Chapter 7 : (กว่าจะ)สอบ IC




หลังจากผ่านพ้นการสอบมาได้ 1 เดือนในการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาต วันนี้เลยมาขอแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ในการอ่านหนังสือและเข้าสอบในหลักสูตรผู้แนะนำการลงทุนในหลักทรัพย์(Paper 1) ว่ามีความยากความง่ายอย่างไรบ้าง เผื่อเป็นแนวทางสำหรับใครหลายๆคนที่อยากมีความรู้ในด้านนี้และนำไปต่อยอดเพื่อใช้ประกอบอาชีพในอนาคต...

หลักสูตร ผู้แนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ตราสารทุน และกองทุน (Paper 1)

มีเนื้อหาที่แบ่งแยกเป็น 3 หมวด คะแนนสอบเต็ม 120 คะแนน เกณฑ์การผ่าน 70% หรือ 84 ข้อ ส่วนที่สำคัญคือ “จรรยาบรรณ” ออกถึง 25 ข้อและต้องทำให้ได้เกิน 18 คะแนนขึ้นไปถึงจะสอบผ่านในหลักสูตรนี้ (ถ้าไม่ผ่านจรรยาบรรณก็ไม่ต้องสอบต่อเลย)

หมวดที่ 1 ความรู้พื้นฐาน คะแนนเต็ม 35 คะแนน

บทที่ 1 : ระบบการเงินและโครงสร้างตลาดการเงิน (3 คะแนน)

บทที่ 4 : ตลาดการเงินระหว่างประเทศ (2 คะแนน)

บทที่ 5 : ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ (10คะแนน)

บทที่ 6 : ข่าวสารข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (5 คะแนน)

บทที่ 7 : การวิเคราะห์หลักทรัพย์ (5 คะแนน)

บทที่ 8 : การบริหารกลุ่มหลักทรัพย์ (7 คะแนน)

บทที่ 13 : ภาพรวมของตราสารอนุพันธ์และตลาดอนุพันธ์ (3 คะแนน)

หมวดที่ 2 กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและการให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสม คะแนนเต็ม 25คะแนน

บทที่ 9 : การให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสม (10 คะแนน)

หนังสือ : แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ลงทุน (15 คะแนน)

หมวดที่ 3 ความรู้เกี่ยวกับหลักทรัพย์ กฎระเบียบและมาตรฐานการปฏิบัติงานเกี่ยวกับหลักทรัพย์ คะแนนเต็ม 60 คะแนน

บทที่ 2 : ตลาดตราสารทุน (5 คะแนน)

บทที่ 3 : ตลาดตราสารหนี้ (5 คะแนน)

บทที่ 10 : ตราสารทุน (10 คะแนน ,5 คะแนนสำหรับคำนวณ)

บทที่ 11 : ตราสารหนี้ (10 คะแนน ,5 คะแนนสำหรับคำนวณ)

บทที่ 12 : กองทุนรวมและหน่วยลงทุน (20 คะแนน)

สำหรับหนังสือที่อ่าน มี 2 เล่ม ซึ่งเล่มใหญ่นั้นจะเป็นเนื้อหาล้วนๆ 13 บทตามที่ได้แจกแจงไว้ด้านบน ซึ่งแน่นอน เล่มหนาแบบนี้ต้องเป็นเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะแก่ผู้ที่สนใจและผู้ที่ต้องการอ่านและจำไปสอบ ซึ่งโดยส่วนตัวก็คิดว่ามีเรื่องอะไรที่น่าอ่านน่าศึกษามากนะ เพราะในหนังสือเล่มนี้จะอธิบายถึง นั่นคือ อะไรคือ“ตราสารหนี้” ? อะไรคือ “ตราสารทุน” ? และ “กองทุนและหน่วยลงทุน” คืออะไร สิ่งต่างๆเหล่านี้ควรจะต้องรู้และนำไปใช้ในการไปประกอบอาชีพในอนาคต 

ซึ่งเนื้อหาตรงส่วนนี้ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรู้พื้นฐานรวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับ และการคำนวณหาอัตราผลตอบแทน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจในการซื้อขายของตราสารนั้นๆ เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปนั่นเอง… 

สำหรับตัวอย่างที่เห็นชัดๆในการออกข้อสอบและจำเป็นต้องรู้ถึงที่มาและที่ไป นั่นคือ

1. (ตราสารทุน) : ศึกษาระบบกลไกของตลาดทุน กฎระเบียบและข้อบังคับในการซื้อขายหุ้น ประเภทของหุ้น เช่น Common Stock , Prefer Stock , Warrant , Derivative Warrant นอกจากนั้นยังต้องรู้จักการประเมินมูลค่า / ทรัพย์สินและหาอัตราส่วนต่างๆ เช่น PBV , NAV , P/E , ROA , ROE การวิเคราะห์มูลค่าของวอร์แรนต์ เป็นต้น…

2. (ตราสารหนี้) : แบ่งประเภทของตราสารหนี้ประเภทต่างๆได้ เช่น 

ตราสารหนี้ภาครัฐ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล , พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ,ตั๋วเงินคลัง , พันธบัตรรัฐบาลแห่งประเทศไทย อัตราผลตอบแทน 

ตราสารหนี้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ , ตั๋วแลกเงิน , ตั๋วสัญญาเงินฝาก เป็นต้น 

ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ จะมีอยู่แค่ การได้รับดอกเบี้ย , กำไรจากการขาย , ส่วนลดหน้าตั๋ว และ ดอกเบี้ยที่ได้รับและนำไปลงทุนต่อ นอกจากนั้นยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น  Duration (อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้)และCovexity (อัตราการเปลี่ยนแปลงความชันของกราฟ ความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้), เส้นอัตราผลสอบแทนต่างๆ Yield Curve, ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาของตราสารหนี้ และเงื่อนไขการเสียภาษีในการขาย หรือ ได้รับดอกเบี้ยในตราสารหนี้…

3. (กองทุนและหน่วยลงทุน) : เข้าใจในความหมายของกองทุนรวม และแยกประเภทได้ รวมถึงศึกษาเงื่อนไขและการจัดการของแต่ละกองทุนที่กำหนด โดยเน้น LTF , RMF , ETF ก็เป็นกองทุนประเภทหนึ่งที่ควรต้องทำความเข้าใจเหมือนกัน…

4. (ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน) : สูตรอัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับ, อัตราผลตอบแทนทางภาษี , อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง , การวัดค่าความเสียงที่เป็นระบบ(ค่าสัมประสิทเบต้า) , การหาอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเลขคณิต (AM) และเลขาคณิต (GM)และที่สำคัญเลยคือ CAPM แบบจำลองที่ใช้ในการคำนวณหาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการสูตร Ri = Rf + (Rm – Rf) x β และ– โดยส่วนตัวบทนี้สนุกทีสุด มีอะไรให้คิดเยอะดี ไม่ได้แบบท่องจำ แต่อาศัยความเข้าใจ

ตามความเข้าใจของข้อสอบนั้น มี 4 ตัวเลือกจริงอยู่ แต่มี 2 ตัวเลือกที่ผิดแน่ๆ ซึ่งมีบางข้อถึงกับถามอะไรที่ไม่เกี่ยวกับโจทย์เลย ส่วนอีก 2 ตัวเลือกที่เหลือก็ใช้ภาษาไทยคลุมเครือเสียจริง จะถูกก็ถูกไม่หมด จะผิดก็ผิดไม่หมด คุณจะรู้ว่า ภาษาไทยนั้น”ดิ้นได้”จริงๆ ฉะนั้น เราต้องมั่นใจและกดเลือกไปเลยเพียงคำตอบเดียว อย่าลังเลล่ะ (แต่ถ้าไม่มั่นใจก็ยังไม่ต้องตอบ กลับมาทำทีหลังก็ได้ อย่าไปเสียเวลากับนั่งเทียนเดานะเธอ…)

เอาล่ะสิ เห็นๆอยู่ว่าถ้าแยกเนื้อหาจากหนังสือเล่มหนาๆมันจะเยอะขนาดไหนและคงได้ใช้เวลาแน่ๆถ้าไม่วางแผนในการอ่านหนังสือ ซึ่งเราก็มีเคล็ดลับนะ สำหรับการสอบให้ผ่านซึ่งไม่ยากอะไรเลยถ้ามีเวลา เริ่มแรกเลย

1. ค้นหาจากYoutube ลองดูคลิปเกี่ยวกับการสอบ SL ไปเรื่อยๆ แต่ขอแนะนำคลิปของธนาคารกสิกรไทย(K-Bank) โดยจะเรียกตัวเองว่าK-BAC ซึ่งค้นดีๆจะมีทุกบทเลย เมื่อเราเรียนรู้โดยตัวเองแล้ว เนื้อหาแค่นี้ไม่เพียงพอต้องทำยังไง…

2. หาข้อสอบเก่าจากในเน็ต แนะนำ //www.mediafire.com/file/6xocw3f9ao5s5f5/Single_License_Exam.doc โดยในส่วนของข้อสอบเก่านั้น จะมีโจทย์ทุกบทพร้อมเฉลย คิดว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 300 ข้อ โดยจะแยกเป็นบทๆ แนะนำว่าถ้าโหลดแล้ว ปริ้นเป็น 2 ชุด คือ ชุดแรกปริ้นพร้อมเฉลย เอามานั่งลองคิด ลองเขียนและฝึกทำไป ถ้าวันใดที่เข้าใจมากขึ้นหรือแม่นแล้ว ก็ปริ้นอีกชุดที่ลบคำตอบและทำทีเดียวให้หมดทุกข้อและทุกบท ทำหลายๆรอบเพื่อให้ซึมซับและเข้าใจในสิ่งต่างๆ ค่อยๆทำใจเย็นๆ ถ้าเข้าใจแล้วมันก็ทำได้เองแหละ วิธีนี้คือเราใช้เป็นวิธีอ่านเตรียมสอบ ค่อยๆเก็บไปเรื่อยๆไปนะ คนไหนที่เรียนอยู่และพอมีเวลาว่างเราเชื่อว่าไม่เกิน 1 อาทิตย์ก็สามารถเรียนรู้ได้หมดแน่นอน แต่ถ้าใครทำงานแล้วสนใจสอบก็ต้องวางแผนเรื่องเวลาอ่านสักนิดนะ…

โดยส่วนตัวเราสอบ 2 ครั้ง ครั้งแรกขาดคะแนนเพียง 2 แต้มเท่านั้น (แค้นมากเสียเวลาและเสียเงินเพิ่มอีก – คิดๆดูข้อละ 500 บาทเลยนะ) หลังจากสอบตกก็เสียใจนิดๆ คิดว่าจะไปสอบอีกวันไหนดีวะ? เอาล่ะอาทิตย์หน้าเลยเป็นไง แต่อุปสรรคคือทำงานตลอด 5 วัน แถมกลับบ้านมาก็เหนื่อยอีก ขี้เกียจบรรลัยเลยบอกตรงๆว่าไม่ได้หยิบขึ้นมาทบทวนเลยด้วยซ้ำ แต่ตั้งใจว่าจะต้องสอบผ่านให้ได้ เลยใช้เวลาวันเสาร์ในการอ่านอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ 09.00 – 21.00 น. แถมหลับยังเก็บเอาไปฝันอีก(เรื่องจริง) พอวันรุ่งขึ้นจะไปสอบ ก็ไปนั่งอ่านนั่งดูนิดๆหน่อยๆ แถมก่อนเข้าห้องสอบก็ไม่มีความมั่นใจอะไรเลย แต่พอผลสอบออกมา ก็ชื่นใจ ฮุฮุ (ข้อสอบไม่ยาก แต่ถ้ามี “วินัย”และ“ความตั้งใจ” อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เออ...)


ตลาดการเงินเเละการลงทุนในหลักทรัพย์ : เล่มละ 480 บาท

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ลงทุน : เล่มละ 80 บาท 

โดยทั้งสองเล่มสามารถหาซื้อได้ที่ ร้าน Settrade By SE-ED อาคารตลาดหลักทรัพย์เเห่งประเทศไทย https://www.set.or.th/newbreed/2014/menu1_4.html

บรรยากาศหน้าห้องสอบของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย 

คนที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่ 2 เว็บข้างล่างนะครับ

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ATI : //www.ati-asco.org

สมาคมบริษัทจัดการการลงทุน AIMC : https://www.aimc.or.th/index.php#2

ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแตกต่างกันยังไง โดยส่วนตัวใช้บริการของ ATI ครับ…

ค่าใช้จ่าย : ครั้งละ 1,000 บาทสำหรับ Paper 1 และหลักสูตรอื่นๆจะมีราคาไม่เท่ากันสามารถชำระผ่านธนาคาร หรือบัตรเครดิตก็ได้นะ ชำระก่อนเข้าสอบ 3 วันเพื่อจองที่นั่ง แต่ถ้าอยาก Walk-Inก็ได้ ก็ต้องไปเสี่ยงดวงเอาเองว่า คาบนั้นๆจะมีคนเข้าสอบเต็มหรือไม่...

ระยะเวลาประกาศผลสอบ : ไม่เกิน 1 นาที คือสอบเสร็จรอลุ้นผลเลยถ้าผ่านก็ดี (จะไม่บอกคะแนนว่าได้เท่าไร) แต่ถ้าตกก็เสียใจด้วย สอบใหม่ทั้งหมด (จะระบุเป็นหมวดๆว่าได้เท่าไรและควรกลับไปทบทวนอะไรเพิ่มเติม) หลังจากสอบผ่านก็จะได้รับเอกสารยืนยันผลสอบและใบเสร็จระบุตามที่อยู่ที่ให้ไว้ซึ่งถ้าทำงาน บลจ. เขาจะส่งไปสอบไม่เสียตังค์สัก-กะ-บาท...

ซึ่งหลังจากทราบผลแล้ว ทางศูนย์สอบจะส่งรายชื่อให้กับ กลต. เพื่อให้เราไปขึ้นทะเบียนขอรับใบอนุญาตต่อไป…

เป้าหมายสำหรับการสอบนั้น เพื่อที่จะเข้าทำงานในสายอาชีพการเงินการลงทุนที่ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เปิดรับสมัคร แน่นอนว่าได้ผ่านหลักสูตรแล้ว ก็ถือว่าเป็นใบเบิกทางทำงานได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีนะๆ…

ยังไงก็ขอให้คนที่แวะเข้ามาอ่านและสนใจจะสอบ ตั้งใจอ่านและผ่านทุกๆคนนะครับ///…///

ป.ล. เก็บตกผลสอบจ๊ะ


"สอบไม่ผ่าน" อย่าเอาเป็นตัวอย่างล่ะ ให้ดูเพราะว่าถ้าสอบตก คะเเนนทุกอย่างจะโชว์เราหมดว่าตกหมวดไหน เเละได้กี่คะเเนน ดีไหม? สำหรับการเตรียมตัวครั้งต่อไป...

ถ้าสอบได้แล้วก็จะขึ้นว่า “ผ่าน” แต่ไม่โชว์คะแนนว่าได้เท่าไร แต่ที่แน่ๆคือได้เกิน 84 ข้อแน่นอน… 

อืม… ลืมเล่าสำหรับการทำข้อสอบ วิธีของเราจะแบ่งการทำข้อสอบเป็น 3 ระดับคือ 

1. ข้อที่ชัวร์แน่ๆ ขีดลงกระดานเลย 1 คะแนน ทำไปจนครบทุกข้อแล้วเราจะรู้คะแนนดิบว่าได้ประมาณเท่าไร บวกลบกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป

2. ข้อที่เดา นี่ก็ขีดอีกเหมือนกัน บวกลบกี่เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ดวง

3. ข้อที่มั่ว คือนับว่าทำไม่ได้เลยกี่ข้อ 

ทั้งสามข้อข้างต้นเอาไปบวกลบคูณหารกันต่อ ว่าข้อที่ชัวร์และข้อที่เดาว่า ได้กี่คะแนน และเราจะพอประเมินตัวเราได้ว่าจะผ่านหรือตก คือตรงนี้เป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวจริงๆ ที่ไม่ได้ทำแล้วไปลุ้นตอนกดส่งข้อสอบ คือเราต้องคิดและประเมินหนทางจะเป็นเช่นไร ต้องวางแผนจริงๆนะเหมือนเล่นหุ้น โดยการสอบครั้งที่สองนั้น คิดออกมาตอนก่อนกดส่งคำตอบว่า ชัวร์ (89ข้อ) , เดา(23ข้อ) , มั่วเลย(8ข้อ) ต่อให้บวกลบ 10 % มันก็มีโอกาสผ่านนะเว้ยยย สุดท้ายก็ผ่านจริงๆตามที่คาดไว้…


สุดท้ายขอขอบคุณห้องสมุดมารวย ที่เป็นสถานที่ ที่เราได้มานั่งอ่านหนังสือสอบเเละยังได้ใช้ไฟเสียบคอมฯเพื่อพิมพ์เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ด้วย ขอบคุณจ้า...

________________________________

เก็บตกตอนพิเศษ หลังจากไปสัมภาษณ์เพื่อขอย้ายแผนกของ บลจ.ที่ทำงาน

1. การทำงานสายFront นั้นจะเเตกต่างจาก Back Office เพราะจะต้องเจอปัญหาเฉพาะหน้าตลอด เเละการดูเเลพอร์ตของลูกค้า ต้องทำให้เขามีกำไร เพื่อจะได้มีเงินมาเทรดบ่อยๆ เพราะถ้าเขาขาดทุนหนักแล้ว ก็จะไม่เทรดและหายไปจากตลาด ฉะนั้นต้องมีความรับผิดชอบมากพอสมควรเพราะไม่งั้นเราก็จะต้องหาลูกค้าใหม่ตลอดถ้าเราทำผลงานให้ลูกค้าไม่ดี  และอย่าลืมว่าลูกค้าไม่ได้โง่ เพราะบางคนอาจเปิดหลายที่ และถ้าบริษัทไหนหรือโบรกเกอร์ไหนทำให้มีผลตอบแทนที่น่าพอใจ เขาก็จะใช้บริการของที่นั้นๆ สำหรับหน้าที่ตรงนี้ ข้อที่สำคัญที่สุดคือ“ความซื่อสัตย์” ไม่ว่าจะต่อตัวเองและลูกค้า เราต้องให้ลูกค้าก่อนเสมอ อย่าชิงตัดหน้าทำอะไรไม่ดีลงไปล่ะ… 

2. การทำงานดูเหมือนว่าสบาย นั่งหน้าคอมไม่ต้องเหนื่อยอะไร แต่จะเครียดเวลาตลาดตกหนักๆ และจะยิ้มแก้มปริตอนตลาดขาขึ้น และพอมีเวลาว่างมาก ก็เป็นกับดักที่ทำให้คิดว่า ทำงานสบายแล้วและจะได้เงินง่ายๆ ฉะนั้นคนที่ออกจากอาชีพนี้ไปก็เพราะว่ามันสบายนี่แหละ แล้วไม่ได้พัฒนาตัวเอง คิดว่ามีลูกค้าอยู่ในมือแล้วแค่โทรไปให้เขาเทรด เราก็มีรายได้ แต่อย่าลืมสิ ถ้าตลาดแย่ล่ะ ลูกค้าขาดทุนล่ะ พอลูกค้าไม่เทรด ก็ไม่มีอะไรทำ พอไม่ทำก็ไม่พัฒนาตัวเอง พอไม่พัฒนาตัวเองก็นั่งเฉยๆจนเบื่อไปในที่สุด แล้วก็ลาออกไป พอออกไปแล้วก็โทษบริษัทว่าไม่ดูแล ปล่อยพนักงาน โทษนั่นโทษนี่ แต่ลืมโทษตัวเองว่า ก็ในเมื่อไม่พัฒนาตัวเองแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร?...

3. สำหรับรายได้ของ “ผู้แนะนำการลงทุนนั้น” มี 2 แบบคือ 

3.1.เงินเดือน : ทำงานที่ได้รับมอบหมาย หาลูกค้าเมื่อมีการจัดกิจกรรม RoadShow รวมถึงถ้ามีงานสัมมนาภายในของบริษัทก็สามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้าได้ และมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ก็อาจพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นวิทยากรได้นะ…

3.2. คอมมิชชั่น : มีลูกค้าอยู่ในมือ ปริมาณการซื้อขายมากพอทีจะ Cover เงินเดือน ซึ่งจะผันแปรไปตามสภาวะตลาดและเงินในกระเป๋าของลูกค้า ซึ่งตรงนี้จะกดดันยอดเหมือนกัน…

4. หน้าใหม่ๆอย่าคิดเรื่องรายได้เยอะๆแล้วจะโดดใส่ ห้ามคิดถึงตัวเงินในตอนแรก เพราะความโลภจะเป็นหนทางไปสู่ความหายนะ ทั้งต่อตัวตนและอาชีพ ต้องคิดว่าเราต้องได้อะไรจากจุดนี้นอกจากตัวเงิน ปรับปรุง พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะนั่นคือ ความรู้ ประสบการณ์และโอกาสที่เรามีอยู่ในหนึ่งสมองและสองมือ ถ้าคุณคิด 3 ข้อนี้แล้วนำไปปรับใช้กับการทำงานด้วยหลัก 2 ข้อคือ “สติ” และ “วินัย” เราเชื่อว่าจะสามารถอยู่รอดในสังคมการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนและถาวร…

เรากำลังก้าวไปสู่เส้นทางสายอาชีพ “ผู้แนะนำการลงทุน” ในเร็วๆนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็กล้าที่จะเดินออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบันเพื่อหาหนทางก้าวสู่อนาคตอย่างแท้จริง…




Create Date : 14 สิงหาคม 2560
Last Update : 28 สิงหาคม 2560 9:05:09 น.
Counter : 1459 Pageviews.

0 comment
Chapter 6 : One Day Trip @ เกาะล้าน พัทยา






ผ่านพ้นปีใหม่มาไม่นาน ก็อยากจะหาที่เที่ยวที่ไหนสักเเห่งหนึ่ง เพราะว่าถ้าไปช่วงเทศกาลคนเยอะแน่ๆ เลยคิดว่าจะไปทะเล เพราะหน้าหนาวเค้าบอกว่า น้ำใส น่าเล่น เเถมท้องฟ้าปลอดโปร่งน่านอนอาบเเดด จะว่าไปเราก็ไม่ค่อยได้ไปชายหาดริมฝั่งเลยเนอะ ว่าเเล้วก็จัดเเจงจุดหมายทันที -- เกาะล้าน พัทยา --  คือคำตอบ…



การเดินทางจะยากไม่ยากขึ้นอยู่กับความขยัน ก็ตื่นเช้าๆหน่อยสิ ไปขึ้นรถทัวร์ที่สถานีขนส่งเอกมัย เห็นรอบแรก 05.45 น. ขนาดรีบมาแล้วยังเกือบขึ้นไม่ทัน เพราะขนาดซื้อตั๋วแล้ว ยังต้องวิ่งไปขึ้นหน้าไฟแดงที่จอดคอยสัญญาณไฟเเดง เเถมวิ่งไปที่รถ เคาะเรียกให้เค้าเปิด (เจ้าหน้าที่ขายตั๋วเคาะให้) นั่งสบายๆ เพราะคนไม่เยอะ ไม่เต็มคัน อยากนั่งตรงไหนก็นั่งไป ขนาดแค่ไปยังได้ตื่นเต้นเเล้วทั้งวันมันจะไม่สนุกได้อย่างไร?… 



ออกจากสถานีเกือบๆหกโมงเช้า รู้ตัวว่าถึงชลบุรีก็เพราะเห็นป้ายคัทเอ้าท์ขนาดใหญ่ AMATA NAKORN ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ตั้งอยู่ เเหม มายไอดอล…

เอาล่ะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงตัวเมืองพัทยาแล้ว~ ~ ~ 



พอถึงขนส่งพัทยาเหนือก็เดินสำรวจ จนได้ขึ้นรถสองแถวที่เขาแนะนำมา พอนั่งได้สักพัก คนขับก็ไล่ให้เราไปนั่งอีกคัน พร้อมบอกว่า มีผู้โดยสารสองคนเหมาไปที่อื่นก่อน เอิ่ม… 



จากที่สังเกต รถสองแถวที่นี่จะมีรูปเเบบการใช้บริการ 2 ลักษณะ คือ ราคาเหมา (ขึ้นอยู่กับตกลง) กับ นั่งรอให้คนเต็มแล้วไป (สืบข้อมูลในเน็ต จ่ายแค่ 20 บาท แต่พอจริงๆเข้า ทำไมเราต้องให้ไป 50 บาทด้วยก็ไม่รู้ เท่าที่เห็นก็ 7-8 คนเลยนะ ขนาดมีคนท้องถิ่นนั่งบนรถด้วยกัน ยังบ่นเลยว่าคนขับเห็นแก่ตัว ปกติฉันเคยเสีย 20 ส่วนคนขับก็ไม่ง้อนะเออ … ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าทักท้วงหรอก เพราะกลัวเสียเวลา เพราะตอนที่นั่งรอก็ 9 โมงกว่าแล้ว)...

เนื่องด้วยที่ไม่เคยมา แถมลุยคนเดียวอีกต่างหาก บอกตรงๆว่าไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ความท้าทายคือสิ่งที่นักผจญภัยต้องเจอ – เราคิดเช่นนั้น...

อยู่บนสองแถวด้วยความสงบเสงี่ยม พร้อมกับคิดถึงความสนุกเเต่เพียงอย่างเดียว เเม้ว่าจะไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ เรามีเวลาเพียง 9 ชั่วโมง(08.00 – 16.00)เท่านั้น สำหรับเมืองพัทยาในวันนี้...



มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่รถจอดแล้วให้เดินลงไป ย่างเท้าไปจนถึงท่าเรือแหลมบาลีฮาย พร้อมกับเดินไปถ่ายรูปไปเรื่อย จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วขึ้นเรือไปเกาะล้าน โดยไปขึ้นตรงจุดท่าหน้าบ้าน สนนราคา 30 บาท ได้ตั๋วมาเเต่ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ดันหายอีก จะขึ้นก็ไม่มีให้เขาดูอีก เลยยอมเสียตังค์ไปอีกรอบ… 





ขึ้นมานั่งบนเรือ เขาก็บังคับให้ผู้โดยสารทุกคนใส่เสื้อชูชีพ ใครไม่ทำตามกฏเดินมาบอกเลยนะ เพื่อสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยวทุกคน จะว่าไปวันนี้นักท่องเที่ยวมีไม่เยอะเลย ฝรั่งหัวทองมากกว่าคนไทยอีก จากท่าเรือแหลมบาลีฮาย ไปเกาะล้าน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที...



พอเท้าสัมผัสพื้นเกาะ เราเลยคิดซะว่าวันนี้เอาตัวเองมาปล่อยเกาะ 1 วันแล้วกันเนอะ…



จุดเซฟของนักท่องเที่ยวเวลามาถึงเกาะล้านคือ ถ้าไม่ห่วงว่าจะซื้อของกินแพงๆ ก็มี 7-11 อยู่ร้านเดียวตั้งอยู่ทางเข้าเลย ราคาบวกนิดหน่อย ไม่แพงเกินไปแต่ถ้าไปซื้อกินจากชาวบ้านบนเกาะ ราคาอาจแพงกว่านี้ เพราะค่าครองชีพที่นี่สูง จะว่าไป ประโยชน์สำหรับร้านสะดวกซื้อดีตรงที่ว่าถ้าไปแหล่งท่องเที่ยวใดๆก็แล้วแต่ พ่อค้าเเม่ขายชอบตั้งราคาสูงๆ เเต่ถ้ามีร้านสะดวกซื้อจะทุ่นตรงนี้ไปได้เยอะ ไม่ต้องไปเสียเงินให้กับคนขายที่เห็นเเก่ได้ (ถึงเเม้ว่าบางคนเห็นว่า 7-11 เอาเปรียบ เเต่ถ้าไปเจอคนขายข้างทางที่เห็นเเก่ตัว คุณจะเลือกใครละจ๊ะ)... 

พาหนะการเดินทาง แบ่งได้ 3 ทางเลือกตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ 
1. เดิน : ประหยัดสุด แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะกว่าจะไปได้แต่ละหาด ต้องเดินไกลเเถมนานอีก จะโบกรถมันก็ไม่ใช่เรื่อง…
2. สองแถว :  20-30 บาท อยู่ที่ว่าขึ้นจากจุดใด เเล้วจะไปไหน ซึ่งก็ต้องรอให้คนเต็มก่อนถึงออก อาจเสียเวลาตรงรอนี่แหละ…
3. เช่ามอร์เตอร์ไซต์ : 300-350 บาท น้ำมันเต็มถัง ไปเสี่ยงดวงเอาเองแล้วกันว่าจะอยู่รอดปลอดภัยไหม เพราะถนนหนทางบนเกาะนั้น อยากจะโค้งก็โค้ง อยากจะเลี้ยวก็เลี้ยว แถมบางจุดสูงชันอีก ทางแคบๆยังมีเลย…



ทางเลือกที่ 3 คือคำตอบ เช่ารถเหอะ บอกเลยว่า ตั้งแต่เด็กยันโต เราไม่เคยได้รับการยอมรับจากแม่ที่ให้ลูกคนนี้ขับมอร์’ไซต์เลยสักครั้ง ขนาดแอบขับในซอยกลับมายังโดนเอ็ดซะน่วม แต่น้องชายของเราขับได้ มีใบขับขี่ครบ แต่เราไม่มีเลยสักใบ… แต่ยังไงก็แล้วแต่ ติดเกาะแล้วใครจะมาว่าเราก็ไม่ได้ ตำรวจคงไม่มามาจับเพราะไม่มีใบขับขี่หรอก เลยจัดตัดสินใจเช่ารถมา เเละวัดดวงเอาเเล้วกันว่าจะปลอดภัยกลับไปไหม แต่ท้ายสุดก็รอดมาได้นะ 555…





ได้แผนที่มา 1 เเผ่น ก็ไม่ได้ดูหรอก มองผ่านๆ... มุ่งไปข้างหน้าทั้งๆที่ไม่รู้ว่าไปไหน แต่ถนนมีไว้ให้รถขับ เลยคิดว่ามันต้องพาไปที่ไหนสักแห่ง สำรวจเส้นทางและสภาพแวดล้อม บางจุดขับง่าย รถสวนกันไม่เยอะ เวลาหลงทางก็ตะโกนถามขณะขับขี่นี่เเหละ สนุกดี...


จากหาดที่ไปทั้งหมดวันนี้ บอกได้เลยว่า คนไม่เยอะ หาดทรายสีขาว น้ำทะเลสดใส บางหาดนี่คิดเลยขนาดที่ว่าเป็นหาดส่วนตัวเลยนะ เพราะมันไม่มีคน!! สำหรับเรา ตกลงปลงใจนั่งอยู่ที่หาด(คุณ)ตา(คุณ)ยาย ตามที่เห็น คนก็ไม่เยอะ เห็นแต่ต่างชาติเช่าเก้าอี้นอนอาบแดดกัน ส่วนคนไทยนักถ่ายรูป มีเดินไปถ่ายมาตั้งหลายคู่ และหลายกลุ่ม… 



ว่าแล้วก็เช่าเตียงนอนเล่นดีกว่า ค่าเสียหาย 100 บาท พร้อมกับงัดสัมภาระที่ประกอบด้วย เป้ 1 ใบถ้วน เอาน้ำดื่มออกมา… พอได้จังหวะและเวลาที่เหมาะสมก็ไปหาโขดหินใหญ่ๆ แอบแก้ผ้าเปลี่ยนชุดเล่นน้ำเตรียมตัวก่อน แล้วกลับมานั่งที่เตียงที่เดิม แวดล้อมด้วยชาวต่างชาติล้วนๆ มีชายไทยไม่ทราบชื่อเพียงคนเดียวนั่งครุ่นคิดอยู่ พร้อมกับยิ้มน้อยๆเหมือนคนบ้า…



บางคนอาจนึกภาพไม่ออกว่า เล่นน้ำคนเดียวสนุกตรงไหน ตรงนี้เราพิสูจน์แล้วว่า สนุกจริงๆนะ เดินลงไปสิ ทะเลน่ะ พอเห็นคลื่นซัดมาก็ดำน้ำ หรือไม่ก็โต้คลื่นเบาๆก็สนุกไปอีกแบบ ถ้าแค่นี้สนุกไม่พอ ลองไปปีนเขาในน้ำ หรือสิ่งที่เขาเรียกว่า “หินโสโครก” ดูสิ( แมร่ง ทะลึ่งไปเหยียบได้แผลเต็มเท้าเลย) เห็นหรือยังล่ะ ว่าคนบ้าเล่นแค่นี้ก็สนุก… 



เป็นจริงตามคาด น้ำทะเลใสสะอาด หาดทรายน่าเดิน ถึงเเม้ว่าจะมีเศษหอยบ้างก็เหอะ เเถมคนไม่เยอะเลยน่าสนุก...



สนุกจ๊ะ สนุกมาก จนฝรั่งที่นอนอาบแดดอยู่หัวเราะคิกๆคักๆ ขณะที่เราขึ้นมานอนพัก ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่เท่าที่เห็นหลายครั้ง เขาหัวเราะและคุยกันพร้อมกับหันมามองเราด้วยสายตาแปลกๆ เลยต้องคิดเเล้วล่ะว่าเขากำลังสังเกตมนุษย์จนใดที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนชาวบ้านเค้า… 



พอถึงเวลาอันสมควรก็ขึ้นไปชำระตัวที่ห้องอาบน้ำ โดนไป 50 บาทที่ไม่มีอะไรให้เลยนอกจากน้ำจากฝักบัว – ตอนแรกหวังว่าน่าจะมีสบู่หรือแชมพูขวดน้อยๆไว้บริการ หรือไม่มีฟรีก็น่าจะมีขาย แต่นี่คือไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ขนาดจะเช็ดตัวยังไม่มีผ้าเลย เพราะไม่ได้เตรียมมา... โห นี่เราต้องต่อสู้กับตัวเองในวันที่ไม่พร้อมเลยสักอย่างเลยหรือเนี้ยยยยย คิดอะไรไม่ออกก็เลยปล่อยตัวให้มันแห้งไปเองตามธรรมชาติแล้วถึงสวมเสื้อผ้าในชุดที่ใส่มาอีกครั้ง…





ออกจากหาดตายายแล้ว ก็ต้องไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอีกครั้ง ขี่รถไปแบบไร้ทิศทางมาก มีทางก็ขับๆไปเหอะ ถ้าโชคดีอาจเจอที่ใหม่ที่ยังไม่ได้เห็น ถ้าโชคร้ายก็หลงทาง มีแค่นั้น… แต่จากที่โดนมา เจอทั้งโชคดี และโชคร้ายพร้อมๆกัน คือค้นพบหาดที่ยังไม่ได้ไป ระหว่างทางสำรวจรอบเเรก...



คนไม่มีเลยบรรยากาศวังเวง เงียบสงบสุดๆ น่านอนมาก ขอบอก… แต่ทางก็หลงเข้าป่าไปเรื่อย แถมสูงชันอีกต่างหาก ตอนกลับยังสตาร์ทรถรถไม่ติดอีก จะหาคนช่วยก็ไม่มี จะเข็นกลับก็ใช่เรื่อง… 



ออกจากหาดอันเงียบสงัดนั้นแล้ว ก็ขี่รถท่องเที่ยวไปตามทาง เเต่ท้องเริ่มหิวแล้วล่ะ อยากกินอะไรร้อนๆ พอได้จังหวัดก็เลยแวะร้านก๊วยเตี๋ยว ชายสี่บะหมี่เกี๋ยว ข้างทางทันที… 



น่ากินใช่ไหมล่ะ ชามนี้ 50 บาท เกลี้ยงจานเลย...



เอาล่ะ หมดสนุกแล้ว เราต้องกลับกันแล้วล่ะจ๊ะ เข็มนาฬิกาหมุนมาที่เลข 4 แสดงว่าตอนนี้ 16.00 น. แล้ว กลับไปขึ้นเรือตรงจุดที่มาอีกครั้ง พร้อมกับโบกมือบ๊ายบายเกาะล้านแห่งนี้… 



ยัง…

ยังไม่จบ… 

ขึ้นเรือมาได้ ดันมาเจอฝรั่งกลุ่มนั้น ที่หัวเราะใส่เราคิกๆคักๆ ทันทีที่สบตาเผชิญหน้า ต่างฝ่ายต่างยืนจ้องหน้ากันไม่กระพริบตา 5 วิ – จำได้  แต่ก็ไม่มีอะไรหรอก ยิ้มทักทายให้กันอีกครั้งแต่ก็เกือบกลั้นหัวเราะไม่ได้ เเล้วก็เดินจากมา (ตอนแรกจะให้หอยที่ซื้อมาจากร้านขายของฝาก แต่ไม่เอาดีกว่า หึหึ)…



ตลอดเวลาที่นั่งเรือกลับ ก็ได้นั่งคิดว่า เวลาที่มาในวันนี้ไม่ได้เยอะ มาคราวหน้าคงต้องพักอยู่บนเกาะสักคืน ถึงเเม้ว่าจะมีผีตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างอย่างไรก็เเล้วเเต่ คงต้องมาพิสูจน์สักคืน...

สิ่งที่ได้รับกลับมาในการทำกิจกรรมในครั้งนี้ คือสิ่งที่ได้ทำมันครั้งแรก ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องประสบพบเจออะไรบ้าง ความเป็นอิสระ , การผจญภัย... ว่าเเต่คิดถึงเเต่สิ่งที่ผ่านมา เเต่เรากำลังเพิกเฉยต่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้...
….
…
..
.
“เฮ้ยยย กูจะกลับยังไง”




ค่าเสียหายที่จ่ายไปทั้งสิ้น 1,240 บาท 

:: ค่ารถทัวร์ไป-กลับ 216 บาท
:: เรือข้ามฝั่ง ไป-กลับ 90 บาท
:: สองเเถวทั้งเหมาเเละไม่เหมา 70 บาท
:: เก้าอี้ชายหาด 100 บาท
:: ห้องอาบน้ำ 50 บาท
:: ของฝากกระจุ๊กกระจิ๊ก 200 บาท
:: กินทั้งข้าวทั้งน้ำเเละขนม 214 บาท



Create Date : 20 มกราคม 2560
Last Update : 21 มกราคม 2560 16:35:59 น.
Counter : 939 Pageviews.

1 comment
Chapter 5 : เยี่ยมชมพระโกศ พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พระนคร




เข้าเฝ้าราชสกุลมหิดล @ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
 ๐๓.๑๒.๒๕๕๙

“พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล” วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณหน้ามุขด้านทิศตะวันออกของโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระอัฐิ (กระดูก) และพระราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก)ของพระบรมวงศานุวงศ์หรือพระประยูรญาติผู้ที่สืบสายตรงแห่งราชสกุลมหิดล จากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าพระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ดังนี้

(๑) พระบรมราชสรีรางคารส่วนหนึ่ง และพระตโจ (หนัง) ส่วนพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ อัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๘

(๒) พระทนต์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าอัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานพร้อมกันกับพระราชสรีรางคารของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกโดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ ทรงตรัสว่า “ไว้เป็นเพื่อนลูกแดง”

(๓) พระราชสรีรางคารของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก่อนเสด็จสวรรคต พระองค์ท่านได้กราบบังคมทูลพระราชมารดา ให้บรรจุพระราชสรีรางคารส่วนหนึ่งของพระองค์ไว้ ณ พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล ของวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เพื่อให้หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ได้มีโอกาสมาถวายสักการะได้โดยสะดวกโดยไม่ต้องเข้าไปถึงหอพระธาตุมณเฑียร บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอาจจะเป็นการลำบากสำหรับหม่อมสังวาลย์ฯ ทั้งนี้ ภายหลังจากงานพระเมรุมาศที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้มีการสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานรวมไว้ด้วย

(๔) พระอัฐิส่วนหนึ่งของพระโสณี (สะโพก) ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นพระอัฐิเมื่อคราวที่ทรงหกล้มและเสด็จเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช อัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๘

(๕) พระทนต์ของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรอัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๑

(๖) พระทนต์และพระเกศาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ สำหรับพระทนต์ เป็นธรรมเนียมในเวลาถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อเพลิงโทรมแล้ว เจ้าพนักงานจะอัญเชิญพระทนต์มาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระทายาทของพระบรมศพหรือพระศพ แล้วก็จะทรงพระราชทานเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงพระศพ โดยพระทายาทก็จะทรงเก็บรักษาพระทนต์นั้นไว้บูชาสักการะ เช่น พระทนต์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าและสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ที่อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร

ดังนั้น พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
จึงมีครบทุกพระองค์ที่ล่วงลับไปแล้วแห่งราชสกุลมหิดล ซึ่งสืบสายตรงจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ด้วยพระองค์ท่านทรงมีความผูกพันกับวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เป็นอย่างมาก โดยพระองค์ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะเป็นพระสถูปเจดีย์ครึ่งองค์...

***Cr.จากอินเตอร์เน็ต***



สถูปเเสดงถึงความเรียบง่าย คนผ่านไปผ่านมาจะไม่รู้เลยว่า ภายในนั้นบรรจุพระบรมอัฐิ เเละพระอัฐิของเจ้าฟ้าเจ้าเเผ่นดินอยู่...


หลังเสร็จจากการเข้าถวายสักการะ พระบรมอัฐิ พระอัฐิ เราก็ออกเดินทางไปยังสถานที่ๆ ที่เคยมาเมื่อตอนต้นปี บัดนี้มาอีกครั้ง เพราะเห็นว่า"เข้าชมฟรี" เเละมีการจัดงานภายในรูปเเบบใหม่ เลยอยากเข้ามาเยี่ยมชมอีกสักครั้ง...



วันหยุดสุดสัปดาห์ วันนี้วันเสาร์เห็นบุคคลทั่วไป รวมถึงนักเรียน นักศึกษามากันเยอะเเยะเต็มไปหมด ขนาดมาเร็ว (๑๐.๓๐ น.) ยังได้รอบเข้าชมตอนเที่ยงกว่าๆเลย เเต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อมาเเล้ว ก็ต้องชมสินะ ถึงจะถือว่ามาถูกที่ เรามีเวลาเหลือเยอะเลยไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดชั้นลอย อ่านไปอ่านมาชักเบื่อ เลยลงมาเดินเล่นชั้นล่าง ก็เห็นมีนิทรรศการที่เขาจัดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นั่นคือ นิทรรศน์การร่วมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙... ว่าเเล้วเราก็เข้าไปชมกันครับ...



บัตรเข้าชม "ศูนย์บาทถ้วน"... เราเลือกเส้นทางที่ ๒ เพราะมีสิ่งต่างๆที่น่าค้นหาเเละเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวสยามสมัยก่อน เเละที่สำคัญคือ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งเเต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๙...



พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙...



บรรยากาศภายใน...



ภายในจะจัดเเสดงนิทรรศการขนาดย่อมๆ เเถมมีกิจกรรมด้วย เเต่ต้องลงทะเบียนก่อนที่หน้างาน จะได้ Passport มา ๑ เล่ม ซึ่งเราจะร่วมทำกิจกรรมหรือไม่ทำก็ได้ เเต่เราเลือกที่จะไม่ทำ...

จุดนี้ เเสดงถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆของในหลวงภูมิพล ๕ ด้านดังที่เห็นในรูป...


ส่วนสิ่งของที่เห็นทั้งหมดนี้ ได้รับทูลเกล้าถวายจากพระราชอาคันตุกะ หรือ บุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเเต่ละประเทศก็จะมีของดี ของสำคัญ เเละวันนี้ก็ได้นำออกเเสดง ให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชม...











ประชาคมโลก น้อมรำลึก เเละร่วมสืบสานพระราชปณิธาน 

World Community Remember and Vows to Perpetuate Royal Ideals 



บรรยากาศภายใน มุมกว้างทั้งสองด้าน





ก่อนเข้าชม ขอบอกก่อนว่า Chapterไม่ได้มาเล่าเรื่องภายในนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ คือตอนเเรกคิดว่า มีการจัดในรูปเเบบใหม่ เเต่พอเมื่อกี้ไปถามพี่ๆเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่า ยังคงเดิมทุกอย่างไม่เปลี่ยนเเปลง... สรุป เราเข้าไปชมครั้งนี้ ก็เหมือนครั้งก่อน เเต่ห้องสุดท้าย ที่มีพระราชประวัติรัชกาลที่ ๙ ไม่มีเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลง เนื่องด้วยพระองค์สวรรคตเเละถือว่าผลัดเเผ่นดินไปเเล้ว เเละตอนนี้เป็นรัชสมัยของรัชกาลที่ ๑๐...

เเต่เมื่อตอนที่เข้าชมครั้งเเรกๆ เเละเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี บอกเลยว่าทำให้เราร้องไห้ เเละถึงกับต้องยืนเเสดงความเคารพหลังเพลงจบด้วยเเหละ... 



จบจากเส้นทางที่ ๒ ก็ขึ้นไปชมวิวด้านบน เลยถ่ายรูปมุมกว้างมาให้ดูกัน พึ่งสังเกตุว่า โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโลหะปราสาทองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลก ได้ถูกเปลี่ยนสีจาก "สีดำ" มาเป็น "สีทอง" เเล้ว สวยงามจริงๆ...





จบจากนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่ต่อมาก็เป็น "พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พระนคร"

--NATIONAL MUSEUM--

ช่วงนี้เปิดให้เข้าชมฟรี ปกติเสียค่าบริการครั้งละ ๒๐ บาท ต่างชาติ ๑๐๐ บาท

วันนี้จะพาเข้าไปชมโรงราชรถ ใครพร้อมเเล้วก็เลื่อนลงด้านล่างได้เลยนะจ๊ะ...



ประวัติโรงราชรถ
จากหลักฐานหนังสือ "เรื่องกรุงเก่า" กล่าวว่า มีโรงใส่พระมหาพิชัยราชรถ อยู่ริมกำเเพงคั่นท้องหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ภายนอกประตูพระราชวัง ชั้นกลาง โรง ๑ ซึ่งได้สูญไปกับเพลิงในสงคราม

ครั้งเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐...

ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างพระพิชัยราชรถ ใช้เป็นราชูปโภคสืบต่อมา ๗ รถ จากหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๓ ปี พ.ศ. ๒๓๘๖ กล่าวว่ามีโรงเก่าอยู่

ที่ริมตึกดิน ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง เเละโปรดให้เกณฑ์เลกมาชักลากพระมหาพิชัยราชรถไปไว้ที่ โรงรถทำใหม่ ซึ่งอยู่เเห่งใดไม่เป็นที่ปรากฏ...

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ย้ายโรงพระมหาพิชัยราชรถมาไว้ที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ตั้งเป็นโรงเก็บราชรถสำคัญ ๒ โรง โดยให้อยู่ในความดูเเลของกรมตำรวจ...

ถึงสมัยรัชกาลที ๗ ได้โปรดเกล้าพระราชทานพระราชวังบวรสถานมงคล ให้เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร (ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พระนคร) อยู่ในการกำกับดูเเลของราชบัณฑิตยสภา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา จึงให้สร้างโรงราชรถขึ้นใหม่ ลักษณะเป็นโรงหลังคาทรงจั่ว ๒ หลัง เชื่อมต่อกันด้วยมุขขวาง ภายในเปิดโล่งถึงกันโดยตลอด เเล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๗๒...

พ.ศ. ๒๕๓๖ กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์โรงราชรถขึ้นใหม่ โดยต่อเติมมุขหน้า ใช้เป็นเป็นที่เก็บรักษาเเละจัดเเสดงราชรถสำคัญของเเผ่นดิน รวมทั้งเครื่องประกอบในการพระราชพิธีพระบรมศพเเละพระศพในปัจจุบัน...



พระมหาพิชัยราชรถ 
มีนามหมายถึง ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เป็นมงคลนาม ตามคติการสร้างรถศึกของอินเดียโบราณ ใช้เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระเจ้าเเผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 

โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ลักษณะเป็นราชรถทรงบุษบกขนาดใหญ่ มีขนาดกว้าง ๔.๘๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๑๑.๒๐ 

เมตร หนัก  ๑๓.๗๐ ตัน ตกเเต่งด้วยชั้นเกรินประดับกระหนกเศียรนาค กระหนกท้ายเกริน เเละรูปเทพพนมโดยรอบ ใช้อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าเเผ่นดิน พระบรมชนก พระราชชนนี พระอัครมเหสี 

เเละพระมหาอุปราช ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้เป็นพิเศษ...



เกรินบันไดนาค
คืออุปกรณ์ที่ใช้อัญเชิญพระโกศขึ้นสู่ราชรถโดยการหมุนกว้านเลื่อนเเท่นที่วางโกศขึ้นไปตามรางเลื่อนไม้จำหลักรูปนาค จึงเรียกบันไดนาค...

เเท่นที่วางพระโกศ เป็นเเท่นสี่เหลี่ยมท้ายเกรินมีลักษณะคล้ายสำเภา สำหรับพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งประคองพระโกศพระบรมศพ ประดิษฐ์ขึ้นโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษณ์

มนตรี ใช้ครั้งเเรกในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕...



ยานมาศสามลำคาน
เป็นยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทอง มีพนักโดยรอบ เเละมีคานหาม ๓ คาน จึงเรียกยานมาศสามลำคาน ใช้คนหาม ๒ ผลัด ผลัดละ ๖๐ คน ใช้สำหรับอัญเชิญพระโกศ

พระบรมศพจากพระบรมมหาราชวังขึ้นสู่ราชรถ เเละใช้ทรงพระโกศพระบรมศพในการเวียนพระเมรุ...





พระโกศเเละหีบพระศพไม้จันทร์ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙...

การถวายพระศพลงในหีบพระศพมาจากพระประสงค์ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยสมเด็จย่าทรงรับสั่งว่า ให้นำท่านลงหีบ ซึ่งพระราชกระเเสรับสั่งนี้เกิดขึ้นเมื่อคราพิธีสรงน้ำสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ ) ซึ่งสมเด็จย่าเสด็จด้วย เเละได้เห็นการทำพระสุกำหรือมัดตราสังค์พระบรมศพเเล้วอัญเชิญลงสู่พระบรมโกศ ซึ่งเป็นไปด้วยความทุลักทุเล พระองค์เลยตรัสว่า "อย่าทำกับฉันอย่างนี้ อึดอัดเเย่" ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับสมเด็จพระพี่นางในรัชกาลที่ ๙...



พระโกศไม้จันทร์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ 

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘
เหตุที่ไม่มีหีบพระศพไม้จันทร์เพราะสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณีในพระโกศ เลยไม่มีการสร้างหีบพระศพไม้จันทร์ขึ้น...

จะสังเกตุเห็นรอยไหม้ตรงพระโกศไม้จันทร์ เป็นเพราะว่าตามโบราณราชประเพณีจะมีการถวายพระเพลิงพระศพพร้อมกับพระโกศไม้จันทร์ เเต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นถึงความสำคัญของศิลปะไทยสมัยโบราณ จึงโปรดให้เก็บรักษาพระโกศไม้จันทร์นี้ไว้ เพื่อให้เป็นสิ่งศึกษาต่ออนุชนรุ่นหลังภายภาคหน้า



พระโกศไม้จันทร์ของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕

เหตุที่ไม่มีหีบพระศพไม้จันทร์เพราะเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ทรงถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณีในพระโกศ เลยไม่มีการสร้างหีบพระศพไม้จันทร์ขึ้น...





พระโกศเเละหีบพระศพไม้จันทร์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพจัดขึ้นวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑



ถ้าใครเข้าไปภายในสถานที่เเห่งนี้จะเห็นอยู่พระโกศหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่เด่นเห็นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆที่บ่งบอกเป็นของพระราชวงศ์ชั้นสูง เเต่เมื่อฟังจากเจ้าหน้าที่ที่ดูเเลสถานที่เเห่งนี้ เราค่อนข้างตกใจมาก เพราะพระโกศที่เห็นนี้ ถ้าใครไม่รู้จะคิดว่าเป็นพระโกศของพระบรมวงศ์ชั้นสูงสมัยโบราณ... เเต่ที่ไหนได้ พระโกศใบนี้ เป็นของรัชกาลที่ ๑ ซึ่งสร้างขึ้นเฉพาะพระองค์ มีอายุประมาณ ๒๐๐ กว่าปี... คือต้องบอกว่าขนลุก เพราะเข้าไปชมทีไร ก็ไม่มีใครบอก เเถมป้ายก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าของพระองค์ไหน... 



ยอดพรหมพักตร์ที่เห็นนั้น คือยอดพระเมรุมาศที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗...



เวชยันตราชรถ
มีนามหมายถึงรถของพระอินทร์ ลักษณะเป็นราชรถทรงบุษบทพิมานขนาดใหญ่ กว้าง ๔.๘๕ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๑๑.๗๐ เมตร หนัก ๑๒.๒๕ เมตร จำหลักตกเเต่งลวดลายวิจิตร สร้างขึ้นพร้อมกับ

พระมหาพิชัยราชรถ เพื่อใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ในปี พ.ศ. ๒๓๓๙ โดยพระมหาพิชัยราชรถ ใช้เป็นราชรถทรงพระบรมอัฐิเเละเวชยันตราชรถใช้เป็นรถพระที่

นั่งรอง จากนั้นใช้การพระศพสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ชั้นเจ้าฟ้าสืบมาถึงรัชกาลที่ ๖...

ต่อมาพระมหาพิชัยราชรถ สำหรับทรงพระบรมศพชำรุด จึงใช้เวชยันตราชรถเป็นราชรถทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ เเละพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอา

นันทมหิดล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ครั้งสุดท้ายใช้ในการอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗...

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกล้าออกหมายเรียกว่า "พระมหาพิชัยราชรถ"...



ภาพมุมกว้างภายใน...



เกร็ดความรู้ :: บริเวณประตูนั้นจะสร้างปูนให้สูงขึ้นเล็กน้อย เปรียบเสมือนเป็นธรณีประตู คราใดที่ต้องใช้งาน ก็จะมีการทุบกำเเพงปูนนี้ เเละเมื่อใช้เสร็จเเล้ว จะมีการก่อกำเเพงปูนขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นเคล็ดที่ว่า ราชรถที่เก็บในโรงเก็บราชรถ จะได้ไม่ต้องออกไปอีก เปรียบว่าจะไม่มีพระราชวงศ์องค์ใดสิ้นอีก...



Create Date : 04 ธันวาคม 2559
Last Update : 4 ธันวาคม 2559 18:15:01 น.
Counter : 1465 Pageviews.

0 comment
Chapter 4 : ตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


ความจริงเนื้อหาส่วนนี้จะเล่าเรื่องการขับจักรยานไปเที่ยวทุ่งมะขามหย่อง สถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยเสด็จมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555... 

ถ้าใครอยากอ่านฉบับเต็ม ที่เราได้ไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชิญเข้าไปอ่านได้ที่ : //pantip.com/topic/35670510


วันนี้ ( 2 ตุลาคม 2559 ) มีความคิดว่าอยากไปเยือนอยุธยา เมืองเก่าของเราเเต่ก่อน... 

ออกเดินทางโดยรถเครื่องจักรอันเก่าเเก่ จากสถานีรถไฟสามเสน ด้วยค่าโดยสารที่เเสนถูก 20 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางก็เพลิดเพลินเจริญใจกับวิวสองข้างทาง ถ้าหิวก็มีพ่อค้าเเม่ขาย เร่เอาอาหารเเละเครื่องดื่มมาบริการ ราคาพอรับได้ 20-30 บาท เเต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า คุณภาพจะเป็นอย่างไร...





พอสายๆ เริ่มสังเกตเห็นคุณตำรวจรถไฟขึ้นมาตรวจตราสิ่งของสัมภาระเเละสิ่งผิดกฏหมาย รวมถึงผู้โดยสาร กล่าวคือเจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรประชาชนทุกคน พร้อมกับถามว่าไปไหน (อยากรู้ว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า) ซึ่งทุกคนบนขบวนก็ให้ความร่วมมือที่ดี ...



กำลังนั่งเรือข้ามเเม่น้ำไปอีกฝั่ง...



ถึงจังหวัดอยุธยาประมาณ 9 โมง เดินมาตามทางจากข้อมูลที่ได้มา ไปขึ้นเรือข้ามฝั่งกัน ค่าบริการ 5 บาท เห็นมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2-3 คน ที่เหลือเป็นชาวบ้านเเถวๆนั้น...



พอข้ามฝั่งโดยปลอดภัยก็เดินไปอีกนิดเดียว ก็จะเห็นร้านเช่าจักรยานอยู่ 2-3 ร้าน เผอิญติดต่อกับทางร้านเขาเเล้วว่าจะมา วันนี้เลยมาขอใช้บริการหน่อยนะ...

ร้าน December House ...
โฆษณาให้เเล้วกัน ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร เเต่เห็นเจ้าของเขาบริการดี เลยเเนะนำ...
อัตราค่าบริการ 
- จักรยาน 50 บาท / วัน 
- มอร์เตอร์ไซต์ 200 บาท / วัน
เอามาคืนก่อน 6 โมงเย็นเเล้วกัน อย่าเถลไถลล่ะ... เอ้อ ลืมบอกไปว่า มีบริการเช่าเรือเเละห้องเช่ารายวันด้วยนะ ไม่รู้กี่สตางค์ ลองถามได้เลย... 



จ่ายเงิน 50 บาทพร้อมบัตรประจำตัวประชาชน เเล้วเราจะได้รถจักรยานมา 1 คัน + เเผนที่...

เจ้าของเเนะนำพื้นที่ให้ฟังว่ามีที่ไหนบ้าง ที่เห็นๆก็จะเป็นสถานที่ที่นักท่องเทียวชอบไปกัน ดูเหมือนไม่เยอะ กำลังพอดี คนต่างถิ่นปั่นรอบเมืองเเค่นี้ก็พอ... 

เเน่นอนเขาไม่ได้บอกหรอกครับว่า "อย่าทะลึ่งออกนอกเส้นทางล่ะ" เเต่เราเป็นคนทะลึ่ง คิดว่าสถานที่ท่องเที่ยวในกระดาษเเผ่นนี้ไม่พอสำหรับเราหรอกนะจ๊ะ... 

ขอเรียนด้วยความเป็นจริงว่า ได้ติดตามในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้นเสด็จทุ่งมะขามหย่อง เเละมีความคิดว่าอยากไปที่นั้นนานเเล้ว เเละวันนี้ก็มีโอกาสอันดี ที่ได้มาเยือนเเละเห็นขอบเเผนที่ด้านซ้ายสุด มีรูปจุดหมายที่ต้องการไปอยู่ ดังนั้น ในบล๊อกนี้จะไม่เล่าถึงการเที่ยวตามวัดต่างๆ เเต่ขอตัดบทไปยัง "ทุ่งมะขามหย่อง" เลยนะครับ...



"ป้ายพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"...

ทุ่งมะขามหย่อง เเละ หอจดหมายเหตุ... 

ระหว่างทางต้องบอกเลยนะครับว่า ไม่มีใครปั่นจักรยานไปเลยสักคน ถนนสายนี้มีเเต่รถบรรทุก รถส่วนตัวที่ค่อนข้างเยอะ ประกอบกับที่เป็นถนนใหญ่ ก็คงไม่มีใครบ้าระห่ำปั่นจักรยานท่ามกลางเเดดร้อนๆหรอก...

ในเเผนที่ที่ได้มานั้น ต้องบอกด้วยว่าเราไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เลยต้องเปิด GPS ดูตลอด เเต่เมื่อปั่นมาสักระยะ คิดว่าไม่สามารถถอยหลังกลับได้อีกเเล้ว ต้องลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว ถึงเเม้ว่าจะมีอุปสรรคทั้งเเดดร้อน รถเยอะ ฝุ่นคลุ้ง เหนื่อยก็เหนื่อย เเต่ก็ต้องทน ในใจไม่เคยคิดเลยว่า "กำลังทำอะไรอยู่วะเนี้ย"...

บทเรียนครั้งนี้ สอนให้เรารู้ว่า "ถ้าเต็มใจทำอะไรบางอย่าง ถึงเเม้ว่ามันจะเหนื่อยหรือท้อขนาดไหน ถ้าทำมันได้ เรื่องทุกอย่างบนโลกนี้ก็ง่ายหมดเเล้วล่ะ..."

ใช้เวลาบนถนนสายนี้คนเดียว ท่ามกลางสภาพอากาศที่ชวนให้เป็นลมอย่างยิ่ง ประมาณ 45 นาที ก็ถึงเป้าหมายเเล้ว... 



หายเหนื่อยเลย ปั่นเข้าไปรอบๆอุทยานเเห่งนี้ พร้อมกับชมความงาม ความร่มรื่น คุ้มล่ะ เเต่ถ้ามาถึงที่นี่ได้ ก็คงต้องไปชมสถานที่อีกเเห่งหนึ่ง เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นผ่านทางโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์บ้างไม่มากก็น้อย...

ภายในศาลากลางน้ำเเห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เคยเสด็จมา เเละร่วมเสวยพระกระยาหารเมื่อปี 2555...



ด้านหน้ามีที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช... 



ข้างหลังมีรายนามชื่อของผู้บริจาคเเละสมทบทุนก่อสร้าง รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้นเสด็จมา ณ ที่เเห่งนี้...



บริเวณทางเข้า รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะคิดว่า ไม่น่าจะเข้าได้ เเต่ทางเจ้าหน้าที่ที่ดูเเลอยู่ บอกว่า "เข้าไปเลยน้อง"...



ด้านหน้า "ศาลากลางน้ำ" เเห่งนี้ เเลดูเรียบง่าย ไม่คิดว่า พระเจ้าเเผ่นดินจะเคยมาเหยียบเเละประทับอยู่...



ภายในห้องนั้น จะมีโต๊ะ เก้าอี้ ที่ทั้ง 3 พระองค์เคยประทับ ไม่มีการเคลื่อนย้ายไปไหน ซึ่งคิดว่า เป็นชุดโต๊ะประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนชาวไทยได้เห็นเเละชม นับเป็นบุญตาอย่างยิ่ง...



ทุกอย่างดูเรียบง่าย ถ้าสังเกต จะเห็นมีพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้ง 3 พระองค์ประทับอยู่ นี่เเหละ เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า พระองค์เคยเสด็จมาเเล้วจริงๆ...



ภาพมุมกว้าง ณ ศาลากลางน้ำเเห่งนี้ 



หลังจากอิ่มเอมกับความรู้สึกดีๆ ก็ถึงเวลาต้องกลับเเล้วล่ะ...

หลังจากนั้นก็ไปเดินเล่นรอบๆ เห็นอนุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยอันยิ่งใหญ่ตระการตา อยากรู้เดินเข้าไปชมเลย...



ประวัติการก่อสร้าง (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย) : 

ปี พ.ศ. 2534 ได้มีโครงการก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ในบริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่มีพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535...



ความยิ่งใหญ่ตระการตานี้ มีให้เห็นได้ในประเทศไทย ซึ่งไม่เเพ้ชาติใดๆในโลก...



วิวนี้ มองจากด้านหลังอนุสาวย์...



สภาพเเผนที่ หลังการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย สังเกตดีๆว่า มันเปียกไปหมด เพราะตอนปั่นกลับ ฝนก็ตก มือซ้ายถือเเผนที่ มือขวาถือโทรศัพท์ ดู GPS...



สภาพเเผนที่หลังจบทิป ใช้ได้คุ้มค่าจริงๆ กระดาษเเผ่นหนึ่ง 1 บาท เเต่บรรจุความทรงจำ รวมถึงประสบการณ์อันมีค่าไว้เต็มเปี่ยม (ตอนนี้ก็ยังเก็บเอาไว้ ในไดอารี่ส่วนตัว)...

เส้นทางที่ได้ปั่นไป คิดดูเเล้วกัน map ไม่พอ มีการต่อกระดาษด้วย มานั่งคิด... ไปได้ไงว้า...



ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่พระเจ้าเเผ่นดินเสด็จมา เเละเป็นเเรงบันดาลใจให้มนุษย์คนไทยคนหนึ่ง อยากตามเสด็จรอยพระบาทพระองค์ท่าน...

หลังจากวันนั้น ( 2 ตุลาคม 2559 ) ไม่นาน ประเทศไทยก็เกิดเหตุการณ์ร่ำไห้ทั้งเเผ่นดิน ที่ประสกนิกรชาวไทยสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ใกล้ชิดประชาชนอย่างไม่มีวันกลับ... 

13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 สวรรคต...


ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ขอให้พระองค์เสด็จสู่สรวงสวรรคาลัย...


นายณรงค์กร ดวงพรหม... เจ้าของเรื่อง...



Create Date : 22 ตุลาคม 2559
Last Update : 24 ตุลาคม 2559 0:31:57 น.
Counter : 1118 Pageviews.

2 comment
Chapter 3 : เมื่อข้าพเจ้าไปลงนามถวายพระพรในหลวง




วันนี้วันว่าง ตั้งใจว่าจะมาลงนามถวายพระพรในหลวง ภายในพระบรมมหาราชวัง... ซึ่เเต่เดิมนั้น จุดลงนามถวายพระพร ตั้งอยู่ที่ ศาลาศิริราช 100 ปี ที่โรงพยาบาลศิริราช เเต่ทางสำนักพระราชวัง ได้ย้ายมาที่ ศาลาสหทัยสมาคมเเทน...

ตอนที่มานั้น ยังคิดไม่ออกเลยว่า ศาลาสหทัยสมาคมตั้งอยู่ที่ไหน ถึงเเม้ว่าจะมาที่พระบรมมหาราชวังหลายครั้งก็ตาม ก็ไม่ทราบอยู่ดี เเต่พอไปถามทางเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับคำตอบว่า "อยู่ตรงโน้นครับ"... 



ถ้าเราเดินผ่านประตูเข้ามา ให้เราเดินตรงมาได้เลย โดยศาลาหลังนี้ ได้ตั้งอยู่ริ่มทางเสด็จพระราชดำเนินสู่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้านหลังใกล้ประตูพิมานไชยศรี ซึ่งก็มีป้ายบอกอยู่ เลี้ยวซ้ายไปเลยครับ...

(ดูเหมือนเดี๋ยวนี้จะจัดทางเข้าไว้เป็นระเบียบดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกๆวัน)...



เมื่อเข้าไปภายใน ก็จะได้สัมผัสลมจากเเอร์อันเย็นเฉียบ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังคอยต้อนรับอยู่... ประทับใจตรงที่ เปิดประตูให้ด้วย ทั้งๆที่ผู้ที่มาเปิดเข้าเอาเองก็ได้... 

ทางด้านขวามือ จะมีโต๊ะลงนามถวายพระพร สำหรับบุคคลทั่วไป พร้อมกับเจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะนั่งต้อนรับอยู่... 

เมื่อลงลงนามเสร็จ เราก็เดินออกมาที่ทางออก จะมีห้องข้างหน้าที่เข้าไปก็จะพบกับ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เเละโต๊ะสำหรับวางเเจกัน ดอกไม้อยู่ด้วย ถ้าเห็นในโทรทัศน์ นั้นเเหละ คือจุดเดียวกับที่เราได้นั่งลงเพื่อถ่ายรูปนั้นเเหละ... โชคเข้าข้าง ที่ไม่มีคน เลยได้รูปสวยๆ ดังที่เห็น...  



ทันทีที่เสร็จภารกิจหลักของการมาในครั้งนี้ ก็ได้เดินเข้าไปชมภายในพระบรมมหาราชวัง วังหลวงอันหนึ่งเดียวของประเทศไทย... ปรากฏว่า ทางเข้า จะมีสองช่อง สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เเละต่างชาติ... เเปลกใจมาก ที่ไม่ค่อยมีคนไทยเข้ามากันเลย เเต่ทางด้านขวามือ ทางเข้าของคนต่างชาติ กลับเเออัด เยอะเเยะเต็มไปหมด เเละกว่า 90 % ของคนที่มานั้น คือชาวจีน...



ดังที่เห็นนั้นเเล คนจีนยืนถือร่ม คุยขโมงโฉงเฉง งงไปเลย คิดว่าไปเที่ยวเมืองจีน เเต่ไม่เป็นไร คนต่างชาติมาเที่ยวกันเยอะๆ เงินจะได้ไหลเข้าประเทศมากๆ เฮ้อ...

เราได้มา วังหลวงเเห่งนี้ ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ช่วงเเรกๆ นักท่องเที่ยวไม่เยอะขนาดนี้ เเต่หลังๆมานี่ คนจีนมากันตรึม ทำให้คนไทยที่มา อยากจะซึมซับความรู้สึก บรรยากาศเเบบเดิมๆไม่มีอีกเเล้ว เพราะต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย เเละยังชมไม่ค่อยจะทั่วถึงอีกด้วย... 



ประตูที่เห็นทางขวามือนั้น เรียกว่า ประตูวิเศษไชยศรี เป็นประตูชั้นนอกพระบรมมหาราชวัง อยู่ระหว่างประตูวิมาเทเวศร์ เเละป้อมขันธ์เขื่อนเพชร ปัจจุบัน ประตูวิเศษไชยศรี เป็นประตูทางเข้าออกพระบรมมหาราชวังที่สำคัญที่สุด...



อากาศร้อนเปรี้ยงๆ ก็ยังมีทหารมาเดินสวนสนามให้ชมอีกด้วย จะถ่ายรูปก็ไม่ว่ากัน เเละยังมีนายทหารยืนยาม ตามจุดต่างๆให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปอีกด้วย เห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายคนชอบนะ เข้าไปคุย ตะเบ๊ะท่าล้อเลียนทหาร เเละถ่ายรูปอีกด้วย... 



ประตูสนามราชกิจของจริง เราได้เคยเขียนเอาไว้เเล้วในตอนไปเที่ยวนิทรรศน์รัตน์โกสินทร์ ถ้าใครเคยอ่าน อาจผ่านตา เพราะที่เห็นที่พิพิธภัณฑ์นั้น เป็นเเบบจำลอง เเต่ที่เห็นในรูปนี้ คือของจริงครับ...



ปิดท้ายด้วยรูปสวยๆ ของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท...



Create Date : 05 มิถุนายน 2559
Last Update : 5 มิถุนายน 2559 21:02:01 น.
Counter : 797 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

Valentine's Month



mr.องค์ชายเต้
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อิ อิ
หวัดดีจ้า
หวัดดีนะ
หวัดดีคับ

บ๊าย บาย ค่ะ....