Chapter - 1 : ย้อนรอย เมื่อมาผ่าตัด


  เรื่องที่เขียนขึ้นนี้เป็นเรื่องของสุขภาพที่ควรต้องตระหนักถึง เเละวันนี้จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ "ก้อนเนื้อ" ที่มันอาศัยอยู่ในร่างกายของเรา นานนับเกือบ 10 ปี...
  ตอนเเรก ไม่คิดว่าอยากผ่าออกหรอก เพราะ "กลัวเจ็บ" เเต่ที่ไหนได้ เมื่อระยะเวลาผ่านไป เจ้าก้อนเนื้อชิ้นนี้ กลับเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาในร่างกาย ถึงขนาดที่เอ่ยปากบอกเเม่ว่า "จะเอามันออก"...  

ก้อนเนื้อชิ้นนี้ เกิดขึ้นมาเกือบ 10 ปีเเล้วมั้ง เเต่เราไม่สนใจที่จะเอามันออก เนื่องจากคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ประกอบกับการที่ดื้อรั้นกับคำเตือนของเเม่ เลยปล่อยให้มันโตได้ถึงปีนี้...



ในความเข้าใจ เราคิดว่าน่าจะเป็นก้อนไขมันอะไรสักอย่าง ประกอบกับข้อมูลที่พอศึกษาได้ตามเว็บ มันอาจเป็น sebaceus cyst หรือ  Lipoma... 

หลังจากที่ได้หาความรู้เกี่ยวกับ "เจ้าก้อน"นี้เเล้ว ก็ไม่ได้สนใจอีกเลย จนกระทั่งปลายเดือนมกราคม 2558 มันเกิดอาการคันจนอยากบีบออก (-- ซึ่งความจริงลอง"บีบ" เล่นหลายครั้งเเล้ว) เเละรู้สึกว่ามันจะเริ่มบวมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคิดว่า ควรจะเอามันออกได้เเล้วล่ะ...



เราเดินทางไปหาหมอ วันศุกร์ที่ 30 มกราคม เพื่อสอบถามอาการ เเละนัดผ่าเลย ซึ่งก็ได้รับคำตอบให้มาผ่าในวันอังคาร (-- ใจจริง อยากเอามันออก ณ บัดนั้น เเต่ก็ต้องรอ เพราะคุณหมอมีคิวที่ต้องผ่าคนไข้เยอะ)...

มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจเเค่ 3-4 วัน ในระหว่างนี้ก็นับวัน เวลาถอยหลังที่จะเข้าห้องผ่าตัด ตื่นเต้นมากนะ สำหรับคนที่ไม่เคยเข้าห้องผ่าตัด... 

เเละเเล้ว วันที่รอคอยก็มาถึง  เราตื่นมาพร้อมกับคลำต้นขา พลางนึกในใจบอกว่า
"วันนี้จะเอาออกเเล้วนะ" (-- ถึงเวลาต้องร่ำลากันเเล้ว ว่างั้นเถอะ)...

เเต่พอถึงโรงพยาบาล ก็ต้องนั่งรอคอยเวลากันอีก เเละคิดรำคาญว่าเมื่อไรจะได้เอาออกซะที จะได้กลับบ้าน... 

เวลา 09.00 น. นาทีเเห่งการลุ้นละทึกก็มาถึง... เดินเข้าห้องผ่าตัด(เล็ก)อย่างสง่าผ่าเผย เเต่ก็ต้องเข้าไปนั่งรออีกประมาณ 30 นาที ตอนเเรกก็สอดส่าย สายตามองนู้นนี่นั้น ตามประสาคนที่ไม่ค่อยอยู่เฉย ดูว่ามีกี่ห้อง มีคนไข้กี่คน  เเต่เมื่อพอผมหายตื่นเต้น ก็หยิบหนังสือในกระเป๋าขึ้นมาอ่าน รอจนคุณหมอเรียก...

เรื่องเล่าจากห้องผ่าตัด...

บรรยากาศภายในห้องนั้น ดูไม่น่ากลัวเท่าที่คิด มีเตียง เเละเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆประกอบกับในห้องมีอากาศเย็นนิดหน่อย ขั้นตอนที่คุณหมอได้ทำนั้น ก็ให้นอนบนเตียงเเละมีเเผ่นเย็นๆมาเเปะไว้ตรงขา ไม่ตรงกับจุดที่กำลังผ่าหรอก หลังจากนั้นก็มีการเตรียมอุปกรณ์ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงขั้นตอนถึงการฉีดยาชา

ตอนนี้ค่อนข้างกังวลเเละกลัว เนื่องจากเคยได้ยินเเละอ่านบทความมาว่า ขณะฉีดยาชานั้นจะเจ็บมาก เพราะเข็มมันใหญ่ เเต่จากที่สัมผัสจริงๆ ไม่เจ็บอย่างที่คิด กล่าวคือ คุณหมอได้ฉีดเข็มเเรกไปบริเวณก้อนเนื้อก่อน เเล้วค่อยๆฉีดไปอีกประมาณ 3-4 เข็ม ตรงจุดนี้ที่ฉีดเยอะเพราะว่าจะต้องมีการกรีดเป็นทางยาว อาจทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ครอบคลุม...

หลังจากที่ฉีดเสร็จ จะมีการทดสอบว่า ตรงไหนออกฤทธิ์หรือไม่ โดยจัดการเอามีดจิ้มไปตรงนั้นตรงนี้ (-- จิ้มจริง รู้เลย) เเละสอบถามว่า เจ็บหรือเปล่า ถ้าเจ็บ ก็ฉีดยาชาเพิ่มตรงนั้น... เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการเอามันออกได้เลย... 

ขณะที่ลงมือผ่าตัด ก็เเน่นอนล่ะนะ อยากรู้มานานเเล้วว่ามันจะเจ็บหรือเปล่า รู้สึกอะไรบ้าง ซึ่งเราตอบได้เลยว่าไม่มีความรู้สึกตรงนั้นอีกต่อไปเเล้ว เเต่ก็มีอยู่ 2 ครั้งครับ ที่หมอใช้มีดกรีดลงไปเเล้ว ผมนี่สะดุ้ง+กระตุก จนต้องมีคนจับขา เพราะมีความรู้สึกว่ากำลังโดนกรีด คุณหมอก็ช่างเเสนดีบอกว่า "คุณณรงค์กร เจ็บหรอครับ งั้นเดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาให้นะครับ" (-- สุภาพมากครับ คุณหมอท่านนี้)

หลังจากนั้น ประมาณ 1 ชั่วโมงให้หลัง ทุกอย่างเป็นอันจบสิ้น ตอนที่คุณหมอกำลังเย็บเเผลนั้น ผมก็หันไปมองเจ้าก้อนเนื้อชิ้นนั้น ที่อยู่บนผ้าก๊อต พร้อมกับร้อง "ว้าว" รู้สึกตื่นเต้นจนออกนอกหน้าออกตา จนคุณหมอคิดว่าเราเจ็บ เเต่เปล่าครับ ผมตื่นเต้นกับสิ่งที่พบเห็น นั้นคือ "ก้อนเนื้อ" ที่ผมกังวลว่ามันจะเเตก...



นายเเพทย์ท่านนี้ให้ความเห็นว่า นี่คือ "ถุงต่อมไขมันใต้ผิวหนัง" ไม่มีอันตรายใดๆ อย่าได้กังวล...

ซึ่งตอนนี้ก้อนอาจยังไม่ใหญ่มาก เเต่ก็ควรเอาออกก่อนที่มันจะโตมากกว่านี้...

หลังจากที่เอามันออก ผมก็ขอคุณหมอเก็บไว้เป็นที่ระลึก เเต่ความจริงทางครอบครัว ไม่อยากให้มีใครเอากลับมา เพราะถือว่ามันเป็น "ของเสีย" ไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใดเลยที่เอากลับมา เเต่เราคิดว่า น่าจะเอามาเขียนเป็นเรื่องให้อ่านกันได้ เพื่อที่จะรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เเละเตรียมความพร้อมที่จะจัดการมันตั้งเเต่เนิ่นๆ...

เเต่ถึงอย่างไรนั้น เมื่อถึงเวลาอันสมควร เราก็คงต้องจัดการมันไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เเต่ความจริงอยากผ่ามันออกมาดูด้วยซ้ำว่า ข้างในมันมีอะไรอยู่บ้าง เเต่ก็ยังไม่กล้าครับ... 



เลื่อนมาอีกบรรทัด ข้างบนบอก ไม่อยากผ่ามันเล่น เเต่ด้วยนิสัยที่ชอบอยากรู้ไปทุกเรื่อง ก็เอามันมาวางบนถาด พร้อมกับเอาวัสดุปลายเเหลมมาจิ้ม เเล้วง้างมันออก...

เชื่อไหมครับว่า ข้างในมันไม่ใช่ก้อนเนื้ออะไรใดๆ เเต่ภายในมันบรรจุด้วยของเหลวสีเทา ข้นๆเหมือนครีม กลิ่นก็ค่อนข้างเเรงเหมือนกัน เพราะนับตั้งเเต่เอาออกจากโรงพยาบาล จนถึงวันที่ทดลอง ก็ผ่านมาหลายวันเเล้ว พูดง่ายๆว่ามันอาจ"เน่า" เเล้วก็ได้ (-- ช้าก่อน มันจะเน่าได้อย่างไร ในเมื่อเราเอาไว้ใน"ตู้เย็น')...

ต้องขออธิบายว่า ของเหลวภายในน่าจะเป็น "หนอง"ที่ยังไม่อักเสบเต็มที่ ถ้าเกิดปล่อยมันไว้นานๆจนเกิดอาการ ก็อาจเเตกออกมา เกิดอันตรายต่อร่างกายมากยิ่งขึ้น...

เล่นกับมันได้ไม่ถึง 10 นาที ก็เอากระดาษห่อมันทิ้งลงถึงขยะดีกว่า ไม่อยากให้มันเเตกมากกว่านี้...

สำหรับข้อมูลโรงพยาบาลนั้นผมเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลราชวิถี 
โดยเฉพาะห้องที่ผมตรวจเเละผ่าตัดชั้น 9 ทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อนผ่าตัด เเละหลังผ่าตัด 1 วัน ทางเจ้าหน้าที่ได้โทรมาสอบถามอีกด้วย รวมถึงยังให้คำเเนะนำดีๆอีก ต้องขอขอบคุณทางเจ้าหน้าที่มากครับ... 



ส่วนเเพทย์ที่ผ่าตัดผมนั้น คือ นพ. ธรรมนูญ พนมธรรม เห็นคนข้างในเรียกว่า "อาจารย์ๆ" ก็น่าจะเป็น "อาจารย์เเพทย์" ณ สถานศึกษาสักเเห่งหนึ่ง...

ท่านผู้นี้เป็นคนที่ดูเเลคนไข้ได้อย่างดีเยี่ยม เรียกคุณๆ ตลอด ถามว่าเจ็บไหม ผมจะฉีดยาชาให้ เรียนตามตรงครับว่า พูดจาสุภาพมาก จนอดคิดไปเลยว่า เเพทย์ที่ดีเเละดูเเลคนไข้นั้นมีอยู่ เเละคิดว่ามีอีกเยอะด้วย...

ตอนที่ไปตัดไหม ก็ได้คุยกันนิดๆหน่อยๆ เเละบอกว่า จะเอาเรื่องที่ผ่าตัดนี้ ไปเขียนลงบล๊อก... คุณหมอก็ยินดีนะ เเต่อย่าเอาชื่อหมอไปออก...

*** กลับมานั่งอ่านเเล้ว คิดว่าควรปรับปรุงการใช้คำใหม่ รวมถึงเขียนเนื้อเรื่องให้กระชับยิ่งขึ้น เลยมาเเก้ไขในวันนี้ 24-6-59***



Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 24 มิถุนายน 2559 10:28:13 น.
Counter : 1175 Pageviews.

2 comment
Chapter - 2 : จุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยในประเทศไทย




รูปที่เห็นด้านบนนีื คือ หมุดทองเหลืองของคณะปฏิวัติ ๒๔๗๕ 

เป็นจุดที่พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็นผู้ยืนประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์ ล้มล้างการปกครองเเบบ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" มาเป็นระบอบ "ประชาธิปไตย" ในครั้งเเรกของสยามประเทศ...

การปฏิวัติในสยามประเทศนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวตามที่หลายๆคนเข้าใจ เเต่ความจริงนั้น เคยเกิดขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 6 ซึ่งคณะผู้ก่อก่อนนั้น นำโดย ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) มีการวางเเผนลอบปลงประชนม์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เเต่การก่อการในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ จึงถูกเรียกว่าเป็น "กบฏ" ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น เรียกว่า "คณะปฏิวัติ ร.ศ. 130"...  



พระที่นั่งอนันตสมาคม กับ การปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ 

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การนำของพระยาพหลพลพยุหเสนา พร้อมพวกร่วมก่อการในครั้งนั้น ประกอบไปด้วย กองทัพบก
(บางส่วน) กองทัพเรือ เเละ กลุ่มพลเรือน ซึ่งเเนวคิดการเปลี่ยนเเปลงการปกครองนั้น มีมาตั้งเเต่ การปฏิวัติในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ เเต่ไม่สำเร็จ จึงเรียกว่าเป็น "กบฏ" เเละเป็นเเรงผลักดันให้เกิดการก่อนการในครั้งนี้...  



พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ (๒๔๓๖ - ๒๔๘๔)



พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะปฏิวัติ ๒๔๗๕ (๒๔๓o - ๒๔๙o)



ผู้นำฝ่ายพลเรือน : หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) (๒๔๔๓ - ๒๔๒๖)

ผู้นำฝ่ายพลเรือนที่มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานการปกครองประชาธิปไตย นั้นคือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูฐฉบับเเรกของประเทศไทย ต้องการเปลี่ยนเเปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กษัตริย์เป็นใหญ่ในเเผ่นดิน มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่เสียงของประชาชนเป็นใหญ่ เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะโค้นล้มราชบัลลังค์เเต่อย่างใด เพียงต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูฐเท่านั้น...

เช้าตรู่วันที่ ๒๔๗๕ ได้มีการเรียกทหารบกจำนวนหนึ่ง มา ณ บริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อที่เข้าชมการฝึกซ้อมทางการทหาร เเต่ทุกคนหารู้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อมา เเละเเล้วเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนพร้อมรับชมการฝึกซ้อมนั้น พระยาพหลพลพยุหเสนาได้ปีนขึ้นไปบนรถถังหุ้มเกราะ เพื่ออ่านประกาศของคณะราษฏร โดยเนื้อหาใจความของประกาศฉบับนั้น ได้พูดโจมตีเกี่ยวกับสถาบันอย่างร้ายเเรง เเละเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนเเปลงการปกครอง เเละต้องการให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชธรรมนูญเเก่คนไทยโดยเร็ว...  

เเละเเล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหาษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ได้เริ่มขึ้น... 



จุดที่พระยาพหลพลพยุหเสนาประกาศการเปลี่ยนเเปลงการปกครอง (ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

จบไปเเล้วนะครับ สำหรับประวัติย่อๆของการเปลี่ยนเเปลงการปกครองของไทย ต่อจากนี้เรามาเยี่ยมชมสถานที่สวยๆกันดีกว่าครับ... 



สังเกตุตรงด้านซ้ายให้ดี ตรงจุดนี้คือจุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกมหาสมาคม ในปี 2549 เเละ 2554



อีกมุมหนึ่ง ที่พระองค์ทรงประทับ เมื่อมีงานสำคัญๆ 



สถาปัตยกรรมอันสวยงาม บนพื้นเเผ่นดินไทย มีคนเข้าชมเยอะมาก



หลากหลายมุม ลวดลายหินอ่อนเเกะสลัก 



ถ่ายจากทางด้านหลังของพระทีนั่งอนันตสมาคม 



อีกสักภาพ สำหรับด้านหลังของพระที่นั่งฯ



ทางเข้า เตรียมตัวที่จะเข้าชมภายในอันสวยงาม ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคมเเห่งนี้ 



ด้านหน้า ตรงพระบรมรูปทรงม้า รูปนี้จะสวยมาก ถ้าไม่มีรถบัสนักท่องเที่ยวมาบดบัง



ลาก่อน พระที่นั่งอนันตสมาคม ไว้โอกาสหน้าจะมาเยี่ยมกันอีกนะครับ... 

คำศัพท์การเมืองน่าสนใจ :
คำง่ายๆ ที่สื่อมักชอบใช้ผิด มีอยู่ 2 คำ ได้เเก่ 

- การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึง การล้มล้างการปกครองโดยเปลี่ยนจากระบอบหนึ่ง สู่อีกระบอบหนึ่ง เช่น สมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็น ระบอบประชาธิปไตย 

- รัฐประหาร (Coup d' etat) หมายถึง การใช้กำลังยึดอำนาจเเละเปลี่ยนเเปลงรัฐบาลในขณะนั้น โดยการโค่นล้มเเละเเต่งตั้งพวกพ้องของตัวเองขึ้นมาใช้อำนาจ เเต่ถ้าคณะผู้ก่อการทำไม่สำเร็จ จะเรียกว่า "กบฏ" (Rebel) 



Create Date : 09 ธันวาคม 2557
Last Update : 11 ธันวาคม 2559 10:19:56 น.
Counter : 1383 Pageviews.

0 comment
เรื่องของ "ตั๊กเเตน"


  ตั๊กเเตนใบจาก

เมื่อนานมาเเล้ว ตอนเด็กเราเคยเห็นของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติมากมาย บางส่วนได้หายไปเเล้วในยุคปัจจุบัน เเต่ก็ยังคงมีอีกสิ่งหนึ่งที่ยังไม่หายไป ซึ่งก็น่าภูมิใจนะว่าสิ่งประดิษฐ์ที่จะกล่าวมานี้ ยังมีคนสนใจอยู่ ยังไม่หายไปไหน สิ่งนั้นคือ "ตั๊กเเตนที่สานจากใบจาก"



วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ตอนที่เรากำลังเดินทางกลับบ้าน ขณะนั้นได้เดินผ่านคนนั่งปูผ้านั่งอยู่บนพื้น มีตั๊กเเตนเเขวนอยู่ 3 ตัว เเละมีป้ายระบุข้อความว่า "ตั๊กเเตนตัวละ 20 บาท ช่วยเหลือคนพิการ"  เเละก็หันไปมองคนขายผู้ซึ่งพิการคนหนึ่ง น่าจะคราวรุ่น"ลุง" เลยทีเดียว เขาพูดรู้เรื่อง ไม่ได้ทำตัวน่าสมเพสเหมือนคนเเก่ หรือคนพิการที่นั่งขอทานเลยเเม้เเต่น้อย เเบบนี้น่ายกย่อง เพราะถ้าคิดเเบบคร่าวๆ ชายผู้นี้คงรับตั๊กเเตนต้นทุนตัวละ 10 บาท เเละขายเอากำไรเเค่ 10 บาทเท่านั้น นับว่าน่ายินดีอย่างยิ่งที่เขาทำมาหากินเเบบสุจริต ไม่เอาเปรียบใคร... 

ความจริง เราเห็นลุงคนนี้มา 2 วันเเล้วล่ะ เเต่ตอนที่เห็นครั้งเเรก ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวเเพง เเต่ที่ไหนได้ ราคาถูกเหมือนให้เปล่า เราก็เลยจัดการสอยมา 2 จาก 3 ตัวที่ห้อยอยู่ บอกกับคนขายว่า "ผมเอา 2 ตัวครับ ลุง" เเละก็หยิบเงินให้ไป 50 บาท เเล้วบอกว่าไม่ต้องทอน ลุงคนขายก็ยกมือไหว้ เรานี่ก็เเทบรับไหว้ไม่ทัน เพราะถือถึงตั๊กเเตนอยู่ 

วันนี้เป็นวันศุกร์ วันสุดท้ายของการทำงาน เราก็จัดการคืนความสุขให้เเก่คุณลุงคนขายไป 

เอาล่ะ มาคุยกันเรื่อง "ตั๊กเเตน" กันดีกว่า
ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน เราหยิบตั๊กเเตนตัวหนึ่งขึ้นมาดู พร้อมกับพลิกไปพลิกมา ดูความสวยความงามของมัน เเต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาทำยังไงหว่า ??? 




ดูๆไป ก็สวยดีนะครับ เป็นสิ่งประดิษฐ์ เป็นศิลปะภูมิปัญญาชาวบ้านในสมัยก่อน ที่ทำของเล่นให้ลูกหลานได้เล่นกัน ในสมัยก่อนอาจไม่ค่อยมีราคาค่างวดใดๆ เเต่สมัยนี้ก็ขายได้หลายตังค์เชียวละ!! 



สิ่งประดิษฐ์นี้ ถูกถ่ายทอดมาในยุคสมัยก่อน มาจนถึงยุคปัจจุบัน เเต่ก็ไม่เเน่เหมือนกันนะครับว่า ในอนาคต ของสิ่งนี้ อาจเป็น "ของที่ถูกลืม" ไปก็ได้ ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่อนุรักษ์หรือรักษามันเอาไว้ 

หลังจากที่ชื่นชมกับสิ่งที่ซื้อมาในวันนี้ เราก็เริ่มสืบค้นข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการประดิษฐ์สิ่งของจากใบจาก ใบมะพร้าว เราก็เห็นว่า ไม่ได้มีเเค่ตั๊กเเตนเพียงอย่างเดียว เเต่มีทั้งปลาตะเพียน นกนางเเอ่น หรือข้าวของเครื่องใช้อีก เช่น หมวก ชะลอม ตะกร้า พัด เป็นต้น 

เรารู้สึกภูมิใจกับภูมิปัญญาชาวบ้านมาก ที่เขามีความคิดสร้างสรรค์สร้างมันขึ้นมา ถ้าใครเห็นมีคนขาย ก็ช่วยอุดหนุนเขาหน่อยนะครับ ถ้ามันไม่เเพงเกินไป 

ป.ล. ความคิดเห็นส่วนตัว เราชอบเป็นเเบบตอนใบสดมากกว่าตอนเเห้งนะ อิ อิ .... 





Create Date : 15 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 19 เมษายน 2559 8:12:31 น.
Counter : 645 Pageviews.

0 comment
คุณวิกรม กรมดิษฐ์ 2014


วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 

วันนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปงานหนังสือเเห่งชาติ (Book Expo Thailand) ครั้งที่ 19 
ณ ศูนย์ประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์ 

เหตุที่อยากไปในงานหนังสือเเห่งชาติ เนื่องจากเราต้องการพบกับบุคคลหนึ่ง ซึ่งบุคคลนี้ถือว่า เป็น 1 ในไม่กี่คนที่ชีวิตนี้อยากเจอ เนื่องจากเราได้ติดตามผลงานของเขา เเละอ่านหนังสือที่เขาเขียน ต้องยอมรับเลยว่า เขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดเราอย่างสูง 

คนๆนั้นคือ คุณวิกรม กรมดิษฐ์ 



คุณวิกรม ได้มาเยี่ยมเยียนนักอ่าน เเฟนคลับของเขา ที่บูธ G 18 Book Smile 

ก่อนที่เราจะได้ถ่ายรูปกับคุณวิกรม กรมดิษฐ์นั้น จะต้องซื้อหนังสือก่อน ซึ่งหนังสือเล่มนั้นคือ คาถาชีวิต2 เล่มใหม่ล่าสุดของคุณวิกรม ที่เเต่งร่วมกับท่า ว. วชิรเมธี 



หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาน่าอ่าน น่าสนใจ (ลองหาซื้อมาอ่านได้ที่ 7-11) ประกอบกับราคาที่ถูกมาก คือ 20 บาท (สี่สีทั้งเล่ม) ครั้งนี้ซื้อมาเเค่ 5 เล่ม เลยได้ลายเซ็นต์คุณวิกรมไม่เยอะ ตอนนี้ก็มานั่งนึกเสียดายว่า เราได้พบกับบุคคลอันเป็นที่รักเเละเคารพ โอกาสเจอกันเเทบไม่มี ทำไมซื้อมาน้อยจัง น่าจะเอามาฝากเพื่อนๆของเราด้วย 



เบื้องหลังการพบคุณวิกรม กรมดิษฐ์

ตอนที่เรายืนต่อเเถวอยู่นั้น เราอยากเห็นคุณวิกรมตัวจริงมาก ใจก็ตุ๊บๆต่อมๆ เลยเดินไปดูว่าอยู่ตรงไหน (ด้วยความที่เราติดตามคุณวิกรมตั้งเเต่เด็ก อาการอยากเจอตัวจริงออกมาให้เห็นได้ชัดเลย) อารมณ์ตอนนั้น ตื่นเต้น เเละดีใจมาก (น่าจะอารมณ์คล้ายพวกสาวกเกาหลีเจอนักร้องตัวเป็นๆนี่เเหละ) คิดในใจว่าอยากพบ เเละอยากคุยกับคุณวิกรมเร็วๆจัง เเต่ก็เเน่นอน มีคนต่อเเถวเยอะมาก จนต้องยืนรอสักระยะ เเต่ตอนนี้สติ สตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเเล้ว 

เเละขณะที่เขาไปพบคุณวิกรมนั้น เหมือนจะร้องไห้ด้วยนะ ที่ปลาบปลื้ม มันตื้นตันใจเเบบบอกไม่ถูก



เเละเมื่อนั่งข้างๆคุณวิกรม อาการอย่างต่อมาคือ ตื่นคน ตื่นกล้อง
เสี้ยวนาทีนั้นมันเร็วมากจริงๆ  จนเราเเทบไม่ทันได้ตั้งตัว โดยบทสนทนานั้น พอจับใจความได้ดังนี้ 

เรา : สวัสดีครับ คุณวิกรม ผมติดตามท่านมานานเเล้วครับ

คุณวิกรม : เเล้วติดตามผมได้อย่างไร ? 

เรา : ผมติดตามท่านเพราะคุณเเม่ผมเเนะนำ เเละได้อ่านหนังสือคุณวิกรมหลายเล่ม ...... 

เเละหลังจากนี้ ก็ได้ถ่ายรูปคู่กับคุณวิกรม 



คุณวิกรม ก็ถามว่า "ผมหล่อไหม ?" เราก็บอกว่า "หล่อครับ" เเต่คุณวิกรมบอกว่า "ไม่ใช่ๆ" พร้อมกับชี้ไปที่กล้อง เเล้วบอกว่า "เปล่าๆ หมายถึงผมในกล้อง" ... ผมนี้อึ้งไปเลย 

เเต่ยังมีช๊อตเด็ดที่ขอคุณวิกรม พิเศษอีกด้วย นั้นคือ ขอจับมือกับท่านหน่อยครับ ก็เลยได้รูปตามข้างล่างนี้มา 



หลังจากที่เราได้ติดตามผลงานคุณวิกรม เมื่อประมาณ 7-8 ปีที่เเล้ว จนถึงปัจจุบัน 

เราก็ได้สาบานกับตัวเองไว้ว่า ชาตินี้จะต้องเจอกับคุณวิกรมให้ เเละวันนี้ก็เป็นวันพิเศษสำหรับเรามาก 

ขอบคุณ คุณวิกรมมาก ที่กรุณาให้เราได้จับมือกันในครั้งนี้ (เราไม่ได้ฝันไปจริงๆ ) ...




Create Date : 28 ตุลาคม 2557
Last Update : 19 เมษายน 2559 8:11:43 น.
Counter : 577 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

Valentine's Month



mr.องค์ชายเต้
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อิ อิ
หวัดดีจ้า
หวัดดีนะ
หวัดดีคับ

บ๊าย บาย ค่ะ....