|
|
Register ที่ 2 : Modal register
มาต่อกัน register ที่ 2 นะครับ บ้างก็เรียก mid tone หรือ chest tone เป็นโทนที่ใช้เป็นภาษาพูดแทบจะทุกภาษาในปัจจุบัน เป็น register ที่สบายที่สุด เหนื่อยน้อยสุด ออกเสียงดังได้มากสุด ใช้ได้นานที่สุด
อันนี้ไม่ต้องมากความเพราะร้องกันสบายๆ สบาย แต่มีอย่างอื่นที่น่าสนใจจะบอกให้รู้
ในทางเวชศาสตร์การใช้เสียงเรามีการวางแผนสำหรับการใช้เสียงโดย ขึ้นอยู่กับ Pitch (ความทุ้มแหลม) - register - และ Fach (เนื้อเสียง)

ดูตามรูป ที่ Fach:soprano มี first register(glottic fry) ตามด้วย second register (modal) ต่อมาเป็น third register(falsetto) สุดท้ายด้วย whistle เป็น register ที่ 4
จะเห็นว่าแต่ละ register มีการไล่สูงต่ำไปเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ แต่ที่เอาแผนที่นี้ให้ดูเพราะอันนี้เป็น mapping ที่ต้องทำเป็นโปรไฟล์ส่วนตัวของนักร้อง เพราะคนทำเพลงแต่งทำนองจะได้รู้ว่า ความสามารถของนักร้องมีแค่ี่ไหน จะได้แต่งเพลงเต็มสเกลเสียงได้ โดยที่นักร้องร้องได้อย่างสบายทุกเพลง ขึ้นเวทีร้องมันครบสิบเพลงเสียงก็ไม่เสียไม่แหบและไม่เหนื่อย
อีกทั้งรู้ว่าตรงไหนคีย์ไหนต้องเป็นเสียงไหนเพื่อหาอารมณ์เพลง เช่น บางโน้ตเสียงสูง ร้องด้วย modal ไม่ถึง แต่นักร้องคนนี้ร้อง falsetto ได้ก็สามารถร้องนำให้ท่อนนั้นเป็น falsetto ซึ่งดีกว่าร้อง modal ไม่ถึงโน้ตแล้วก็ไปปรับกันด้วยคอม พอมาร้องเวทีมันจะไม่ถึงเสียง ฟังๆไปก็จะรู้สึกว่าหลอกลวงกัน
อีกทั้งส่วนใหญ่ register ของแต่ละคนจะไม่ได้ต่อกันเป๊ะๆอย่างนี้ มันจะมีเหลื่อมกันบางส่วน ซึ่งบางที่เสียงเดียวกันจะสามารถเลือกได้ว่าจะเอา register ไหน ก็จะเป็นความยืดหยุ่นของเสียงอีกประเภทหนึ่ง
ต่อมาพบว่าในคนธรรมดาร้องเพลงเวลาเปลี่ยน register จะมีสิ่งที่เรียกว่า register break ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ก็คือเวลาเราร้องจากเสียง modal ปกติ เปลี่ยนไป falsetto หรือเสียงหลบนั้น มันจะเกิดจังหวะหยุดเปลี่ยน เนื่องจากกล่องเสียงเราเปลี่ยนกลไลของกล้ามเนื้อ ผลคือเราจะรู้ทันทีว่าหลบแล้วนะไม่ใช่เสียงปกติ
ในเพลงหลายๆประเภทจะชอบทำให้รู้ว่ามีการหลบ เช่น โห่งานแต่ง เวลาออกคำว่า โห จะเป็นเสียง modal เวลา ฮี้ จะเป็นเสียง falsetto หรือ การขึ้นนาสิกของเพลงไทยเดิม ดัง หึ ท้ายท่อนเอื้อนนั้น ก็เป็นการเปลี่ยนจาก modal เป็น whistle
ทว่าในกระบวนการร้องคลาสสิกและสากลนั้น เราอยากให้รู้สึกว่านักร้องแข็งแรง มีเสียงต่ำและแหลมกว้างที่สุด ซึ่งจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะกำจัด register break ออกไป
เสียงช่วงต่อที่ได้ขจัด register break ไปแล้วเรียกว่า Passagio หรือเสียงผ่าน ต้องฝึกต้องทำสองอย่าง 1.การใช้กล้ามเนื้อกล่องเสียงบางมัด นั่นคือ กล้ามเนื้อ cricothyroid ซึ่งปกติจะทำงานแบบ all or none คือกระตุกก็กระตุกเลย แต่เราจะต้องฝึกให้มันทำงานแบบ multi-stepping คือให้มันกระตุกได้เป็นขั้นๆ ให้เนียนจนฟังไม่ออกถึงจุดเปลี่ียน 2.ต้องมีการเพิ่มลมให้แรงขึ้นตอนใช้ passagio มิฉะนั้นจะเสียงเบามาก
ถ้านักร้องฝึกได้สำเร็จ ผลก็คือร้องยังไงก็ไม่มีใครรู้ว่าได้หลบไปแล้ว ซึ่งการฝึกจะมีสอง passagio ได้แก่ (1)glottic fry ไป modal เรียก primary passagio (2)จาก modal ไป falsetto เรียก secondary passagio
ซึ่งด้วยลักษณะทางภาษาไทย เราจะมี primary passagio โดยอัตโนมัติ (ขอไม่อธิบาย) ส่วนในภาษาอังกฤษจะมี secondary passagio โดยอัตโนมัติ ดังนั้นในคนไทยเราคงจะเน้นฝึกแค่ secondary passagio ก็พอครับ
ส่วนท่านที่มี fach ต่างกันก็มีจุดเปลี่ยนของโน้ตต่างกันไปด้วยตาม mapping นะครับ
อีกอย่างท่านใดจะเป็น fach ไหนเราไม่ได้แบ่งกันที่โน้ตนะครับแต่เราจะฟังเนื้อเสียง ซึ่งเนื้อเสียงเกิดจากลักษณะของกรามและคาง ลักษณะของลิ้น ลักษณะของฝาปิดกล่องเสียง ก็วันหลังจะมาเล่าให้ฟังอีกที วันนี้เหนื่อยแล้ว
| Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551 |
| Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 23:58:26 น. |
|
5 comments
|
| Counter : 2152 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: สัมปันนี วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:5:06:01 น. |
|
โดย: note-d วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:25:20 น. |
|
โดย: doo_wop_boy วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:10:22:46 น. |
|
โดย: Fight_on วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:13:03:05 น. |
|
โดย: I am Legend วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:0:57:12 น. |
|
|
|
|
| kimanatomy |
 |
|
|
 |
|