รอ...สักวันคงมาถึง
Group Blog
 
All Blogs
 

ดวงตะวันส่องฉาย(ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา)

“การเดินทางของวงกลมและเส้นขนาน”

เขาเป็นนักดนตรี เธอเป็นนักเขียน ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ในห้องหมายเลข17 และห้องหมายเลข 19 ทั้งสองอยู่ห้องติดกันห่างเพียงกำแพงกั้น แต่กลับไกลกันเหมือนถูกบังด้วยภูเขาทั้งลูก ทั้งสองไม่เคยได้พบกัน เนื่องจาก “เธอ” ชอบเลี้ยวซ้าย ส่วน “เขา” ชอบเลี้ยวขวา แต่แล้วในวันที่แดดส่อง โชคชะตาได้นำพาให้เขาทั้งสองได้มาพบกัน ประทับใจซึ่งกันและกัน และก็แยกพวกเขาให้จากกันด้วยสายฝนอันโปรยปราย
นี่คือเรื่องราวจากหนังสือ ดวงตะวันส่องฉาย (ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา) หรือ A Chance of Sunshine ของจิมมี่ เหลียว (Jimmy Liao) แปลเป็นภาษาไทยโดย ’ปราย พันแสง หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 6 ภาษา นอกจากนี้ยังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องว่า Turns Left Turns Right ซึ่งกำกับโดยตู้ฉีฟงและเหว่ยเจียฮุย ชื่อของ จิมมี่ เหลียว นักวาดภาพประกอบและนักเขียนชาวไต้หวันคนนี้ คงเป็นที่คุ้นเคยในแวดวงคนรักการอ่านไม่มากก็น้อย จากผลงานเช่น ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์(Then The Moon Forget) ดอกไม้บานในใจฉัน(A Garden in My Heart) รวมทั้ง ดวงตะวันส่องฉาย (A Chance of Sunshine) และผลงานอื่นๆอีกหลายเล่ม ผลงานของเขามีทั้งเรื่องยาว บทความ และสมุดบันทึกที่มีภาพประกอบ จิมมี่มักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตผู้คน และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ด้วยภาษาที่เรียบง่าย สั้นกระชับและ สะท้อนให้เห็นถึงบางแง่มุมของชีวิตผู้คนในปัจจุบัน ผ่านลายเส้นที่ละเอียดอ่อน พลิ้วไหว
ภาพหนึ่งภาพแทนความหมายได้นับล้าน คำบางคำก็ส่งต่อความหมายได้มากมายมหาศาล รูปภาพที่สวยงามกับ ถ้อยคำที่นุ่มนวล ละเมียดละไม ที่สอดประสานกันทำให้เรื่องราวลงตัวและเต็มไปด้วยความความรู้สึก
ในหนังสือเล่าเรื่องผ่านฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน ถ่ายทอดทั้งอารมณ์เหงาในยามที่อยู่คนเดียว อารมณ์สุขเมื่อได้พบ และ อารมณ์เศร้าเมื่อต้องพลัดพราก หนังสือเล่มนี้ ให้ความรู้สึกทั้งเหงาทั้งอบอุ่น หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของชายหญิงที่โดดเดี่ยว มีเพียงความเหงาเป็นเพื่อน ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับใคร จุดเริ่มต้นของงานเขียนนี้เกิดจากที่ครั้งหนึ่ง ข้างห้องพักของจิมมี่กำลังซ่อมแซมบ้านใหม่ ซึ่งส่งเสียงดังมากจนจิมมี่ไม่สามารถวาดและเขียนงานต่อไปได้ ในเวลานั้นเขานึกสงสัยขึ้นมาว่าเพื่อนบ้านของเราเป็นใครกันนะ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ทำให้เขานึกได้ว่าที่แท้เราไม่เคยได้เห็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันมาก่อน ถึงพบกันข้างนอกก็ไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน จิมมี่จึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ภาพในหนังสือแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อทั้งสองเข้าไปในเมือง ท่ามกลางผู้คนมากมาย ผู้คนเหล่านั้นต่างก็วุ่นวายกับธุระของตัวเอง ไม่มีใครมาสนใจกัน ตัวละครทั้งสองก็เป็นตัวแทนของคนเมืองเหล่านั้น พวกเขาอยู่ห้องติดกันแต่พวกเขาก็ไม่รู้จักกัน ทั้งสองต่างจมอยู่กับตัวเอง ใช้ชีวิตโดยลำพังและไม่มีความกล้าพอที่จะเปิดโอกาสรับสิ่งใหม่ๆ
จิมมี่ใช้ความบังเอิญพาพวกเขามาอยู่ในสถานที่เดียวกันอยู่เสมอหรือบางครั้งพวกเขาก็มีความคิดเห็นพ้องกันโดยไม่รู้ตัว พวกเขาสวนกันไปมาดั่งเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ เพียงเพราะนิสัยบางอย่าง นั่นคือ เธอชอบไปทางซ้ายส่วนเขาชอบไปทางขวา หนังสือแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเลือกที่จะคลายความเหงาและคลายความรู้สึกที่โดดเดี่ยวโดยการเล่นกับแมวข้างถนน ให้อาหารนกที่สวนสาธารณะ หรือเล่นกับเด็กในรถเข็น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากทั้งสองคนจะชอบอะไรเหมือนๆกันแล้ว พวกเขาก็มีสิ่งที่กลัวเหมือนๆกัน คือ กลัวความเจ็บปวดที่อาจเกิดจากความสัมพันธ์กับผู้อื่น กลัวที่จะรัก กลัวที่จะพลัดพราก ดังนั้นสิ่งที่เขาเลือกหาความสุขคลายความเหงาจึงเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อความผูกพันซึ่งกันและกันกับผู้อื่น

จะด้วยพรหมลิขิตหรืออะไรก็ตาม พวกเขาได้มาพบกัน ณ วงกลมที่ซึ่งจุดเริ่มต้นก็คือจุดสิ้นสุด ไม่ใช่เส้นตรงที่อาจขนานกันอย่างไม่มีวันได้พานพบ พวกเขาเลือกที่จะเปิดใจรับในสิ่งใหม่ๆ และลองเสี่ยงกับความสัมพันธ์ที่พวกเขาเลือก ด้วยหวังว่าความเหงาและความโดดเดี่ยวจะหายไป บางอย่างบอกพวกเขาว่าการรอคอยกำลังจะจบลง ความอบอุ่นดุจดวงตะวันได้ส่องเข้ามาในหัวใจของคนสองคน ก่อนแยกพวกเขาออกจากกันด้วยสายฝนอันฉ่ำเย็น สายฝนพาพวกเขากลับไปอยู่ในวิถีแห่งเส้นตรงอีกครั้ง กลับไปอยู่ในวิถีแห่งซ้าย ขวา และกลับไปเป็นคนเหงาที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ความเหงากัดกินพวกเขามากกว่าเก่า ต้นไม้ในห้องค่อยๆเหี่ยวเฉาลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจิตใจของเจ้าของห้องทั้งสองได้เป็นอย่างดี

หนังสือหนึ่งเล่มแต่ให้ความรู้สึกหลากหลาย บางคนอาจประทับใจเรื่องราวของพรหมลิขิตที่นำพาคนเหงาสองคนมาพบกัน หรือทำให้ใครบางคนหันกลับมาดูรอบๆตัว ว่าได้พลาดสิ่งดีๆที่อาจอยู่รอบๆตัวไปบ้างหรือเปล่า และอาจทำให้ใครหลายคนหันมาใส่ใจผู้คนรอบข้างมากขึ้น แต่ไม่ว่าใครจะรู้สึกอย่างไรสิ่งที่ทุกคนน่าจะได้รับไม่แตกต่างกันจากหนังสือเล่มที่มองโลกในแง่ดีเล่มนี้ คือ ความหวัง กำลังใจ และความอบอุ่นดุจดวงตะวันส่องฉาย แม้ในความเป็นจริงโอกาสและความบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นซ้ำได้ง่ายๆ เพราะบางสิ่งหากเราไม่ออกแรงจนสุดกำลังในการรักษามันเอาไว้ สิ่งนั้นอาจหลุดลอยไปโดยไม่อาจหวนกลับมา การรอความบังเอิญหรืออาจเรียกหรูๆว่าพรหมลิขิตโดยไม่ได้ลงมือทำอะไร อาจไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะจริงๆแล้วพรหมลิขิตอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความกล้าหาญและความพยายามที่จะเปิดรับซึ่งกันและกันของคนสองคนเท่านั้น

งานของจิมมี่ถ่ายทอดแง่มุมของตัวละครที่ทั้งสองคนต่างก็มีทั้งความหวังและความกลัวปะปนกัน หวังว่าได้พบ กลัวที่จะเจ็บปวด และกลัวการอยู่คนเดียว แต่ทั้งสองย่อมรู้ดีว่าถ้าไม่ใช้ความกล้าข้ามพ้นความกลัวก็คงต้องอยู่ต่อไปอย่างเดียวดาย สิ่งที่ควรจะเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งคือ ทุกครั้งที่เรากล้ารับความเจ็บปวด เราก็จะเข้มแข็งขึ้น บางทีเมื่อวงกลมบรรจบกันอีกครั้งเราอาจเอื้อมมือไปคว้าสิ่งที่เรารอคอยอย่างกล้าหาญ โดยไม่กลัวที่จะเจ็บปวดอีกต่อไป




 

Create Date : 11 เมษายน 2550    
Last Update : 11 เมษายน 2550 3:30:34 น.
Counter : 787 Pageviews.  


Valentine's Month


 
มะหวด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add มะหวด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.