ขอคั่นการบรรยายเรื่อง register ด้วย เรื่อง vibration
คือเรื่อง vibration นั้นแม้แต่อาจารย์ผมยังงงๆ และในตำราทาง vocal arts ไม่มีใครสรุปไว้ กระผมเองก็ได้ทำการรวมรวบและมาทำแบบฝึกไว้รวมได้ 6 ชนิด จะขออรรถาธิบายดังต่อไปนี้1. Vibrato เป็นการเปลี่ยนเสียงให้เบาลงและเสียงจะลดโน้ตลงไม่เกินครึ่งโน้ต โดยทำซ้ำเรื่อยๆ จนจบเสียง ความถี่ในทำลูกคอประมาณ ไม่เกิน 6 รอบต่อ 1 วินาที เป็น vibration ที่ใช้บ่อยที่สุดในเพลงทุกแบบ ยกเว้นไม่ใช้ในเพลงไทยเดิม ผมเคยลองเอามาใช้ ถูกอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร ดุอย่างแรงเลยที่เดียว2. Tremolo คล้ายกับ vibrato แต่จะมีความต่างของเสียงลึกตั้งแต่ครึ่งถึงหนึ่งโน้ต ความถี่เท่ากัน ถ้าอยากรู้ว่าเป็นแบบไหนก็กด เสียงโด กับ เสียงเร แล้วลองทำเสียงสลับไปมา มันจะคล้ายเสียงวี้หวอของรถพยาบาล ซึ่งจะพบว่ามันเป็นลูกคอที่ลึกมาก ต้องฝึกครับไม่งั้นทำไม่นานจะล้าเลยทีเดียว3. Thrill คืออันนี้สับสนกันมากครับ แต่เท่าที่ผมสรุปได้ทั้งหมดมันคือ vibrato ที่ความถี่สูง ประมาณ 10 รอบต่อวินาที อันนี้ทำแล้วจะเหมือนร้องด้วยเสียงสั่นๆ ต้องเลือกใช้กับบางท่อนที่เป็นอารมณ์เฉพาะ มิฉะนั้นจะกลายเป็นร้องเพลงแบบตื่นเต้นเสียงสั่น กรรมการไม่ชอบครับ4. Yodel อันนี้เป็นศัพท์เรียกเสียงลูกคอของฝรั่งประเภทหนึ่งครับ เป็นที่เรารู้จักกันดี นั่นคือเสียง อันตะเร ฮี้เยฮี้เย นั้นเอง เป็นลูกคอที่เกิดจากการเปลี่ยน register ไปมา โดยให้ความต่างของ register นั่นแหละเป็นลูกคอ ในเพลงไทยที่ชัดๆก็เสียงขึ้นนาสิกของเพลงไทยเดิม กับเสียงโห่งานแต่ง5. Vowel migration อันนี้คือการเปลี่ยนสระของเสียงเื้อื้อนครับ อย่างตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือพี่ป๊อด กับอัสนีครับ เช่นเสียงลง อา ก็จะเลื่อนเสียงไปเป็น อาว หรือ อี้เย ของอัสนีก็ย้ายจากสระอีเป็นเอ ต้องใช้ลิ้นและริมฝีปากในการทำให้เกิดจากย้านสระไปมาครับ มักใช้กับเพลงหอนๆทุกประเภท6. Pitch migration เป็นการไล่ระดับเสียงไปตามตัวโน้ต คือจากโน้ตตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่งมันมีช่วงว่างของเสียง เราก็สามารถใส่โน้ตเข้าไปเองแล้วไล่ไปตามตัวโน้ตที่เราตั้งใจ แต่สุดท้ายต้องไปลงเสียงเป้าหมายได้ตามจังหวะให้ตรง ใช้กันมากกับเพลงไทยเดิมกับเพลงสากลที่นักร้องชอบเล่นลูกคอคือผมก็รู้ว่ามันยากนะครับ แล้ววันหลังผมจะร้องเพลงชาติโดยใช้ลูกคอต่างกันหกแบบให้ฟัง หรือจะเอาเพลงที่มีลูกคอแบบต่างๆมายกตัวอย่างให้อีกทีครับครั้งหน้าจะพูดเรื่อง register ต่อนะครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะมันเป็น falsetto ครับสุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ
Register ที่ 2 : Modal register
มาต่อกัน register ที่ 2 นะครับ บ้างก็เรียก mid tone หรือ chest tone เป็นโทนที่ใช้เป็นภาษาพูดแทบจะทุกภาษาในปัจจุบัน เป็น register ที่สบายที่สุด เหนื่อยน้อยสุด ออกเสียงดังได้มากสุด ใช้ได้นานที่สุดอันนี้ไม่ต้องมากความเพราะร้องกันสบายๆ สบาย แต่มีอย่างอื่นที่น่าสนใจจะบอกให้รู้ในทางเวชศาสตร์การใช้เสียงเรามีการวางแผนสำหรับการใช้เสียงโดย ขึ้นอยู่กับ Pitch (ความทุ้มแหลม) - register - และ Fach (เนื้อเสียง)ดูตามรูป ที่ Fach:soprano มี first register(glottic fry) ตามด้วย second register (modal) ต่อมาเป็น third register(falsetto) สุดท้ายด้วย whistle เป็น register ที่ 4จะเห็นว่าแต่ละ register มีการไล่สูงต่ำไปเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ แต่ที่เอาแผนที่นี้ให้ดูเพราะอันนี้เป็น mapping ที่ต้องทำเป็นโปรไฟล์ส่วนตัวของนักร้อง เพราะคนทำเพลงแต่งทำนองจะได้รู้ว่า ความสามารถของนักร้องมีแค่ี่ไหน จะได้แต่งเพลงเต็มสเกลเสียงได้ โดยที่นักร้องร้องได้อย่างสบายทุกเพลง ขึ้นเวทีร้องมันครบสิบเพลงเสียงก็ไม่เสียไม่แหบและไม่เหนื่อย อีกทั้งรู้ว่าตรงไหนคีย์ไหนต้องเป็นเสียงไหนเพื่อหาอารมณ์เพลง เช่น บางโน้ตเสียงสูง ร้องด้วย modal ไม่ถึง แต่นักร้องคนนี้ร้อง falsetto ได้ก็สามารถร้องนำให้ท่อนนั้นเป็น falsetto ซึ่งดีกว่าร้อง modal ไม่ถึงโน้ตแล้วก็ไปปรับกันด้วยคอม พอมาร้องเวทีมันจะไม่ถึงเสียง ฟังๆไปก็จะรู้สึกว่าหลอกลวงกันอีกทั้งส่วนใหญ่ register ของแต่ละคนจะไม่ได้ต่อกันเป๊ะๆอย่างนี้ มันจะมีเหลื่อมกันบางส่วน ซึ่งบางที่เสียงเดียวกันจะสามารถเลือกได้ว่าจะเอา register ไหน ก็จะเป็นความยืดหยุ่นของเสียงอีกประเภทหนึ่งต่อมาพบว่าในคนธรรมดาร้องเพลงเวลาเปลี่ยน register จะมีสิ่งที่เรียกว่า register break ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ก็คือเวลาเราร้องจากเสียง modal ปกติ เปลี่ยนไป falsetto หรือเสียงหลบนั้น มันจะเกิดจังหวะหยุดเปลี่ยน เนื่องจากกล่องเสียงเราเปลี่ยนกลไลของกล้ามเนื้อ ผลคือเราจะรู้ทันทีว่าหลบแล้วนะไม่ใช่เสียงปกติในเพลงหลายๆประเภทจะชอบทำให้รู้ว่ามีการหลบ เช่น โห่งานแต่ง เวลาออกคำว่า โห จะเป็นเสียง modal เวลา ฮี้ จะเป็นเสียง falsetto หรือ การขึ้นนาสิกของเพลงไทยเดิม ดัง หึ ท้ายท่อนเอื้อนนั้น ก็เป็นการเปลี่ยนจาก modal เป็น whistleทว่าในกระบวนการร้องคลาสสิกและสากลนั้น เราอยากให้รู้สึกว่านักร้องแข็งแรง มีเสียงต่ำและแหลมกว้างที่สุด ซึ่งจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะกำจัด register break ออกไป เสียงช่วงต่อที่ได้ขจัด register break ไปแล้วเรียกว่า Passagio หรือเสียงผ่าน ต้องฝึกต้องทำสองอย่าง1.การใช้กล้ามเนื้อกล่องเสียงบางมัด นั่นคือ กล้ามเนื้อ cricothyroid ซึ่งปกติจะทำงานแบบ all or none คือกระตุกก็กระตุกเลย แต่เราจะต้องฝึกให้มันทำงานแบบ multi-stepping คือให้มันกระตุกได้เป็นขั้นๆ ให้เนียนจนฟังไม่ออกถึงจุดเปลี่ียน2.ต้องมีการเพิ่มลมให้แรงขึ้นตอนใช้ passagio มิฉะนั้นจะเสียงเบามากถ้านักร้องฝึกได้สำเร็จ ผลก็คือร้องยังไงก็ไม่มีใครรู้ว่าได้หลบไปแล้ว ซึ่งการฝึกจะมีสอง passagio ได้แก่ (1)glottic fry ไป modal เรียก primary passagio (2)จาก modal ไป falsetto เรียก secondary passagio ซึ่งด้วยลักษณะทางภาษาไทย เราจะมี primary passagio โดยอัตโนมัติ (ขอไม่อธิบาย) ส่วนในภาษาอังกฤษจะมี secondary passagio โดยอัตโนมัติ ดังนั้นในคนไทยเราคงจะเน้นฝึกแค่ secondary passagio ก็พอครับส่วนท่านที่มี fach ต่างกันก็มีจุดเปลี่ยนของโน้ตต่างกันไปด้วยตาม mapping นะครับอีกอย่างท่านใดจะเป็น fach ไหนเราไม่ได้แบ่งกันที่โน้ตนะครับแต่เราจะฟังเนื้อเสียง ซึ่งเนื้อเสียงเกิดจากลักษณะของกรามและคาง ลักษณะของลิ้น ลักษณะของฝาปิดกล่องเสียง ก็วันหลังจะมาเล่าให้ฟังอีกที วันนี้เหนื่อยแล้ว
อธิบายศัพท์เพิ่มเติม ตอนที่ 2 register
register แปลตรงตัวคือการลงทะเบียนของเสียง เวลาแปลตรงตัวจะงง แต่ถ้าลองฟังความหมายจะเข้าใจ ก็เหมือนกับเราลงทะเบียนเรียนวิชาไหนก็ต้องเรียนวิชานั้นไปตลอด นั้นคือมันเป็นรูปแบบการออกเสียงที่ถ้าเราเริ่มใช้เสียงแบบไหนก็จะออกมาแบบนั้นได้ตลอด เช่น เราพูดเสียงปกติก็จะเสียงปกติ ผู้ชายลองพูดแบบเสียงหลบคล้ายกระเทยก็จะพูดเสียงนั้นไปได้ตลอดvoice register ปัจจุบันที่มีแน่ๆ มี 4 แบบ คือ1.glottic fry 2.modal หรือ chest tone หรือ mid voice หรือ middle tone 3.falsetto หรือ head tone 4.Whistle หรือ superhead หรือ flute voiceแต่ยังมี register อื่นๆอีกที่ ไม่ค่อยมีใครใช้ เช่น การทำเสียงตอนหายใจเข้า เสียงแนว acapella แต่ก็ไม่ได้ใช้จริงกันมากนักในการร้องเพลงปกติขออธิบาย glottic fry ก่อน ชื่อมันแปลว่า ทอดกรอบกล่องเสียง คือเสียงจะเป็นเม็ดๆแหบๆ ลักษณะเสียงจะเป็นแบบคล้ายคนกระซิบกัน แต่ในการร้องเพลงจะดังกว่าการกระซิบ เสียงร้องจะแหบ ขรุขระ ใช้ร้องกลุ่มเพลง rock และเพลงอารมณ์ เพลงที่ใช้เสียงประเภทนี้ชัดเจนได้แก่เพลงของวง y not 7 , retrospect ข้อดีของเสียงประเภทนี้คือ ให้อารมณ์ ถ้าออกเสียงเบาจะเศร้า ถ้าออกเสียงดังจะฟังดูดิบๆข้อเสีย คือต้องมีการฝึกที่ดีเพราะระหว่างออกเสียง เส้นเสียงจะติดกันมากกว่าปกติ ทำให้เส้นเสียงตีกันเองรุนแรงและบาดเจ็บได้ง่ายวิธีการฝึกให้มีคือ เริ่มจากการกระซิบแหบๆ เบาๆ แล้วออกเสียงให้ดังมากขึ้นแต่รูปแบบเสียงเหมือนเดิม ถ้าคนไม่คุ้นจะรู้สึกเจ็บคอ และคล้ายมีเสมหะติดคอทันที ต้องค่อยๆฝึกไปจะทำได้ แต่ใจจริงๆแล้วไม่อยากให้ใช้ถ้าไม่จำเป็นตอนต่อไป modal register
ลูกคอ ทั้ง 6 แบบ
1.vibrato2.Tremolo3.Thrill4.Yodel5.Vowel migration6.Pitch migrationในเพลงสากลจะใช้ vibrato,thrill,vowel migration,picth migrationเพลงลูกทุ่ง ใช้ vibrato,thrill,vowel migration,picth migration,yodelเพลงไทยเดิม ใช้ vowel m.,yodel,picth m.เพลงโอเปร่าใช้ทุกอัน แล้วแต่อารมณ์ของอุปรากรส่วน register ของเสียงที่มีอธิบายแบบหมอๆไป กับความหมายและการฝึกลูกคอประเภทต่างๆจะมาให้ความกระจ่างอีกทีครับ
ขอชี้แจง ก่อนอธิบายศัพท์
คือ ผมเรียน professional voice ในนามของแพทย์ครับ ผมเรียนกลไกและกรรมวิธีการใช้เสียงเท่าที่มนุษย์จะทำได้ ที่ผมกล้าหาญไปเรียนเพราะผมอยู่ในวงการร้องเพลงอยู่บ้าง เนื่องจากผมเป็นนักร้องเพลงไทยเดิม เคยได้ถ้วยรางวัลพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ตอนอยู่ ม.ปลาย และอยู่วงของคณะแพทย์ และวงอาจารย์คณะแพทย์มาตลอด แล้วก็คุ้นเคยกับการฟังเพลงคลาสสิกตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่จุฬาฯ ผมจึงไม่มีปัญหาในการใช้เสียงในรูปแบบต่างๆึ่ ซึ่งครูของผมที่ยอมสอนก็เพราะผมสามารถเข้าใจเสียงต่างๆได้แต่ต้องเพราะใจว่าผมไม่ใช่นักร้องและไม่ใช่อาจารย์สอนร้องเพลง แต่หน้าที่ของ vocal art doctor คือแก้ไขปัญหาในการใช้เสียง เช่น ลูกคอไม่มี เสียงหลบทำไม่ได้ หรือร้องเพลงไม่กี่เพลงก็เสียงแหบเป็นต้นค่อยๆอ่านไปนะครับ ใจเย็นๆ สิ่งที่นักร้องควรใส่ใจก็มีเรื่อง register ทั้ง 4 แบบ และลูกคอ ทั้ง 6 แบบแล้ววันหลังจะอัดให้ฟังสักพักอาจไปสอนที่โบสถ์อัสสัมฯ แล้วจะมาบอกอีกทีครับ