอารมณ์เพลง

ข้อเสียของ falsetto คือคนที่เป็นโรคจมูกจะทำไม่ได้ และคนที่ร้อง falsetto มากๆ ก็จะเกิดภาวะแน่นจมูกหลังใช้เสียงได้

4. Whistle (flute, superhead)
เป็นเสียงความถี่สูงขึ้นกว่า Falsetto มีลักษณะแหลมเล็ก ใช้ในการร้องอุปรากร แนว coloratura เป็นส่วนใหญ่
การใช้เสียงมีการทำงานของ CT อย่างเต็มที่ และเสียงจะแบ่งไปจมูกมากกว่าแบบอื่น มักไม่ได้ใช้ในการร้องเพลงปกติ

+++จากการใช้ register ที่ต่างกันในการร้องเพลง ผู้ฝึกเบื้องต้นจะพบปัญหาเรื่องเสียงที่ขาดหายไป หรือได้ยินเสียงเปลี่ยนไปทันทีที่เปลี่ยน register ที่เรียกว่า register break

+++ซึ่งโดยความนิยมในการร้องเพลงอุปรากรนั้นจะต้องลดความติดขัดนี้ลง โดยจะต้องฝึกทั้งในส่วนที่เปลี่ยนจาก glottic fry เป็น modal และจาก modal เป็น falsetto ซึ่งเรียกเสียงที่เชื่อมต่อนี้ว่า Passagio ประกอบด้วย primary passagio และ secondary passagio ตามลำดับ

+++ซึ่งในแต่ละเนื้อเสียง เช่น tenor กับ baritone จะมีจุดเปลี่ยนต่างโน้ตกัน อย่างไรก็ดีเพลงบางประเภทก็นิยมให้เห็นการเปลี่ยน register อย่างชัดเจน เช่น เพลงประเภท yodel (ร้องคล้ายเสียงโห่ทาร์ซาน) หรือการใช้เสียงนาสิกในการเอื้อนของเพลงไทยเดิม เป็นต้น


Quality of Phonationในการร้องออกมาเป็นพยางค์นั้นต้องมีการเปล่งเสียงเป็นช่วงเสียง ซึ่งประกอบด้วย
เริ่มแรกเป็นการพบกับของสายเสียงกับลม เรียกว่า Attack
ต่อมามีการสั่นไหวต่อเนื่องของสายเสียง (sustaining phonation)
การสิ้นสุด คือ termination ซึ่งในแต่ละเสียงพยางค์ที่ออกมานั้นจะมีคุณภาพต่างกัน

**********โดยเฉพาะในส่วนของการ Attack ซึ่งมี 3 แบบ คือ
1.) airflow
มารอก่อนสายเสียงปิด เรียก breathing voice ซึ่งในการร้องเพลงจะทำให้เสียลมหายใจออกโดยไม่เกิดเสียง ซึ่งจะพบได้เช่นกันในผู้ป่วยที่มีโรคของกล่องเสียงบางชนิด
2.) สายเส้นปิดรอก่อน airflow จะมา เรียกว่า glottal attack พบได้ในการร้องเพลงโดยเสียง glottic fry และการกระซิบ ซึ่งการปิดเส้นเสียงไว้ก่อนจะทำให้การสั่นไหวแรกๆ ค่อยข้างรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อสายเสียงได้
3.) สายเสียงและ airflow มาพร้อมกัน เรียก simultaneous attack เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ในการร้องเพลง เพราะ ไม่ก่อการบาดเจ็บและใช้ airflow ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

**********ในการร้องเพลงอุปรากร เรียกคุณภาพของเสียงลักษณะนี้ว่า Timbre ซึ่งแบ่งได้หลายประเภท เช่น เสียงเข้ม เช่น dramatic tenor เสียงใส เช่น lyric soprano และอื่นๆ

ติดตามต่อตอนหน้านะครับ

หมายเหตุ เนื้อหาเรื่อง voice ทั้งหมดของผมเป็นลิขสิทธฺ์ของผมนะครับ ไม่ได้ลอกใคร เขียนจากความเชี่ยวชาญของผมทั้งหมดครับ ใครจะลอกไปเมล์มาหน่อย





 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2551 1:56:48 น.   
Counter : 5157 Pageviews.  


ระบบพลังลมปราณในการร้องเพลง (Pulmonary system)

การหายใจสำหรับการพูดธรรมดา และ การหายใจสำหรับการร้องเพลง มีความแตกต่างกันมาก เพราะต้องใช้ความจุปอดที่มากกว่าเพื่อให้สามารถปล่อยลมหายใจออกได้ยาวนานและคงที่ เพียงพอกับช่วงประโยคของท่อนเพลงที่ร้อง

ในคนปกตินั้น
หายใจเข้าได้สุดประมาณ 6-7 ลิตร
หายใจออกสุดจะมีปริมาตรเหลืออยู่ในปอด ประมาณ 1.5-2 ลิตร
คิดได้ความแตกต่างประมาณ 5 ลิตร นั่นคือ vital capacity (VC)
ซึ่งในเวลาปกติเราจะมีความแตกต่างน้อยกว่านี้ เพราะเราจะหายใจเข้าและออกไม่ถึงที่สุดของปริมาตรนั้น

ในภาวะปกติ
การหายใจเข้าโดยใช้กล้ามเนื้อหายใจและการหายใจออกจากแรง elastic recoid (ดีดกลับ) ของปอดและช่องอก จะให้ความเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ประมาณ 35-50% ของ VC

ในการร้องเพลง
ต้องใช้ความจุปอดตั้งแต่ระดับ 5 % VC จนถึง 100% VC
ทำให้ต้องจัดการกับ Positive และ negative recoid ของปอดและช่องอก รวมถึงกระบังลมและกล้ามเนื้อช่วยหายใจด้วย

ซึ่งทำให้การร้องเพลงมีลักษณะที่ต่างจากการหายใจปกติ คือ มีระยะหายใจเข้านานกว่าหายใจออก แต่ในการร้องเพลงจะมีระยะหายใจออกนานกว่าระยะหายใจเข้า การฝึกการหายใจสำหรับการร้องเพลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ศัพท์เกี่ยวกับการร้องเพลงจะเรียกองค์ประกอบที่ช่วยให้ลมหายใจยาวขึ้นว่า support โดยเริ่มจากการจัดท่าทางในการร้องเพลงให้ถูกต้อง โดยมีหลักการคือ
ให้กล่องเสียงอยู่ในทางตั้งตรงไม่เอนไปหน้าหรือหลัง
หลังตรงเพื่อให้ช่องอกมี elastic recoid ดีที่สุด
หย่อนกล้ามเนื้อท้อง เพื่อให้กระบังลมสามารถเคลื่อนขึ้นลงได้ดีที่สุด

ปัจจุบันท่ายืนในการร้องเพลงนั้นในบางโรงเรียนสอนร้องเพลงจะสอนให้แอ่นส่วนท้องมาด้านหน้าเล็กน้อย (abdominal-out position ปกติเป็น abdominal-in position) เพื่อให้ช่องท้องและกระบังลมหย่อนกว่าท่าตรงปกติ

แต่จากงานวิจัยของ Jenny Iwarsson พบว่าการหย่อนของกระบังลมในท่า abdominal-in position จะทำให้กระบังลมหย่อนมากกว่า อย่างไรก็ดีใครถนัดท่าไหนก็ทำไปมันไม่ต่างกันมากนัก




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2551 1:36:04 น.   
Counter : 1254 Pageviews.  


สรีรวิทยาของการร้องเพลง

การร้องเพลง (Singing) เป็นการเปล่งเสียง (phonation) ลักษณะหนึ่ง โดยมีส่วนประกอบดังนี้

1.Activator (power supply) ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทั้งปอด กระบังลม และกล้ามเนื้อช่วยหายใจ ซึ่งจะเป็นแหล่งสร้าง airflow เข้าสู่กล่องเสียง

2.Sound source generator คือ ตัวกำเนิดเสียง ได้แก่ สายเสียงที่จะเป็นตัวสั่นไหว (vibrator) ให้เกิดเสียงขึ้นมา

3.Resonator ได้แก่ ช่องว่างที่เสียงผ่านออกไปสู่ภายนอก คือ supraglottis, hypopharynx, oropharynx และ nasopharynx มีหน้าที่เป็น resonance chamber ที่จะปรับเปลี่ยนเสียงพื้นฐานให้ซับซ้อนตามการปรับเปลี่ยนของรูปร่างของช่องว่างเหล่านี้ ซึ่งอาจรวมเรียกเป็น ช่องว่างเหนือกล่องเสียง (Supraglottal vocal tract)

4.Articulators ได้แก่ palate, tongue, teeth, และ lip ที่จะมีการกักและปล่อยเสียงให้เกิดเป็นพยางค์

การทำงานของอวัยวะต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดซึ่งนักร้องที่ดีจะสามารถบังคับให้สามารถใช้เสียงต่างๆ ได้ จนถึงขีดจำกัดของอวัยวะเหล่านี้ ทั้งในด้าน ความดัง ความทุ้มแหลม และจังหวะ โดยมีรายละเอียดในตอนต่อไป





 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2551 1:30:26 น.   
Counter : 1860 Pageviews.  


1  2  3  4  

kimanatomy
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Blog นี่สำหรับคนรักการร้องเพลงครับ โดยเฉพาะคนที่อยากรู้แบบเป็นวิชาการ
โดยอิงทฤษฎีการร้องเพลงคลาสสิกร่วมกับเวชศาสตร์การใช้เสียง
ถ้ายากไปแต่อยากเข้าใจก็ถามมาได้ครับ(e-mail,MSN)
zorroporn@hotmail.com

PRODUCED AND COPYRIGHT BY
SURAPORN KORNTONG,MD,FRCOT

ฺBEST VIEW BY INTERNET EXPLORER


ThaiBlog.info
[Add kimanatomy's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com