Chapter 5 : เยี่ยมชมพระโกศ พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พระนคร




เข้าเฝ้าราชสกุลมหิดล @ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
 ๐๓.๑๒.๒๕๕๙

“พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล” วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณหน้ามุขด้านทิศตะวันออกของโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระอัฐิ (กระดูก) และพระราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก)ของพระบรมวงศานุวงศ์หรือพระประยูรญาติผู้ที่สืบสายตรงแห่งราชสกุลมหิดล จากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าพระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ดังนี้

(๑) พระบรมราชสรีรางคารส่วนหนึ่ง และพระตโจ (หนัง) ส่วนพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ อัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๘

(๒) พระทนต์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าอัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานพร้อมกันกับพระราชสรีรางคารของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกโดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ ทรงตรัสว่า “ไว้เป็นเพื่อนลูกแดง”

(๓) พระราชสรีรางคารของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก่อนเสด็จสวรรคต พระองค์ท่านได้กราบบังคมทูลพระราชมารดา ให้บรรจุพระราชสรีรางคารส่วนหนึ่งของพระองค์ไว้ ณ พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล ของวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เพื่อให้หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ได้มีโอกาสมาถวายสักการะได้โดยสะดวกโดยไม่ต้องเข้าไปถึงหอพระธาตุมณเฑียร บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอาจจะเป็นการลำบากสำหรับหม่อมสังวาลย์ฯ ทั้งนี้ ภายหลังจากงานพระเมรุมาศที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้มีการสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานรวมไว้ด้วย

(๔) พระอัฐิส่วนหนึ่งของพระโสณี (สะโพก) ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นพระอัฐิเมื่อคราวที่ทรงหกล้มและเสด็จเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช อัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๘

(๕) พระทนต์ของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรอัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๑

(๖) พระทนต์และพระเกศาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อัญเชิญมาประดิษฐานไว้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ สำหรับพระทนต์ เป็นธรรมเนียมในเวลาถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อเพลิงโทรมแล้ว เจ้าพนักงานจะอัญเชิญพระทนต์มาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระทายาทของพระบรมศพหรือพระศพ แล้วก็จะทรงพระราชทานเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงพระศพ โดยพระทายาทก็จะทรงเก็บรักษาพระทนต์นั้นไว้บูชาสักการะ เช่น พระทนต์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าและสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ที่อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร

ดังนั้น พระสถูปเจดีย์แห่งราชสกุลมหิดล วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
จึงมีครบทุกพระองค์ที่ล่วงลับไปแล้วแห่งราชสกุลมหิดล ซึ่งสืบสายตรงจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ด้วยพระองค์ท่านทรงมีความผูกพันกับวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เป็นอย่างมาก โดยพระองค์ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะเป็นพระสถูปเจดีย์ครึ่งองค์...

***Cr.จากอินเตอร์เน็ต***



สถูปเเสดงถึงความเรียบง่าย คนผ่านไปผ่านมาจะไม่รู้เลยว่า ภายในนั้นบรรจุพระบรมอัฐิ เเละพระอัฐิของเจ้าฟ้าเจ้าเเผ่นดินอยู่...


หลังเสร็จจากการเข้าถวายสักการะ พระบรมอัฐิ พระอัฐิ เราก็ออกเดินทางไปยังสถานที่ๆ ที่เคยมาเมื่อตอนต้นปี บัดนี้มาอีกครั้ง เพราะเห็นว่า"เข้าชมฟรี" เเละมีการจัดงานภายในรูปเเบบใหม่ เลยอยากเข้ามาเยี่ยมชมอีกสักครั้ง...



วันหยุดสุดสัปดาห์ วันนี้วันเสาร์เห็นบุคคลทั่วไป รวมถึงนักเรียน นักศึกษามากันเยอะเเยะเต็มไปหมด ขนาดมาเร็ว (๑๐.๓๐ น.) ยังได้รอบเข้าชมตอนเที่ยงกว่าๆเลย เเต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อมาเเล้ว ก็ต้องชมสินะ ถึงจะถือว่ามาถูกที่ เรามีเวลาเหลือเยอะเลยไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดชั้นลอย อ่านไปอ่านมาชักเบื่อ เลยลงมาเดินเล่นชั้นล่าง ก็เห็นมีนิทรรศการที่เขาจัดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นั่นคือ นิทรรศน์การร่วมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙... ว่าเเล้วเราก็เข้าไปชมกันครับ...



บัตรเข้าชม "ศูนย์บาทถ้วน"... เราเลือกเส้นทางที่ ๒ เพราะมีสิ่งต่างๆที่น่าค้นหาเเละเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวสยามสมัยก่อน เเละที่สำคัญคือ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งเเต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๙...



พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙...



บรรยากาศภายใน...



ภายในจะจัดเเสดงนิทรรศการขนาดย่อมๆ เเถมมีกิจกรรมด้วย เเต่ต้องลงทะเบียนก่อนที่หน้างาน จะได้ Passport มา ๑ เล่ม ซึ่งเราจะร่วมทำกิจกรรมหรือไม่ทำก็ได้ เเต่เราเลือกที่จะไม่ทำ...

จุดนี้ เเสดงถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆของในหลวงภูมิพล ๕ ด้านดังที่เห็นในรูป...


ส่วนสิ่งของที่เห็นทั้งหมดนี้ ได้รับทูลเกล้าถวายจากพระราชอาคันตุกะ หรือ บุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเเต่ละประเทศก็จะมีของดี ของสำคัญ เเละวันนี้ก็ได้นำออกเเสดง ให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชม...











ประชาคมโลก น้อมรำลึก เเละร่วมสืบสานพระราชปณิธาน 

World Community Remember and Vows to Perpetuate Royal Ideals 



บรรยากาศภายใน มุมกว้างทั้งสองด้าน





ก่อนเข้าชม ขอบอกก่อนว่า Chapterไม่ได้มาเล่าเรื่องภายในนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ คือตอนเเรกคิดว่า มีการจัดในรูปเเบบใหม่ เเต่พอเมื่อกี้ไปถามพี่ๆเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่า ยังคงเดิมทุกอย่างไม่เปลี่ยนเเปลง... สรุป เราเข้าไปชมครั้งนี้ ก็เหมือนครั้งก่อน เเต่ห้องสุดท้าย ที่มีพระราชประวัติรัชกาลที่ ๙ ไม่มีเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลง เนื่องด้วยพระองค์สวรรคตเเละถือว่าผลัดเเผ่นดินไปเเล้ว เเละตอนนี้เป็นรัชสมัยของรัชกาลที่ ๑๐...

เเต่เมื่อตอนที่เข้าชมครั้งเเรกๆ เเละเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี บอกเลยว่าทำให้เราร้องไห้ เเละถึงกับต้องยืนเเสดงความเคารพหลังเพลงจบด้วยเเหละ... 



จบจากเส้นทางที่ ๒ ก็ขึ้นไปชมวิวด้านบน เลยถ่ายรูปมุมกว้างมาให้ดูกัน พึ่งสังเกตุว่า โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโลหะปราสาทองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลก ได้ถูกเปลี่ยนสีจาก "สีดำ" มาเป็น "สีทอง" เเล้ว สวยงามจริงๆ...





จบจากนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่ต่อมาก็เป็น "พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พระนคร"

--NATIONAL MUSEUM--

ช่วงนี้เปิดให้เข้าชมฟรี ปกติเสียค่าบริการครั้งละ ๒๐ บาท ต่างชาติ ๑๐๐ บาท

วันนี้จะพาเข้าไปชมโรงราชรถ ใครพร้อมเเล้วก็เลื่อนลงด้านล่างได้เลยนะจ๊ะ...



ประวัติโรงราชรถ
จากหลักฐานหนังสือ "เรื่องกรุงเก่า" กล่าวว่า มีโรงใส่พระมหาพิชัยราชรถ อยู่ริมกำเเพงคั่นท้องหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ภายนอกประตูพระราชวัง ชั้นกลาง โรง ๑ ซึ่งได้สูญไปกับเพลิงในสงคราม

ครั้งเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐...

ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างพระพิชัยราชรถ ใช้เป็นราชูปโภคสืบต่อมา ๗ รถ จากหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๓ ปี พ.ศ. ๒๓๘๖ กล่าวว่ามีโรงเก่าอยู่

ที่ริมตึกดิน ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง เเละโปรดให้เกณฑ์เลกมาชักลากพระมหาพิชัยราชรถไปไว้ที่ โรงรถทำใหม่ ซึ่งอยู่เเห่งใดไม่เป็นที่ปรากฏ...

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ย้ายโรงพระมหาพิชัยราชรถมาไว้ที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ตั้งเป็นโรงเก็บราชรถสำคัญ ๒ โรง โดยให้อยู่ในความดูเเลของกรมตำรวจ...

ถึงสมัยรัชกาลที ๗ ได้โปรดเกล้าพระราชทานพระราชวังบวรสถานมงคล ให้เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร (ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พระนคร) อยู่ในการกำกับดูเเลของราชบัณฑิตยสภา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา จึงให้สร้างโรงราชรถขึ้นใหม่ ลักษณะเป็นโรงหลังคาทรงจั่ว ๒ หลัง เชื่อมต่อกันด้วยมุขขวาง ภายในเปิดโล่งถึงกันโดยตลอด เเล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๗๒...

พ.ศ. ๒๕๓๖ กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์โรงราชรถขึ้นใหม่ โดยต่อเติมมุขหน้า ใช้เป็นเป็นที่เก็บรักษาเเละจัดเเสดงราชรถสำคัญของเเผ่นดิน รวมทั้งเครื่องประกอบในการพระราชพิธีพระบรมศพเเละพระศพในปัจจุบัน...



พระมหาพิชัยราชรถ 
มีนามหมายถึง ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เป็นมงคลนาม ตามคติการสร้างรถศึกของอินเดียโบราณ ใช้เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระเจ้าเเผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 

โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ลักษณะเป็นราชรถทรงบุษบกขนาดใหญ่ มีขนาดกว้าง ๔.๘๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๑๑.๒๐ 

เมตร หนัก  ๑๓.๗๐ ตัน ตกเเต่งด้วยชั้นเกรินประดับกระหนกเศียรนาค กระหนกท้ายเกริน เเละรูปเทพพนมโดยรอบ ใช้อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าเเผ่นดิน พระบรมชนก พระราชชนนี พระอัครมเหสี 

เเละพระมหาอุปราช ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้เป็นพิเศษ...



เกรินบันไดนาค
คืออุปกรณ์ที่ใช้อัญเชิญพระโกศขึ้นสู่ราชรถโดยการหมุนกว้านเลื่อนเเท่นที่วางโกศขึ้นไปตามรางเลื่อนไม้จำหลักรูปนาค จึงเรียกบันไดนาค...

เเท่นที่วางพระโกศ เป็นเเท่นสี่เหลี่ยมท้ายเกรินมีลักษณะคล้ายสำเภา สำหรับพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งประคองพระโกศพระบรมศพ ประดิษฐ์ขึ้นโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษณ์

มนตรี ใช้ครั้งเเรกในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕...



ยานมาศสามลำคาน
เป็นยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทอง มีพนักโดยรอบ เเละมีคานหาม ๓ คาน จึงเรียกยานมาศสามลำคาน ใช้คนหาม ๒ ผลัด ผลัดละ ๖๐ คน ใช้สำหรับอัญเชิญพระโกศ

พระบรมศพจากพระบรมมหาราชวังขึ้นสู่ราชรถ เเละใช้ทรงพระโกศพระบรมศพในการเวียนพระเมรุ...





พระโกศเเละหีบพระศพไม้จันทร์ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙...

การถวายพระศพลงในหีบพระศพมาจากพระประสงค์ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยสมเด็จย่าทรงรับสั่งว่า ให้นำท่านลงหีบ ซึ่งพระราชกระเเสรับสั่งนี้เกิดขึ้นเมื่อคราพิธีสรงน้ำสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ ) ซึ่งสมเด็จย่าเสด็จด้วย เเละได้เห็นการทำพระสุกำหรือมัดตราสังค์พระบรมศพเเล้วอัญเชิญลงสู่พระบรมโกศ ซึ่งเป็นไปด้วยความทุลักทุเล พระองค์เลยตรัสว่า "อย่าทำกับฉันอย่างนี้ อึดอัดเเย่" ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับสมเด็จพระพี่นางในรัชกาลที่ ๙...



พระโกศไม้จันทร์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ 

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘
เหตุที่ไม่มีหีบพระศพไม้จันทร์เพราะสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณีในพระโกศ เลยไม่มีการสร้างหีบพระศพไม้จันทร์ขึ้น...

จะสังเกตุเห็นรอยไหม้ตรงพระโกศไม้จันทร์ เป็นเพราะว่าตามโบราณราชประเพณีจะมีการถวายพระเพลิงพระศพพร้อมกับพระโกศไม้จันทร์ เเต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นถึงความสำคัญของศิลปะไทยสมัยโบราณ จึงโปรดให้เก็บรักษาพระโกศไม้จันทร์นี้ไว้ เพื่อให้เป็นสิ่งศึกษาต่ออนุชนรุ่นหลังภายภาคหน้า



พระโกศไม้จันทร์ของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕

เหตุที่ไม่มีหีบพระศพไม้จันทร์เพราะเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ทรงถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณีในพระโกศ เลยไม่มีการสร้างหีบพระศพไม้จันทร์ขึ้น...





พระโกศเเละหีบพระศพไม้จันทร์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพจัดขึ้นวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑



ถ้าใครเข้าไปภายในสถานที่เเห่งนี้จะเห็นอยู่พระโกศหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่เด่นเห็นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆที่บ่งบอกเป็นของพระราชวงศ์ชั้นสูง เเต่เมื่อฟังจากเจ้าหน้าที่ที่ดูเเลสถานที่เเห่งนี้ เราค่อนข้างตกใจมาก เพราะพระโกศที่เห็นนี้ ถ้าใครไม่รู้จะคิดว่าเป็นพระโกศของพระบรมวงศ์ชั้นสูงสมัยโบราณ... เเต่ที่ไหนได้ พระโกศใบนี้ เป็นของรัชกาลที่ ๑ ซึ่งสร้างขึ้นเฉพาะพระองค์ มีอายุประมาณ ๒๐๐ กว่าปี... คือต้องบอกว่าขนลุก เพราะเข้าไปชมทีไร ก็ไม่มีใครบอก เเถมป้ายก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าของพระองค์ไหน... 



ยอดพรหมพักตร์ที่เห็นนั้น คือยอดพระเมรุมาศที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗...



เวชยันตราชรถ
มีนามหมายถึงรถของพระอินทร์ ลักษณะเป็นราชรถทรงบุษบทพิมานขนาดใหญ่ กว้าง ๔.๘๕ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๑๑.๗๐ เมตร หนัก ๑๒.๒๕ เมตร จำหลักตกเเต่งลวดลายวิจิตร สร้างขึ้นพร้อมกับ

พระมหาพิชัยราชรถ เพื่อใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ในปี พ.ศ. ๒๓๓๙ โดยพระมหาพิชัยราชรถ ใช้เป็นราชรถทรงพระบรมอัฐิเเละเวชยันตราชรถใช้เป็นรถพระที่

นั่งรอง จากนั้นใช้การพระศพสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ชั้นเจ้าฟ้าสืบมาถึงรัชกาลที่ ๖...

ต่อมาพระมหาพิชัยราชรถ สำหรับทรงพระบรมศพชำรุด จึงใช้เวชยันตราชรถเป็นราชรถทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ เเละพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอา

นันทมหิดล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ครั้งสุดท้ายใช้ในการอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗...

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกล้าออกหมายเรียกว่า "พระมหาพิชัยราชรถ"...



ภาพมุมกว้างภายใน...



เกร็ดความรู้ :: บริเวณประตูนั้นจะสร้างปูนให้สูงขึ้นเล็กน้อย เปรียบเสมือนเป็นธรณีประตู คราใดที่ต้องใช้งาน ก็จะมีการทุบกำเเพงปูนนี้ เเละเมื่อใช้เสร็จเเล้ว จะมีการก่อกำเเพงปูนขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นเคล็ดที่ว่า ราชรถที่เก็บในโรงเก็บราชรถ จะได้ไม่ต้องออกไปอีก เปรียบว่าจะไม่มีพระราชวงศ์องค์ใดสิ้นอีก...



Create Date : 04 ธันวาคม 2559
Last Update : 4 ธันวาคม 2559 18:15:01 น.
Counter : 694 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



mr.องค์ชายเต้
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อิ อิ
หวัดดีจ้า
หวัดดีนะ
หวัดดีคับ

บ๊าย บาย ค่ะ....